God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 136 : ตอนที่ 131 สถานการณ์ที่พลิกกลับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,399
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 104 ครั้ง
    4 ก.ย. 63

                ซ่งไป่หลางรู้สึกสับสนเล็กน้อย มันต้องการที่จะปฏิเสธสิ่งที่เซี่ยหยางเอ่ยทว่ากลับไม่สามารถพูดออกไปได้ หรือว่าจะเป็นอย่างที่ท่านอาจารย์พูด

            ที่ผ่านมาสำหรับข้าแล้วนางก็คือสหายที่พึ่งพาและไว้ใจได้ เป็นหนึ่งในสหายที่มีความจริงใจและน่านับถือ ซ่งไป่หลางเชื่อว่าตนเองนับนางเป็นสหายที่ดีที่สุด ทว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นเวลานี้นับว่ารุนแรงเกินไปหน่อยหรือไม่สำหรับความรู้สึกที่ควรมีต่อสหาย

            เมื่อนึกภาพว่าวันหนึ่งนางจะกลายเป็นต้นมหาพฤกษาอีกต้นที่ตั้งตระหง่านและคอยทำหน้าที่ค้ำจุนดินแดนเทพพฤกษา ซ่งไป่หลางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกคับข้องใจและไม่ยินยอม

            ชายหนุ่มส่ายหน้าสะบัดความคิดไร้สาระทิ้งออกไป นี่มิใช่เวลาที่เหมาะสม อีกทั้งข้าเองก็ยังไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองอย่างชัดเจน ปัญหานี้เอาไว้ค่อยจัดการทีหลังแล้วกัน

            เวลานี้ม่านปราการของตระกูลว่านได้แตกสลายไปแล้ว ดังนั้นสงครามจึงอุบัติขึ้นอีกครั้ง คนของสำนักพงไพรไล่สังหารศัตรูอย่างเหี้ยมหาญ ขณะที่กองกำลังของศัตรูทำได้เพียงถอยร่นไปด้านหลังด้วยความสิ้นหวัง

            มองเห็นภาพที่คนของสำนักสระทิพย์ถูกสังหารลงทีละคน ดวงตาของเจ้าสำนักสระทิพย์แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำดุจโลหิต มันสะบัดมือออกส่งหยดวารีหนึ่งหยดออกมา กลิ่นอายอันศักดิ์สิทธิ์และทรงพลังทำให้อนุเซียนคนอื่นๆรวมทั้งผู้อาวุโสหลักต้าซานมีสีหน้าตื่นตะลึง

            นี่ก็คือ วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ดวงตาของต้าซานเบิกกว้าง

            เจ้าสำนักสระทิพย์หัวเราะอย่างโกรธแค้น เจ้าพวกสารเลวบีบคั้นให้ข้าต้องใช้ของสิ่งนี้ เช่นนั้นก็จงพินาศไปให้หมดสิ้นเสียเถอะ

            วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์นี้เจ้าสำนักสระทิพย์ได้รับมาโดยการร่วมมือกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์เพื่อโจมตีสำนักพงไพร ภายใต้ข้อตกลงที่ว่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะมอบอำนาจในการควบคุมดินแดนเทพพฤกษาแก่สำนักสระทิพย์ ขณะเดียวกันสำนักสระทิพย์ก็จะต้องส่งมอบทรัพยากรและสมุนไพรวิเศษให้แก่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์สามส่วนของทั้งหมดที่เก็บเกี่ยวได้ในแต่ละปี นอกจากนั้นยังต้องสนับสนุนตระกูลศักดิ์สิทธิ์ด้านโอสถวิเศษอีกด้วย

            เพื่อแลกกับโอกาสในการกลายเป็นขั้วอำนาจอันดับหนึ่งของดินแดนเทพพฤกษา เจ้าสำนักสระทิพย์ไม่ลังเลเลยที่จะตอบตกลง และวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์หนึ่งหยดนี้ก็คืออาวุธลับที่มันได้รับมาเพื่อใช้จัดการกับสำนักพงไพร

            อาจารย์ กลิ่นอายนี้ซ่งไป่หลางตวัดดวงตามองขึ้นไปบนท้องฟ้า มันขมวดคิ้วเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง

            ถูกต้อง เป็นวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ นอกจากข้าแล้วในตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็มีเพียงเซียนหญิงเฉินจือหยาเท่านั้นที่ถือครองวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์อยู่ในปัจจุบัน ทว่านางมิได้อาศัยอยู่ในตระกูลศักดิ์สิทธิ์อีกแล้ว ข้าเดาว่านั่นคงเป็นวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ที่นางเคยมอบไว้ให้แก่ตระกูลก่อนที่นางจะหายตัวไปเซี่ยหยางตอบกลับ

            วิญญาณธาตุศักดิ์สิทธิ์นั้นคือขั้นสุดท้ายของฐานรากศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด แม้แต่ในตระกูลศักดิ์สิทธิ์เองก็มีไม่กี่คนที่สามารถบรรลุถึงขั้นที่สามารถสร้างวิญญาณธาตุศักดิ์สิทธิ์ได้ และในบรรดาวิญญาณธาตุทั้งหมด เวลานี้สิ่งที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ขาดแคลนมากที่สุดก็คือวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์

            หนึ่งอยู่ในมือของเฉินจือหยา นางเคยเป็นอัจฉริยะที่ถูกคาดหวังโดยตระกูลทว่ามีข่าวลือว่านางถูกตระกูลบังคับให้แต่งงานกับใครบางคน และเฉินจือหยานั้นมีคนที่นางรักอยู่แล้ว ดังนั้นนางจึงทิ้งวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์บางส่วนเอาไว้ในตระกูลเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณจากนั้นนางก็หายตัวไป

            อีกหนึ่งคือวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในมือของเซี่ยหยาง วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์นี้ถือกำเนิดขึ้นต่างจากวิญญาณธาตุศักดิ์สิทธิ์ทั่วไปที่ต้องอาศัยการบ่มเพาะของบุคคลสร้างขึ้นมา แต่เป็นวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ มรดกสำคัญของตระกูลศักดิ์สิทธิ์เอง น่าเสียดายที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์มิมีโอกาสได้ครอบครองมัน กลับถูกมารเซี่ยฉวยโอกาสแย่งชิงไป เรื่องนี้ทำให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์รู้สึกโกรธถึงขีดสุดและพยายามไล่สังหารเซี่ยหยางตลอดเวลา

            มรดกสำคัญของตระกูลกลับถูกแย่งชิงและตกอยู่ในมือของคนนอก จะไม่ให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์เจ็บแค้นจนกระอักเลือดได้อย่างไร

            ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ถึงกับยินยอมสละวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ที่พวกมันมีครอบครองอยู่เพียงน้อยนิด มิต้องสงสัยเลยว่าพวกมันคาดหวังในดินแดนแห่งนี้มากจริงๆ อย่างไรก็ตามพวกมันมิอาจเคลื่อนไหวด้วยตนเองนั่นเพราะหวาดกลัวต่อผู้อาวุโสรั่วเซี่ยหยางถอนหายใจเบาๆ

            ซ่งไป่หลางครุ่นคิดเล็กน้อย เวลานี้ผู้อาวุโสหลักต้าซานได้เปรียบอนุเซียนทั้งสี่เพราะค่ายกล ทว่าหากเจ้าสำนักสระทิพย์ใช้วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ช่วยเสริมพลังให้กับพลังธาตุพฤกษาของมันเช่นนั้นสถานการณ์ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว

            พวกเราควรยื่นมือช่วยผู้อาวุโสต้าซานรั่วอวี่เองก็เห็นด้วย

            เสียงของเซี่ยหยางดังขึ้นในหัวของคนทั้งสอง อย่าได้คิดเรื่องไร้สาระ ระดับพลังของพวกเจ้าทั้งสองแม้จะพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดทว่าก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะท้าทายจักรพรรดิปฐพีหรือจักรพรรดิฟ้า อย่าว่าแต่อนุเซียนเลย หากพวกเจ้าเข้าไปร่วมในศึกระหว่างอนุเซียนก็มีแต่เพียงกลายเป็นภาระของต้าซานเท่านั้น เวลานี้พวกเจ้าทำได้เพียงเชื่อใจเท่านั้น

            อาจารย์ แต่ถ้าผู้อาวุโสหลักต้าซานพลาดท่า สำนักพงไพรก็อาจจะถึงคราวหายนะได้ซ่งไป่หลางเอ่ยค้าน

            สำนักพงไพรจะถือคราวหายนะหรือไม่ อย่าลืมว่ายังมีข้าและผู้อาวุโสรั่วอยู่อีก ตอนนี้ผู้อาวุโสรั่วยังไม่ลงมือมิใช่ว่าไม่ต้องการยุ่งเกี่ยว แต่เป็นเพราะไม่จำเป็นต้องยุ่งเกี่ยวต่างหาก ส่วนข้าแม้จะต้องการปกปิดตัวตนเอาไว้แต่หากสถานการณ์ดำเนินถึงจุดวิกฤติข้าก็จะเลือกลงมือด้วยตนเองเช่นกัน ถึงอย่างไรสำนักพงไพรก็นับเป็นแนวร่วมสำคัญในการต่อต้านตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ไม่อาจปล่อยให้ถูกทำลายไปได้

            ทั้งสองคนได้ฟังก็รู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย ทว่าในใจของเซี่ยหยางกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน ซ่งไป่หลางและรั่วอวี่ยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วสงครามครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่าที่พวกมันรู้ ไม่เพียงจวินเม่ยที่ต้องต้านรับฟางเจี่ยลื่อที่ถือสมบัติระดับบรรพกาลถึงสองชิ้น ผู้อาวุโสรั่วเองก็กำลังอยู่ในสภาวะที่ไม่อาจเคลื่อนไหวได้เช่นกัน นั่นเพราะก่อนที่สงครามจะเริ่มผู้อาวุโสหลักสองคนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ชายขอบห้วงมิติของดินแดนเทพพฤกษาพร้อมกัน

            การมาของพวกมันทำให้ผู้อาวุโสรั่วต้องมุ่งหน้าไปที่ชายขอบห้วงมิติทันที มันต้องทำให้แน่ใจว่าผู้อาวุโสหลักของตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะไม่สามารถก้าวเข้ามาในดินแดนเทพพฤกษาได้ มิเช่นนั้นขอเพียงพวกมันเห็นการต่อสู้ของซ่งไป่หลาง พวกมันก็จะรู้ทันทีว่าเด็กคนนี้ครอบครองวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ นี่คือเรื่องที่สำคัญที่สุด ทั้งเซี่ยหยางและผู้อาวุโสรั่วต่างรู้ดีว่าเรื่องนี้จะต้องให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์รับรู้ช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

            ดังนั้นเวลานี้สำนักพงไพรจึงต้องรับมือกับผู้รุกรานด้วยตนเอง แม้ว่าจะมีเซี่ยหยางอยู่ด้วยทว่าการให้เซี่ยหยางปรากฏตัวนับว่าเป็นทางเลือกสุดท้ายถ้าหากเหตุการณ์เข้าขั้นวิกฤติร้ายแรง และหากเซี่ยหยางต้องปรากฏตัวออกไปจริง เช่นนั้นก็ต้องทำให้แน่ใจว่าคนนอกทั้งหมดจะต้องถูกกำจัด รวมถึงฟางเจี่ยลื่อด้วยเช่นกัน มิเช่นนั้นตัวตนของมันจะกลายเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ต้องทุ่มเททุกอย่างเพื่อโจมตีดินแดนเทพพฤกษาเป็นแน่

            เวลานี้เซี่ยหยางได้แค่หวังว่าต้าซานจะสามารถต้านเจ้าสำนักสระทิพย์ที่ใช้วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ช่วยส่งเสริมพลังของมันได้ มิเช่นนั้นก็คงเหลือแค่หนทางสุดท้ายแล้ว

            ต้าซานสีหน้าเคร่งเครียดมิอาจปฏิเสธได้เลยว่าเจ้าสำนักสระทิพย์ที่มีพลังวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ช่วยส่งเสริมนั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างมาก  ทักษะการควบคุมพลังธาตุพฤกษาและวารีของเจ้าสำนักสระทิพย์เดิมทีก็สูงส่งมากอยู่แล้ว แม้แต่ผู้อาวุโสหลักทั้งสามของสำนักพงไพรเทียบกับมันแล้วก็ยังด้อยกว่าสองถึงสามขั้น

            วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ถูกใช้ออกไปพร้อมกับการเติบโตที่ต่านตื่นตะลึงของเมล็ดต้นสนทองคำแปรสภาพกลายเป็นหอกพฤกษาขนาดมโหฬารก่อนที่จะแตกกิ่งก้านออกกลายเป็นหอกพฤกษาจำนวนนับร้อยนับพันเล่ม หอกพฤกษาทุกเล่มมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับอาวุธวิเศษระดับสวรรค์

            หอกสนทองคำพันเล่มเจ้าสำนักสระทิพย์หัวเราะอย่างพึงพอใจ ที่ผ่านมาด้วยขีดความสามารถของมันสามารถใช้หอกสนทองคำได้มากสุดก็เพียงร้อยเล่มเท่านั้น ทว่าอาศัยความช่วยเหลือของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์มันจึงสามารถเร่งการเติบโตของต้นสนทองคำได้มากขึ้นนับสิบเท่า

            ผู้อาวุโสหลักต้าซานอ้าปากก่อนจะสูดลมหายใจเข้าสุดกำลัง จากนั้นจึงพ่นลมหายใจออกเบื้องหน้า

            เคล็ดลมปราณพิษ วังวนไร้สิ้นสุด

            เฮอะๆ เจ้าคิดว่าลมปราณพิษจะสามารถทำอันใดต่อต้นสนทองคำที่ปลูกขึ้นด้วยวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ได้งั้นหรือเจ้าสำนักสระทิพย์แค่นเสียงก่อนจะควบคุมให้หอกพฤกษาของมันพุ่งทะลวงวังวนลมหายใจพิษเข้าใส่ต้าซาน

 

            ซ่งไป่หลางรู้สึกกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับการต่อสู้ของเหล่าอนุเซียนที่เป็นดั่งจุดตัดสินของสงคราม ทว่าเวลานี้ในเมื่อมันไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ เช่นนั้นมันจึงทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มกำลัง ซ่งไป่หลางและรั่วอวี่ใช้ความสามารถอันโดดเด่นบุกสังหารยอดฝีมือขั้นราชันยุทธ์จำนวนมากของฝ่ายตรงข้าม กระทั่งจักรพรรดิมนุษย์บางคนยังถูกรั่วอวี่สังหารลง

            มองเห็นศักยภาพอันน่าตื่นตะลึงของคนทั้งสองขวัญกำลังใจของฝ่ายสำนักพงไพรยิ่งมาก็ยิ่งเพิ่มพูน ขณะที่ฝ่ายตระกูลเจิ้น ตระกูลว่านและสำนักสระทิพย์ต่างเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสิ้นหวัง กระทั่งจักรพรรดิฟ้ายังไม่กล้าเข้าปะทะกับคนทั้งสองโดยตรง

            ทว่าการไล่ล่าฝ่ายเดียวนั้นกลับต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากอนุเซียนของตระกูลว่านได้ยื่นมือเข้ามาในสมรภูมิ หลังจากที่เจ้าสำนักสระทิพย์ใช้วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ แม้ต้าซานจะต้องการยับยั้งอนุเซียนทั้งสี่แต่มันก็มิอาจกระทำได้อีกแล้ว เพียงแค่รับมือเจ้าสำนักสระทิพย์ก็ยากเต็มกลืน ยังถูกอนุเซียนอีกสองคนคอยหาโอกาสลอบโจมตีนับว่าตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายอย่างมาก

            ต่อให้ใช้จักรพรรดิฟ้าสิบคนก็ยังยากที่จะรับมืออนุเซียนหนึ่งคน ดังนั้นการเข้าสู่สมรภูมิของอนุเซียนตระกูลว่านจึงนับว่าเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามอีกครั้งหนึ่ง

            เจ้าหนู ข้าจะสังหารเจ้าก่อนอนุเซียนตระกูลว่านสังเกตเห็นซ่งไป่หลางอย่างรวดเร็ว มันย่อมตระหนักได้ว่าตัวตนของซ่งไป่หลางนั้นเป็นปัญหาและอันตรายที่ต้องรีบกำจัดทิ้งเป็นอันดับแรก

            เจ้าหนูรีบหลบหนีเร็วเข้า ความสามารถของเจ้าตอนนี้ให้ฝืนสู้กับจักรพรรดิฟ้ายังพอมีหนทางยื้อเวลาได้ แต่ระดับอนุเซียนนั้นแข็งแกร่งเกินไปสำหรับเจ้าเซี่ยหยางเอ่ยเตือน

            อาจารย์ ท่านพอจะสร้างหยาดวารีหมื่นสังหารให้ข้าอีกสักหนึ่งหยดได้หรือไม่ซ่งไป่หลางเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม มันย่อมรู้ดีว่าไม่อาจหลบหนีจากอนุเซียนผู้หนึ่งโดยง่ายดังนั้นมันจึงไม่คิดจะหลบหนีเพียงอย่างเดียว

            นี่ต่างจากตอนที่ใช้สังหารจักรพรรดิฟ้าก่อนหน้า ระดับของอนุเซียนนั้นมิใช่ได้มาโดยไม่มีเหตุผล ประสาทสัมผัสและสัญชาตญาณของมันเหนือกว่าจักรพรรดิฟ้ามากนัก เพียงแค่ข้าส่งพลังออกมาสร้างหยาดวารีหมื่นสังหาร มันก็จะรู้ตัวและระมัดระวังตัวถึงขีดสุดเซี่ยหยางตอบกลับ

            อย่างไรก็ตามเจ้ายังมีวิธีที่จะหนีอยู่ อาศัยความร่วมมือของเจ้ากับรั่วอวี่ ใช้วิธีเดียวกับที่รับมือสิ่งมีชีวิตมายาในสวนสมุนไพรวิเศษ ต่อให้เป็นอนุเซียนก็ยังไม่กล้าที่จะรับมือกับพิษของนางโดยตรง

            เซี่ยหยางส่งคำพูดให้กับรั่วอวี่ด้วยเช่นกัน นางพยักหน้าเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มลงมือ ร่างของคนทั้งสองพุ่งทะยานออกแทนที่จะหลบหนีกลับไปทางสำนักพงไพรแต่กลับพุ่งเข้าไปยังใจกลางวงของศัตรูอย่างบ้าบิ่น

            อนุเซียนตระกูลว่านลอบหัวเราะ พวกเจ้าคิดว่าจะใช้คนของฝ่ายข้าเป็นโล่มนุษย์แล้วจะทำให้ข้ามิกล้าลงมือเต็มที่งั้นหรือ พวกเจ้ารู้จักอนุเซียนน้อยเกินไปแล้ว

            พลังระดับขั้นอนุเซียนมิใช่เพียงแค่มีพลังมหาศาลสามารถทำลายล้างดินแดนแห่งหนึ่งโดยง่าย พวกมันยังมีความสามารถในการควบคุมพลังที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง หากมันต้องการสังหารมดตัวหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางฝูงของมัน มันก็ยังสามารถเลือกสังหารมดตัวนั้นได้อย่างแม่นยำโดยมิต้องกังวลว่าจะกระทบกับมดตัวอื่นๆเลยแม้แต่น้อย

            อย่างไรก็ตามอนุเซียนตระกูลว่านมิได้คิดเลยว่าเป้าหมายของซ่งไป่หลางและรั่วอวี่มิใช่ต้องการใช้คนของศัตรูเป็นโล่มนุษย์ แต่เป็นการพาพวกมันหลบออกห่างจากคนของสำนักพงไพรต่างหาก เพื่อมิให้ได้รับผลกระทบจากวิธีการต่อสู้ของพวกมัน

            อาวุธของอนุเซียนตระกูลว่านก็คือกริชขนาดเล็กเล่มหนึ่ง เมื่อมันสะบัดมือออกกริชนั้นก็พุ่งทะยานออกไปรวดเร็วดุจอัสนี เป้าหมายของกริชก็คือหน้าอกของซ่งไป่หลาง

            ซ่งไป่หลางมิได้สนใจป้องกันเพียงแค่ใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายพาร่างของมันและรั่วอวี่ให้พุ่งไปด้านหน้าอยู่ท่ามกลางกลุ่มของศัตรู พร้อมกันนั้นรั่วอวี่ได้สาดละอองพิษออกไปทั่วบริเวณ ทางหนึ่งใช้พิษเล่นงานคู่ต่อสู้อีกทางใช้บดบังทัศนวิสัยของอนุเซียนตระกูลว่าน

            ขณะเดียวกันเซี่ยหยางใช้ละอองวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์เพื่อรบกวนประสาทสัมผัส มิให้อนุเซียนตระกูลว่านตรวจจับตำแหน่งของซ่งไป่หลางได้อย่างชัดเจน

            เหล่าผู้รุกรานที่โชคร้ายอยู่ในพื้นที่การใช้พิษของรั่วอวี่ต่างทรุดตัวลงใบหน้าซีดขาวและเต็มไปด้วยความทรมาน ขณะที่อนุเซียนตระกูลว่านทำได้เพียงคำรามด้วยโทสะ มันต้องการควบคุมกริชให้พุ่งไปสังหารซ่งไป่หลางอีกครั้งทว่ากลับพบว่าตำแหน่งของซ่งไป่หลางกลายเป็นเลือนรางยากที่จะระบุอย่างแน่ชัดได้

            ข้าจะสังหารเจ้าให้ได้มันเห็นภาพที่คนของตระกูลว่านบางส่วนถูกพิษและได้รับความทรมานหัวใจของอนุเซียนตระกูลว่านก็บีบรัดด้วยความเจ็บปวด มันมิอาจปล่อยให้คนทั้งสองลงมือได้มากกว่านี้มิเช่นนั้นความสูญเสียที่ตระกูลว่านได้รับจะมากเกินกว่าที่จะแก้ไขได้ในอนาคต

            ควรทราบว่าต่อให้ตระกูลว่านสามารถสร้างความดีความชอบในการทำลายสำนักพงไพรได้สำเร็จ แต่หากรากฐานของตระกูลสูญเสียเยอะจนเกินไปจะทำให้ความแข็งแกร่งของตระกูลถดถอยลงไปอย่างมาก ถึงเวลานั้นตระกูลศักดิ์สิทธิ์จะยังต้องการใช้ประโยชน์จากพวกมันอีกหรือ มิสู้ผลักดันตระกูลอื่นๆที่มีความพร้อมมากกว่าให้กลายเป็นตระกูลรับใช้แทนยังดีเสียกว่า

            อนุเซียนตระกูลว่านคำรามเสียงดังก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปในหมอกพิษของรั่วอวี่ มันกินโอสถต่อต้านพิษครอบจักรวาลที่มีอยู่เพียงเม็ดเดียวเข้าไป โอสถนี้มันเองก็ได้มาจากงานประมูลของหอการค้าที่สำนักพงไพรเมื่อหลายปีมาแล้ว เป็นโอสถช่วยชีวิตที่ยอดฝีมือของตระกูลว่านพกติดตัวกันเอาไว้คนละหนึ่งเม็ดเท่านั้น

            เมื่อกินโอสถชำระพิษครอบจักรวาลเข้าไปอนุเซียนตระกูลว่านก็ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น เมื่อเข้าสู่พื้นที่พิษมันก็เร่งกวาดสายตาและประสาทสัมผัสเพื่อค้นหาตัวของซ่งไป่หลางให้พบโดยเร็ว

            ซ่งไป่หลางและรั่วอวี่มิได้อยู่เฉยเช่นกัน เมื่อทั้งสองลงมือที่จุดหนึ่งแทนที่จะรออยู่กลับใช้วิธีเคลื่อนย้ายต่อเนื่อง ซ่งไป่หลางเชี่ยวชาญค่ายกลเคลื่อนย้ายข้ามมิติจนถึงระดับที่เรียกได้ว่าชำนาญมากแล้ว ขอเพียงมิใช่การเคลื่อนย้ายระยะไกลกว่าพันลี้มันก็สามารถใช้ออกได้ในระยะเวลาสั้นๆเพียงไม่กี่ชั่วลมหายใจเท่านั้น

            รั่วอวี่มิได้หยุดยั้งการใช้พิษของนางเลย เพียงพริบตาทั่วทั้งสมรภูมิก็ปรากฏหมอกพิษอันน่าสะพรึงกลัวที่ทำให้พวกผู้รุกรานต้องกรีดร้องด้วยความทรมาน แม้แต่คนของสำนักพงไพรยังหลีกเลี่ยงที่จะเข้าปะทะในพื้นที่ใกล้เคียงกับหมอกพิษเหล่านี้

            ซ่งไป่หลาง ข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้อนุเซียนตระกูลว่านคำรามด้วยความแค้นเคือง มันรู้สึกอับจนหนทางอย่างมาก อนุเซียนเช่นมันกลับถูกขั้นรวมวิญญาณและราชันยุทธ์ทำให้หัวหมุนเช่นนี้นับว่าเป็นความอับอายที่ยากจะทนทานยิ่งนัก

            ไม่เลวเลย เช่นนี้เราก็สามารถดึงรั้งอนุเซียนผู้หนึ่งไว้ได้ ขณะเดียวกันก็ได้ทำลายกองกำลังของศัตรูจำนวนมากไปด้วยซ่งไป่หลางยิ้มอย่างพึงพอใจ ทว่าขณะที่มันกำลังยินดีกับความสำเร็จนั้นสถานการณ์ของสงครามก็ได้พลิกกลับอีกครั้ง และเป็นการพลิกผันที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันของสำนักพงไพร

            เสียงหัวเราะของอนุเซียนตระกูลเจิ้นดังกึกก้องไปทั่วดินแดนเทพพฤกษา พวกเจ้าสำนักพงไพรถึงกับบีบคั้นให้ข้าต้องใช้งานสมบัติชิ้นนี้ออกมา บัดนี้จงสำนึกเสียใจเสียเถอะ

            เบื้องหน้าของมันปรากฏขวานวิเศษขนาดเล็กเล่มหนึ่ง ลักษณะเป็นขวานสองคมด้ามจับสั้น ทั่วทั้งขวานไม่ว่าจะเป็นส่วนคมหรือส่วนด้ามล้วนเป็นสีแดงโลหิตทั้งหมด มองดูแล้วให้ความรู้สึกน่าหวาดกลัวและขยะแขยง เมื่อมันปรากฏขึ้นกลิ่นอายกระหายเลือดก็ทำให้คนของสำนักพงไพรทั้งหมดสีหน้าซีดเซียวลง แม้แต่ผู้อาวุโสหลักต้าซานก็ยังรู้สึกหวาดหวั่นต่อกลิ่นอายของมัน

            ขวานโลหิตกลืนพิภพเสียงของเซี่ยหยางเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและไร้หนทาง ดูเหมือนว่าครั้งนี้ข้าต้องออกหน้าเองแล้ว มิเช่นนั้นเกรงว่าสำนักพงไพรคงจะถึงคราวจบสิ้น

           


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 104 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น

  1. #256 dfrdz007 (จากตอนที่ 136)
    วันที่ 4 กันยายน 2563 / 19:12
    สนุกคับ
    #256
    0