God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 160 : ตอนที่ 152 บทลงโทษ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 831
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 66 ครั้ง
    23 ธ.ค. 63

                ร่างของซื่อหวางอู่นั้นค่อยๆทรุดตัวลง เข่าทั้งสองของมันแตะลงบนพื้น แววตาเลื่อนลอยไร้ชีวิต นี่คือสัญญาณของผู้ที่สูญเสียจิตวิญญาณไปโดยสมบูรณ์ มองเห็นภาพนี้ทำให้จิตใจของฟ่านหลี่ดิ่งวูบลงในทันที ลมหายใจของมันถี่กระชั้นและเปิดเผยความหวาดกลัวออกมาอย่างไม่อาจปิดซ่อน

            นี่มันเรื่องอันใดกัน เห็นได้ชัดว่าผู้คุมกฎทุกคนจะได้รับสมบัติวิเศษสำหรับปกป้องตนเองจากค่ายกลมารบรรพกาลโดยเฉพาะ บนตัวของฟ่านหลี่เองก็มีสมบัติวิเศษที่ได้รับมอบจากหัวหน้าผู้คุมกฎซื่อเอาไว้ ดังนั้นมันจึงสามารถรับมือต่อผลกระทบของค่ายกลได้ แต่เวลานี้หัวหน้าผู้คุมกฏซื่อกลับถูกเล่นงานโดยค่ายกลมารบรรพกาลจนกระทั่งสูญเสียจิตวิญญาณไปแล้ว หรือว่าหยุนหลางใช้การโจมตีเมื่อครู่เพื่อทำลายของวิเศษของหัวหน้าผู้คุมกฏซื่อ

            แน่นอนว่าของวิเศษที่หัวหน้าผู้คุมกฎซื่อมอบให้แก่ฟ่านหลี่ย่อมไม่มีทางเป็นยอดเยี่ยมเท่ากับของวิเศษที่หัวหน้าผู้คุมกฏซื่อพกติดตัวเอาไว้ ดังนั้นแปลว่าหากหยุนหลางต้องการมันก็สามารถทำลายของวิเศษของฟ่านหลี่และทำลายจิตวิญญาณของฟ่านหลี่ลงได้ในพริบตาเช่นกัน

            คุณชายหยุน การต่อต้านผู้คุมกฎและทำร้ายผู้คุมกฎนั้นเป็นโทษร้ายแรงอย่างยิ่ง ท่านไม่ควร...ผู้คุมกฎที่ตามมาทีหลังรู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก อย่างไรก็ตามมันยังต้องทำหน้าที่ของมัน

            พวกเจ้าไม่เห็นหรือว่าเจ้าคนผู้นี้พยายามที่จะคุกคามข้าอย่างไร้เหตุผลซ่งไป่หลางเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาไม่ใส่ใจ

            แม้ว่าหัวหน้าผู้คุมกฎอาจจะเป็นฝ่ายผิดแต่ถึงอย่างไรท่านก็ไม่มีสิทธิ์ลงมือหนักเช่นนี้ผู้คุมกฏพยายามให้เหตุผล

            เฮอะ น่าขันนัก ข้าลงมือหนักอันใดกัน เพียงแค่การโจมตีจากผู้ที่มีพลังไม่ถึงขั้นราชันยุทธ์ผู้หนึ่งกลับทำให้มันตกอยู่ในสภาพนี้เลยงั้นหรือ? เช่นนั้นเจ้าคนผู้นี้ก็นับว่าไร้ประโยชน์เกินไปแล้ว การกำจัดมันถือว่าเป็นการกำจัดขยะให้วังจักรพรรดิมารอัคคี เจ้าไม่คิดเช่นนั้นรึ?”

            การจะตัดสินว่าผู้ใดสมควรตายหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องที่ท่านจะทำได้ผู้คุมกฏรู้สึกหายใจติดขัดเล็กน้อยเมื่อสบตากับดวงตาที่เย็นชาของอีกฝ่าย

            มันไม่สามารถทำได้ ทว่าข้าสามารถทำได้เสียงเย็นชาดังขึ้นจากด้านหลังของผู้คุมกฎพร้อมกับแรงกดดันที่ทำให้ผู้คนต้องตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ซ่งไป่หลางประหลาดใจเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่าองครักษ์โฮ่วหลานจะปรากฏตัวขึ้นมาด้วยตนเอง ในบรรดาองครักษ์ทั้งสี่ของจักรพรรดิมารอัคคี มีเพียงโฮ่วหลานเท่านั้นที่มันไม่เคยสนทนาด้วย

            อา ท่านองครักษ์โฮ่วผู้คุมกฎต่างตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว การทดสอบชิงตำแหน่งอ๋องมารทุกครั้งที่ผ่านมาล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้คุมกฎอย่างพวกมัน นี่เป็นครั้งแรกที่องครักษ์ปรากฏตัวขึ้น อีกทั้งยังดูเหมือนว่าจะมิใช่ความบังเอิญอีกด้วย

            หรือว่าท่านองครักษ์จะจับตามองการทดสอบครั้งนี้อยู่ตั้งแต่แรกสีหน้าของฟ่านหลี่ซีดเผือดลงทันที หากองครักษ์โฮ่วหลานจับตามองการทดสอบตั้งแต่แรกจริง เช่นนั้นการคดโกงของมันย่อมต้องถูกเปิดเผยแล้วเป็นแน่

            แม้ว่าคนระดับโฮ่วหลานนั้นจะไม่สนใจการกระทำเล็กๆน้อยๆเช่นนี้ ทว่าในเมื่อมันเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับแขกสำคัญของวังจักรพรรดิมารอัคคีอย่างซ่งไป่หลาง จวินเฟิงซื่อเทียนย่อมไม่นิ่งเฉยเช่นกัน เดิมทีมันต้องการจะเข้ามาจัดการด้วยตนเอง ทว่าถูกสี่องครักษ์ห้ามเอาไว้เสียก่อนมันจึงทำได้เพียงส่งโฮ่วหลานมาเพื่อจัดการเรื่องราวแทน

            ในบรรดาองครักษ์ทั้งสี่ โฮ่วหลานอาจจะมีฝีมืออ่อนด้อยที่สุด ทว่านางก็เป็นผู้ที่เย็นชาและเหี้ยมโหดมากที่สุดเช่นกัน ภายใต้การจัดการของนางมิต้องสงสัยเลยว่าผู้ที่ถูกนางหมายหัวจะต้องได้รับบทเรียนที่สุดแสนเจ็บปวดและทรมานเป็นแน่

            โฮ่วหลานเหลือบมองที่ซ่งไป่หลางเล็กน้อย ในฐานะหนึ่งในสี่องครักษ์นางย่อมรู้ตัวจริงของอีกฝ่ายอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งยังค่อนข้างเข้าใจต่อภูมิหลังของมันด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามการที่ซ่งไป่หลางสามารถรับมือกับค่ายกลมารบรรพกาลได้โดยง่ายทั้งยังกระทั่งสามารถปรับเปลี่ยนค่ายกลจนทำให้ส่งผลต่อหัวหน้าผู้คุมกฏซื่อนี่ทำให้นางรู้สึกทึ่งในพรสวรรค์ของอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก

            น่าเสียดายนักที่มันมิใช่คนของวังจักรพรรดิมารอัคคีแต่เป็นคนของสำนักพงไพร อย่างไรก็ตามโชคดีนักที่มันเป็นพี่ชายของคุณหนูหงเสวี่ย มิเช่นนั้นหากคนผู้นี้กลายมาเป็นศัตรูของวังจักรพรรดิมารอัคคีจะต้องกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพวกเราเป็นแน่

            ท่านองครักษ์โฮ่ว ลำบากให้ท่านต้องปรากฏตัวขึ้นมาด้วยตนเองแล้ว นับว่าพวกเราผู้คุมกฏทำงานหละหลวมยิ่งนักผู้คุมกฎที่มีตำแหน่งรองจากซื่อหวางอู่คุกเข่าเอ่ยด้วยความหวาดหวั่น

            โฮ่วเฟิงใช้ดวงตาที่งดงามและเย็นชากวาดมองพวกมัน ข้าขอถามต่อพวกเจ้า หรือผู้คุมกฏเช่นพวกเจ้าไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วฟ่านหลี่ได้ใช้กลโกงและได้ใช้ของวิเศษช่วยปกป้องมันจากค่ายกลมารบรรพกาล

            อา ย่อมมิใช่ พวกเราเพียงแค่ไม่แน่ใจเท่านั้น อีกทั้งหัวหน้าผู้คุมกฎซื่อก็ได้บอกแก่พวกเราว่านั่นเป็นผลจากวิชาลับบางประการ คำพูดของหัวหน้าพวกเราจะกล้าขัดได้อย่างไรผู้คุมกฎผู้นั้นตอบกลับเสียงสั่น

            คำพูดของหัวหน้าย่อมต้องเชื่อฟัง ทว่าคำพูดของจักรพรรดิมารอัคคีพวกเจ้ากล้าต่อต้านงั้นรึ กฏของการชิงตำแหน่งอ๋องมารนั้นระบุชัดเจน ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ของวิเศษช่วยเหลือในการทดสอบมิเช่นนั้นจะถูกปรับให้หมดสิทธิ์เข้าร่วมการทดสอบทันที พวกเจ้าไม่หยุดยั้งฟ่านหลี่ทั้งยังปล่อยให้ซื่อหวางอู่กระทำการคุกคามหยุนหลาง มาตอนนี้ยังกล้าพยายามใช้กฎเพื่อบีบคั้นมันอีก ข้าขอถามแท้จริงแล้วพวกเจ้าเป็นคนของจักรพรรดิมารอัคคีหรือเป็นคนของตระกูลฟ่านกันคำถามของโฮ่วหลานนั้นฟังดูเชือดเฉือนและเต็มไปด้วยโทสะ

            เมื่อมองดูใบหน้าที่งดงามทว่าเย็นชาและเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารของนาง ทั้งเหล่าผู้คุมกฏและฟ่านหลี่ต่างก็ต้องตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว

            องครักษ์โฮ่ว แน่นอนว่าพวกเรามิกล้าขัดบัญชาของจักรพรรดิมารอัคคีเหล่าผู้คุมกฎต่างคุกเข่าลงในทันที

            พวกเจ้าไม่กล้า เช่นนั้น เจ้าเด็กแซ่ฟ่าน บอกข้ามาสิ ตระกูลฟ่านของพวกเจ้ากล้าที่จะขัดต่อคำสั่งของจักรพรรดิมารอัคคีใช่หรือไม่โฮ่วหลานเปลี่ยนเป้าหมาย

            สีหน้าของฟ่านหลี่กลายเป็นขาวซีดทันที องครักษ์โฮ่ว ข้าย่อมมิกล้า ตระกูลฟ่านเองก็ย่อมมิกล้า

            เช่นนั้นเหตุใดเจ้าถึงยังกล้ากระทำการสกปรกในการทดสอบชิงตำแหน่งอ๋องมาร หรือเจ้าเห็นว่าวังจักรพรรดิมารอัคคีเป็นสถานที่ที่เจ้าสามารถทำตามใจชอบได้?”

            ข้าฟ่านหลี่ไม่สามารถโต้ตอบได้อีกแล้ว เป็นความจริงที่ว่ามันได้คดโกงในการทดสอบ ทว่ามันจะรู้ได้อย่างไรว่าการทดสอบครั้งนี้จะถูกจับตามองโดยตรงจากจักรพรรดิมารอัคคีอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งยังมีหนึ่งในสี่องครักษ์ปรากฏตัวขึ้นเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดด้วยตนเอง หากมันรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ต่อให้ตระกูลฟ่านยิ่งใหญ่กว่านี้นับสิบเท่ามันก็ยังคงไม่กล้าที่จะเล่นสกปรกเช่นนี้

            น่าเสียดายที่มันรู้ตัวก็เมื่อสายเกินไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วย่อมไม่อาจแก้ไขได้

            ฟ่านหลี่ โทษของเจ้าที่คดโกงการทดสอบก็คือการถูกตัดสิทธิ์จากการทดสอบและถูกขับไล่ออกจากวังจักรพรรดิมารอัคคี ตระกูลฟ่านของเจ้าก็จะได้รับโทษถูกลดลำดับชั้นลงเช่นกันโฮ่วหลานเอ่ยอย่างเย็นชา

            ไม่เพียงตัวฟ่านหลี่ที่ต้องได้รับบทลงโทษ กระทั่งตระกูลฟ่านของมันที่เต็มไปด้วยขุนนางระดับสูงของวังจักรพรรดิมารอัคคีก็จะต้องได้รับผลกระทบและถูกลดขั้นลง จากนี้ไปอำนาจของตระกูลฟ่านจะถดถอยลงอย่างรวดเร็วและยากที่จะฟื้นฟูกลับมาจนถึงระดับเดิมอีก

            ฟ่านหลี่มองไปที่โฮ่วหลานด้วยดวงตาเหม่อลอย เพื่อที่จะได้รับตำแหน่งอ๋องมารมันยอมทำทุกสิ่งกระทั่งติดสินบนหัวหน้าผู้คุมกฏเพื่อสร้างโอกาสให้ตนเอง ทว่าสุดท้ายมันกลับต้องเสียทุกอย่างไปเช่นนี้งั้นหรือ

            แม้จะคับแค้นและไม่ยินยอมเพียงใดทว่าอยู่ต่อหน้าองครักษ์โฮ่ว มันยังมีสิทธิ์คัดค้านอันใดอีกเล่า ร่างของฟ่านหลี่ถูกผู้คุมกฎลากตัวออกจากพื้นที่ทดสอบอย่างเลื่อนลอยราวกับคนไร้วิญญาณ เช่นเดียวกับหัวหน้าผู้คุมกฎซื่อหวางอู่ ยังดีกว่าเล็กน้อยตรงที่ซื่อหวางอู่นั้นไร้วิญญาณจริงๆส่วนฟ่านหลี่นั้นเพียงแค่ดูเหมือนไร้วิญญาณเท่านั้น

            โฮ่วหลานกวาดตามองไปยังพื้นที่โดยรอบค่ายกลอีกครั้งก่อนจะเพ่งมองซ่งไป่หลางด้วยความสนใจ เด็กน้อยผู้นี้เห็นได้ชัดว่ามีอายุเท่ากับคุณหนูซ่งหงเสวี่ยทว่ากลับมีพรสวรรค์ที่น่าตื่นตะลึงนัก ถึงกับสามารถดัดแปลงและควบคุมค่ายกลมารบรรพกาลส่วนหนึ่งได้ด้วยตนเอง ทำให้เล่นงานกระทั่งจักรพรรดิฟ้าอย่างซื่อหวางอู่จนหมดท่าในพริบตา

            หยุนหลาง เจ้าผ่านการทดสอบขั้นนี้แล้ว ไปยังขั้นต่อไปเถอะ ส่วนเรื่องคนอื่นๆหากพวกมันสามารถผ่านบททดสอบได้ก็จะได้เข้าไปสู่รอบต่อไปด้วยเช่นกันตอนนี้นอกจากมู่เทียนหลงและหลี่เฉียนแล้ว คนอื่นๆยังก้าวมาไม่ถึงระยะครึ่งทางของพื้นที่ค่ายกลมารบรรพกาล และสีหน้าของพวกมันก็แสดงออกถึงความย่ำแย่และยากลำบากอย่างมาก เป็นไปได้ว่าพวกมันอาจจะต้องยอมแพ้และถอนตัวออกจากการทดสอบที่ด่านนี้

            ซ่งไป่หลางเผยยิ้ม องครักษ์โฮ่ว เป็นเรื่องดีที่ท่านอยู่ที่นี่ ข้ากำลังกังวลใจอยู่พอดีว่าลำพังผู้คุมกฎทั้งหลายจะไม่เพียงพอช่วยพาคนเหล่านี้ออกไปจากค่ายกลมารบรรพกาล หรือกระทั่งพวกมันเองอาจจะไม่สามารถเอาตัวรอดได้หลังจากนี้

            โฮ่วหลานประหลาดใจเจ้ากำลังคิดจะทำอันใด

            ข้าเพียงต้องการทดลองบางสิ่ง หากสำเร็จมันจะกลายเป็นประโยชน์ต่อวังจักรพรรดิมารอัคคีของพวกท่าน ค่ายกลมารบรรพกาลนี้อยู่ในสภาวะที่อ่อนแอมากเต็มที หากปล่อยเอาไว้อีกไม่เกินสิบปีมันจะต้องสูญเสียคุณสมบัติและไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้อีกต่อไป การปล่อยให้ค่ายกลเก่าแก่เช่นนี้ต้องสูญสิ้นไปคงเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดยิ่งนัก ในเมื่อข้าอยู่ที่นี่แล้วข้าจึงจะยื่นมือเข้าไปจัดการสักเล็กน้อยให้ค่ายกลมารบรรพกาลได้ซ่อมแซมตนเองและกลับสู่สภาวะที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

            สิ้นคำของซ่งไป่หลางกลิ่นอายของค่ายกลมารบรรพกาลก็พลันเปลี่ยนแปลงไป สีหน้าของผู้คุมกฏทั้งหลายที่มีระดับพลังถึงขั้นจักรพรรดิปฐพีทั้งยังมีของวิเศษที่ช่วยป้องกันพลังของค่ายกลกลับกลายเป็นซีดเผือด เช่นเดียวกับผู้เข้าร่วมทดสอบที่กำลังพยายามฝืนสติของตนเองเพื่อก้าวผ่านค่ายกลไป บัดนี้พวกมันกลับรู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่ในห้วงอเวจีที่ไร้จุดสิ้นสุด ความตายและความบีบคั้นแห่งจิตวิญญาณทวีความหนาแน่นขึ้นหลายระดับจนยากที่พวกมันจะยืนหยัดได้อีกต่อไป

            โฮ่วหลานตระหนักได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในทันทีเช่นกัน และนางก็รู้ได้อย่างชัดเจนว่าในสภาวะที่ค่ายกลมารบรรพกาลแข็งแกร่งขึ้นเช่นนี้ เหล่าผู้เข้าร่วมทดสอบทั่วไปที่ไม่สามารถผ่านได้ถึงครึ่งทางตั้งแต่แรกย่อมไม่มีหวังอีกแล้ว หากพวกมันยังฝืนรั้งอยู่ในเขตพื้นที่ค่ายกลก็มีแต่จะเป็นการฆ่าตัวตายเท่านั้น นางจึงสะบัดมือเบาๆครั้งหนึ่งทำให้ร่างของพวกมันถูกผลักกระเด็นออกจากค่ายกลมารบรรพกาลในพริบตา

            เช่นเดียวกับเหล่าผู้คุมกฎที่กระทั่งการยืนหยัดก็นับว่าเป็นเรื่องยาก โฮ่วหลานได้ยื่นมือช่วยเหลือพวกมันให้หลุดพ้นจากพื้นที่ของค่ายกลมารบรรพกาล ทำให้เวลานี้ภายในค่ายกลเหลือเพียงซ่งไป่หลาง โฮ่วหลาน หลี่เฉียนและมู่เทียนหลงเท่านั้น

            ภายใต้แรงกดดันที่รุนแรงขึ้น สีหน้าของหลี่เฉียนเริ่มซีดเผือดลงทว่านางยังคงฝืนก้าวเท้าต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้ ส่วนมู่เทียนหลงนั้นมันเพียงแค่ขมวดคิ้วมากขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น ซ่งไป่หลางอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วประหลาดใจ

            กระทั่งในสภาวะที่ค่ายกลมารบรรพกาลฟื้นฟูขึ้นมามันก็ยังแทบไม่ส่งผลใดๆต่อมู่เทียนหลงเลย จิตวิญญาณของมันนับว่าแข็งแกร่งยิ่งนัก นอกจากนี้ข้ายังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแปลกประหลาดของพลังในร่างของมัน เป็นกลิ่นอายที่คล้ายคลึงกับจักรพรรดิมารอัคคีและเสวี่ยเอ๋อ

            โฮ่วหลานถอนหายใจเบาๆ เช่นนี้คนที่จะผ่านไปยังด่านต่อไปได้คงเหลือเพียงแค่สองคนนี้แล้ว

            ตามกฎของการทดสอบเมื่อเหลือผู้เข้าร่วมน้อยกว่าสิบคนจะเข้าสู่รอบการประลองเลย ข้าเข้าใจถูกใช่หรือไม่ซ่งไป่หลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

            หืม มิใช่ว่าเจ้าจะถอนตัวหลังจากนี้งั้นรึ อย่างไรเป้าหมายของเจ้าก็มิใช่ตำแหน่งอ๋องมารนี่โฮ่วหลานเอ่ยถามด้วยความสนใจ

            ข้ายังมีความสนใจบางอย่างเกี่ยวกับมู่เทียนหลง ดังนั้นจึงหวังว่าจะได้ลองประลองกับมันสักครั้งในด่านถัดไปซ่งไป่หลางตอบกลับ

            โฮ่วหลานถอนหายใจเบาๆ เอาเถิด ท่านจักรพรรดิมารอัคคีได้ออกคำสั่งไว้อย่างชัดเจนแล้วให้เจ้าสามารถทำตามใจชอบได้ อย่างไรก็ตามการทดสอบย่อมต้องมีความยุติธรรมเป็นสำคัญ ข้าไม่สามารถจับคู่ให้เจ้าประลองกับมู่เทียนหลงได้ด้วยตนเอง จะต้องอาศัยดวงชะตาในการกำหนดคู่ต่อสู้ในด่านประลองเท่านั้น หากคู่ต่อสู้ของมู่เทียนหลงมิใช่เจ้าแต่เป็นหลี่เฉียน หรือเป็นเจ้าที่ต้องสู้กับหลี่เฉียนเป็นอันดับแรก ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามนั้นไม่สามารถแก้ไขได้

            ข้าเข้าใจซ่งไป่หลางพยักหน้า หากมันต้องประลองกับหลี่เฉียนก่อนเป็นอันดับแรกคงทำได้เพียงถอนตัวเท่านั้น เนื่องจากท้ายที่สุดหลี่เฉียนและมู่เทียนหลงจะต้องแย่งชิงตำแหน่งอ๋องมาร เรื่องนี้ซ่งไป่หลางไม่คิดจะนำตนเองเข้าไปแทรกแซงยุ่งเกี่ยว

            เจ้าล่วงหน้าไปก่อนเถอะ เนื่องจากเหลือผู้เข้ารอบน้อยเกินไปดังนั้นด่านต่อๆไปจึงถูกยกเลิกแล้ว ด้านหน้าจะมีผู้คุมกฎที่รอรับเจ้าไปยังด่านประลองโลหิตมารบรรพกาล

            ซ่งไป่หลางพยักหน้าให้กับโฮ่วหลานแทนการบอกลาก่อนจะมุ่งหน้าจากไปทันที หลังจากที่ซ่งไป่หลางจากไปได้ไม่นานมู่เทียนหลงก็สามารถหลุดพ้นจากพื้นที่ของค่ายกลมารบรรพกาลได้สำเร็จ มันสูดลมหายใจด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อย เดิมทีค่ายกลมารบรรพกาลไม่ได้สร้างปัญหาให้กับจิตวิญญาณของมันมากนัก ทว่าอยู่ๆค่ายกลมารบรรพกาลกลับทวีพลังและความเข้มข้นมากขึ้นหลายเท่าตัวทำให้มันต้องรับมืออย่างจริงจังและแทบจะต้องใช้ไพ่ตายของตนออกมา

            เมื่อหันกลับไปมองทางค่ายกลมู่เทียนหลงกลับพบว่าเหลือเพียงแค่ร่างของหลี่เฉียนเท่านั้น อันใดกัน แม้ว่าค่ายกลมารบรรพกาลจะขึ้นชื่อว่าเป็นด่านที่ยากลำบากอันดับต้นๆทว่าควรจะเหลือคนมากกว่านี้นี่ กระทั่งฟ่านหลี่ก็ยังถอนตัวไปแล้วงั้นรึ หรือจะเกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงของค่ายกลอย่างฉับพลัน

            ภายใต้แรงกดดันนี้เห็นได้ชัดว่าแม้แต่หลี่เฉียนก็ยังต้องฝืนก้าวเดินแต่ละก้าวอย่างยากลำบากยิ่ง ริมฝีปากของนางเม้มเข้าหากันจนซีดเซียว หยาดเหงื่อปรากฏขึ้นทั่วทั้งร่างและฝีเท้าของนางก็หนักหน่วงมากขึ้นทุกย่างก้าว

            มู่เทียนหลงถอนหายใจเล็กน้อย นางคือคู่ต่อสู้ของข้าในด่านถัดไปสินะ ด่านการประลองโลหิตมารบรรพกาล หากต้องการเอาชนะหลี่เฉียนที่มีพลังระดับจักรพรรดิมนุษย์ก็มีแต่ต้องทุ่มเททุกสิ่งที่มีในการต่อสู้เท่านั้น แม้ว่าจะเสี่ยงอันตรายเพียงใดทว่าตำแหน่งอ๋องมารนั้นจำเป็นต่อข้ายิ่งนัก

            เมื่อนึกถึงร่างเล็กๆที่บอบบางและน่าทะนุถนอม รอยยิ้มอันอบอุ่นและซุกซนของหญิงสาวที่มันสนิทสนมคุ้นเคยตั้งแต่ยังเยาว์วัย รอยยิ้มอันอบอุ่นก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของมู่เทียนหลง

            ข้าในเวลานี้ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะปกป้องนางหรือกระทั่งยืนอยู่เคียงข้างนาง ทว่าหลังจากที่สามารถคว้าตำแหน่งอ๋องมารมาได้ข้าก็จะมีโอกาสมากยิ่งขึ้นไปอีกดวงตาของมู่เทียนหลงสาดประกายด้วยความรู้สึกมุ่งมั่น มันจะไม่ยอมแพ้แม้ว่าคู่ต่อสู้ของมันจะเป็นหลี่เฉียนก็ตาม

           

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 66 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น