God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 14 : ตอนที่ 13 นิกายบัวสวรรค์ที่แท้จริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,589
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 614 ครั้ง
    20 ต.ค. 62

                ความมุ่งมั่นตั้งใจของซ่งไป่หลางยิ่งทวีคูณมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดสุดท้ายซ่งไป่หลางก็สามารถฝ่าค่ายกลไปได้อีกจำนวนมาก ในที่สุดเด็กหนุ่มได้มาถึงจุดที่มีพลังวิญญาณรวมตัวกันอย่างหนาแน่นภายในซากวิหารเป็นผลสำเร็จ

                แม้จะเหน็ดเหนื่อยอ่อนแรงเพียงใดแต่ภาพของสิ่งที่อยู่ตรงหน้ากลับทำให้ซ่งไป่หลางรู้สึกตื่นเต้นจนลมหายใจถี่กระชั้น

                นี่ก็คือ สมบัติที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้

                เห็นได้ชัดว่าพลังวิญญาณของสถานที่แห่งนี้มีความเข้มข้นเป็นอย่างมาก มากยิ่งกว่าระดับขั้นเที่ยงแท้ มากจนถึงขั้นเหนือมนุษย์หรืออาจจะเข้มข้นยิ่งกว่า

                สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเจ้าเป็นเพียงภาชนะเท่านั้น หาใช่สมบัติแต่อย่างใด น้ำเสียงแก่ชราทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังดังขึ้นจากด้านหลังของซ่งไป่หลาง เด็กหนุ่มสั่นสะท้านรีบโคจรลมปราณร่ายวิชาฝ่ามือบัวสวรรค์ออกไปโดยสัญชาตญาณ

                เปรี้ยง!! เงาของดอกบัวฟาดปะทะกับผนังด้านหนึ่งของวิหารทว่ากลับทำได้เพียงสร้างร่องรอยเล็กน้อยเอาไว้และมันก็สลายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน

                ภาพเรือนลางของชายชราปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ไม่ต้องตกใจไป ข้าเป็นเพียงเศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่หลงเหลืออยู่เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของสิ่งที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้เท่านั้น

                เซี่ยหยางหัวเราะเบาๆ เป็นอย่างที่วิญญาณตาแก่นี่พูด เจ้าหนูไม่จำเป็นต้องกังวล พลังวิญญาณที่เหลืออยู่ของตาแก่นี่ไม่มากพอที่จะสังหารระดับก่อกำเนิดขั้นห้าด้วยซ้ำ

                เมื่อได้รู้เช่นนี้ซ่งไป่หลางจึงรู้สึกวางใจได้ ผู้อาวุโส ที่แท้ท่านเป็นใคร และสมบัติที่ถูกรักษาเอาไว้ที่วิหารแห่งนี้คือสิ่งใด

                ชายชราสะบัดมือเบาๆหนึ่งครั้ง ภาพเลือนรางสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่ารอบด้าน เด็กน้อย ข้ารับรู้ได้ถึงตัวตนของเจ้าจากวิชาฝ่ามือบัวสวรรค์ แม้จะมีรูปแบบแตกต่างไปบ้างทำให้วิชากลายเป็นอ่อนแอกว่าเดิมเล็กน้อยทว่านั่นคงเพราะเคล็ดวิชาส่วนหนึ่งสูญหายไปตามกาลเวลา อย่างไรก็ตามนั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ

                ภาพของซากปรักวิหารค่อยๆฟื้นฟูจนกลับกลายมาเป็นวิหารอันงดงามใหญ่โตปรากฏขึ้นต่อหน้าของซ่งไป่หลาง ข้าเองเฝ้ารักษาสถานที่แห่งนี้มาอย่างยาวนาน ไม่อาจรับรู้ได้ว่าสภาพภายนอกของนิกายเป็นอย่างไร ทว่าสิ่งหนึ่งที่ข้าสามารถบอกแก่เจ้าก็คือ เดิมทีวิหารแห่งนี้คือวิหารหลักของนิกาย เป็นที่พำนักของเจ้านิกายรวมทั้งเก็บสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของนิกายเอาไว้

                หรือแท้จริงแล้วผู้อาวุโสก็คืออดีตเจ้านิกาย ซ่งไป่หลางอุทาน

                ชายชราได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา ฮ่าๆ เจ้าทายผิดแล้วเด็กน้อย ข้าเป็นเพียงผู้รับใช้คนหนึ่งของนิกายเท่านั้น

                แม้อีกฝ่ายจะเอ่ยว่าตนเองเป็นผู้รับใช้ทว่าบุคลิกลักษณะรวมทั้งความองอาจเย่อหยิ่งที่แฝงอยู่ทำให้ซ่งไป่หลางรู้สึกไม่เชื่อถือเท่าใดนัก

                เจ้าหนู จากการประเมินของข้า วิญญาณดวงนี้ตอนที่ยังมีชีวิตน่าจะมีพลังระดับไม่ต่ำกว่าขั้นรวมวิญญาณช่วงกลาง เซี่ยหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ

                รวมวิญญาณช่วงกลาง ซ่งไป่หลางใจสั่นสะท้าน หากคนระดับนี้ยังเป็นเพียงผู้รับใช้จริงเช่นนั้นแล้วนิกายบัวสวรรค์ในอดีตจะมีระดับสูงส่งเพียงใด

                จะว่าไปก็น่าประหลาดใจนัก ค่ายกลต่างๆที่เฝ้าสถานที่แห่งนี้แม้จะถูกสร้างขึ้นอย่างเร่งร้อนและไม่ได้เตรียมการให้สมบูรณ์ ทว่าระดับของพวกมันน่าจะสามารถป้องกันไม่ให้คนที่มีระดับต่ำกว่าขั้นเหนือมนุษย์เข้ามาที่นี่ อันที่จริงด้วยพลังระดับก่อกำเนิดของเจ้าแทบเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำที่จะทนรับพลังวิญญาณของสถานที่แห่งนี้ไหว ชายชราเองก็เพิ่งจะตระหนักได้ถึงความผิดปกติของซ่งไป่หลาง

                ชายชราหลับตาลง ทำท่าคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เกิดอันใดขึ้น ในบรรดาคนทั้งหมดที่เข้ารับการทดสอบของวิหารกลับมีเพียงระดับเที่ยงแท้เท่านั้น เหตุใดจึงไม่มีระดับเหนือมนุษย์ขึ้นไปแม้แต่คนเดียว

                ดูเหมือนดวงวิญญาณของเขาจะมีความเกี่ยวพันกับสถานที่แห่งนี้อย่างลึกซึ้ง ถึงขนาดรับรู้ได้ว่าคนทั้งหมดในวิหารมีระดับพลังเท่าใด

                เจ้าหนู จงบอกเล่าแก่ข้า ในช่วงเวลานี้นิกายบัวสวรรค์ของเรามีฐานะเช่นใดแน่

                เห็นสีหน้าตื่นตระหนกและกระวนกระวายใจของผู้เฒ่าตรงหน้าทำให้ซ่งไป่หลางอดไม่ได้ที่จะบอกเล่าความจริงต่ออีกฝ่าย

                ท่านผู้เฒ่า ข้าไม่รู้ว่านิกายบัวสวรรค์ที่ท่านรู้จักเป็นเช่นไร แต่นิกายบัวสวรรค์ที่ข้ารู้จักเวลานี้ เป็นนิกายขนาดใหญ่ของเมืองบัวสวรรค์ สังกัดแคว้นสิบนภา เมื่อเปรียบเทียบกับนิกายใหญ่อื่นๆของแคว้นแล้วถือว่านิกายเราอยู่อันดับที่หก

                แคว้นสิบนภาอันใดกัน เห็นได้ชัดว่าชายชราผู้นี้ไม่รู้จักการแบ่งแยกแคว้นในยุคปัจจุบัน เอาเถอะ ถ้าเช่นนั้นขอถามอีกข้อหนึ่ง ในช่วงเวลานี้ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในนิกายเป็นใคร และมีระดับพลังเท่าใด

                ซ่งไป่หลางเงียบขบคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบ แข็งแกร่งที่สุดย่อมต้องเป็นท่านเจ้านิกาย ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินข่าวลือว่าท่านกำลังเก็บตัวบ่มเพาะพลังเพื่อก้าวข้ามเข้าสู่ระดับเหนือมนุษย์ นอกจากท่านเจ้านิกายแล้วที่เหลือล้วนเป็นผู้อาวุโสอันดับสูงของนิกาย พลังระดับห้าเที่ยงแท้อีกสิบท่าน

                สีหน้าของผู้เฒ่าพลันแปรเปลี่ยนเป็นซีดขาว แม้จะเป็นเพียงวิญญาณที่ไม่มีเลือดหน้าทว่าท่าทีหมดอาลัยตายอยากของเขากลับฉายแสดงออกอย่างชัดเจน

                ไม่นึกว่าสิ่งที่ท่านเจ้าหวาดกลัวจะมาถึงจริงๆ คราแรกที่ข้าได้ยินการทำนายถึงวิกฤติของนิกาย ข้าคิดว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกวิตกจริตของท่านเจ้าเท่านั้น ทว่าในวันนี้มันกลับเกิดขึ้นจริงๆ

                ผู้อาวุโส ท่านเจ้าที่ท่านหมายถึงคือผู้ใด

                ผู้เฒ่ามีสีหน้าขมขื่นอธิบายว่า ข้าย่อมเอ่ยถึงท่านเจ้านิกาย ทว่าเป็นท่านเจ้านิกายในอดีตในยุคที่นิกายของเรารุ่งเรืองที่สุด

                ในยุคสมัยพันกว่าปีก่อนนิกายบัวสวรรค์เคยเป็นนิกายที่มีอำนาจปกครองยิ่งใหญ่เหนือทวีปหมื่นดารา ซึ่งภายหลังทวีปหมื่นดาราได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นส่วนย่อยมากกว่าสิบทวีป หนึ่งในนั้นคือทวีปห้าสมุทรอันเป็นที่ตั้งของแคว้นสิบนภาในปัจจุบัน

                เวลานั้นดินแดนแห่งนี้มีระดับสูงส่งมากกว่าในปัจจุบันมากนัก และนิกายบัวสวรรค์เองก็แทบจะอยู่เหนือทุกขั้วอำนาจในดินแดนแห่งนี้ แม้แต่ผู้รับใช้ของนิกายเช่นชายชราที่อยู่ต่อหน้าซ่งไป่หลางก็ยังเป็นถึงระดับรวมวิญญาณ

                วิชาของนิกายส่วนมากเป็นถึงวิชาระดับสวรรค์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เซี่ยหยางสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของวิชาในนิกาย

                ในยุคที่รุ่งเรืองที่สุด หยูซินเฉิงอัจฉริยะในรอบพันปีของนิกายได้ทะยานขึ้นสู่ระดับที่เหนือกว่าทุกคนในดินแดน กลายเป็นดั่งตำนานที่มีชีวิต และได้รับตำแหน่งเจ้านิกายในยุคเวลานั้น

                หยูซินเฉิงถึงขนาดประกาศกร้าวว่าจะนำพานิกายก้าวไปยังดินแดนที่สูงส่งยิ่งขึ้น เทียบชั้นได้กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์

                เซี่ยหยางพลันอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง ไม่คาดว่าดินแดนแห่งนี้ในอดีตถึงขนาดกล้าเทียบชั้นกับแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ ทว่าเมื่อรับฟังมาถึงจุดนี้แม้แต่เขาก็พอจะคาดเดาได้แล้วว่าเหตุใดดินแดนแห่งนี้จึงได้ตกต่ำลง

                ในช่วงเวลาที่หยูซินเฉิงกำลังดำรงตำแหน่งเจ้านิกาย ความอาจหาญและเย่อหยิ่งของเขาได้ถูกล่วงรู้โดยผู้คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และในตอนนั้นหนึ่งในแปดตระกูลรับใช้ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ปรากฏตัวขึ้นเพื่อประกาศคำเตือนแก่นิกายบัวสวรรค์

                ผิดคาดที่แทนที่หยูซินเฉิงจะรู้สึกหวาดหวั่น เขากลับโต้ตอบตระกูลรับใช้ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่ไว้หน้า ถึงขั้นลงมือต่อสู้กันและหยูซินเฉิงก็สามารถเอาชนะได้ในตอนท้าย เรื่องนั้นกลายเป็นตำนานการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ที่ถูกจารึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของนิกาย

                ทว่าขณะเดียวกันมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมด หยูซินเฉิงเป็นคนมุทะลุอารมณ์ร้อน ทว่าไม่ได้โง่เขลา เขาย่อมรู้ดีว่าตนเองได้ล่วงเกินดินแดนศักดิ์สิทธิ์มากเกินไปแล้ว ยังรวมไปถึงตระกูลศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ การถูกนิกายจากดินแดนที่มีระดับต่ำกว่าประกาศว่าจะเทียบชั้นทำให้เกิดคลื่นกระเพื่อมเล็กๆขึ้นในตระกูลอย่างช่วยไม่ได้

                สีหน้าของชายชรามืดหม่น ข้ายังจดจำวันนั้นได้เป็นอย่างดี ท่านเจ้าได้เรียกข้าเข้าไปพบพร้อมกับถ่ายทอดแผนการต่อข้า ตอนนั้นท่านเจ้าบอกว่าคนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์กำลังจะมา และหากมาถึงเมื่อไหร่ นิกายบัวสวรรค์อาจจะต้องสูญหายไปจากโลกใบนี้ตลอดกาล ทว่าวิธีเดียวที่จะช่วยทำให้นิกายรอด นั่นก็คือการยอมตกต่ำลงช่วงเวลาหนึ่ง จากนั้นจึงค่อยฟื้นคืนกลับมาดังเดิม

                คำว่าตกต่ำของหยูซินเฉิงย่อมไม่ได้หมายถึงการตกต่ำไปเพียงแค่เล็กน้อย ทว่ากลับเป็นการตกต่ำอย่างถึงที่สุด ตัวแทนของตระกูลศักด์สิทธิ์ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง หยูซินเฉิงได้เข้าต่อสู้ต้านทานอย่างสุดกำลัง ทว่าท้ายที่สุดแล้วก็ไม่อาจเอาชนะตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้ หลังจากนั้นเกรงว่าดินแดนแห่งนี้คงถูกลงโทษจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์ เหล่ายอดฝีมือที่มีระดับพลังสูงกว่าขั้นเหนือมนุษย์ถูกกวาดล้างไปจนแทบหมดสิ้น นิกายบัวสวรรค์ที่เคยยิ่งใหญ่ก็ถูกทำลายจนกลายเป็นนิกายกระจอกๆทั่วไป วิชาระดับสูงแทบทั้งหมดถูกทำให้เสียหายกลายเป็นเพียงวิชาที่เต็มไปด้วยความผิดพลาด

                ก่อนที่การต่อสู้จะจบลง ท่านเจ้าได้แอบส่งมอบตราหยกให้กับข้าอย่างลับๆ ในตราหยกนี้บันทึกความคาดหวังรวมไปถึงเก็บสมบัติลับของท่านเจ้าเอาไว้ ท่านเอ่ยว่าวันใดที่ตราหยกนี้ได้รับเจ้าของใหม่ นิกายบัวสวรรค์ก็มีความหวังที่จะฟื้นคืนขึ้นมาใหม่

                ตราหยกที่เขากล่าวถึงแน่นอนว่าต้องเป็นสิ่งที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้ในสถานที่แห่งนี้

                ท่านเอ่ยว่าตราหยกเป็นเพียงภาชนะ เช่นนั้นแปลว่าสมบัติที่แท้จริงถูกเก็บเอาไว้ในนั้นงั้นหรือ ซ่งไป่หลางเอ่ยถามอย่างคาดหวัง

                ถูกต้อง ผู้เฒ่าตอบกลับก่อนจะถอนหายใจ ทว่าเจ้าคงยังไม่มีวาสนาได้ใช้งานมัน ทำได้เพียงครอบครองเท่านั้น ในความคิดข้าผู้ที่อยากใช้งานมันจะต้องมีพลังสูงยิ่งกว่าขั้นรวมวิญญาณ ทั้งยังต้องมีร่างกายที่พิเศษอย่างยิ่ง มีเพียงอัจฉริยะในรอบหลายพันปีเท่านั้นจึงจะพอมีหวัง

                ไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องพลังฝึกตนที่น้อยนิดของซ่งไป่หลาง ต่อให้เป็นผู้ที่มีพลังขั้นเหนือมนุษย์ก็ยากที่จะใช้งานของสิ่งนี้

                ไม่ว่าของสิ่งนั้นจะเป็นอะไร พลังของมันแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก เซี่ยหยางที่อยู่ในจิตวิญญาณของซ่งไป่หลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

                เด็กน้อย ต่อให้เจ้าไม่สามารถใช้งานมันได้ก็ตาม ข้ายังจะมอบเคล็ดลับวิชาที่แท้จริงของนิกายบัวสวรรค์ที่ข้ารู้ให้กับเจ้า เปรียบเทียบกันแล้ววิชาที่เจ้าใช้มีความแตกต่างออกไป แต่ยังไม่สมบูรณ์มากพอ หากได้รู้เคล็ดลับเหล่านี้จะทำให้ระดับของวิชาสูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

                พลังวิญญาณของชายชราสั่นไหวเล็กน้อย ซ่งไป่หลางรับรู้ได้ถึงข้อมูลของเคล็ดวิชาที่ถ่ายทอดเข้ามายังวิญญาณของตนโดยตรง ประทับลงอย่างไม่มีวันลบเลือน

                ดวงตาของเด็กหนุ่มสาดประกาย ที่แท้นี่คือเคล็ดวิชาระดับสวรรค์ที่แท้จริง

                ชายชรายิ้ม อย่าเพิ่งได้ใจนัก ขึ้นชื่อว่าวิชาระดับสวรรค์ความยากในการฝึกย่อมต้องเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี เจ้าอาจต้องใช้เวลาชั่วชีวิตในการฝึกวิชาหนึ่งให้สำเร็จ ทว่าข้าหวังว่าเจ้าอาจจะช่วยให้นิกายของเรากลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง อย่างน้อยก็อยู่เหนือผู้ใดในดินแดนให้ได้เช่นเมื่ออดีต หรือถ้าเป็นไปได้ นำพาดินแดนของเรากลับสู่ระดับเดิมหรือเหนือยิ่งกว่า ทว่านั่นคงเป็นเพียงความคาดหวังลมๆแล้งๆของข้าเท่านั้น

                ผู้อาวุโสวางใจเถอะ แม้ข้าจะไม่ได้แข็งแกร่งในเวลานี้ ทว่าเป้าหมายของข้ายังยาวไกลนัก ซ่งไป่หลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

                จงรับไปเถอะ หวังว่าสักวันเจ้าจะมีโอกาสได้ใช้มัน ชายชราวาดมืออย่างแผ่วเบา ตราหยกที่ถูกเก็บรักษาก็ลอยเข้ามาหาร่างของซ่งไป่หลางอย่างเชื่องช้า

                ลำพังตราหยกที่เป็นภาชนะยังมีระดับไม่ต่ำกว่ารวมวิญญาณ ของที่ถูกเก็บเอาไว้คือสิ่งใดกันแน่ ดวงตาของซ่งไป่หลางสั่นไหว เด็กหนุ่มคว้าจับตราหยกเอาไว้ก่อนจะทำการคลายผนึกเพื่อดูสิ่งที่ถูกเก็บเอาไว้ข้างใน

                ครืน!! ทันทีที่ตราหยกถูกเปิดผนึก พลังอำนาจอันมหาศาลได้แผ่ทะลักออกมาจนเอ่อล้นไปทั่วซากวิหาร ขนาดที่ผลักดันร่างของอู๋หลิวและเหล่าผู้อาวุโสของนิกายจนปลิวกระเด็นออกจากซากวิหารในคราเดียว

                วิญญาณของชายชรามองดูร่างของซ่งไป่หลางที่สามารถยืนหยัดทนทานต่อพลังนี้ด้วยความตกตะลึง เดิมทีตนได้ใช้พลังทั้งหมดที่มีเหลืออยู่เพื่อเตรียมปกป้องร่างของเด็กหนุ่มเอาไว้ ทว่าเมื่อถึงเวลากลับพบว่าพลังกดดันที่แผ่ออกมาไม่มีผลต่อซ่งไป่หลางเลยแม้แต่น้อย

                สิ่งนี้มัน เป็นเซี่ยหยางที่ตกตะลึงถึงขีดสุด โลหิตของชนเผ่าศักดิ์สิทธิ์

                โลหิตของชนเผ่าศักดิ์สิทธิ์ โลหิตเช่นใดกันจึงจะมีพลังอำนาจเพียงนี้ ซ่งไป่หลางคาดไม่ถึงว่าต้นกำเนิดพลังอันยิ่งใหญ่จะเป็นเพียงโลหิตหยดเล็กๆเพียงหยดเดียว

                เจ้ารู้จักโลหิตศักดิ์สิทธิ์ ชายชราประหลาดใจ โลหิตนี้เป็นสิ่งที่ท่านเจ้าได้ทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อให้ได้มันมาจากการต่อสู้กับตระกูลศักดิ์สิทธิ์ เมื่อได้รับของสิ่งนี้จึงส่งมอบให้ข้าเป็นการลับ ทั้งยังใช้วิธีการพิเศษในการเก็บรักษา ท่านเจ้าเอ่ยว่ามันคือสิ่งพิเศษที่จะสามารถฟื้นคืนความรุ่งเรืองให้นิกายของเราในอนาคต

                ท่านอาจารย์ โลหิตศักดิ์สิทธิ์นี้สามารถใช้ทำสิ่งใดได้ ซ่งไป่หลางรู้ว่าเซี่ยหยางจะต้องรู้อะไรบางอย่างแน่นอน

                เซี่ยหยางถอนหายใจระบายความตื่นเต้นของตนเอง เจ้าหนู ความจริงแล้วข้าไม่คิดว่าจะเล่าเรื่องนี้ให้เจ้าฟัง ทว่าในเมื่อนี่เป็นโชคชะตา ข้าก็คิดว่ามันสมควรแก่เวลาที่เจ้าจะได้รู้เรื่องราวบางส่วน

                ข้านั้นมาจากตระกูลเซี่ย กำเนิดในดินแดนไป่หลง หากเปรียบเทียบกับดินแดนแห่งนี้ในปัจจุบันก็นับได้ว่าอยู่ห่างกันหลายระดับขั้น ผู้มีพลังระดับเหนือมนุษย์ไปจนถึงรวมวิญญาณเป็นเพียงขั้นพื้นฐาน เห็นได้กลาดเกลื่อนไปทั่ว

                ในดินแดนไป่หลง ตระกูลเซี่ยถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุด ครองอำนาจเหนือทุกขั้วอำนาจ ทว่าสำหรับตระกูลเซี่ยแล้วอำนาจปกครองดินแดนกลับไม่ได้มีความสำคัญนัก เพราะแม้จะเป็นใหญ่ในดินแดนของตนเอง ตระกูลเซี่ยกลับต้องอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่า

                หรือว่าจะเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ซ่งไป่หลางคาดคะเน

                ถูกต้อง เซี่ยหยางตอบรับ ตระกูลเซี่ยคือหนึ่งในแปดตระกูลผู้รับใช้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ สภาพของพวกเราในเวลานั้น นับว่าอยู่เหนือใต้หล้าแต่อยู่ใต้ขั้วอำนาจเดียว

                ตอนที่ข้าเกิดมา ตระกูลเซี่ยของข้ากำลังตกอยู่ในช่วงเวลาวิกฤติ ผู้นำตระกูลตายอย่างเป็นปริศนาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย ระดับพลังของตระกูลอ่อนแอลงจนแทบจะสูญเสียฐานะของตระกูลข้ารับใช้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน นอกจากตระกูลเซี่ยแล้วยังมีอีกหลายสิบตระกูลที่แม้จะระดับต่ำกว่าแต่ก็ต้องการแทนที่ฐานะตระกูลรับใช้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แน่นอนว่าพวกมันต้องไม่อยู่เฉย

                ในเวลานั้นชีวิตของข้าและตระกูลเซี่ยเอ่ยได้ว่าต้องอยู่อย่างยากลำบากยิ่ง เพราะเรื่องนั้นข้าจึงใช้เวลาทั้งชีวิตโดยทุ่มเทไปที่เป้าหมายเพียงสิ่งเดียว น้ำเสียงของเซี่ยหยางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและหวนระลึก

                ท่านอาจารย์ หรือว่าแท้จริงแล้วศัตรูของท่านก็คือ ซ่งไป่หลางคล้ายจะจับความเชื่อมโยงได้

                ถูกต้อง ศัตรูของข้าก็คือตระกูลศักดิ์สิทธิ์ พวกมันคือสาเหตุที่ทำให้ข้าต้องตาย เป็นเป้าหมายที่ข้าจะต้องดับทำลายให้หมดสิ้น

                ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ไม่รู้ก็ส่วนไม่รู้ ทว่าเวลานี้ซ่งไป่หลางกลับได้ยินชื่อของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่สำคัญคือระดับของตระกูลศักดิ์สิทธิ์นั้นดูแล้วจะเหนือกว่าความสามารถของซ่งไป่หลางไม่รู้กี่ขั้น ต่อให้ทุ่มเทเวลาทั้งชีวิตยังไม่แน่ว่าจะสามารถไต่เต้าไปถึงระดับนั้นได้สำเร็จ

                หึ ข้าขอเตือนนะเจ้าหนู หากเป็นสมบัติวิเศษทั่วไปข้าย่อมยินดีให้เจ้าใช้งานมัน แต่ในเมื่อของสิ่งนี้เป็นโลหิตศักดิ์สิทธิ์เจ้าจะต้องตัดสินใจให้ดีว่าต้องการใช้มันจริงหรือไม่ เซี่ยหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจัง

                อาจารย์ หรือว่าด้วยคุณสมบัติของข้าจะไม่เพียงพอที่จะใช้ของวิเศษนี้ ซ่งไป่หลางถาม

                ผิดแล้ว เจ้ามีคุณสมบัติเหมาะสมมากเกินพอเสียด้วยซ้ำ ทว่าการใช้งานของสิ่งนี้จะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตของเจ้า

                เซี่ยหยางสูดลมหายใจก่อนจะเอ่ยต่อ ฟังให้ดีนะเจ้าหนู ตระกูลศักดิ์สิทธิ์นั้นเปรียบดั่งจักรพรรดิผู้ปกครองทุกสิ่ง สิ่งที่พวกเขาเกลียดมากที่สุดก็คือตัวตนใดๆที่อาจทำให้อำนาจการปกครองของพวกเขาสั่นคลอนหรือแม้แต่การล่วงเกินเล็กๆน้อยๆ ดังนั้นหากมีคนที่ไม่ใช่สายเลือดตระกูลศักดิ์สิทธิ์แต่กลับมีสมบัติของตระกูลศักดิ์สิทธิ์อยู่ในโลก พวกเขาจะทำลายคนผู้นั้นเพื่อไม่ให้กลายเป็นตัวปัญหาในอนาคต หากเจ้าใช้โลหิตชนเผ่าศักดิ์สิทธิ์ วันใดที่พวกมันรู้ถึงตัวตนเจ้าพวกมันย่อมไม่ลังเลที่จะกำจัดเจ้าทิ้งทันที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 614 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น