God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 13 : ตอนที่ 12 แก้ไขค่ายกล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,471
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 568 ครั้ง
    20 ต.ค. 62

                เซี่ยหยางมองดูการกระทำของซ่งไป่หลางด้วยความสนใจ แต่ไหนแต่ไรความเข้าใจของซ่งไป่หลางที่มีต่ออักขระและการว่างค่ายกลนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติและเต็มไปด้วยความแปลกใหม่ ไม่แน่ว่าครั้งนี้ตนเองอาจได้เห็นวิธีการแปลกประหลาดของซ่งไป่หลางในการแก้ปัญหาค่ายกลอีกครั้ง

                ค่ายกลเพลิงมรณะกับอักขระหลอมปีศาจนั้นเป็นค่ายกลที่แตกต่างกันคนละระดับ การแก้ไขหรือทำลายค่ายกลย่อมมีระดับความซับซ้อนที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน

                ซ่งไป่หลางเข้าใจดีว่าด้วยความเข้าใจของตนไม่สามารถทำลายกลไกของค่ายกลได้ กฏพื้นฐานข้อหนึ่งเกี่ยวกับศาสตร์อักขระและค่ายกลก็คือ หากไม่ใช่ผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ที่มีพลังเหนือกว่าผู้สร้างค่ายกล การทำลายหรือการทำให้พลังของค่ายกลอ่อนแอลงนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดทำได้

                ทว่าซ่งไป่หลางไม่ได้ต้องการทำลายหรือลดพลังของค่ายกล ตรงกันข้ามเขากลับต้องการส่งเสริมระดับพลังทำลายของค่ายกลให้มากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

                นี่มัน เซี่ยหยางอุทานออกมาเบาๆ

                ซ่งไป่หลางเผยยิ้ม พลางผนึกลมปราณถ่ายทอดพลังวิญญาณเข้าไปในอักขระ

                แปรเปลี่ยน

                อักขระเริ่มเกิดการเคลื่อนไหว ค่ายกลขยับเขยื้อนราวกับยอมรับการเปลี่ยนแปลงของซ่งไป่หลางแต่โดยดี ทั้งหมดเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยส่งเสริมให้พลังทำลายล้างด้วยเปลวเพลิงของค่ายกลมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เท่ากับเป็นการส่งเสริมตัวมันเอง ดังนั้นค่ายกลนี้จึงไม่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงโดยซ่งไป่หลาง

                เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่ หากเพิ่มพลังทำลายให้กับค่ายกล อย่าว่าแต่ระดับแปดขั้นเหนือมนุษย์เลย แม้แต่ขั้นรวมวิญญาณก็ยังผ่านไปได้ยาก เซี่ยหยางเอ่ยถาม

                อาจารย์ วิธีการของข้าทางหนึ่งเป็นการเสริมพลังให้กับค่ายกลก็จริง ทว่าอีกทางหนึ่งก็เป็นการสร้างเส้นทางสำหรับข้าด้วยเช่นกัน ซ่งไป่หลางตอบกลับ

                เซี่ยหยางงงงันไปวูบหนึ่งก่อนจะนึกออก เช่นนี้เอง ยอดเยี่ยม เป็นวิธีการที่ฉลาดนัก

                แก่นหลักของค่ายกลคือการประสานเพลิงเพื่อเพิ่มพูนพลังทำลายล้าง สิ่งที่ซ่งไป่หลางทำก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพของการประสานนั้น ดังนั้นค่ายกลจึงยอมรับการเปลี่ยนแปลงแต่โดยดี ทว่าในเบื้องลึก การเพิ่มพูนประสิทธิภาพของการประสานกลับแลกมาด้วยจุดเด่นอีกด้านที่เป็นจุดเด่นรองของค่ายกลนั่นคือระยะการทำลายล้าง

                การเสริมสร้างความรุนแรงด้วยการรวบรวมพลังของเปลวเพลิงให้ทวีคูณทำให้ระยะทำลายล้างที่เคยกว้างจนแทบจะครอบคลุมทางเดินทั้งหมดกลับกลายเป็นมีช่องโหว่เพียงเล็กน้อย ซ่งไป่หลางหัวเราะเบาๆ

                เป็นช่องว่างที่เล็กน้อยมากจริงๆ ทว่าในเมื่อเจ้าเป็นคนปรับเปลี่ยนมันด้วยตนเอง เจ้าย่อมรู้ดีที่สุดว่าช่องว่างนั้นอยู่ที่ไหน เซี่ยหยางส่ายหน้ารู้สึกว่าลูกศิษย์ของตนช่างร้ายกาจเสียจริง

                หลังจากแปรเปลี่ยนอักขระของค่ายกลเสร็จสิ้น ซ่งไป่หลางพลันสูดลมหายใจมองดูเส้นทางด้านในค่ายกลอย่างเยือกเย็น จากนั้นค่อยๆก้าวเท้าออกไปด้านหน้า

                ครืน!! ค่ายกลเพลิงมรณะสั่นสะท้าน พริบตาเดียวก็ระเบิดพลังเปลวเพลิงมหาศาลออกมา ทว่าซ่งไป่หลางเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี ก้าวเท้าอีกเพียงก้าวเดียวกลับทำให้ร่างเคลื่อนย้ายเข้ามาในจุดปลอดภัย ราวกับว่าเปลวเพลิงถูกแหวกออกเป็นม่านในจุดนี้พอดิบพอดี

                ได้ผล ซ่งไป่หลางผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก นี่นับเป็นการเดิมพันที่เสี่ยงอย่างมาก หากผิดพลาดแม้แต่ก้าวเดียวมันคงถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านในเสี้ยววินาที

                เซี่ยหยางเองก็รู้สึกกดดันไม่น้อยเช่นกัน เขาเตรียมพร้อมทุกวินาทีที่จะระเบิดพลังของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์เพื่อช่วยรักษาชีวิตของซ่งไป่หลางเอาไว้

                ดีละ ไปต่อ ซ่งไป่หลางเริ่มขยับอีกครั้ง ทุกครั้งที่เขาก้าวเดินเปลวไฟอันน่าสะพรึงกลัวจะพวยพุ่งและกวาดไปทั่วบริเวณ แม้ว่าจุดที่ซ่งไป่หลางยืนอยู่จะเป็นจุดปลอดภัยทว่าคลื่นความร้อนที่หลุดรอดเข้ามาก็ทำให้เด็กหนุ่มต้องเกร็งพลังเพื่อรับมืออย่างเต็มที่

                แต่ละก้าวของซ่งไป่หลางเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แม้ว่าจะอันตรายเป็นอย่างมากทว่าซ่งไป่หลางกลับแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสังเกตและคาดคำนวณการทำงานของค่ายกล เห็นได้ชัดว่าในด้านนี้ซ่งไป่หลางนับได้ว่ามีความแตกฉานในค่ายกลอักขระเป็นอันมาก

                เวลานี้แม้แต่เซี่ยหยางยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นกับความสามารถของซ่งไป่หลาง ค่ายกลที่มีไว้เพื่อจัดการกับผู้มีพลังระดับเหนือมนุษย์ไปจนถึงรวมวิญญาณกลับไม่สามารถหยุดเด็กน้อยที่มีเพียงพลังระดับก่อกำเนิดขั้นท้ายได้

                หากสามารถฝ่าเข้าไปจนสุดได้ ไม่แน่ว่าสมบัติที่ซ่อนอยู่อาจทำให้เจ้าหนูพัฒนาจนถึงขั้นเที่ยงแท้ในเวลาอันสั้น เซี่ยหยางอดที่จะคาดหวังไม่ได้

                เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามในที่สุดซ่งไป่หลางจึงสามารถก้าวพ้นระยะการทำงานของค่ายกลเพลิงมรณะไปได้สำเร็จ เด็กหนุ่มถอนหายใจด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย หวังว่าจากนี้ไปจะไม่มีค่ายกลขวางทางอีก

                เจ้าเด็กโง่ ของวิเศษที่ถูกรักษานี้ย่อมไม่ธรรมดา ค่ายกลเพียงค่ายกลเดียวย่อมไม่อาจทำให้มั่นใจได้ว่าจะทำให้เก็บของได้อย่างปลอดภัย หากข้าคาดเดาไม่ผิดเบื้องหน้าจะต้องมีค่ายกลอีกจำนวนมากทั้งยังอาจมีค่ายกลที่ร้ายกาจกว่าค่ายกลเพลิงมรณะอยู่ด้วย

                เซี่ยหยางไม่คิดจะให้กำลังใจมากมายนัก จากประสบการณ์เขาย่อมรู้ดีว่าไม่มีสิ่งใดได้มาง่ายๆ อีกทั้งความสำเร็จที่ได้รับยังทำให้ซ่งไป่หลางเกิดความประมาทขึ้นในจิตใจ ความรู้สึกผ่อนคลายที่เกิดขึ้นอาจกลายเป็นภัยร้ายที่คร่าชีวิตได้โดยง่าย เซี่ยหยางย่อมไม่ปล่อยให้ศิษย์ของตนได้ใจเกินไป

                เข้าใจแล้วอาจารย์ ซ่งไป่หลางไม่ใช่คนหัวแข็งดื้อดึง อีกทั้งยังมีความเคารพต่อเซี่ยหยางอย่างมาก อีกฝ่ายพูดมาเขาก็รับฟังอย่างเชื่อมั่น ความประมาทลบเลือนหายไปมีเพียงความระมัดระวังรอบคอบรัดกุม หลังจากพักจนหายเหนื่อยซ่งไป่หลางจึงเริ่มก้าวเดินไปตามเส้นทางอีกครั้ง

                กลิ่นอายของพลังวิญญาณยังหนาแน่นขึ้นไปอีก ไม่แน่ว่าสมบัตินี้อาจถึงขั้นรวมวิญญาณระดับกลาง เซี่ยหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

                อาจารย์ ข้ารู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ ซ่งไป่หลางขมวดคิ้วรู้สึกไม่ชอบมาพากล ราวกับว่าสัญชาตญาณของตนกำลังร่ำร้องบอกถึงภัยอันตรายที่ซ่อนอยู่

                อืม เจ้ามีประสาทสัมผัสและสัญชาตญาณต่อค่ายกลที่ดียิ่ง หากประสาทสัมผัสของข้าไม่ผิดเพี้ยน สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของพวกเราก็คือค่ายกลพิษกร่อนกายา

                อันใดกัน ซ่งไป่หลางสูดลมหายใจสีหน้าพลันซีดเผือดเมื่อได้ยินคำพูดของอาจารย์ เขาเคยอ่านเจอในหอตำราเกี่ยวกับค่ายกลพิษกร่อนกายา ค่ายกลนี้มีความร้ายกาจอย่างมากเพราะมันจะทำงานตลอดเวลาทั้งยังมีรัศมีการทำงานระยะไกลกว่าห้าสิบจั้ง อีกทั้งยังตรวจจับยากลำบาก หากเผลอก้าวเท้าเข้าไปในรัศมีของค่ายกลก็เท่ากับได้รับพิษไปแล้ว พิษกร่อนกายาจะทำลายร่างกายของเป้าหมายจากภายนอกอย่างรวดเร็วเพียงไม่ถึงยี่สิบลมหายใจผู้มีพลังไม่ถึงขั้นเที่ยงแท้ก็จะเหลือเพียงกระดูก และต่อให้เป็นผู้มีพลังขั้นเที่ยงแท้ก็จะตายหลังจากผ่านไปหนึ่งร้อยลมหายใจ

                ฮ่าๆ เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลไป หากเป็นค่ายกลอื่นก็นับว่าอันตรายอยู่บ้าง แต่ค่ายกลพิษกร่อนกายากลับไม่น่ากลัวสำหรับเจ้าเลยแม้แต่น้อย หนึ่งในคุณสมบัติของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ก็คือการฟื้นฟู มีพิษเพียงไม่กี่ประเภทในโลกที่สามารถทำลายร่างของผู้ครอบครองวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ได้ แน่นอนว่าพิษกร่อนวิญญาณยังไม่ใช่หนึ่งในนั้น

                นับว่าเป็นโชคดีอย่างยิ่ง แม้ว่าพิษกร่อนวิญญาณนี้จะแข็งแกร่งยิ่งกว่าในบันทึกที่ซ่งไป่หลางเคยอ่าน ถึงขนาดสามารถทำลายร่างของผู้มีพลังขั้นเหนือมนุษย์ได้แต่เมื่อเผชิญหน้ากับพลังป้องกันและฟื้นฟูของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์พิษนี้กลับนับว่าไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง

                ซ่งไป่หลางเชื่อใจเซี่ยหยางเต็มที่ ดังนั้นจึงสูดลมหายใจเข้าลึกไม่หวาดเกรงต่อพิษกร่อนกายา ทั้งยังมุ่งหน้าเข้าไปยังศูนย์กลางของค่ายกลและใช้มือเปล่าๆล้วงดึงศิลากำเนิดพิษที่เป็นศูนย์กลางของค่ายกลมาเก็บไว้กับตัวอีกด้วย

                คงต้องผนึกเอาไว้ ไม่เช่นนั้นหากนำมันออกไปอาจทำให้เกิดเรื่องร้ายแรงได้ ซ่งไป่หลางคิดในใจ

                แม้ว่าศิลากำเนิดพิษจะสามารถสร้างพิษร้ายแรงได้ทว่านั่นต้องอาศัยการชักนำของอักขระสร้างค่ายกลเป็นตัวส่งเสริม เมื่อมันถูกดึงแยกออกจากอักขระพลังของมันก็ถูกกักเก็บไว้ภายในหลายส่วน ซ่งไป่หลางเพียงส่งพลังของตนเข้าไปจำนวนมากก็สามารถสร้างม่านพลังปิดผนึกการแพร่พิษของมันได้สำเร็จ

                ไม่เลว ศิลากำเนิดพิษมีประโยชน์ไม่น้อย หากพบเจอกับอันตรายเจ้าสามารถทำลายมันเพื่อปลดปล่อยพิษด้านในออกมาฆ่าศัตรูของเจ้าได้ ด้วยพลังของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์พิษย่อมไม่สามารถทำร้ายเจ้าได้อยู่แล้ว เซี่ยหยางชมเชย

               

                ระหว่างที่ซ่งไป่หลางกำลังทำการสำรวจพื้นที่คนจำนวนมากได้เดินทางมาถึงบริเวณด้านนอกของซากปรักวิหารบัวสวรรค์แล้ว ผู้อาวุโสจางคือคนแรกที่มาถึงตามมาด้วยฉินจีและผู้ฝึกสอนอีกสามคนที่ล้วนเคยเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสจาง สีหน้าของแต่ละคนล้วนเต็มไปด้วยความตกตะลึงเมื่อได้เห็นวิหารที่ถูกทิ้งร้างทั้งยังสัมผัสได้ถึงไอพลังวิญญาณอันหนาแน่นในพื้นที่

                จากนั้นไม่นานรองเจ้านิกายรวมถึงผู้อาวุโสคนอื่นๆของนิกายได้ตามมายังสถานที่แห่งนี้ สีหน้าของผู้อาวุโสจางบิดเบี้ยวเล็กน้อยดวงตาสาดประกายแสงเย็นชากวาดมองผ่านผู้ฝึกสอนทั้งสามคนที่เคยเป็นศิษย์ของตน เห็นได้ชัดว่ามีคนลอบส่งข้อความการค้นพบนี้ไปบอกกล่าวต่อผู้อื่นจึงทำให้ข้อมูลลั่วไหลไปเช่นนี้

                ช่างเถอะ ด้วยระดับพลังของสถานที่แห่งนี้ต่อให้เป็นข้าเองก็คงไม่สามารถฝ่าเข้าไปโดยง่าย การจะเก็บเกี่ยวและค้นหาสมบัติย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในเร็ววัน ผู้อาวุโสจางเสียดายเล็กน้อยแต่ก็ปรับความคิดของตนอย่างรวดเร็ว

                นี่นับเป็นเรื่องใหญ่มากๆ ซากวิหารนี้ดูแล้วคิดว่าคงอยู่มายาวนานหลายร้อยถึงหลายพันปี แต่กลับถูกปกปิดเอาไว้ เรื่องนี้ท่านเจ้านิกายได้ทราบแล้วแต่เพราะกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการฝึกฝนเพื่อก้าวเข้าสู่ระดับขั้นเหนือมนุษย์ ดังนั้นจึงไม่สามารถตามมาได้ ผู้อาวุโสทั้งหลาง เราต้องร่วมมือกันเพื่อทำการสำรวจสถานที่แห่งนี้ ร้องเจ้านิกายเอ่ยน้ำเสียงเยือกเย็น

                ทุกคนต่างพยักหน้าไม่คัดค้าน ด้วยเพราะต่างก็สำนึกดีว่าระดับพลังของพวกตนไม่แกร่งกล้าพอที่จะทำการสำรวจซากวิหารนี้ด้วยตัวคนเดียว หากอยากฝ่าเข้าไปมีแต่ต้องร่วมมือกันเท่านั้น

                อาจารย์ ท่านต้องช่วยศิษย์น้องก่อน ฉินจีเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า

                ผู้อาวุโสจางถอนหายใจ ฉินเอ๋อ เจ้าเองก็เห็นแล้วว่าอสรพิษเพลิงสีชาดตัวนั้นพลาดท่าให้กับค่ายกลบางอย่างของสถานที่แห่งนี้จนมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตกตาย ข้าคิดว่าไป่หลางจะต้องล่อมันมาที่นี่และอาศัยค่ายกลนั้นเพื่อหลบหนีเป็นแน่ หากเขาพลาดท่าและตกตายเราย่อมต้องพบเห็นศพของเขา แต่นี่กลับมีเพียงร่องรอยต่อสู้และหลบหนีเท่านั้น ไม่แน่ว่าไป่หลางอาจสามารถหนีออกไปด้านนอกอาณาเขตเทือกเขาต้องห้ามแล้วก็เป็นได้

                ไม่ใช่ว่าไม่เป็นห่วงซ่งไป่หลางแต่ผู้อาวุโสจางเคยเห็นพรสวรรค์ด้านค่ายกลของซ่งไป่หลางมาแล้วในช่วงเวลาการสอบเลื่อนชั้น ดังนั้นจึงคาดเดาว่าซ่งไป่หลางจะต้องสามารถใช้ประโยชน์จากค่ายกลในที่แห่งนี้ได้แน่ สังเกตได้จากร่องรอยค่ายกลที่แม้จะเป็นค่ายกลเก่าแก่แต่กลับยังมีพลังเหลือเฟือราวกับเพิ่งถูกเปิดใช้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

                ไม่แน่ว่าด้วยสติปัญญาของไป่หลาง อาจสามารถช่วยเราค้นหาวิธีเข้าไปสำรวจซากปรักแห่งนี้ได้ ดวงตาของผู้อาวุโสจางทอประกายคาดหวัง ยิ่งเมื่อนึกดูแล้วคิดว่าต่อให้เจ้านิกายมาเองก็ยากที่จะทำการสำรวจสถานที่แห่งนี้ได้ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้นผู้อาวุโสจางจึงละทิ้งความเร่งรีบทั้งหมดในทันที

                ฉินเอ๋อ แม้ว่าไป่หลางจะปลอดภัยจากอสรพิษเพลิงสีชาดแล้วแต่ไม่แน่ว่าเขาจะสามารถออกไปยังนอกอาณาเขตเทือกเขาได้อย่างปลอดภัย เจ้าตามอาจารย์มา ข้าจะไปตามหาร่องรอยของซ่งไป่หลาง

                ดวงตาของฉินจีทอประกายยินดีรีบมุ่งหน้าตามผู้อาวุโสจางไปทันที ผู้ฝึกสอนทั้งสามที่เป็นศิษย์เก่าแก่ถูกทิ้งเอาไว้ให้คอยติดตามสถานการณ์ อีกทั้งผู้อาวุโสจางยังไม่ไว้ใจทั้งสามจึงไม่ต้องการให้รู้ถึงความสามารถที่ซ่งไป่หลางครอบครองอยู่

                ขณะที่ผู้อาวุโสจางและฉินจีจากไป ร่างหนึ่งพลันปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าซากวิหารอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้มีความสามารถในการเคลื่อนที่ในระดับที่สูงส่งเป็นอย่างมาก

                การมาถึงของเขาได้สร้างระลอกคลื่นให้กับผู้คนที่อยู่ที่นี่ แม้คนส่วนหนึ่งจะเป็นถึงผู้อาวุโสที่มีพลังไม่ต่ำกว่าระดับเที่ยงแท้ขั้นห้า แต่ในบรรดาคนทั้งหมดที่เป็นเพียงลูกศิษย์ ระดับสูงสุดกลับมีเพียงแค่ระดับเที่ยงแท้ขั้นสองเท่านั้น ทว่าผู้ที่มาใหม่เห็นได้ชัดว่าแม้จะใส่ชุดของศิษย์หลักเช่นเดียวกับฉินจีแต่กลับมีพลังถึงระดับเที่ยงแท้ขั้นสามแล้ว

                อู๋หลิว รองเจ้านิกายอุทานออกมาเมื่อเห็นผู้มาใหม่ น้ำเสียงของเขาแปรเปลี่ยนเป็นอบอุ่นอ่อนโยนทั้งยังแฝงด้วยความเยินยอต่อชายหนุ่มผู้นี้

                ท่านรองเจ้านิกาย อาจารย์กำลังอยู่ในช่วงฝึกฝนระยะสำคัญจึงไม่สามารถเดินทางมาเองได้ อย่างไรก็ตามข้าได้รับมอบหมายจากท่านอาจารย์ให้มาทำการสำรวจสถานที่แห่งนี้ล่วงหน้า อู๋หลิวเป็นชายวัยยี่สิบปลายๆ รั้งตำแหน่งศิษย์หลักอันดับสามของนิกายในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามหากเทียบกับอันดับหนึ่งและสองที่กำลังจะอายุเกินสี่สิบปีและพ้นสภาพการเป็นศิษย์ถูกเปลี่ยนให้เป็นผู้ฝึกสอน อู๋หลิวผู้นี้คือว่าที่ศิษย์หลักอันดับหนึ่งที่มีอายุน้อยที่สุด

                เห็นได้ว่าพลังของเขาในเวลานี้ใกล้จะทะยานขึ้นสู่ระดับสี่เที่ยงแท้แล้ว นับว่าเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยากในดินแดน

                แน่นอน หากติดขัดสิ่งใดก็บอกแก่ข้าได้โดยตรง รองเจ้านิกายกลับหัวเราะด้วยน้ำเสียงสดใสไม่รู้สึกขัดเคืองที่อีกฝ่ายมีท่าทีโอหังต่อตนเองเลยแม้แต่น้อย แม้เขาจะมีระดับพลังมากกว่าแต่ด้วยอายุที่แตกต่างกันถึงเพียงนี้ อีกทั้งฝ่ายตรงข้ามยังเป็นลูกศิษย์คนโปรดของเจ้านิกายที่คัดเลือกด้วยตนเอง เห็นได้ชัดว่าอู๋หลิวผู้นี้มีอนาคตที่สดใสกว่ามาก ไม่แน่เขาอาจสามารถก้าวเข้าสู่ระดับเหนือมนุษย์ด้วยอายุไม่ถึงร้อยปีเสียด้วยซ้ำ

                อู๋หลิวเป็นชายหนุ่มที่มีความทะนงตัวอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังกดดันของซากวิหาร สีหน้าของมันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง เห็นได้ชัดว่ารู้ดีว่าไม่อาจทำเป็นเรื่องล้อเล่นได้

                ยังดีที่อาจารย์มอบสิ่งนี้ให้ข้า อู๋หลิวหงายฝ่ามือออกไปด้านหน้า พลันปรากฏเมล็ดวิญญาณสีแดงสดที่ปลดปล่อยพลังอันน่าตื่นตะลึงออกมา รองเจ้านิกายเมื่อเห็นเมล็ดวิญญาณในมือของอู๋หลิวก็ถึงกับร่างกายสั่นสะท้าน

                เมล็ดวิญญาณบัวสวรรค์ เจ้านิกายถึงกับมอบสิ่งนี้ให้อู๋หลิวยืมเชียว

                เมล็ดวิญญาณบัวสวรรค์เป็นถึงหนึ่งในวัตถุศักดิ์สิทธิ์ของนิกาย เมื่อถือครองเอาไว้จะสามารถสร้างเกราะลมปราณและวิญญาณที่มีพลังไม่ต่างจากระดับขั้นเหนือมนุษย์มาปกคลุมร่างกายของผู้ใช้ นับเป็นของวิเศษที่มีไว้ปกป้องคนสำคัญของนิกายในช่วงเวลาสำคัญ และแม้จะใช้งานไปแล้วขอเพียงทิ้งระยะเวลาให้เมล็ดวิญญาณได้ซึมซับไอพลังวิญญาณสักหลายปี มันก็จะสามารถนำกลับมาใช้ได้อีกครั้งหนึ่ง

                ด้วยเหตุนี้อู๋หลิวจึงไม่เสียดายแม้แต่น้อยที่จะใช้งานเมล็ดวิญญาณนี้ ขอเพียงเขาสามารถเข้าถึงขุมทรัพย์อะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ไม่แน่ของสิ่งนั้นอาจมีค่ามากกว่าเมล็ดวิญญาณนี้เสียอีก

                รองเจ้านิกาย ผู้อาวุโสทุกท่าน ติดตามข้าเข้าไปในซากวิหารแห่งนี้ อู๋หลิวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง มีเมล็ดวิญญาณนี้อยู่ในมือก็เท่ากับเขามีอำนาจในการเป็นคนนำทาง พวกผู้อาวุโสย่อมต้องการเข้าไปสำรวจพื้นที่ อู๋หลิวเองก็ต้องการมือเท้าเพื่อคอยช่วยเหลือจัดการกับกับดักที่น่าจะมีอยู่ด้านใน ดังนั้นเขาจึงยอมให้พวกผู้อาวุโสติดตามไปด้วย

                น่าอิจฉายิ่งนัก อู๋หลิวผู้นี้หากไม่ใช่ด้วยบารมีและสมบัติของเจ้านิกาย เขาจะมีค่าอันใดนักหนากันเชียว ในพื้นที่ยังมีศิษย์หลักอีกหลายคนที่ล้วนแต่อยู่ในระดับต่ำกว่า พวกเขามองดูอู๋หลิวด้วยดวงตาริษยา ทว่ากลับไม่มีใครกล้าหาเรื่องใส่ตัว ควรทราบว่าในด้านความสามารถและพรสวรรค์แท้จริงแล้วอู๋หลิวนับว่าอยู่เหนือกว่าผู้ใดในนิกายทั้งหมด

 

                ทันทีที่อู๋หลิวนำขบวนผู้อาวุโสเข้ามาในเขตซากวิหาร ซ่งไป่หลางที่ทะลวงผ่านค่ายกลไปได้มากกว่าห้าค่ายกลมีปฏิกิริยาเล็กน้อยราวกับรับรู้ได้ว่ากระแสพลังของเขตซากวิหารมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง

                พลังกล้าแกร่งยิ่งนัก ราวกับว่าเหนือยิ่งกว่าพลังของขั้นเที่ยงแท้เสียอีก เด็กหนุ่มอุทานออกมา

                หึหึ เจ้าเอ่ยได้ถูกต้องแล้ว นี่เป็นสัมผัสกลิ่นอายของพลังระดับขั้นเหนือมนุษย์แน่นอน ทว่ากลับไม่ใช่พลังของบุคคล หากข้าคาดเดาไม่ผิดคงมีคนนำของวิเศษที่มีพลังขั้นเหนือมนุษย์มาใช้เพื่อเข้ามาสำรวจซากวิหารแห่งนี้

                ซ่งไป่หลางพลันมีสีหน้าเคร่งเครียด แม้เขาจะเชื่อมั่นในความสามารถในการแก้ไขค่ายกลของตนแต่ไม่มีสิ่งใดยืนยันได้ว่าคนที่ตามมาจะไร้ความสามารถ หากเขายังชักช้าอีกไม่แน่อาจถูกตามทันและของวิเศษที่ถูกเก็บรักษาก็อาจถูกชิงตัดหน้าไป

                เซี่ยหยางลอบหัวเราะอยู่ในใจ ค่ายกลทั้งหมดที่ซ่งไป่หลางผ่านพ้นมาได้ บ้างสามารถสังหารแม้แต่ระดับรวมวิญญาณ บ้างผ่านมาได้เพราะการป้องกันของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ บ้างก็ผ่านมาด้วยความสามารถด้านค่ายกลที่ไม่ธรรมดาของซ่งไป่หลางรวมถึงประสบการณ์ของเซี่ยหยางเอง

                พิจารณาจากปัจจัยทั้งหมดนี้ เซี่ยหยางไม่เชื่อว่าลำพังสมบัติระดับเหนือมนุษย์จะสามารถนำพาคนเหล่านั้นผ่านค่ายกลต่างๆเข้ามาได้เด็ดขาด

                เอาเถอะ ปล่อยให้เจ้าเด็กนี่ร้อนรนเสียบ้าง ไม่แน่อาจจะสามารถผ่านไปได้เร็วยิ่งขึ้น

               

               

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 568 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น

  1. #100 yukai (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 09:15

    ขอบคุณ
    #100
    0