God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 15 : ตอนที่ 14 โลหิตศักดิ์สิทธิ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,893
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 609 ครั้ง
    20 ต.ค. 62

                ความโหดเหี้ยมอำมหิตของตระกูลศักดิ์สิทธิ์นั้นมีตัวอย่างที่ชัดเจนคือนิกายบัวสวรรค์ จากนิกายที่เคยรุ่งเรืองในอดีตกลับหลงเหลือเพียงเศษซากปรักและชนรุ่นหลังที่มีพลังต่ำต้อย แม้แต่ทั้งดินแดนก็ยังถูกทำลายจนกลายเป็นดินแดนขั้นต่ำที่ไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึง

                ท่านอาจารย์ หรือว่าแท้จริงแล้ววิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ก็คือหนึ่งในสมบัติของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ด้วย ซ่งไป่หลางเอ่ยถาม

                เซี่ยหยางถอนหายใจ ถูกต้องแล้ว อย่างที่ได้เล่าให้ฟังก่อนหน้า ข้าพยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาตระกูลถึงขนาดละเมิดกฏของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ช่วงชิงวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์มาเป็นของตน ท้าทายอำนาจของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ในขณะนั้น เพราะเหตุนี้ข้าจึงถูกไล่ล่าจนสุดท้ายต้องปลิดชีพตัวเอง

                ทว่าแม้จะมีจุดจบเช่นนี้แต่ด้วยพลังของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ ข้าได้สังหารคนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ไปมากกว่าร้อยคน ในจำนวนเหล่านั้นยังมีผู้อาวุโสและอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของตระกูลศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย ข้าเชื่อว่าพลังอำนาจของพวกมันจะต้องลดน้อยลงไม่ต่ำกว่าหนึ่งในสี่ส่วน น้ำเสียงของเซี่ยหยางแฝงด้วยความแค้นและความรู้สึกสะใจ

                ซ่งไป่หลางไม่ได้เอ่ยถามเซ้าซี้ถึงอดีตของอาจารย์ตน ท่านอาจารย์ ในเมื่อตระกูลศักดิ์สิทธิ์เป็นศัตรูกับท่าน เช่นนั้นข้าก็เป็นศัตรูกับพวกมันเช่นกัน ซ่งไป่หลางตัดสินใจ

                ดี เช่นนั้นจงใช้โลหิตศักดิ์สิทธิ์นี้ในการฝึกฝน ข้าจะช่วยเจ้าดึงเอาพลังของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ที่แฝงเร้นอยู่ในหยดโลหิตนี้เข้าสู่ร่างของเจ้า แม้จะไม่เห็นผลในระยะเวลาอันสั้น แต่สำนึกรู้และพลังแฝงของโลหิตศักดิ์สิทธิ์จะทำให้การพัฒนาระดับพลังของเจ้าในระยะเวลาสั้นๆพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว

                ซากวิหารบัวสวรรค์นั้นไม่ได้มีของวิเศษล้ำค่าเก็บเอาไว้มากนัก ส่วนใหญ่ล้วนถูกทำลายไปหมดจากการต่อสู้กับตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ที่ยังเหลือก็มีเพียงตราหยกและโลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่เจ้านิกายทุ่มเทรักษาเอาไว้ทั้งยังจงใจส่งให้คนรับใช้เก็บซ่อน จึงทำให้รอดพ้นจากการกวาดล้างมาได้

                เมื่อไม่มีสิ่งใดให้เก็บเกี่ยวแล้วซ่งไป่หลางจึงตัดสินใจเดินทางออกจากพื้นที่ซากปรักทันที แน่นอนว่าการหายไปของตราหยกได้ทำให้กระแสพลังวิญญาณที่ปิดกั้นสถานที่แห่งนี้อยู่เลือนหายไปเช่นกัน

                อู๋หลิวและบรรดาผู้อาวุโสยังไม่ทันตั้งตัวจากการถูกคลื่นพลังผลักกระเด็นกลับพบว่าม่านพลังสลายหายไปแล้ว ก่อนที่จะได้เคลื่อนไหวร่างของบรรดาศิษย์และผู้ฝึกสอนของนิกายที่จับตาดูอยู่ด้านนอกตลอดเวลาก็ทะยานเข้าไปในซากปรักอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนใจพวกเขาแม้แต่น้อย

                ระวัง ในนั้นมีกับดัก ผู้อาวุโสคนหนึ่งร้องตะโกนเตือน

                ตาแก่เจ้าเล่ห์ คิดหรือว่าข้าจะเชื่อ เจ้าคงไม่อยากให้พวกเราไปถึงสมบัติก่อนละสิ หนึ่งในผู้ฝึกสอนตะโกนตอบกลับโดยไม่ไว้หน้าผู้อาวุโสแม้แต่น้อย

                โง่เขลานัก อู๋หลิวแค่นเสียง หากไม่ใช่เพราะกับดักค่ายกลที่ถูกวางเอาไว้ มีหรือตนจะต้องใช้เวลามากมายกว่าจะขยับเข้าไปได้แต่ละก้าว ต่อให้ตอนนี้พลังวิญญาณของสถานที่นี้จะหายไปแล้วแต่ค่ายกลก็ยังคงทำงานอย่างเต็มที่

                ผ่านไปไม่ถึงยี่สิบลมหายใจเสียงค่ายกลทำงานก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องของเหล่าผู้ฝึกสอนที่วิ่งนำเข้าไปในเขตค่ายกลโดยไม่ทันระวัง เหล่าคนที่ติดตามเข้าไปต่างหยุดชะงักพร้อมกับสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ หากไม่ใช่เพราะความเร็วของพวกมันน้อยกว่าผู้ฝึกสอนเหล่านั้นเกรงว่าคงพลาดท่าเหยียบเข้าไปในพื้นที่ค่ายกลเช่นกัน

                เอ๊ะ นี่มัน

                สายเกินไปที่จะสังเกตเห็น ค่ายกลเพลิงมรณะมีจุดเด่นอยู่ที่ระยะทำลาย ต่อให้ซ่งไป่หลางดัดแปลงค่ายกลไปบางส่วนแต่ระยะทำลายของมันก็ยังกว้างพอที่จะระเบิดกลืนร่างของคนที่อยู่นอกรัศมีค่ายกลมากกว่าสองร้อยจั้ง

                เพียงพริบตาเดียวผู้ฝึกสอนและลูกศิษย์นับร้อยคนถูกสังหารจากพลังของค่ายกลอย่างโหดเหี้ยม ในบรรดาคนเหล่านั้นมีจำนวนไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนที่มีพลังถึงขั้นเที่ยงแท้ ห้าคนเป็นศิษย์หลักอันดับกลางๆไปถึงท้าย ส่วนพวกศิษย์หลักอันดับต้นๆที่เข้าไปมีความหวาดระแวงมากกว่าจึงจงใจเว้นระยะห่างจากคนกลุ่มแรกไปมากพอสมควร

                น่ากลัวจริงๆ ค่ายกลที่มีพลังทำลายระดับนี้ใครจะสามารถผ่านไปได้กัน เหล่าอัจฉริยะของนิกายต่างสูดลมหายใจอย่างหวาดหวั่น

                ดูจากพลังทำลายล้างเมื่อครู่ ต่อให้มีของวิเศษระดับเหนือมนุษย์ก็ไม่มีทางฝ่าเข้าไปได้ ไม่น่าอู๋หลิวถึงไม่สามารถฝ่าเข้าไปได้ไกลนัก

                สถานที่แห่งนี้อันตรายยิ่งนัก อีกทั้งกลิ่นอายและพลังกดดันของของวิเศษก็สลายหายไปแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่ามันเป็นเพียงกลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่จากอดีตกาล สถานที่แห่งนี้ถูกซ่อนไว้นานเกินไป เมื่อมันถูกพบเจออีกครั้ง กลิ่นอายนี้จึงปรากฏขึ้นแต่ก็สลายหายไปเพราะของวิเศษไม่มีพลังหลงเหลืออยู่อีกแล้ว

                ไม่มีใครกล้าคิดว่าการที่กลิ่นอายของของวิเศษหายไปเกิดจากการที่มีคนสามารถครอบครองของวิเศษได้สำเร็จ สังเกตได้จากกลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งที่ทำให้แม้แต่อู๋หลิวยังต้องพึ่งของวิเศษที่มีพลังขั้นเหนือมนุษย์จึงจะเข้ามาในเขตซากวิหารได้ ยิ่งได้เห็นพลังทำลายล้างของค่ายกลก็ยิ่งยืนยันให้ทุกคนเชื่อว่าไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปด้านในซากวิหารได้อย่างแน่นอน

                อันตรายเกินไป หากสำรวจต่อมีโอกาสมากกว่าครึ่งที่จะต้องทิ้งชีวิตเอาไว้ ทั้งยังมีโอกาสที่ต่อให้เข้าไปจนถึงด้านในสุดก็ยังไม่มีสมบัติล้ำค่าใดหลงเหลืออยู่อีก

                แม้สมบัติวิเศษจะดึงดูดใจเพียงใดแต่อันตรายและความเสี่ยงที่รออยู่กลับทำให้หัวใจของเหล่าอัจฉริยะและผู้อาวุโสของนิกายต่างถูกทำให้สั่นสะท้านจนไม่อาจเค้นความกล้าให้เข้าไปเสี่ยงอันตรายด้านในได้

                ในที่สุดนอกจากคนที่มีความสามารถด้านค่ายกลแล้วคนที่เหลือต่างถอนตัวจากการสำรวจ ยังมีคนบางส่วนที่ดื้อด้านอยากทดลองฝ่าค่ายกลเพื่อหวังให้ตนได้รับวาสนาบางอย่างจากสถานที่นี้ทว่ากลับถูกเหล่าผู้ที่มีความรู้ด้านค่ายกลจัดการจนหมดสภาพแล้วขับไล่ออกไปอย่างเลือดเย็น

                เห็นได้ชัดว่าผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลส่วนมากสามารถรู้ถึงคุณสมบัติด้านการทำลายล้างวงกว้างของค่ายกลเพลิงมรณะ ดังนั้นจึงไม่ยินยอมให้มีผู้ใดก้าวล้ำเข้าไปในขณะที่ตนกำลังศึกษาค่ายกลนี้อยู่ มิเช่นนั้นก็เท่ากับเป็นการนำหายนะมาสู่พวกตนด้วย

                ถึงแม้สถานที่แห่งนี้อาจจะไม่มีสมบัติหลงเหลืออยู่แล้วทว่าคุณค่าของมันสำหรับผู้ที่ศึกษาศาสตร์ค่ายกลกลับนับว่าสูงส่งอย่างมาก ควรทราบว่าสำหรับแคว้นสิบนภาแล้วค่ายกลที่ระดับสูงสุดนั้นถึงจะสามารถทำให้ผู้มีพลังระดับเหนือมนุษย์บาดเจ็บแต่ก็ไม่ถึงกับสังหารได้อย่างง่ายดาย ทว่าค่ายกลในซากวิหารนี้สามารถสังหารได้กระทั่งผู้มีพลังขั้นเหนือมนุษย์

                หากศึกษามันได้จนแตกฉานถึงขนาดสามารถสร้างค่ายกลประเภทนี้ได้ เกรงว่าระดับของผู้ใช้ค่ายกลอาจสามารถสั่นคลอนขั้วอำนาจของแคว้นได้อย่างง่ายดาย

                ระหว่างที่ทุกคนมุ่งความสนใจไปที่ซากปรักวิหารบัวสวรรค์ ซ่งไป่หลางที่เป็นผู้ได้รับรางวัลจากการเก็บเกี่ยวกลับใช้เส้นทางลับของซากวิหารหลบเร้นออกมาที่พื้นที่ส่วนหนึ่งของหุบเขาต้องห้าม แม้จะเป็นเรื่องยากที่ความลับเรื่องการได้รับโลหิตศํกดิ์สิทธิ์มาจะรั่วไหลทว่าเซี่ยหยางกลับรอบคอบอย่างยิ่ง สั่งให้ซ่งไป่หลางสร้างอาการบาดเจ็บปลอมให้กับตนเอง ทั้งยังจงใจกดพลังของซ่งไป่หลางให้ถดถอยลงคล้ายกับคนที่เพิ่งระเบิดพลังต่อสู้เกินขีดจำกัดเพื่อให้ดูเหมือนเขาทุ่มเททุกอย่างในการหลบหนีจากอสรพิษเพลิงสีชาด

                หลังจากทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้วซ่งไป่หลางจึงเดินทางไปยังน้ำตกลมปราณ รอคอยจนผู้อาวุโสจางและฉินจีมาถึง แน่นอนว่าทั้งสองย่อมไม่อาจคาดเดาได้ว่าซ่งไป่หลางได้เคยเข้าไปยังซากวิหารมาก่อน

                ภายใต้การคุ้มครองของสองศิษย์อาจารย์ ซ่งไป่หลางเดินทางกลับมายังนิกายด้วยสภาพอ่อนแอและได้รับบาดเจ็บ ผู้อาวุโสจางแม้จะเสียดายเรื่องซากวิหารอยู่บ้างแต่เมื่อได้ยินว่ากลิ่นอายของวิเศษได้หายไปแล้วเขาเองก็มีแนวคิดไม่ต่างจากคนอื่นว่ากลิ่นอายเหล่านั้นคงเป็นเพียงเศษเสี้ยวกลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่จากอดีตกาลเท่านั้น

                หลังจากกลับมาถึงที่พัก ซ่งไป่หลางสนทนากับฉินจีเล็กน้อยเพื่อให้นางคลายความกังวลเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของตน เขายังได้รับสมุนไพรและของวิเศษอีกเล็กน้อยจากผู้อาวุโสจางเพื่อทำการรักษาให้กลับมาเป็นปกติ เนื่องจากการประลองสิบนภาที่ใกล้จะมาถึง ผู้อาวุโสจางนั้นมีความคาดหวังค่อนข้างมากที่จะให้ซ่งไป่หลางพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นศิษย์สายนอกอันดับต้นๆและแสดงฝีมือออกมาในงานประลองนั้น

                เมื่อไร้ซึ่งผู้รบกวน ซ่งไป่หลางหยิบเอาตราหยกและโลหิตศักดิ์สิทธิ์ออกมาด้วยความระมัดระวัง เซี่ยหยางเองก็ได้ใช้พลังของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ครอบคลุมพื้นที่เพื่อป้องกันไม่ให้กลิ่นอายของโลหิตศักดิ์สิทธิ์แผ่กระจายออกไปจนกระตุ้นความสนใจจากคนในนิกาย

                อาจารย์ ข้าจะดูดซับพลังของโลหิตศักดิ์สิทธิ์ได้ด้วยวิธีไหน ซ่งไป่หลางเอ่ยถาม พลังของโลหิตศํกดิ์สิทธิ์นั้นมีความบริสุทธิ์เป็นอย่างมาก ทั้งยังมีกลิ่นอายที่เก่าแก่และทรงพลัง หากเป็นบุคคลทั่วไปอย่าว่าแต่ซึมซับพลังของมัน ลำพังหมายจะครอบครองยังไม่แน่ว่าจะสามารถกระทำได้

                โลหิตศักดิ์สิทธิ์สำหรับคนธรรมดาทั่วไปคงยากที่จะดูดซับได้ แต่เจ้ามีวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลังและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเป็นรากฐาน สามารถฝึกฝนได้โดยใช้วิธีเดียวกับข้าในอดีต ใช้หนึ่งโลหิตสร้างฐานรากศักดิ์สิทธิ์ หล่อหลอมร่างกายให้เป็นเช่นเดียวกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์

                หนึ่งโลหิตสร้างฐานรากศักดิ์สิทธิ์ หล่อหลอมร่างกาย เพียงได้ยินประโยคนี้ซ่งไป่หลางก็รู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งร่าง

                นี่เป็นวิธีการพิเศษที่ข้าได้รู้มาจากการทุ่มเทเวลานับสิบปีในการศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ เซี่ยหยางเอ่ย ว่ากันว่าในอดีต โลกนี้เต็มไปด้วยดินแดนว่างเปล่าอันสับสนวุ่นวาย สัตว์ปีศาจถือกำเนิดขึ้นจากพลังลมปราณและวิญญาณบริสุทธิ์ พวกมันครอบครองโลกใบนี้ ถืออำนาจเหนือทุกสรรพชีวิต

                ต่อมา มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นปริศนา ว่ากันว่าเป็นความต้องการของเทพบรรพกาล ทว่ามนุษย์นั้นอ่อนแออย่างมากเมื่อเทียบกับสัตว์ปีศาจ ดังนั้นเทพบรรพกาลจึงมอบของขวัญบางอย่างเพื่อให้มนุษย์สามารถรอดชีวิตอยู่บนโลกใบนี้

                ของขวัญของเทพบรรพกาลนั้นก็คือโลหิตศักดิ์สิทธิ์ และผู้ที่ได้รับมันก็คือบรรพบุรุษรุ่นแรกของตระกูลศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง หลังจากได้รับโลหิตศักดิ์สิทธิ์ คนผู้นั้นได้ใช้วิธีการพิเศษในการสร้างฐานรากศักดิ์สิทธิ์ หล่อหลอมร่างกายขึ้นมาใหม่ ใช้โลหิตเป็นรากฐาน กำเนิดกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ผิวหนัง พลังและวิญญาณ

                ตระกูลศักดิ์สิทธิ์มีวิธีฝึกฝนพลังต่างไปจากคนทั่วไป ไม่เพียงฝึกฝนพลังลมปราณยังมีการฝึกฝนรากฐานศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย เมื่อใดที่พัฒนารากฐานศํกดิ์สิทธิ์ถึงระดับวิญญาณ นับเป็นความแข็งแกร่งระดับสูงสุด

                รากฐานระดับวิญญาณซ่งไป่หลางเบิกตากว้าง อาจารย์ แท้จริงแล้ววิญญาณศักดิ์สิทธิ์คือรากฐานระดับวิญญาณ

                ถูกต้อง ตรงข้ามกับสมาชิกตระกูลศักดิ์สิทธิ์ทั่วไป ข้าเริ่มต้นจากการค้นหาวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นถึงรากฐานขั้นวิญญาณ จากนั้นจึงเริ่มฝึกฝน ทว่าวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ไม่อาจทำให้ข้ามีพลังตั้งแต่รากฐาน ยังดีที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ไม่มีทางปล่อยข้าเอาไว้ พวกมันจึงทำทุกอย่างเพื่อไล่สังหารฆ่า เมื่อเป็นเช่นนั้นข้าจึงสังหารพวกมันเช่นกัน และนำโลหิตของพวกมันมาฝึกฝนสร้างรากฐานใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครั้ง

                ความแข็งแกร่งของรากฐานศักดิ์สิทธิ์นั้นเกินกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการได้ เพราะอย่างนั้นตระกูลศักดิ์สิทธิ์จึงนับว่าอยู่เหนือกว่าคนทั่วไป เป็นผู้ปกครองอย่างแท้จริง เซี่ยหยางถอนหายใจ

                การฝึกฝนด้วยการสร้างรากฐานศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ยากสำหรับซ่งไป่หลางที่มีวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์อยู่กับตัว ทันทีที่เขาดูดซับพลังจากโลหิตศักดิ์สิทธิ์ ไอพลังวิญญาณอันบริสุทธิ์และเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังก็วิ่งเข้าหลอมรวมกับพลังดั้งเดิมของซ่งไป่หลาง ภายใต้การสนับสนุนของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์

                ในขั้นแรกเจ้าต้องใช้เวลาซึมซับพลังของโลหิตศักดิ์สิทธิ์สักสามถึงสี่วัน จนกว่าฐานรากศักดิ์สิทธิ์จะถือกำเนิดขึ้น เซี่ยหยางอธิบาย

                โลหิตของซ่งไป่หลางเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างช้าๆ ไอพลังศักดิ์สิทธิ์ค่อยๆหลอมรวมเข้ากับโลหิตของซ่งไป่หลาง แม้ว่าจะผ่านไปอย่างเชื่องช้าทว่าซ่งไป่หลางกลับรู้สึกได้ว่าร่างกายของตนเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง

                ในสิบชั่วยามแรก ลมหายใจของซ่งไป่หลางแฝงเร้นไปด้วยไอพลังวิญญาณบริสุทธิ์ สิบชั่วยามต่อมา ร่างกายพลันแปรเปลี่ยนเป็นบางเบาราวกับของเสียและขีดจำกัดทั้งหมดของร่างกายถูกกำจัดทิ้งไป ซ่งไป่หลางรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับโลหิตของตน คล้ายกับอวัยวะภายในทั้งหมดได้ถูกชำระล้างทีละน้อย

                ขั้นโลหิตศักดิ์สิทธิ์ สร้างร่างกายใหม่ตั้งแต่จุดเริ่มต้นทำให้พลังกายมีความบริสุทธิ์เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป ทั้งยังส่งเสริมให้อวัยวะทั่วร่างเกิดการแปรเปลี่ยน เมื่อฝึกขั้นโลหิตศักดิ์สิทธิ์จนทะลวงไปยังกระดูก เจ้าจะมีความแข็งแกร่งระดับเทียบเท่าเหนือมนุษย์โดยไม่จำเป็นต้องใช้พลังลมปราณแม้แต่น้อย

                เซี่ยหยางอธิบายหลักการในการฝึกฝนให้ซ่งไป่หลางฟัง แปลกนัก โลหิตศักดิ์สิทธิ์นี้มีความบริสุทธิ์สูงมาก ทั้งยังมีพลังมหาศาลจนทำให้ไป่หลางฝึกจนถึงขั้นสามของโลหิตศักดิ์สิทธิ์ จนถึงตอนนี้พลังแฝงในโลหิตก็ยังไม่จางหายไป ไม่แน่ว่าหากใช้พลังทั้งหมดที่แฝงอยู่ในโลหิตนี้ อาจทำให้ไป่หลางฝึกถึงขั้นห้าได้สำเร็จ

                ทุกๆขั้นของฐานรากศักดิ์สิทธิ์จะมีอยู่ด้วยกันสิบระดับ เมื่อผ่านพ้นระดับที่สิบจะทะยานไปสู่อีกขั้นหนึ่ง ตอนที่เซี่ยหยางเริ่มสร้างฐานรากด้วยโลหิตศักดิ์สิทธิ์ของศัตรูที่เขาฆ่าไป ตอนนั้นต้องใช้หยาดโลหิตจำนวนมหาศาลกว่าจะฝึกฝนได้ เดิมทีคิดว่าอาจเป็นเพราะความเข้าใจของตนไม่มากพอ ผิดกับซ่งไป่หลางที่มีตนคอยช่วยชี้แนะ ทว่าเมื่อเปรียบเทียบดูแล้ว ไม่แน่ความแตกต่างอาจจะมาจากโลหิตศักดิ์สิทธิ์ที่ต่างกันก็เป็นได้

                โลหิตที่มีความบริสุทธิ์ระดับนี้ ไม่ใช่ของสมาชิกตระกูลทั่วไป ดีไม่ดีอาจเป็นถึงของหัวหน้าสาขาตระกูล หัวใจของเซี่ยหยางพลันเย็นเยียบขึ้นมา เจ้านิกายบัวสวรรค์ในอดีตเป็นชนนั้นระดับใดกันแน่ถึงสามารถสร้างบาดแผลจากคนระดับนี้ของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ทั้งยังสามารถเก็บซ่อนโลหิตเอาไว้ได้สำเร็จ ไม่แน่อาจจะด้อยกว่าตนเองตอนที่ยังมีร่างกายเพียงไม่กี่ขั้นเท่านั้น

                อย่างไรก็ตามยิ่งโลหิตนี้สูงส่งเพียงใดก็ยิ่งเป็นผลดีกับซ่งไป่หลางเท่านั้น

                ในที่สุดช่วงระยะเวลาพักหนึ่งเดือนของนิกายได้สิ้นสุดลง ศิษย์ทุกคนที่เดินทางกลับไปยังตระกูลถูกเรียกตัวกลับมาที่นิกายเพื่อทำการฝึกฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิษย์สายในและศิษย์หลักอันดับต้นๆ ทุกคนล้วนถูกผู้อาวุโสที่เป็นอาจารย์เรียกตัวเข้าฝึกฝนอย่างเข้มงวดเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประลองสิบนภา

                ในการประลองสิบนภาจะมีการเลือกตัวแทนคือศิษย์หลักจำนวนห้าคน และศิษย์สายในจำนวนห้าคน โดยเลือกจากตัวแทนของศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุด ยังมีเวลาอีกสามเดือนก่อนที่การประลองสิบนภาจะเริ่มต้นขึ้น ระหว่างนั้นจะมีการอนุญาตให้ศิษย์สายในและศิษย์หลักทำการท้าประลองศิษย์ห้าอันดับแรกที่ถูกกำหนดชื่อโดยเจ้านิกาย หากมีผู้ใดเอาชนะห้าอันดับแรกได้ก็จะได้รับสิทธิ์ให้เข้าร่วมการประลองสิบนภาแทนคนที่พ่ายแพ้

                กติกาในการเข้าร่วมชิงตำแหน่งผู้เข้าประลองได้ถูกประกาศให้รู้โดยทั่วกัน

                ศิษย์สายในห้าอันดับแรกนั้นล้วนมีพลังไม่ต่ำกว่าขั้นเก้าก่อกำเนิด สองอันดับแรกเป็นถึงขั้นเที่ยงแท้ คนหนึ่งคือเสวี่ยเจิ้งที่เพิ่งฝึกฝนพลังทะลุไปยังขั้นเที่ยงแท้ได้สำเร็จ อีกคนแน่นอนว่าต้องเป็นซ่งเจียหลาน ทายาทตระกูลซ่งที่แข็งแกร่งที่สุดในปัจจุบัน

                ซ่งไป่หลางเก็บตัวฝึกอย่างเงียบงันโดยไม่มีใครรบกวน ทว่าวันเวลาอันสงบสุขของเขาได้ผ่านพ้นไปเมื่อซ่งเจียหลานได้กลับมาถึงนิกาย

                ไป่หลาง ออกมาพบกับข้า เสียงอันเย็นชาของหญิงสาวดังขึ้นจากด้านนอกเรือนพักของซ่งไป่หลาง

                เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นผ่อนลมหายใจ สัมผัสได้ถึงความละเอียดอ่อนในสายโลหิตของตน ที่แท้เป็นซ่งเจียหลาน

                ประสาทสัมผัสของซ่งไป่หลางพัฒนาขึ้นมาก สามารถแยกแยะตัวตนของคนภายนอกได้อย่างรวดเร็ว นอกจากซ่งเจียหลานแล้วยังมีศิษย์สายในพลังระดับเก้าก่อกำเนิดอีกสามสี่คนตามนางมาด้วย

                ซ่งไป่หลางก้าวเดินออกจากเรือนพัก ดวงตากวาดมองซ่งเจียหลานและผู้ติดตามอย่างเฉยชาไร้ซึ่งอารมณ์

                ไป่หลาง ในฐานะที่เราต่างก็เป็นคนตระกูลซ่ง สำหรับของขวัญที่เจ้ามอบแก่ข้า ข้าจะช่วยส่งเสริมเจ้าในฐานะศิษย์สายใน จงติดตามข้าไปที่หุบเขาต้องห้าม ข้าจะแบ่งทรัพยากรที่เก็บเกี่ยวได้ให้เจ้าหนึ่งส่วน

                ผู้ติดตามของซ่งเจียหลานมีสีหน้าไม่พอใจทว่าไม่อาจเอ่ยอันใดได้ ซ่งเจียหลานนั้นมีอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับศิษย์สายใน เดิมทีขนาดผู้ติดตามอย่างพวกตนยังได้ส่วนแบ่งเพียงคนละไม่ถึงครึ่งส่วน แต่นางกลับเอ่ยว่าจะมอบให้ซ่งไป่หลางหนึ่งส่วนทั้งที่อีกฝ่ายมีระดับพลังน้อยกว่า ทำให้พวกเขารู้สึกไม่ยินยอม

                หนึ่งส่วน ดวงตาของซ่งไป่หลางฉายประกายเย้ยหยัน หากเขาต้องการทรัพยากรขอเพียงเดินเข้าไปในหุบเขาต้องห้ามหนึ่งวันเขาก็ได้มากกว่าส่วนแบ่งของซ่งเจียหลานเป็นร้อยๆเท่าแล้ว

                ถูกต้อง ข้าเห็นแก่ว่าเจ้ากับข้าเป็นคนตระกูลเดียวกัน ดังนั้นระหว่างที่ข้ายังเป็นศิษย์สายในข้าจะช่วยให้เจ้าเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง ภายในสามปีเจ้าย่อมสามารถทะยานขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งแทนข้าที่จะกลายเป็นศิษย์หลักได้ ซ่งเจียหลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์

                ขออภัย แต่ข้าไปกับพวกท่านก็เป็นตัวถ่วงเปล่าๆ พวกท่านไปกันเองเถอะ เอ่ยเพียงเท่านี้เขาก็ปิดประตูใส่หน้าซ่งเจียหลานอย่างไม่ใยดี

               

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 609 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น

  1. #101 yukai (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 20:39

    ขอบคุณ
    #101
    0
  2. #22 นัท (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 22:03

    น้องกำลังฝึกฝนอยู่ ถึงกับมีน้ำใจอยู่บ้างซ่งเจียหลาน ที่คิดแบ่งทรัพยากรให้ 1 ส่วน แต่น้องคงรับด้วยใจ น้องฝึกเองไปเร็วกว่า อิอิ

    #22
    0