God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 19 : ตอนที่ 18 แก่นวิญญาณ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,492
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 577 ครั้ง
    20 ต.ค. 62

                ภายในอาณาเขตพื้นที่ของสัตว์ปีศาจระดับสอง ซ่งไป่หลางยืนหยัดท่ามกลางซากศพของสัตว์ปีศาจจำนวนมาก ในนั้นยังมีสัตว์ปีศาจระดับสองจำนวนสามตัวรวมอยู่ด้วย

                นี่ก็คือพลังของวิชาระดับสวรรค์ ซ่งไป่หลางรู้สึกถึงความเหนือชั้นที่แตกต่างจากเดิม ฝ่ามือบัวสวรรค์และวิชาต่างๆของเขาถูกนำมาเริ่มต้นฝึกฝนใหม่ เพื่อให้กลายเป็นวิชาระดับสวรรค์ที่สมบูรณ์ ตอนนี้เขาฝึกได้สมบูรณ์เพียงแค่ฝ่ามือบัวสวรรค์ขั้นที่หนึ่ง ทว่าพลังของมันมหาศาลเสียจนแม้แต่สัตว์ปีศาจระดับสองยังไม่สามารถต้านทานได้

                ฮึ หากเป็นคนทั่วไปคงไม่สามารถใช้วิชาระดับสวรรค์ได้ แต่เจ้ามีพลังวิญญาณที่บริสุทธิ์และแข็งแกร่งนัก ยังมีโลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้ร่างกายพัฒนาเหนือมนุษย์ไปหลายขั้น อย่างไรก็ตามจนกว่าจะพัฒนาไปถึงระดับเที่ยงแท้ เจ้ายังไม่สามารถพัฒนาวิชาระดับสวรรค์ได้มากกว่าขั้นหนึ่ง

                ถึงแม้ว่าซ่งไป่หลางจะมีระดับเหนือกว่าคนทั่วไปหลายขั้นแต่ก็ยังคงมีขีดจำกัด เด็กหนุ่มไม่สามารถรองรับพลังของวิชาระดับสวรรค์ได้มากกว่าระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามลำพังวิชาขั้นสวรรค์ระดับหนึ่งก็ร้ายกาจมากพอที่จะบดขยี้วิชาระดับสูงที่มีความชำนาญต่ำกว่าระดับห้าทั้งหมดแล้ว

                ตอนนี้เจ้าสะสมแก่นวิญญาณของสัตว์ปีศาจขั้นสองได้ถึงสามสิบชิ้น ระดับหนึ่งอีกนับพัน เพียงแค่นี้ก็น่าจะมากพอให้ใช้ฝึกฝนถึงระดับสิบก่อกำเนิดแล้ว แต่การฝึกฝนต้องใช้เวลา เจ้าต้องเก็บตัวฝึกฝนนานนับเดือนจึงจะดูดซับแก่นวิญญาณทั้งหมด

                โดยทั่วไปการดูดซับแก่นวิญญาณนั้นไม่ควรทำติดต่อกันในช่วงเวลาสั้นๆแต่ซ่งไป่หลางนั้นเป็นกรณียกเว้น แก่นวิญญาณไม่สามารถสร้างอันตรายและผลข้างเคียงต่อร่างกายของเด็กหนุ่มได้ ทว่าโดยปกติมันจะทำให้การดูดซับทำได้น้อยลงทุกครั้งที่เขาฝึกฝน

                ทว่าด้วยวิธีการพิเศษของเซี่ยหยาง เขาสามารถสอนให้ซ่งไป่หลางใช้เทคนิคหลอมรวมแก่นวิญญาณ โดยการสะสมแก่นวิญญาณของสัตว์ปีศาจจำนวนมาก จะทำให้สามารถบีบอัดพลังให้มีคุณสมบัติเทียบเท่าแก่นวิญญาณที่ระดับสูงกว่า

                แต่วิธีนี้นับว่าสิ้นเปลืองเป็นอย่างมาก สมมติว่าแก่นวิญญาณระดับสองมีค่าเท่ากับแก่นวิญญาณระดับหนึ่งหนึ่งร้อยชิ้น แต่เมื่อนำมาหลอมรวมกันจะต้องใช้แก่นวิญญาณระดับหนึ่งสองร้อยชิ้นเพื่อให้ได้แก่นวิญญาณระดับสองหนึ่งชิ้น

                กล่าวโดยง่ายก็คือการสิ้นเปลืองจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แต่ก็แลกมาด้วยความคุ้มค่าที่ทำให้ไม่ต้องใช้เวลามากมายในการดูดซับแก่นวิญญาณทีละชิ้น

                ซ่งไป่หลางหลอมรวมแก่นวิญญาณระดับหนึ่งทั้งหมดจนกลายเป็นแก่นวิญญาณระดับสอง ในที่สุดเขามีแก่นวิญญาณระดับสองจำนวนแปดสิบชิ้น เป็นจำนวนที่มากพอที่จะทำให้ศิษย์สายในทั้งหมดคลุ้มคลั่ง

                ควรทราบว่าต่อให้เป็นศิษย์ที่ได้รับความเอาใจใส่จากผู้อาวุโสก็ยังได้รับแก่นวิญญาณเพียงหนึ่งชิ้นต่อเดือนเท่านั้น

                ข้าจะเริ่มหลอมรวมแก่นวิญญาณระดับสอง ในความเป็นจริงการสร้างแก่นวิญญาณระดับสามต้องการแก่นวิญญาณระดับสองจำนวนหนึ่งพันชิ้น ทว่าซ่งไป่หลางไม่ได้ต้องการสร้างแก่นวิญญาณระดับสาม เขาเพียงต้องการทำให้แก่นวิญญาณระดับสองมีความบริสุทธิ์เทียบเท่ากับแก่นวิญญาณที่ได้รับจากสัตว์ปีศาจระดับสองขั้นกลางเท่านั้น

                นอกจากการหลอมรวมนี้ซ่งไป่หลางยังมีแก่นวิญญาณของสัตว์ปีศาจระดับสองขั้นกลางอีกหนึ่งชิ้นที่เขาได้รับจากสัตว์ปีศาจอสรพิษเพลิงสีชาด

                หลอมรวม

                แก่นวิญญารระดับสองเริ่มสลายและกลายเป็นพลังงานบริสุทธิ์ ซ่งไป่หลางควบคุมพลังอย่างละเอียดรอบคอบเพื่อทำการหลอมรวมพลังของมันเข้าด้วยกัน

                พลังของมันรุนแรงกว่าแก่นวิญญาณระดับหนึ่งหลายขั้น เด็กหนุ่มสัมผัสได้ถึงแรงต้านทานอันมหาศาล หากไม่ใช่เพราะว่าเขามีพลังวิญญาณเหนือกว่าคนทั่วไปคงไม่สามารถควบคุมการหลอมรวมนี้ได้

                ผ่านไปสามชั่วยาม ในที่สุดพลังงานทั้งหมดเริ่มสงบลง ภายใต้การชักนำของซ่งไป่หลางมันเริ่มควบรวมเป็นแก่นผลึกวิญญาณที่มีสีใสขึ้นกว่าเดิม พลังของมันมหาศาลกว่าแก่นวิญญาณระดับสองหลายขั้น

                ได้เวลาที่ข้าจะเริ่มฝึกฝนเสียที

                แก่นวิญญาณของสัตว์ปีศาจระดับสองขั้นกลางสองชิ้น นี่เป็นสมบัติที่แม้แต่ผู้อาวุโสก็ยังพยายามเก็บรักษาไว้อย่างหวงแหน

                แก่นวิญญาณระดับนี้หากมีจำนวนห้าชิ้นแม้แต่ระดับเที่ยงแท้ขั้นหนึ่งก็สามารถพัฒนาไปยังขั้นสองได้ แม้จะต้องใช้เวลาก็ตาม ข้าจะยอมใช้มันต่อเนื่องกันและปล่อยให้มันสูญเสียไปเล็กน้อยเพื่อแลกกับเวลา

                ตอนนี้เขาเหลือเวลาเพียงสองเดือนสุดท้ายในการเตรียมตัวก่อนที่การประลองสิบนภาจะเริ่มต้นขึ้น แม้ว่าด้วยระดับของซ่งไป่หลางในปัจจุบันจะสามารถเอาชนะซ่งเจียหลานและไม่มีปัญหาในการเข้าร่วมการประลองศิษย์สายใน ทว่าซ่งไป่หลางกลับมองข้ามไปถึงอีกระดับแล้ว

                ข้าจะเข้าร่วมการประลองของศิษย์หลัก ดวงตาของซ่งไป่หลางเต็มไปด้วยประกายต่อสู้ ศิษย์สายในสามารถเข้าต่อสู้ในสนามของศิษย์หลักได้เช่นกัน ทว่าด้วยเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้คือต้องเอาชนะและชิงตำแหน่งห้าอันดับแรกของศิษย์หลักมา ศิษย์สายในอันดับหนึ่งทั่วไปอย่างมากก็เอาชนะได้แค่ศิษย์หลักที่อ่อนแอไม่กี่คนเท่านั้น

                เพื่อที่จะยืนยันให้แน่ใจว่าความต้องการของเขาไม่ส่งผลกระทบต่อฉินจี ซ่งไป่หลางได้ช่วยนางพัฒนาเคล็ดวิชาต่างๆจนแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ภายในเวลาสองเดือนที่เหลืออยู่ซ่งไป่หลางเชื่อว่านางจะสามารถเอาชนะผู้ที่มีพลังระดับสามเที่ยงแท้ทั้งหมดได้

                หลังจากพิจารณาถึงเรื่องต่างๆอย่างรอบคอบ ในที่สุดซ่งไป่หลางได้เดินทางกลับไปยังเรือนพักและเริ่มเก็บตัวฝึกฝนด้วยแก่นวิญญาณที่มี

 

                เหลืออีกเพียงสิบวันเท่านั้นก่อนที่การประลองสิบนภาจะเริ่มต้นขึ้น ตัวแทนของศิษย์หลักและศิษย์สายในตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดของนิกายเรา ยิ่งเวลาของการประลองใกล้เข้ามาความตื่นเต้นของผู้คนก็ยิ่งทวีคูณ

                อู๋หลิวมีพลังและความสามารถที่โดดเด่นอย่างมาก เขาจะต้องได้สิบอันดับแรกในการประลองและนำชื่อเสียงมาสู่นิกายอย่างแน่นอน

                ยังมีฉินจีอีกคนหนึ่ง ในบรรดาผู้ที่มีพลังระดับต่ำกว่าสามเที่ยงแท้ นางไม่เคยพ่ายแพ้ต่อผู้ใดสักครั้ง ทั้งพลัง เทคนิค ความงามและพรสวรรค์นับว่าเป็นเทพธิดาที่สมบูรณ์แบบ

                ในศิษย์สายในก็แข่งขันกันอย่างดุเดือด ในบรรดาคนทั้งหมดซ่งเจียหลานโดดเด่นที่สุด พลังของนางอยู่ที่ระดับหนึ่งเที่ยงแท้และใกล้จะบรรลุระดับสองแล้ว นอกจากนี้นางยังมีเคล็ดกระบี่ที่ร้ายกาจ

                อย่างไรก็ตามศิษย์สายในยังไม่สามารถตัดสินได้ เพราะคนที่แข็งแกร่งที่สุดยังเก็บตัวเงียบ

                หลายคนต่างสงสัยถึงการเก็บตัวของซ่งไป่หลาง เขาทำราวกับว่าไม่สนใจการประลองสิบนภา ทว่าในบรรดาผู้อาวุโสระดับสูงของนิกายต่างคาดหวังในตัวซ่งไป่หลางเป็นอันมาก ชื่อเสียงและพรสวรรค์ของเขาถูกจับตามองทั้งจากในและนอกนิกาย หากซ่งไป่หลางเข้าประลองละก็เขาจะต้องสามารถคว้าห้าอันดับแรกของศิษย์สายในทั้งหมดในแคว้นมาได้สำเร็จแน่นอน

                ผู้อาวุโสจาง เหตุใดซ่งไป่หลางจึงยังไม่ออกจากการเก็บตัวมาชิงตำแหน่ง รองเจ้านิกายมีท่าทีเคร่งเครียดวิตกกังวล ด้วยชื่อเสียงของซ่งไป่หลางแม้แต่เจ้านิกายที่เก็บตัวฝึกฝนอยู่ก็กดดันสอบถามเขาในเรื่องนี้

                ซ่งไป่หลางกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญ แต่เขาจะเข้าร่วมการประลองแน่นอน ผู้อาวุโสจางถอนหายใจ สำหรับเรื่องการฝึกฝนของซ่งไป่หลางเขาเองก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งอะไรมาก เพียงแค่ช่วยสนับสนุนด้านทรัพยากรหลายๆอย่างเท่านั้น

                ขณะที่พวกผู้อาวุโสกำลังประชุมกัน เสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นจากลานประลองของนิกายเรียกความสนใจของพวกเขา ผู้อาวุโสจางสั่งการเพียงไม่กี่คำก็มีชายคนหนึ่งทะยานร่างเข้ามารายงานสิ่งที่เกิดขึ้น

                ผู้อาวุโสจาง เสียงโห่ร้องนี่เกิดจากการประลองระหว่างฉินจีศิษย์ของท่านกับฟงซุ่ย หลังจากประลองกันหลายสิบกระบวนท่าในที่สุดฉินจีก็เป็นฝ่ายชนะ นางขึ้นมาอยู่อันดับสามของศิษย์หลักในขณะนี้ ผู้ส่งสารเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

                ผู้อาวุโสจางยิ้มอย่างพึงพอใจ ยิ่งฉินจีแข็งแกร่งมากขึ้นเขาก็ยิ่งได้รับชื่อเสียงในฐานะอาจารย์ของนาง

                ไปดูกัน เพื่อแสดงความยินดีให้กับฉินจี ผู้อาวุโสจางตัดสินใจมุ่งหน้าไปที่ลานประลอง ผู้อาวุโสคนอื่นๆรวมถึงรองเจ้านิกายก็ตัดสินใจมุ่งหน้าไปด้วย พวกเขาต้องการผูกมิตรกับฉินจีที่เป็นอัจฉริยะผู้โดดเด่นและมีอนาคตอันรุ่งโรจน์

                ทว่าเมื่อเหล่าผู้อาวุโสมาถึงลานประลองเสียงโห่ร้องกลับดังก้องขึ้นยิ่งกว่าเดิม และเสียงโห่ร้องนี้ไม่ใช่เสียงที่แสดงออกถึงความชื่นชมยินดี ทว่าเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธและดูหมิ่น สร้างความสงสัยให้กับบรรดาผู้อาวุโสเป็นอย่างมาก

                ซ่งไป่หลาง เจ้าอย่าได้โอหังเกินไปนัก

                เมื่อพวกเขามาถึง ผู้อาวุโสจางได้ยินเสียงตะโกนจากปากของศิษย์หลักคนหนึ่ง

                ข้าโม่หลางแม้จะไม่ได้เป็นศิษย์หลักอันดับต้นๆ แต่ในฐานะตัวแทนศิษย์หลักจะขอสั่งสอนเจ้าเอง เป็นเพียงศิษย์สายในก็อยู่ในที่ของเจ้าเสีย

                ศิษย์หลักผู้หนึ่งที่มีพลังขั้นสองเที่ยงแท้ตะโกนออกมา เมื่อมองไปยังร่างของผู้ที่เผชิญหน้ากับเขา นั่นสร้างความตื่นตะลึงให้กับบรรดาผู้อาวุโสอย่างมาก

                เกิดอันใดขึ้น ผู้อาวุโสจางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันดัง พลังกดดันของเขาทำให้เสียงโห่ร้องเงียบงันในพริบตา

                คารวะรองเจ้านิกาย คารวะผู้อาวุโส บรรดาศิษย์ทั้งหมดในพื้นที่รีบคารวะ

                หลางเอ๋อ เกิดอันใดขึ้น ผู้อาวุโสจางหันมาถามศิษย์ของตน

                ฉินจีมีสีหน้ากังวล นางรีบเข้ามาหาผู้อาวุโสจางแล้วเอ่ยตอบ อาจารย์ หลังจากข้าประลองจบ ศิษย์น้องมาที่นี่พร้อมกับประกาศว่าเขาจะขอใช้สิทธิ์ในการชิงตำแหน่งประลองด้วยฐานะศิษย์หลัก และเขาท้าประลองไปยังเทียนเจินที่เป็นอันดับห้าในปัจจุบันและฟงซุ่ยที่อยู่อันดับสี่

                ชิงตำแหน่งประลองด้วยฐานะศิษย์หลัก ผู้อาวุโสต่างสูดลมหายใจ บางคนก็แค่นเสียงออกมา ศิษย์สายในที่พลังไม่ถึงระดับเที่ยงแท้ผู้หนึ่งกลับกล้ากระทำการเช่นนี้ ราวกับว่าไม่รับรู้ความแตกต่างของสวรรค์กับผืนดิน

                หลางเอ๋อ เจ้าในตอนนี้ขอเพียงต้องการก็สามารถเป็นอันดับหนึ่งของศิษย์สายใน เหตุใดถึงเลือกทำเช่นนี้กัน ผู้อาวุโสจางเอ่ยถาม

                ซ่งไป่หลางคารวะผู้อาวุโสจางเล็กน้อย อาจารย์ รางวัลของศิษย์หลักย่อมดีกว่าศิษย์สายใน

                เจ้าหนู ไม่ว่าใครก็ล้วนต้องการรางวัลที่ดี แต่เจ้าจะต้องรู้จักประเมินตนเสียบ้าง ผู้อาวุโสจางศิษย์ของท่านหัวรั้นไม่รู้จักยอมรับความเป็นจริง ข้าคิดว่าควรให้โม่หลางได้สั่งสอนเขาเสียเล็กน้อยเพื่อให้เขาตระหนักได้ว่าจุดยืนของตัวเองอยู่ที่ใด

                ผู้อาวุโสหลายๆคนต่างเห็นด้วย อัจฉริยะมักจะเย่อหยิ่งทว่าซ่งไป่หลางกลับทระนงจนกลายเป็นโง่เขลา พวกเขาต้องการสั่งสอนไม่ให้ซ่งไป่หลางต้องตายเพราะความเย่อหยิ่งในอนาคต

                ให้เขาสั่งสอนข้า?” ซ่งไป่หลางมองโม่หลางแล้วเผยรอยยิ้มเยือกเย็น คนผู้นี้ยังอ่อนแอยิ่งกว่าซ่งชุนเสียอีก ตอนที่เขามีพลังระดับแปดก่อกำเนิดก็สามารถเอาชนะซ่งชุนได้แล้ว หากไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถชิงตำแหน่งประลองของศิษย์หลักมาได้เขาคงไม่มายืนอยู่ที่นี่

                ได้ ผู้อาวุโสจางไม่มีทางเลือก เขาเองก็อยากให้ซ่งไป่หลางได้ตระหนักถึงความต่างระหว่างพลังเช่นกัน

                ฮ่าๆ เจ้าเด็กน้อย ผู้อาวุโสทั้งหลางได้ให้อนุญาตแล้ว ข้าจะสั่งสอนเจ้าในฐานะรุ่นพี่เอง โม่หลางหัวเราะก่อนจะระเบิดพลังระดับสองเที่ยงแท้แล้วพุ่งเข้าหาซ่งไป่หลาง

                ไปให้พ้นจากสายตาข้า ซ่งไป่หลางเอ่ยเพียงเบาๆทว่ากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังกดดัน พริบตานั้นเงาของดอกบัวจากฝ่ามือบัวสวรรค์ได้ปรากฏครอบคลุมร่างของโม่หลางเอาไว้ คล้ายการลงทัณฑ์จากสวรรค์

                เปรี้ยง!! “อ้าก!” พริบตาเดียวโม่หลางทรุดลงไปนอนอยู่บนพื้น ทั่วร่างได้รับบาดเจ็บแม้จะไม่สาหัสแต่ก็ไม่สามารถขยับได้ในเวลาสั้นๆ ซ่งไป่หลางลงมือด้วยพลังเพียงสี่ส่วนเท่านั้น เขาไม่จำเป็นต้องลงมือเต็มที่กับคนระดับโม่หลาง

                อันใดกัน

                ไม่ว่าใครที่เห็นภาพนี้ต่างก็ต้องตกตะลึงจนอ้าปากค้าง พลังระดับสิบก่อกำเนิดที่สามารถเอาชนะระดับสองเที่ยงแท้ในกระบวนท่าเดียว ทั้งยังเอาชนะได้อย่างสบายๆ ข่าวลือที่ซ่งไป่หลางเคยเอาชนะคนที่มีพลังเหนือกว่าฟังดูเกินจริงไปมาก ทว่าภาพที่ปรากฏตรงหน้าตอกย้ำให้พวกเขาได้แค่เชื่อว่ามันคือความจริง

                ข้าจะขอพูดซ้ำอีกครั้ง เทียนเจิน ฟงซุ่ย ไม่ว่าจะเป็นใครในพวกเจ้าสองคนจงก้าวออกมาประลองกับข้า ข้าขอท้าชิงอันดับจากพวกเจ้า คราวนี้ทุกคนต่างเงียบกริบ เสียงโห่ร้องด้วยความดูถูกสลายหายไปหมดสิ้น ไม่ว่าใครต่างก็รู้ดีว่าซ่งไป่หลางมีสิทธิ์และมีความสามารถมากพอที่จะเอ่ยคำพวกนี้ออกมา

                ต่อให้เป็นเทียนเจินหรือฟงซุ่ยก็ไม่สามารถเอาชนะโม่หลางในกระบวนท่าเดียวเช่นนั้นได้ ซ่งไป่หลางเขาแข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่

                ศิษย์หลักหลายๆคนต่างตัวสั่นด้วยความกลัว สำหรับพวกเขาเทียนเจินและฟงซุ่ยนับเป็นตัวตนอันสูงส่ง แต่ซ่งไป่หลางเวลานี้กลับเหมือนปีศาจร้ายที่สามารถสังหารได้แม้กระทั่งพระเจ้า

                ฟงซุ่ยเพิ่งจะผ่านการประลองกับฉินจีมา ซ่งไป่หลางหากจะเลือกก็เลือกเทียนเจินเถอะ ผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยออกมา เขาเป็นอาจารย์ของฟงซุ่ยดังนั้นจึงโยนเทียนเจินให้ซ่งไป่หลางจัดการแทนศิษย์ของตน

                ได้ ซ่งไป่หลางไม่มีปัญหา สำหรับเขาขอแค่ได้สิทธิ์ไปร่วมประลอง ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นอันดับสี่หรือห้า

                ในบรรดาศิษย์หลัก เทียนเจินมีสีหน้าซีดขาวและก้าวออกมาด้วยความไม่เต็มใจ อย่างไรก็ตามเขายังไม่คิดว่าตัวเองจะพ่ายแพ้โดยง่าย ระดับสองและสามเที่ยงแท้มีความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ อีกทั้งเขายังเชี่ยวชาญวิชาระดับสูงถึงขั้นสี่ แม้จะพ่ายแพ้ต่อฉินจีแต่กับซ่งไป่หลางที่มีพลังด้อยกว่ามากเขายังมีโอกาสชนะ

                กระบี่ลายเงิน เขาใช้อาวุธวิเศษระดับสูง อีกทั้งยังมีเจตกระบี่ที่ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ

                ไม่เลว ดวงตาของซ่งไป่หลางมีประกายของการต่อสู้

                พวกเจ้าคิดว่าผู้ใดจะชนะ ผู้คนต่างพูดคุยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

                ต้องเป็นเทียนเจินอยู่แล้ว หากเขาลงมือเต็มกำลังย่อมสามารถเอาชนะโม่หลางได้ง่ายดายเช่นกัน

                แต่ซ่งไป่หลางเอาชนะโม่หลางโดยง่าย ดูแล้วคล้ายยังไม่ลงมือเต็มกำลังด้วยซ้ำ

                เจ้าโง่ ข้าว่ามันแกล้งทำเป็นสบายๆมากกว่า ดีไม่ดีนั่นอาจเป็นกระบวนท่าที่มันใช้ได้เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น เทียบกันแล้วเทียนเจินที่มีพลังสูงกว่าย่อมได้เปรียบ

                แต่ข้าเชื่อว่าซ่งไป่หลางจะชนะ เขาแข็งแกร่งราวกับปีศาจและมีพลังที่ก้าวข้ามกำแพงขีดจำกัดไปได้ อีกทั้งวิชาที่เขาใช้มันน่าจะเป็นฝ่ามือบัวสวรรค์ที่ขัดเกลาถึงระดับสุดยอด แม้จะเป็นวิชาระดับกลางแต่พลังทำลายล้างไม่ต่างจากวิชาระดับสูงที่ฝึกฝนจนชำนาญเลย

                ผู้อาวุโสจางมีความคาดหวังปรากฏขึ้นในแววตา เขาหันมาถามฉินจี ฉินเอ๋อ เจ้ามีความเห็นอย่างไรกับการประลองนี้

                ฉินจีมองซ่งไป่หลางด้วยความชื่นชม อาจารย์ ศิษย์น้องจะต้องชนะแน่นอน ในมุมมองของข้าศิษย์น้องแข็งแกร่งและน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก แม้แต่ข้าเองยังไม่รู้ว่าจะสามารถเอาชนะเขาได้หรือไม่ ราวกับว่าเขาเป็นเทพสวรรค์ที่ลงมาจุติใหม่

                วิชาของเจ้าก็ได้รับการชี้นำให้ดัดแปลงแก้ไขจากหลางเอ๋อ ราวกับว่าเขามีความเข้าใจในวิชาที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าผู้ใดในนิกาย แม้แต่ฝ่ามือบัวสวรรค์ของเขาก็สูงส่งกว่าฝ่ามือบัวสวรรค์ทั่วไปราวสวรรค์กับผืนดิน ผู้อาวุโสจางพยักหน้าเห็นด้วย

                การแสดงกระบวนท่าของซ่งไป่หลางสร้างความประทับใจและสั่นสะท้านให้กับบรรดาผู้อาวุโสทั้งหมด ต่อให้เป็นพวกเขาที่มีวิชาระดับสูงมากมายก็ยังไม่กล้าเอ่ยว่าจะสามารถใช้วิชาที่มีพลังทำลายล้างระดับนี้ได้

                ซ่งไป่หลาง เวลานี้เด็กหนุ่มกลายเป็นที่จับตามองของคนทั้งนิกาย แม้แต่อัจฉริยะอันดับหนึ่งและสองของศิษย์หลักก็ยังมองดูด้วยความสนใจ

                อันดับหนึ่งจูเหวินถอนหายใจ ต่อจากอู๋หลิวก็มีฉินจี และยังมีเด็กคนนี้อีก นี่คือยุคของอัจฉริยะอย่างแท้จริง

                สำหรับจูเหวินที่กำลังจะพ้นจากสถานะศิษย์เขาไม่ได้คิดอะไรมากนัก ในปีถัดไปเขาจะกลายเป็นผู้ฝึกสอนและจะกลายเป็นผู้อาวุโสเมื่อพลังของเข้าก้าวไปถึงระดับห้าเที่ยงแท้ ดังนั้นการแข่งขันแย่งชิงของศิษย์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเขาอีกต่อไป

                เทียบกันแล้วอู๋หลิวกลับเป็นคนที่ให้ความสนใจมากกว่า

                ซ่งไป่หลาง เจ้าเด็กคนนี้ประหลาดยิ่งนัก ราวกับว่าเขามีวิชาที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าระดับสูง ดวงตาของเขาทอประกายวาวโรจน์นึกอยากทดสอบความสามารถของซ่งไป่หลาง อย่างไรก็ตามด้วยระดับที่แตกต่างกันมากเกินไปเขาไม่ควรไปยุ่งกับอีกฝ่ายเว้นแต่ซ่งไป่หลางต้องการสู้กับเขาด้วยตัวเอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 577 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น

  1. #24 นัท (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 23:19

    พระเอกเราเทพทรู ไรท์บรรยายได้เห็นภาพมาก ฉากต่อสู้ดูแล้วอ่านเพลินภาษาสละสลายลื่นไหล ความพยายามพากเพียร ไม่ย่อท้อของซ่งไปหลาง เป็นตัวละครที่มีเสน่ห์น่าติดตาม เป็นกำลังใจให้ไรท์ดีใจมากๆที่ติด Top 1 ใน 20 ติดตามตั้งแต่ตอนแรก อ่านแล้ววางไม่ลง ว่าจะทานข้าวตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนเดี๋ยวนี้ยาวเลย อิอิ

    #24
    0