God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 21 : ตอนที่ 20 ตระกูลหลิว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,624
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 498 ครั้ง
    20 ต.ค. 62

                นี่คือการดูแลศิษย์หลักห้าอันดับแรกงั้นหรือ หลังจากที่ซ่งไป่หลางได้รับตำแหน่งศิษย์หลักอันดับห้ามาโดยวิธีลัด เด็กหนุ่มจึงได้เข้าใจว่าแท้จริงแล้วโลกใบนี้ไม่มีความยุติธรรมอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว

                ด้วยตำแหน่งนี้ ขอเพียงโบกมือทรัพยากรฝึกฝนทั้งหมดก็จะเข้ามาหาโดยไม่ต้องลำบากออกล่าเลยแม้แต่น้อย แก่นวิญญาณสัตว์ปีศาจจำนวนมากเท่ากับที่ต้องใช้เวลาไล่ล่าหลายวันสามารถจัดหามาได้ในไม่กี่ชั่วก้านธูปด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว

                ยังมีวิชาระดับสูงของนิกายที่ไม่จำเป็นต้องทำภารกิจใดๆแลกเปลี่ยน ซ่งไป่หลางได้รับสิทธิ์ให้ศึกษาวิชาทั้งหมดอย่างอิสระทำให้สามารถพัฒนาตัวเองได้อีกมากมายมหาศาล

                อย่างไรก็ตามเวลาของการประลองสิบนภาเหลือเพียงสิบวันเท่านั้น ไม่มากพอที่จะให้เขาฝึกฝนวิชาจำนวนมาก ซ่งไป่หลางได้แต่ตัดใจเลือกฝึกวิชาเพียงวิชาเดียวที่เหมาะสมมากที่สุด

                ในบรรดาแก่นแท้วิชาที่ข้าได้รับจากซากวิหารบัวสวรรค์ ข้าไม่สามารถฝึกฝนได้เพราะมันเป็นวิชาระดับสูงเกินไป ทว่าเมื่อเริ่มต้นด้วยวิชาที่ถูกดัดแปลงและตัดย่อจนกลายเป็นเพียงวิชาระดับสูง ข้าสามารถฝึกฝนพวกมันได้และต้องใช้เวลาอีกเล็กน้อยเพื่อพัฒนามันให้กลายเป็นวิชาระดับสวรรค์

                วิชาที่ซ่งไป่หลางเลือกฝึกคือวิชากายาบัวพิสุทธิ์ เป็นวิชาที่สามารถส่งเสริมพัฒนาร่างกายด้วยพลังลมปราณ ยิ่งเมื่อเข้าสู่ขั้นเที่ยงแท้และสามารถใช้พลังธาตุสอดประสาน วิชานี้จะกลายเป็นวิชาที่มีคุณค่าเป็นอย่างมากไม่แพ้เกราะบัวอัสนีของเทียนเจินเลย ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเมื่อผ่านความเข้าใจแก่นแท้ของซ่งไป่หลาง เขาสามารถพัฒนาวิชานี้จนถึงระดับสวรรค์ในอนาคต

                ด้วยวิชานี้แม้แต่ฝ่ามือธรรมดาของข้าก็สามารถโจมตีเกราะบัวอัสนีของเทียนเจินได้ ผสานกับท่าเท้าแปดบัวดาราก็สามารถพลิกแพลงการเคลื่อนไหวต่างๆได้มากมาย หากไม่ใช่คนที่มีพลังขั้นสี่เที่ยงแท้ขึ้นไปหรืออัจฉริยะที่มีความโดดเด่นมากเกินไปข้ามั่นใจว่าสามารถเอาชนะได้อย่างแน่นอน

                ซ่งไปหลางเหลือเวลาเพียงไม่กี่วัน ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาทั้งหมดทุ่มเทให้กับการฝึกฝนพลังลมปราณและวิชากายาบัวพิสุทธิ์ ขณะเดียวกันศิษย์คนอื่นๆที่ได้รับเลือกต่างก็ฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง รอคอยให้วันแห่งการประลองมาถึง

                ในที่สุดวันแห่งการประลองสิบนภาก็ได้มาถึง ศิษย์หลักและศิษย์สายในทั้งสิบคนได้มารวมตัวกันที่จุดนัดหมายของนิกาย เนื่องจากเจ้านิกายยังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการฝึกฝนหน้าที่ในการดูแลศิษย์สำหรับการประลองจึงตกเป็นของรองเจ้านิกายและผู้อาวุโสจาง สีหน้าของทั้งสองเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังเมื่อมองไปยังศิษย์แต่ละคน

                โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมองไปยังอู๋หลิว ฉินจีและซ่งไป่หลาง ทั้งสองรู้สึกได้ว่าครั้งนี้นิกายบัวสวรรค์จะต้องสามารถก้าวข้ามขึ้นมาเป็นนิกายห้าอันดับแรกของแคว้นได้อย่างแน่นอน

                ในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหมด ซ่งเจียหลานมองร่างของเด็กหนุ่มในตระกูลเดียวกันด้วยสายตาริษยาและคลั่งแค้น การปรากฏตัวและพุ่งทะยานของซ่งไป่หลางนั้นกะทันหันเกินไป รวดเร็วเกินไปทั้งยังไม่มีสัญญาณบอกกล่าวที่ชัดเจน เพียงพริบตาเดียวตัวตนของเขาก็ยิ่งใหญ่จนไม่อาจแตะต้อง ต่อให้มีพลังสูงกว่าหนึ่งขั้นแล้วอย่างไร ซ่งเจียหลานไม่มีทางก้าวไปสู่ตำแหน่งศิษย์หลักได้ในตอนนี้ ทั้งยังไม่อาจรู้ว่าชั่วชีวิตนี้จะมีโอกาสได้เป็นห้าอันดับแรกของศิษย์หลักนิกายหรือไม่

                ดูอย่างโม่เทียนหลางที่เคยเป็นศิษย์สายในอันดับหนึ่งเมื่อสองปีก่อน หลังจากทะยานเข้าเป็นศิษย์หลักได้เขาก็ยังเป็นเพียงศิษย์หลักชั้นปลายแถวคนหนึ่งเท่านั้น

                ภายใต้ความโดดเด่นของซ่งไป่หลาง ตัวตนและอิทธิพลของนางในตระกูลนั้นแทบจะเลือนหายไปหมดสิ้น ผู้คนในตระกูลทั้งหมดต่างเอ่ยถึงเพียงแค่ซ่งไป่หลางในฐานะอัจฉริยะอันดับหนึ่งคนใหม่ของตระกูล

                ในบรรดาคนทั้งหมดซ่งไป่หลางรู้จักแค่ซ่งเจียหลานและฉินจีเท่านั้น และด้วยความสัมพันธ์ที่มีเขาจึงเมินเฉยต่อซ่งเจียหลานโดยสิ้นเชิง และใช้เวลาไปกับการสนทนาเรื่องราวต่างๆกับฉินจีรวมถึงฝึกฝนตนเองในบางขณะ

                รองเจ้านิกายเห็นว่าทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมดแล้วจึงเริ่มการเดินทางโดยการเรียกสัตว์พาหนะประจำนิกายออกมา สัตว์ตัวนี้รูปร่างเป็นปลา ทว่ามันสามารถแหวกว่ายอยู่ในอากาศได้อย่างอิสระ ราวกับทั้งโลกคือบ่อน้ำของมัน ขนาดตัวของมันเทียบเท่าได้กับวิหารหนึ่งหลัง พลังของสัตว์ตัวนี้ก็แข็งแกร่งยิ่งกว่าทุกคน เป็นสัตว์ขั้นเหนือมนุษย์ที่ยากจะพบเจอ นับได้ว่าเป็นสัตว์พิทักษ์และพลังแฝงของนิกาย

                นี่ก็คือสัตว์ประจำนิกาย มัจฉาบัวสวรรค์ หางของมัจฉาบัวสวรรค์นั้นมีสีสันงดงามและซ้อนกันเป็นชั้น ในการเดินทางศิษย์ทั้งสิบถูกแบ่งออกไปให้นั่งอยู่ตามแพนหางของมัจฉาบัวสวรรค์ โดยที่ผู้อาวุโสจางและรองเจ้านิกายคอยนั่งอยู่ตรงช่วงลำตัวควบคุมการเคลื่อนไหวของมัน

                มัจฉาบัวสวรรค์ตัวนี้มีอายุมากพอสมควร คิดว่าคงเป็นหนึ่งในสิ่งที่เหลือตกทอดมาตั้งแต่สมัยที่นิกายยังรุ่งเรือง เซี่ยหยางวิเคราะห์

                ขณะที่ทุกคนขึ้นไปนั่งบนหางของมัจฉาบัวสวรรค์ ร่างของมัจฉาบัวสวรรค์สั่นสะท้านเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง แม้จะไม่สามารถเอ่ยได้ว่ามันกำลังคิดเช่นไรแต่รองเจ้านิกายและผู้อาวุโสจางกลับรู้สึกได้ว่ามันกำลังตื่นเต้นและมีความสุขเพราะอะไรบางอย่าง

                เป็นเขา เมื่อมองไปยังจุดที่ทำให้มัจฉาบัวสวรรค์เกิดอาการตื่นเต้นรองเจ้านิกายก็เผยสีหน้าเหลือเชื่อ เช่นเดียวกับผู้อาวุโสจาง เห็นได้ชัดว่าจุดที่ซ่งไป่หลางนั่งอยู่มัจฉาบัวสวรรค์ได้ส่ายหางของมันมากกว่าปกติ ราวกับว่ามันต้องการแสดงความรู้สึกเป็นมิตรกับซ่งไป่หลาง

                ไม่มีทางที่เจ้าหนูนี่จะมีโอกาสได้รู้จักกับมัจฉาบัวสวรรค์ก่อนหน้านี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่ามันสนิทสนมกับเจ้าหนูซ่งไป่หลางด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง รองเจ้านิกายครุ่นคิด

                ซ่งไป่หลางเองก็สัมผัสได้เช่นกัน ราวกับว่ามัจฉาบัวสวรรค์ต้องการพูดคุยกับตน หรือจะเป็นเพราะกลิ่นอายบางอย่างที่ติดตัวข้ามาจากซากวิหารบัวสวรรค์

                เด็กหนุ่มพยายามทำความเข้าใจท่าทีของมัจฉาบัวสวรรค์ ระหว่างนั้นเสียงของเซี่ยหยางได้ดังขึ้นมา

                เจ้าหนู หลับตาแล้วฝึกฝนพลังซะ มัจฉาบัวสวรรค์กำลังส่งกลิ่นอายพลังวิญญาณให้กับเจ้า ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้จะทำให้การฝึกฝนของเจ้าได้ผลดียิ่งกว่าฝึกในน้ำตกลมปราณเสียอีก

                ซ่งไป่หลางได้ฟังก็รีบหลับตาลงแล้วโคจรพลังฝึกตนทันที เด็กหนุ่มสัมผัสได้ถึงพลังอันบริสุทธิ์และแข็งแกร่งถ่ายทอดผ่านเข้ามาในร่างของตน พร้อมกันนั้นยังช่วยชำระล้างและทำให้แก่นแท้ความเข้าใจวิชาของนิกายบัวสวรรค์ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น

                เมื่อเริ่มออกเดินทางคนทั้งสิบสองต่างนิ่งเงียบและมีสมาธิอยู่กับตนเอง โดยเฉพาะอัจฉริยะทั้งสิบของนิกายที่ต่างจดจ่ออยู่กับการฝึกตนและเตรียมความพร้อมสำหรับการประลองที่จะมาถึง

                ความเร็วของมัจฉาบัวสวรรค์นั้นคล้ายจะไม่มาก ทว่าในความเป็นจริงนี่คือการเดินทางข้ามมิตินภา การแหวกว่ายหนึ่งครั้งของมัจฉาบัวสวรรค์ได้สร้างคลื่นกระเพื่อมส่งร่างของมันให้พุ่งทะยานไปไกลกว่าสิบลี้ในพริบตา

                นี่ก็คือหนึ่งในคุณสมบัติพิเศษของมัจฉาบัวสวรรค์ แหวกว่ายมิตินภา

                สถานที่จัดการประลองคือจุดศูนย์กลางของแคว้นสิบนภา เมืองหลวงนภาอันยิ่งใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วขนาดของเมืองบัวสวรรค์ใหญ่เพียงแค่หนึ่งในสิบของเมืองหลวงนภาเท่านั้น

                และผู้ที่ปกครองดูแลเมืองหลวงนภาก็คือตระกูลหมิงเจ้าแคว้นสิบนภา ผู้มีอำนาจเหนือสิบนิกายใหญ่ ปกครองดูแลแคว้นสิบนภา แม้แต่นิกายหมื่นดาราที่เป็นนิกายอันดับหนึ่งก็ยังอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของตระกูลหมิง

                เมื่อเดินทางมาถึงเมืองหลวงนภา ผู้อาวุโสคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้ามัจฉาบัวสวรรค์ ดวงตาจ้องมองไปยังศิษย์ทั้งสิบที่โดยสารมากับสัตว์วิเศษก่อนจะเปิดกว้างด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย

                เกิดอันใดขึ้นกับนิกายบัวสวรรค์กัน ศิษย์หลักเดินทางมาเพียงสี่คนเท่านั้น หรือคนที่มีพลังขั้นหนึ่งเที่ยงแท้นั่นคือศิษย์หลักอีกคนหนึ่ง แม้จะสงสัยทว่าผู้อาวุโสก็รีบแปรเปลี่ยนท่าทีออกไปต้อนรับกลุ่มของนิกายบัวสวรรค์

                รองเจ้านิกายบัวสวรรค์ ผู้อาวุโสจาง ไม่ได้พบพวกท่านเสียนาน เอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น

                รองเจ้านิกายยิ้ม ผู้อาวุโสแปด ขอบคุณท่านที่ให้เกียรติมาต้อนรับพวกเรา

                ที่แท้ผู้อาวุโสคนนี้ก็คือผู้อาวุโสแปดแห่งตระกูลหมิง ระดับพลังของเขาเทียบเท่าได้กับรองเจ้านิกายและผู้อาวุโสจาง ดังนั้นจึงได้รับความเคารพอย่างมาก

                ผู้อาวุโสแปด เด็กทั้งสิบคนนี้คือตัวแทนของนิกายบัวสวรรค์เรา ผู้อาวุโสจางเอ่ยแนะนำตัวศิษย์ของนิกายทีละคน

                กระทั่งถึงศิษย์หลักอันดับห้า ดวงตาของอาวุโสแปดฉายประกายด้วยความประหลาดใจ               

                ผู้อาวุโสจาง หรือว่านิกายของพวกท่านตั้งใจส่งศิษย์หลักมาแค่สี่คนเท่านั้น ผู้อาวุโสแปดเอ่ยถามอย่างไม่อาจหักห้าม

                ผู้อาวุโสจางยิ้มเจื่อน ผู้อาวุโสแปด เรื่องนี้ท่านจะได้ทราบคำตอบภายหลัง

                ผู้อาวุโสแปดส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องราวใดๆ หลังจากต้อนรับนิกายบัวสวรรค์เสร็จจึงสั่งให้คนของตนนำคณะของนิกายบัวสวรรค์ไปยังที่พักรับรอง

                การประลองสิบนภาจะเริ่มต้นในอีกหนึ่งชั่วยาม เมื่อถึงเวลาแล้วจะมีเด็กรับใช้ไปเรียกพวกท่านเอง ผู้อาวุโสแปดเอ่ยทิ้งท้าย

                หลางเอ๋อ สถานะของเจ้านั้นค่อนข้างพิเศษ จนกว่าการประลองจะเริ่มต้นขึ้นเจ้าจะต้องได้รับความกดดันจำนวนมาก อย่าได้ใส่ใจต่อคำพูดของผู้คน รอให้ถึงเวลาแล้วเจ้าย่อมสามารถหุบปากผู้คนได้อย่างง่ายดาย ผู้อาวุโสจางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม เทียนเฟิงที่มีพลังระดับสามเที่ยงแท้ก็ยังพ่ายแพ้ต่อซ่งไป่หลาง ถึงเทียนเฟิงจะไม่ใช่อัจฉริยะที่โดดเด่นในการประลองสิบนภาแต่ก็นับว่าอยู่ในระดับกลางๆ ซ่งไป่หลางเอาชนะเทียนเฟิงได้ง่ายดายย่อมสามารถแสดงความโดดเด่นได้อย่างแน่นอน

                ท่านอาจารย์ ข้าเข้าใจ ซ่งไป่หลางตอบรับอย่างไม่คิดมาก

                ภายใต้การช่วยเหลือของมัจฉาบัวสวรรค์ผนวกรวมกับทรัพยากรฝึกตนที่เขาได้รับ ตอนนี้พลังของซ่งไป่หลางพุ่งทะยานจนเกือบแตะถึงระดับสูงสุดของขั้นก่อกำเนิดแล้ว ขอเพียงมีเวลาอีกสักหน่อยย่อมฉีกกำแพงทะยานไปถึงขั้นครึ่งก้าวเที่ยงแท้ได้สำเร็จ

                เซี่ยหยางเองก็ไม่ได้กังวลเรื่องการประลองมากนัก ในความเห็นของเขาขอเพียงไม่ใช่อัจฉริยะที่โดดเด่นหรือพวกที่มีพลังสูงกว่าขั้นสี่เที่ยงแท้ย่อมไม่มีใครสามารถคุกคามซ่งไป่หลางได้

                ภายในจวนเจ้าเมือง หลิวจื่อฮวนผู้เป็นผู้นำตระกูลและผู้ปกครองแคว้นนั่งอยู่บนเก้าอี้อันทรงเกียรติของตน ดวงตาทรงอำนาจของผู้มีพลังระดับขั้นเหนือมนุษย์กวาดมองไปยังเหล่าผู้อาวุโสที่มาเข้าร่วมการประชุม

                การเตรียมการสำหรับงานประลองสิบนภาเป็นอย่างไร หลิวจื่อฮวนเอ่ยถามเสียงราบเรียบหากแต่แฝงด้วยพลังอันแข็งกร้าว

                ท่านผู้นำ จากบรรดานิกายทั้งสิบ บัดนี้มาถึงแล้วแปดและกำลังเดินทางอีกสอง ผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยตอบ

                คงเป็นนิกายหมื่นดาราและนิกายขุนเขาอัคคี หลิวจื่อฮวนถอนหายใจ มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่นิกายที่แข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่งและสองจะมีความเย่อหยิ่งและไม่ต้องการรอคอย พวกเขามักจะมาปรากฏตัวตอนที่งานเริ่มต้นเสมอ

                ในบรรดานิกายที่มาถึงทั้งหมดมีผู้โดดเด่นน่าจับตามองอยู่มากน้อยเพียงใด แม้ผู้เข้าร่วมประลองทุกคนจะถูกคัดมาจากศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดของทุกนิกายทว่าผู้ที่โดดเด่นอย่างแท้จริงนั้นกลับมีไม่มากนัก หลิวจื่อฮวนในฐานะที่เป็นผู้ปกครองแคว้นสิบนภา หากเขาได้พบเจอคนที่โดดเด่นเขาก็จะจับตามองและสนับสนุนอัจฉริยะผู้นั้นอย่างเต็มที่

                คนที่โดดเด่นจากนิกายหอกระบี่คือเซียนกระบี่น้อยเยว่จิง แม้นางจะมีระดับพลังเพียงขั้นสามเที่ยงแท้ทว่าความเข้าใจและชำนาญในวิชากระบี่ของนางยอดเยี่ยมนัก ถึงขั้นเอาชนะผู้มีพลังขั้นสี่เที่ยงแท้ได้ หากนางมีอาวุธที่ดีพอหรือมีโอกาสฝึกฝนจนก้าวหน้า ในอนาคตนางอาจกลายเป็นอัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยออกมา

                เซียนกระบี่น้อยก็นับว่าดีอยู่ ทว่าข้ากลับเห็นว่าวิหคอัสนี โยวหลันของนิกายยอดอัสนีนั้นยอดเยี่ยมยิ่งกว่า จากบรรดาผู้ที่มีพลังธาตุอัสนีทั้งหมดเขาเป็นผู้ที่โดดเด่นกว่าผู้ใด อีกทั้งพลังของเขาก็ก้าวสู่ระดับสี่เที่ยงแท้แล้วด้วย ผู้อาวุโสอีกคนเอ่ยแย้ง

                อืม โยวหลันผู้นี้ในปีก่อนหน้าเขาใช้วิชาอัสนีของตนก้าวขึ้นไปสู่ยี่สิบอันดับแรกได้สำเร็จ มาตอนนี้พลังของเขาก้าวหน้าไปอีกก้าวใหญ่ ข้าไม่แปลกใจเลยหากเขาจะได้สิบอันดับแรกมาครอบครอง

                ข้ากลับคิดว่าคนของนิกายวายุโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง เขาเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของนิกายนามว่าฟงเหยียน พลังอยู่ที่ระดับสี่เที่ยงแท้ ชำนาญวิชาธาตุวายุและวิชาดาบ มีการโจมตีที่รวดเร็วและเกรี้ยวกราดยิ่ง ปีที่แล้วเขาเป็นถึงสิบอันดับแรกเชียว

                ฮึ ต่อให้เด็กพวกนี้จะแข็งแกร่งหรือโดดเด่นมาจากที่ใดแต่หลังจากนิกายหมื่นดาราและขุนเขาอัคคีมาถึง เกรงว่าแสงของพวกเขาคงถูกบดบังจนหมดสิ้น ผู้อาวุโสคนหนึ่งแค่นเสียงด้วยความรู้สึกเหยียดหยาม ในความคิดของเขานอกจากศิษย์นิกายหมื่นดาราและขุนเขาอัคคีแล้ว คนอื่นๆล้วนไม่มีค่าพอให้เอ่ยถึง

                ทุกคนต่างเงียบเสียงอย่างไม่อาจเอ่ยคัดค้าน จริงอยู่ว่าในปีก่อนๆสิบอันดับแรกนั้นล้วนประกอบด้วยศิษย์จากนิกายหมื่นดาราและนิกายขุนเขาอัคคี มีเพียงอันดับเจ็ดที่มาจากศิษย์นิกายหอกระบี่ ทว่าคนผู้นั้นบัดนี้ก็หลุดพ้นจากตำแหน่งศิษย์หลักกลายเป็นผู้ฝึกสอนนิกายไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่อาจนำมาชี้วัดได้อีก

                ยังมิต้องเอ่ยถึงว่าปีนี้นิกายหมื่นดาราและนิกายขุนเขาอัคคีมีอัจฉริยะคนใหม่ปรากฏตัวทั้งคู่ พวกเขาล้วนเป็นศิษย์แห่งความภาคภูมิใจที่ปรากฏตัวในรอบร้อยปี คนหนึ่งคือเซียนหญิงน้อยบุตรสาวของท่านผู้นำ คุณหนูหลิวหลี่ อีกคนคืออสูรเพลิงร้ายกาจของนิกายขุนเขาอัคคี จ้าวฮุย ทั้งสองคนทะยานขึ้นมาเป็นศิษย์หลักของนิกายอย่างรวดเร็วทั้งยังไต่อันดับได้อย่างน่ากลัว พลังฝึกตนก็อยู่ในระดับสี่เที่ยงแท้แล้วเช่นกัน

                หากไม่นับศิษย์อันดับหนึ่งดั้งเดิมของแคว้นอย่างหลินหลันเทียนแล้ว เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดเป็นคู่ต่อสู้ให้กับคุณหนูหลิวหลี่ได้อีก ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย คุณหนูของตระกูลหลิวผู้นี้เป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นอย่างแท้จริง ด้วยอายุเพียงสิบเจ็ดปีนางก็สามารถมาถึงจุดนี้ได้แล้ว ไม่แน่อาจทะยานไปถึงขั้นเหนือมนุษย์ได้ก่อนอายุสามสิบเสียด้วยซ้ำ

                หลิวจื่อฮวนเผยรอยยิ้มภาคภูมิใจในตัวบุตรสาว ทว่าเมื่อกวาดมองไปเห็นสีหน้าแปลกประหลาดคล้ายกำลังครุ่นคิดของผู้อาวุโสแปดจึงเอ่ยออกไป ผู้อาวุโสแปด ท่านทำหน้าที่ต้อนรับนิกายบัวสวรรค์ หรือว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นในการทำงาน

                ผู้อาวุโสแปดถอนหายใจตอบว่า ท่านผู้นำ นิกายบัวสวรรค์มีอัจฉริยะที่น่าสนใจอยู่สองคน คนหนึ่งคืออู๋หลิว เมื่อปีที่แล้วเขามีพลังเพียงระดับสองเที่ยงแท้จึงไม่ได้เข้าร่วมประลอง ทว่าในปีเดียวกลับฝึกฝนอย่างรวดเร็วจนพุ่งทะยานมาเป็นระดับสี่เที่ยงแท้ กลายเป็นศิษย์อันดับสองของนิกาย ได้ยินมาว่าฝีมือโดดเด่นอย่างมาก

                ยังมีอีกคนเป็นศิษย์หญิงนามว่าฉินจี พลังของนางอยู่ที่ระดับสามเที่ยงแท้ทั้งที่เพิ่งสอบเลื่อนจากศิษย์สายในมาเป็นศิษย์หลักได้สำเร็จไม่นาน พลังฝีมือและเทคนิคการควบคุมยอดเยี่ยมยิ่งนัก ปัจจุบันกลายเป็นศิษย์อันดับสามของนิกายบัวสวรรค์ ข้าคิดว่านางมีคุณสมบัติไม่ด้อยไปกว่าเซียนกระบี่น้อยของนิกายหอกระบี่เลย

                ดวงตาของหลิวจื่อฮวนเผยความสนใจขึ้นมา

                ผู้อาวุโสแปดถอนหายใจ ทว่านิกายบัวสวรรค์กลับมีการกระทำที่แปลกประหลาด ศิษย์อันดับห้าของพวกเขาไม่ใช่ผู้มีพลังระดับเที่ยงแท้แต่กลับเป็นพลังระดับสิบก่อกำเนิด ข้าไม่เข้าใจว่าพวกเขาคิดอันใดอยู่

                อันใดกัน เหล่าผู้อาวุโสต่างอุทานด้วยความประหลาดใจ

                หรือว่านิกายบัวสวรรค์ไม่สามารถหาตัวแทนอื่นมาได้แล้ว ผู้อาวุโสอีกคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

                ช่างเถอะ เด็กนั่นคงถูกส่งมาให้ยอมแพ้เพียงเท่านั้น เราสนใจเพียงแค่คนที่โดดเด่นก็พอ หลิวจื่อฮวนไม่ได้ใส่ใจนัก

                อีกไม่นานการประลองก็จะเริ่มต้นแล้ว พวกเราไปเตรียมตัวที่ลานประลองเถอะ นิกายหมื่นดาราและนิกายขุนเขาอัคคีเองก็คงใกล้จะมาถึงแล้ว สิ้นคำของหลิวจื่อฮวนทุกคนจึงมุ่งหน้าไปยังสถานที่ประลอง

 

                ศิษย์พี่หลิน ข้าได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับอัจฉริยะคนใหม่ของนิกายขุนเขาอัคคี ว่ากันว่าเขามีเป้าหมายอยู่ที่อันดับหนึ่งในการประลอง ช่างโง่เขลานักเขาเป็นเพียงระดับสี่เที่ยงแท้จะเอาชนะอัจฉริยะระดับห้าเที่ยงแท้อย่างท่านได้ยังไง บนพาหนะวิเศษรูปร่างคล้ายเรือ ชายคนหนึ่งกำลังนั่งเหม่อจ้องมองไปบนท้องฟ้าอันแสนกว้างใหญ่ เมื่อได้ยินคำพูดเจี๊ยวจ๊าวที่ดังขึ้นจากด้านหลัง เขาหันไปหาเจ้าของเสียงก่อนจะยิ้มอย่างอบอุ่น

                จื่อน้อย เจ้าไม่ควรดูถูกผู้อื่นเช่นนั้น อันที่จริงมันไม่สำคัญว่าเจ้าจะมีระดับพลังเท่าไหร่ ในอดีตข้าเองก็เคยเอาชนะผู้ที่พลังเหนือกว่าตนเองเช่นกัน

                ผู้ที่ถูกเรียกว่าจื่อน้อยคือชายหนุ่มอายุประมาณสิบเก้าปี เขามีพลังระดับสี่เที่ยงแท้และเป็นศิษย์หลักอันดับสี่ของนิกายหมื่นดารา ศิษย์พี่หลิน หรือว่าข้าพูดผิดกัน ขนาดตอนที่ท่านพลังด้อยกว่าท่านยังเอาชนะได้ เมื่อท่านพลังเหนือกว่าท่านจะพ่ายแพ้ได้อย่างไร เจ้าอสูรเพลิงโง่เง่านั่นมีหรือจะมาเทียบรัศมีกับท่านได้

                ชายแซ่หลินยิ้มเจื่อนก่อนจะส่ายหน้าไม่โต้ตอบสิ่งใด

                พี่หลิน ข้าได้ยินจากท่านพ่อว่าหลังจากการประลองสิบนภาจบลง ท่านจะเป็นหนึ่งในสองตัวแทนของแคว้นสิบนภาเข้าสู่การประลองห้าสมุทร และหากท่านสามารถคว้าโอกาสได้สำเร็จ ท่านก็จะจากไปมุ่งหน้าสู่ดินแดนมิติที่เหนือกว่าสินะ เสียงสดใสของหญิงสาวผู้หนึ่งดังขึ้นดึงความสนใจของผู้คน

                หลินหลันเทียนหันมาหาหญิงสาว หลิวหลี่ เจ้าเองก็รู้เรื่องนี้ด้วยสินะ ถูกต้องแล้วเป้าหมายของข้าคือดินแดนที่สูงกว่านี้ อันที่จริงข้าไม่จำเป็นต้องลงประลองในครานี้แล้ว ทว่านี่คือคำสั่งของท่านอาจารย์ เพื่อตอบแทนบุญคุณของนิกายข้าจึงเข้าร่วมการประลองสิบนภานี้อีกครั้ง ไม่เช่นนั้นตำแหน่งอันดับหนึ่งของการประลองจะต้องเป็นของเจ้าไปแล้ว

                สำหรับผู้ที่แข็งแกร่งเช่นท่านคงคิดว่าการประลองนี้ไม่เหมาะสมกับตัวเองอีกต่อไปแล้วสินะ หลิวหลี่ทอดถอนใจ นางพอจะเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย

                อันที่จริงข้าก็แอบคาดหวังเล็กน้อย อสูรเพลิงที่ว่ากันว่าเป็นอัจฉริยะรุ่นใหม่ที่เก่งกาจ หากเขาแข็งแกร่งได้เท่ากับเจ้าเช่นนั้นการประลองนี้ก็อาจจะน่าสนใจขึ้นมาบ้าง ดวงตาของหลินหลันเทียนทอประกายเล็กน้อย

                หึ คู่ต่อสู้ของท่านก็คือข้าต่างหาก ระวังเถอะข้าจะชิงอันดับหนึ่งจากท่านในการประลอง หลิวหลี่เอ่ยจบก็สะบัดหน้าเดินจากไป

                หลินหลันเทียนถอนหายใจ หลิวหลี่ เจ้าเป็นอัจฉริยะจริงๆนั่นแหละ ทว่ากว่าเจ้าจะมาถึงจุดที่ข้ายืนอยู่นี้ข้าก็คงก้าวไปยังอีกจุดหนึ่งแล้ว สำหรับข้าแคว้นนี้ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจอีกแล้ว

               

-------------------------------------------------------------------------

หลังจากตอนนี้ผมจะเปลี่ยนเป็นลงเพิ่มวันละตอนครับ แต่ในเด็กดีอาจจะลงช้าหน่อย หรือถ้าเข้าสู่ช่วงขายแล้วจะเลิกลงในนี้ครับ สามารถติดตามต่อได้ที่ 

KAWEEBOOK

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 498 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น

  1. #106 yukai (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2562 / 05:35

    ขอบคุณ
    #106
    0
  2. #26 นัท (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2562 / 00:06

    โธ่ๆหนูซ่ง ของออเจ้า โชคดีอะไรปานนั้น ขนาดมัจฮาสวรรค์ยังเอ็นดู ถึงขนาดปล่อยพลังวิยญาณให้น้องซ่งเพื่อฝึกฝนพลัง โชคร้ายแต่เด็ก ตอนนี้พอโชคดีก็ 2 ชั้น 3 ชั้น ไปเรื่อยๆ จัดไปซ่งน้อยอย่าให้เสีย หุหุ

    #26
    0