God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 134 : ตอนที่ 129 สยบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,334
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 122 ครั้ง
    2 ก.ย. 63

                อาศัยเพียงพลังของซ่งไป่หลาง ต่อให้ใช้สุดยอดวิชาที่ทรงพลังอย่างหยาดวารีหมื่นสังหารก็ยังยากที่จะปลิดชีพจักรพรรดิฟ้าได้ อีกทั้งระยะเวลาที่ใช้ในการรวบรวมพลังนั้นมิได้มากมายอันใด แน่นอนว่าเจ้าของวิชาหยาดวารีหมื่นสังหารที่ใช้จัดการกับจักรพรรดิฟ้าตระกูลเจิ้นก็คือเซี่ยหยาง

            ซ่งไป่หลางลงมือเช่นนี้เนื่องจากต้องการสร้างความตกตะลึงและหวาดกลัวให้กับอีกฝ่าย สังหารจักรพรรดิฟ้าผู้หนึ่งในพริบตาเหตุการณ์นี้ย่อมทำให้กองกำลังของตระกูลเจิ้น ตระกูลว่านและสำนักสระทิพย์ต้องชั่งใจอย่างหนักว่าจะลงมือต่อหรือไม่

            สองพี่น้องตระกูลว่านจ้องมองแผ่นหลังของซ่งไป่หลางด้วยแววตาเหม่อลอย พวกนางมิอาจจินตนาการได้เลยว่าเหตุใดคนผู้หนึ่งจึงแข็งแกร่งทรงพลังได้มากถึงเพียงนี้

            ไป่หลาง หากต้องการให้ข้าลงมืออีกครั้งอาจจะไม่ง่ายดายแล้ว หลังจากที่พวกมันอยู่ในสภาวะเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ ข้าคงต้องใช้พลังมากขึ้นและมันอาจส่งผลให้ฟางเจี่ยลื่อรับรู้ได้ถึงความผิดปกติเช่นกันเซี่ยหยางเอ่ยเตือน

            ซ่งไป่หลางลอบตอบรับในใจ ผู้ที่ต่อต้านสำนักพงไพรล้วนต้องตาย หากพวกเจ้ายังกล้าแตะต้องค่ายกลปกป้องสำนัก ข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นศพเหมือนกับเจ้าสุนัขตัวเมื่อครู่

            บัดซบจักรพรรดิฟ้าของสำนักสระทิพย์แค่นเสียงทว่ามันมิกล้าเคลื่อนไหวโดยพละการ การลงมือของซ่งไป่หลางนั้นน่าสะพรึงกลัวเกินไป สังหารจักรพรรดิฟ้าที่แข็งแกร่งเทียบเท่ามันในพริบตายังมีผู้ใดที่ไม่รักชีวิตและกล้าแบกรับความเสี่ยงอีกเล่า

            ซ่งไป่หลางมองพวกมันด้วยสายตาเหยียดหยาม จากนั้นจึงค่อยๆก้าวเดินออกไปเบื้องหน้าท่ามกลางความตกตะลึงของทั้งฝ่ายสำนักพงไพรและผู้รุกราน ซ่งไป่หลางได้ก้าวออกไปแล้ว ก้าวออกไปภายนอกค่ายกลคุ้มภัยของสำนักพงไพร นี่เป็นเรื่องบ้าบออันใดกัน ขั้นหนึ่งรวมวิญญาณผู้หนึ่งกลับกล้าก้าวออกมาทำราวกับว่ามันเป็นอนุเซียนที่ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่ง ผู้ที่มิต้องหวาดกลัวต่อการโจมตีใดๆในโลกหล้า

            ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้า คุกเข่าลงซะตอนนี้มิเช่นนั้นข้าจะสังหารพวกเจ้าทั้งหมดซ่งไป่หลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ดังไม่เบาแต่เสียงของมันกลับส่งไปถึงคนทั้งหมดในสนามรบ

            ประโยคที่ฟังดูโอหังและน่าหัวร่อเช่นนี้เมื่อปรากฏขึ้นกลับทำให้กองกำลังของผู้รุกรานต่างเผลอก้าวถอยหลังและสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ พวกมันทำราวกับว่าบุคคลที่ก้าวออกมามิใช่ผู้มีพลังขั้นรวมวิญญาณแต่เป็นยอดฝีมือที่สูงส่งดั่งอนุเซียน

            นี่มันเรื่องบ้าบออันใดกัน เหตุใดพวกมันถึงหวาดกลัวซ่งไป่หลางถึงเพียงนั้นฝ่ายสำนักพงไพรต่างงุนงงกับภาพตรงหน้า แม้กระทั่งตอนที่ฝ่ายสำนักพงไพรมีผู้อาวุโสหลักทั้งสามยืนหยัดอยู่พวกผู้รุกรานก็ยังไร้ซึ่งความหวาดกลัว แต่เวลานี้พวกมันกลับแสดงท่าทีราวกับหนูที่กำลังพยายามเดินหนีแมว

            ระวัง!!” เหยาเสี่ยวฉานร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อนางสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ อาวุธลับที่เป็นเข็มเล่มเล็กพุ่งเลียบพื้นยากจะมองด้วยตาเปล่า เพียงพริบตามันก็พุ่งเข้ามาจนเกือบจะปักที่ข้อเท้าของซ่งไป่หลางเต็มที

            สีหน้าของชายหนุ่มไร้ซึ่งความหวาดหวั่นหรือแตกตื่นใดๆ เข็มเล่มนั้นพุ่งผ่านร่างของมันไปราวกับภาพมายา ภายใต้คำเตือนของเซี่ยหยางมีหรือที่ซ่งไป่หลางจะไม่รับรู้ถึงอันตรายแอบแฝงเล็กๆเช่นนี้ ท่าเท้าแปดบัวมายาที่เป็นวิชาระดับสวรรค์เองก็มิใช่วิชากระจอกงอกง่อยเพียงขยับตัวเล็กน้อยก็สามารถหลบเลี่ยงอาวุธลับกระจอกๆเช่นนี้โดยง่ายแล้ว

            ซ่งไป่หลางสะบัดมือออกไปยังทิศทางที่มาของเข็มลึกลับนี้ ทันใดนั้นภาพของดอกบัวพลันปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้าครอบคลุมไปทั่วบริเวณ เสียงกรีดร้องดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            มองเห็นภาพที่ยอดฝีมือขั้นราชันยุทธ์สิบกว่าคนถูกภาพของดอกบัวบดขยี้ในพริบตา สีหน้าของฝ่ายผู้รุกรานก็แปรเปลี่ยนอย่างรุนแรงอีกครั้ง คนผู้นี้มีความสามารถในการสังหารข้ามระดับชั้นอย่างแท้จริง

            ที่แท้ก็เป็นราชันยุทธ์ของสำนักห้วงทมิฬที่ยังเล็ดรอดเหยาเสี่ยวฉานถอนหายใจเบาๆ สำนักห้วงทมิฬนั้นถูกกวาดล้างไปจนเกือบหมดแล้วแต่กลับมีบางกลุ่มที่ชิงหลบหนีออกไปก่อน เนื่องจากพวกมันมิได้เป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงสำนักพงไพรจึงมิได้ใส่ใจในการไล่ตามพวกมันนัก

            นึกไม่ถึงเวลานี้พวกมันกลับแฝงตัวเข้าร่วมสงครามทั้งยังตั้งใจลอบทำร้ายซ่งไป่หลางอีกด้วย

            ซ่งไป่หลางประหลาดใจเล็กน้อย หลังจากพัฒนาขึ้นสู่ระดับขั้นรวมวิญญาณพลังทำลายของวิชาฝ่ามือบัวสวรรค์ก็รุนแรงขึ้นหลายเท่า เพียงฝ่ามือบัวสวรรค์สองชั้นฟ้าก็สามารถสังหารราชันยุทธ์ขั้นต้นได้แล้ว หากมันใช้วิชากายาพิสุทธิ์ร่วมด้วยคงบดขยี้ได้กระทั่งราชันยุทธ์ขั้นสูง

            เจ้าหนูนี่เป็นใครกัน เหตุใดจึงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้จักรพรรดิฟ้าของตระกูลว่านสูดลมหายใจด้วยความหนาวเหน็บ

            จักรพรรดิฟ้าแห่งสำนักสระทิพย์กัดฟันเอ่ยด้วยความริษยา มันก็คือซ่งไป่หลาง ศิษย์ยอดพฤกษาลำดับที่เจ็ดของสำนักพงไพร

            คนของตระกูลเจิ้นและตระกูลว่านต่างตื่นตะลึงในทันที ก่อนที่จะมายังดินแดนเทพพฤกษาพวกมันก็เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนแล้ว ศิษย์ยอดพฤกษาคนใหม่ของสำนักพงไพรที่มีพรสวรรค์สุดหยั่งในด้านการปรุงโอสถ ทว่าในข่าวลือนั้นยังมีเรื่องที่มันมีระดับพลังเพียงขั้นหนึ่งเหนือมนุษย์ด้วยเช่นกัน จากวันที่ซ่งไป่หลางปรากฏตัวขึ้นจนกระทั่งกลายเป็นมีชื่อเสียงและเข้าสู่สวนสมุนไพรวิเศษ ระยะเวลานั้นผ่านไปเพียงหกถึงเจ็ดเดือนเท่านั้น แต่บัดนี้ระดับพลังของมันกลับทะยานข้ามจากขึ้นหนึ่งเหนือมนุษย์สู่ขั้นหนึ่งรวมวิญญาณแล้ว

            พรสวรรค์ในการฝึกฝนและพัฒนาระดับพลังเช่นนี้ แม้แต่ในดินแดนใต้สวรรค์ก็ยังแทบไม่อาจค้นหาได้พบ อย่างไรก็ตามพวกมันมิอาจทำใจเชื่อได้เลยว่าผู้มีพลังขั้นรวมวิญญาณผู้หนึ่งจะสามารถสังหารยอดฝีมือที่เหนือกว่าหลายระดับชั้นได้ง่ายดายเพียงนี้

            ความสามารถเช่นนี้ออกจะท้าทายสวรรค์เกินไปหน่อยหรือไม่

            จะคุกเข่าหรือตายซ่งไป่หลางเอ่ยออกมาอีกครั้ง

            เจ้าหนู อย่าได้บีบคั้นผู้คนมากเกินไปนักจักรพรรดิฟ้าของตระกูลว่านคำราม

            ดวงตาของชายหนุ่มกวาดมองไปยังร่างของจักรพรรดิฟ้าผู้นั้นทำให้อีกฝ่ายเงียบเสียงแล้วเผลอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว เมื่อมันนึกขึ้นได้ว่าตนเองกำลังก้าวถอยหลังให้กับผู้มีพลังต่ำต้อยกว่ามันหลายเท่าสีหน้าของมันก็กลายเป็นแดงก่ำด้วยความอับอาย

            เช่นนั้นเจ้าเลือกที่จะตาย?” ซ่งไป่หลางเอ่ยถาม หยาดวารีปรากฏขึ้นเหนือฝ่ามืออีกครั้ง

            มองเห็นหยาดวารีที่เล็กเท่าเข็มเล่มหนึ่งสีหน้าของทุกคนในฝ่ายผู้รุกรานก็แปรเปลี่ยนเป็นซีดขาว พวกมันล้วนเห็นอย่างชัดเจนว่าเข็มวารีเล่มเล็กๆนี้ได้ปลิดชีวิตของจักรพรรดิฟ้าผู้หนึ่งลงไป แม้จะเอ่ยว่าเป็นเพราะความประมาทแต่พวกมันย่อมรู้ดีว่าต่อให้จักรพรรดิฟ้าประมาทก็ยังไม่อาจสังหารได้โดยง่าย ต่อให้เป็นจักรพรรดิปฐพีก็ยังไม่อาจสังหารจักรพรรดิฟ้าที่กำลังประมาทด้วยการลงมือครั้งเดียว

            บางทีมันอาจจะเป็นวิชาประเภทรวบรวมพลังจักรพรรดิฟ้าของสำนักสระทิพย์คาดเดา

            ซ่งไป่หลางหัวเราะ ถูกต้อง นี่คือวิชาประเภทรวบรวมพลังจริงๆ ทว่าเจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถสังหารเจ้าได้แม้จะมีเวลารวบรวมพลังเพียงไม่กี่ช่วงลมหายใจก็ตาม

            ไม่มีผู้ใดกล้าท้าพิสูจน์ความสามารถของซ่งไป่หลางอีกต่อไป แม้พวกมันจะรู้สึกมิยินยอมเพียงใดแต่ภายใต้พลังอันแข็งแกร่งยังมีผู้ใดกล้ายืนหยัดต่อต้าน แม้การทำลายสำนักพงไพรจะเป็นผลดีอันยิ่งใหญ่ต่อพวกมันและตระกูลทั้งหมดแต่หากพวกมันตายไปก็จะกลายเป็นความสูญเสียร้ายแรงของตระกูลเช่นกัน

            พวกสวะไร้ความสามารถ เพียงแค่เด็กน้อยขั้นรวมวิญญาณผู้เดียวก็ทำให้พวกเจ้าหัวหดกันหมดแล้วเสียงตวาดดังก้องไปทั่วทั้งดินแดน สีหน้าของซ่งไป่หลางแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมดวงตาตวัดมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบน ร่างของคนสี่คนลอยตระหง่านอยู่บนนั้นทำให้ฝ่ายผู้รุกรานต่างเต็มเปี่ยมไปด้วยกำลังใจขณะที่ฝ่ายสำนักพงไพรสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดขาว หรือว่าในที่สุดอนุเซียนทั้งสี่ก็ฟื้นคืนพลังจนถึงจุดสมบูรณ์แล้ว

            เจ้าหนู เห็นแก่พรสวรรค์อันน่าตื่นตะลึงของเจ้า ขอเพียงเจ้ามิยื่นมือเข้ามาในสงครามครั้งนี้ หลังจากที่สำนักสระทิพย์ของข้ากวาดทำลายสำนักพงไพรจนหมดสิ้นข้าจะมอบตำแหน่งศิษย์หลักผู้ทรงเกียรติให้แก่เจ้า ทุกสิ่งที่สำนักพงไพรมอบให้เจ้าได้ข้าก็จะมอบให้แก่เจ้าเช่นกัน ทั้งยังจะมอบให้มากกว่าอีกด้วยเจ้าสำนักสระทิพย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น

            ศิษย์ของสำนักพงไพรหลายคนต่างตกตะลึงเมื่อได้ยินเช่นนั้น ข้อเสนอของสำนักสระทิพย์นั้นมิใช่เรื่องไร้สาระ อันที่จริงด้วยสถานการณ์ปัจจุบันควรเอ่ยว่าสำนักพงไพรได้ดำเนินมาจนถึงจุดวิกฤติแล้ว มีโอกาสมากกว่าเจ็ดส่วนที่สำนักพงไพรจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และหากเป็นเช่นนั้นคนของสำนักพงไพรก็จะถูกกวาดล้าง หรืออย่างดีที่สุดก็จะถูกจับทำพันธสัญญาให้กลายเป็นข้ารับใช้ของขั้วอำนาจอื่นๆ

            ข้อเสนอที่ซ่งไป่หลางได้รับนั้นแสดงให้เห็นว่าสำนักสระทิพย์มองเห็นคุณค่าของมันมากมายเพียงใด หากซ่งไป่หลางตอบตกลงก็จะสามารถอยู่อย่างปลอดภัยทั้งยังจะได้รับตำแหน่งที่มิได้ด้อยไปกว่าศิษย์ยอดพฤกษาในอนาคต ศิษย์หลักผู้ทรงเกียรติของสำนักสระทิพย์นั้นมอบให้เพียงแค่ศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดของพวกมันเพียงเท่านั้น

            ท่ามกลางสายตาที่แอบแฝงด้วยความอิจฉาและกังวลใจ ซ่งไป่หลางกลับหัวเราะออกมาเบาๆ ข้อเสนอของเจ้า มองมุมหนึ่งก็คือเจ้ามองเห็นคุณค่าและความสามารถของข้า ดังนั้นจึงคาดหวังที่จะดึงข้าไปอยู่ฝ่ายเดียวกัน ทว่าเมื่อมองอีกมุมหนึ่ง ข้ากลับเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเจ้ากำลังหวาดกลัว

            เจ้าสำนักสระทิพย์มีสีหน้ามืดคล้ำทันที เจ้าหนู อย่าได้ใจให้มากนัก ข้าให้เกียรติเจ้าเพราะชื่นชมในพรสวรรค์ของเจ้า แต่ในเมื่อมิชมชอบสุราคารวะ เช่นนั้นก็จงอย่าได้เสียใจภายหลัง

            ในความเป็นจริงอนุเซียนทั้งสี่ยังไม่ทันพักฟื้นจนอยู่ในสภาวะที่สมบูรณ์ ทว่าระหว่างที่กำลังพักฟื้นพวกมันก็มิได้ละเลยที่จะสำรวจความเป็นไปของสถานการณ์สงครามเช่นกัน เมื่อเห็นว่ากองกำลังของพวกมันทั้งหมดกลับถูกกดข่มโดยซ่งไป่หลาง พวกมันก็คิดตรงกันว่ามิอาจปล่อยเอาไว้เช่นนี้ จำต้องลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ไขสถานการณ์

            ฝ่ายสำนักพงไพรยังเหลือผู้อาวุโสหลักที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์หนึ่งคน ดังนั้นพวกมันจึงไม่อาจเสี่ยงส่งอนุเซียนออกมาเพียงคนเดียวได้ ทั้งยังมิมีขั้วอำนาจใดเต็มใจเสี่ยงภัยโดยลำพัง ดังนั้นภายใต้การสร้างข้อตกลงชั่วคราว พวกมันทั้งสี่จึงเลือกปรากฏตัวออกมาพร้อมกัน ทางหนึ่งเพื่อป้องกันอันตราย อีกทางก็เพื่อสร้างพลังอำนาจกดดันพวกสำนักพงไพร

            อนุเซียนทั้งสี่ลอบพยักหน้าให้สัญญาณแก่กัน เจ้าสำนักสระทิพย์จึงเริ่มเป็นฝ่ายลงมือ พลังธาตุพฤกษาและวารีสอดประสานเมล็ดพันธุ์เบื้องหน้าของมันกลายเป็นหอกพฤกษาขนาดยักษ์ที่พุ่งทะลวงจากท้องฟ้าลงสู่ผืนดิน

            ซ่งไป่หลางขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อมองเห็นหอกพฤกษานั้น สร้างก้านของต้นสนทองคำขึ้นมาได้ในพริบตา สมแล้วที่เป็นพลังระดับขั้นอนุเซียน

            ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติปรากฏขึ้นอีกครั้งก่อนที่ร่างของซ่งไป่หลางจะเลือนหายไปแล้วไปปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าค่ายกลคุ้มภัยของสำนักพงไพรในพริบตา

            อย่าคิดว่าข้าจะปล่อยให้เจ้ากลับเข้าไปในค่ายกลได้เจ้าสำนักสระทิพย์แค่นเสียง ม่านปราการพฤกษาปรากฏขึ้นขัดขวางมิให้ซ่งไป่หลางก้าวเข้าสู่อาณาเขตของค่ายกลคุ้มภัยได้สำเร็จ ทว่าทันทีที่ม่านปรากฏขึ้น เสียงคำรามหนึ่งก็ดังกึกก้องทำให้อนุเซียนทั้งสี่เผยสีหน้าตึงเครียดออกมา

            คิดจะทำร้ายศิษย์ยอดพฤกษาของสำนักพงไพร พวกเจ้าจงข้ามศพข้าไปก่อนต้าซานผู้อาวุโสหลักอันดับสามปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับใช้ฝ่ามือของมันฟาดปะทะเข้ากับม่านปราการพฤกษา เพียงฝ่ามือเดียวก็ฉีกกระชากม่านพฤกษาออกเป็นเศษเสี้ยว

            ซ่งไป่หลาง จงก้าวเข้าไปหลบด้านในค่ายกล ข้าจะรับมือเจ้าสารเลวเหล่านี้เองเสียงของต้าซานเต็มไปด้วยความโกรธ โดยเฉพาะเมื่อมองไปยังเจ้าสำนักสระทิพย์และอนุเซียนอีกคนหนึ่งข้างกายของมัน ทั้งสองแสร้งทำทีมาช่วยเหลือแต่กลับอาศัยการลอบกัดทำให้ผู้อาวุโสหลักอีกสองท่านที่เป็นดั่งพี่ชายของมันได้รับบาดเจ็บสาหัส ความแค้นนี้มันมิอาจลบล้างได้โดยง่าย

            ผู้อาวุโสต้าซานมิต้องเป็นห่วงข้า อนุเซียนเหล่านั้นยังไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมดังนั้นจึงยากที่จะจัดการท่านได้เว้นแต่พวกมันจะยินดีเสียสละหนึ่งในพวกมันเพื่อกำจัดท่าน สำหรับข้า ข้ามีวิธีเอาตัวรอดมากมาย อีกทั้งการที่ข้ายืนหยัดอยู่ตรงนี้เป็นผลดีต่อภาพรวมของสงครามมากกว่า ท่านเพียงระวังอนุเซียนเหล่านั้นไว้ก็พอ

            ต้าซานชั่งใจเล็กน้อยทว่ามันก็พยักหน้าออกมาในที่สุด เช่นนั้นเอาตามที่เจ้าว่า จงวางใจ ตราบใดที่ข้ายังยืนอยู่ตรงนี้ข้าจะมิปล่อยให้พวกมันมาทำอันตรายต่อเจ้า

            เฮอะๆ ผู้อาวุโสหลักต้าซาน ท่านคิดว่าสำนักพงไพรมีเพียงท่านที่ต่อสู้ได้ผู้เดียวหรือไงเสียงเย้ยหยันดังขึ้นจากภายในค่ายกล ซ่งไป่หลางประหลาดใจเล็กน้อยเนื่องจากมันคุ้นเคยต่อเจ้าของเสียงผู้นี้เป็นอย่างดี นี่ก็คือเสียงของสุดยอดผู้ปรุงโอสถแห่งสำนักพงไพร อาจารย์ที่ถ่ายทอดเคล็ดวิชาสวรรค์ชำระโอสถให้แก่มัน เป็นเสียงของอู๋เจ้อ

            ให้ชางไป่เหอตายเถอะ ข้าไม่นึกเลยว่าศึกครั้งนี้นอกจากอนุเซียนทั้งสองจากสองตระกูลแล้วจะยังมีสำนักสระทิพย์เข้ามามีเอี่ยวด้วย ดังนั้นค่ายกลที่ข้าเคยวางเอาไว้จึงต้องปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมเล็กน้อย เฮอะๆ หากมิใช่ว่าข้ามัวแต่เสียเวลาปรับแก้ค่ายกล เจ้าหนูซ่งไป่หลางคงไม่มีโอกาสได้ขึ้นแสดงเช่นนี้เป็นแน่

            ใจกลางของสำนักพงไพร ร่างของอู๋เจ้อยืนอยู่ที่กึ่งกลางของค่ายกลขนาดยักษ์ ด้านข้างมีร่างเล็กที่สง่างามของชางไป่เหอยืนอยู่ด้วย นางกรอกตาเล็กน้อยเมื่อฟังคำพูดของอู๋เจ้อ ห่างออกมาจากทั้งสองเล็กน้อยยังมียอดฝีมือขั้นจักรพรรดิปฐพีอีกหกคนที่คอยส่งพลังขับเคลื่อนค่ายกลนี้ตลอดเวลา และถัดออกมาเล็กน้อยคือรั่วอวี่ที่เพิ่งมาสมทบกับพวกมันได้ไม่นานนัก

            รั่วอวี่ฝืนยิ้มเมื่อเห็นอู๋เจ้อเอ่ยวาจาอวดโอ้เช่นนี้ หากมิใช่เพราะหลายวันมานี้ชางไป่เหอเร่งลงมือแก้ไขเหล่าพืชพฤกษาที่เป็นส่วนประกอบของค่ายกลอย่างเต็มที่เห็นทีค่ายกลนี้คงไม่อาจสมบูรณ์แบบพอจะจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนอู๋เจ้อนั้นแม้จะเป็นผู้ใช้อักขระและสร้างค่ายกลหลักก็ยังไม่อาจทำทั้งหมดได้ด้วยตัวคนเดียว ควรเอ่ยว่าค่ายกลนี้เป็นผลงานของมันครึ่งหนึ่ง และชางไป่เหออีกครึ่งหนึ่งต่างหาก แต่อู๋เจ้อกลับพูดราวกับว่าทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของมัน

            รั่วอวี่นั้นนับได้ว่ามาทันเวลาอย่างฉิวเฉียด ตอนที่นางมาถึงชางไป่เหอกำลังพยายามเพาะปลูกพฤกษาต้นสุดท้ายที่เป็นแกนหลักของค่ายกล นั่นก็คือต้นวิญญาณพงไพรหนึ่งในต้นไม้ล้ำค่าของสำนักพงไพร เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรับมือกับอนุเซียนสี่คนพร้อมกันได้ชางไป่เหอต้องทุ่มเทพลังอย่างมหาศาลแต่ก็ยังไม่อาจทำให้ต้นวิญญาณพงไพรเติบโตถึงขั้นที่สมบูรณ์แบบ

            นึกไม่ถึงด้วยความช่วยเหลือของรั่วอวี่ ระยะเวลาสั้นๆต้นวิญญาณพงไพรก็ได้เติบโตอยู่ในจุดที่สมบูรณ์แล้ว นี่ทำให้ชางไป่เหอตกตะลึงเป็นอย่างมาก ความสามารถด้านพลังธาตุพฤกษาของรั่วอวี่ได้เติบโตขึ้นถึงจุดที่นางไม่อาจเทียบชั้นได้อีกต่อไป

            รับรู้ถึงค่ายกลขนาดยักษ์ที่กำลังจะถูกเปิดใช้งาน ซ่งไป่หลางก็พลันหัวเราะเบาๆออกมา เอาละ ดูเหมือนจะได้เวลาแล้ว เมื่อครู่นี้ข้าให้โอกาสพวกเจ้าได้คุกเข่าแลกกับชีวิตของพวกเจ้า ทว่าหลังจากนี้ต่อให้พวกเจ้าอ้อนวอนหรือเรียกร้องความเมตตา ข้าก็จะไม่ปล่อยให้พวกเจ้าได้มีชีวิตรอดออกไป

            สิ้นคำของซ่งไป่หลางแสงสีน้ำตาลอ่อนก็แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทั้งขอบเขตป่าห้าฤดูกาล กลิ่นอายของพลังธาตุพฤกษาอันหนาแน่นเข้มข้นอบอวลไปทั่วพื้นที่ โดยทั่วไปสำหรับผู้ฝึกพลังธาตุพฤกษาแล้วกลิ่นอายเช่นนี้นับเป็นผลดีอย่างยิ่งยวด ราวกับว่าพวกมันกำลังฝึกฝนในหอเทพพฤกษาตลอดเวลา

            ทว่าสำหรับคนของสำนักสระทิพย์ที่เป็นผู้ใช้พลังธาตุพฤกษาเช่นกันกลับรู้สึกแตกต่างออกไป พวกมันรู้สึกราวกับว่าพลังธาตุพฤกษาในขอบเขตของป่าห้าฤดูกาลนั้นเป็นปรปักษ์ของพวกมันเอง กระทั่งพลังธาตุพฤกษาในร่างของพวกมันยังมิอาจใช้ออกได้อย่างใจ พลังต่อสู้ของแต่ละคนลดลงอย่างมากในพริบตา

            สำหรับผู้ที่มิได้ใช้พลังธาตุพฤกษา พวกมันรู้สึกราวกับว่าสภาพแวดล้อมกำลังบีบคั้นจิตวิญญาณของพวกมันอย่างหนัก แม้จะไม่ได้รับผลกระทบเท่ากับพวกสำนักสระทิพย์แต่พลังการต่อสู้ของพวกมันก็ยังลดทอนลงมาหลายส่วน

            ฝ่ายสำนักพงไพรกลับตรงกันข้าม ทุกคนที่ใช้พลังธาตุพฤกษาเป็นดั่งปลาที่ได้แหวกว่ายลงในแม่น้ำ ทั้งยังเป็นการว่ายไปตามกระแส รู้สึกสะดวกสบายทั้งยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง เป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมและผลักดันให้พวกมันแข็งแกร่งขึ้นอีกหลายส่วน

            ฝ่ายหนึ่งได้รับการส่งเสริมอีกฝ่ายกลับรู้สึกติดขัดอย่างร้ายแรง มิต้องเอ่ยก็รู้ว่าสถานการณ์ของสงครามได้พลิกกลับตาลปัตรอีกครั้งหนึ่งแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 122 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น

  1. #252 Bastนาบิ (จากตอนที่ 134)
    วันที่ 2 กันยายน 2563 / 13:17

    ตบเกรียนพวกมันเลยยยยยย😈😈😈🧠💥

    #252
    0