God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 11 ซากปรักวิหารบัวสวรรค์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,596
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 596 ครั้ง
    20 ต.ค. 62

                อสรพิษเพลิงสีชาดไม่ได้รู้เลยว่าชะตาของตนเองกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติเต็มที

                ลำพังค่ายกลเขตแดนเหมันต์แม้จะสร้างความยากลำบากให้กับอสรพิษเพลิงสีชาดอยู่บ้างทว่ากลับไม่สามารถทำให้เกิดอันตรายต่อมันได้ ดังนั้นแม้จะรู้สึกระแวงอยู่บ้างแต่อสรพิษเพลิงสีชาดยังไม่คิดหวาดกลัว ทว่าทันทีที่ซ่งไป่หลางทำการกระตุ้นการทำงานของค่ายกลอีกสองอย่างที่เหลือ สัญชาตญาณของอสรพิษเพลิงสีชาดพลันกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว

                พริบตาเดียวบรรยากาศของพื้นที่โดยรอบก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

                ร่างของอสรพิษเพลิงสีชาดแข็งค้างดวงตาสั่นไหวฉายแววหวาดกลัว มันพยายามสั่งร่างกายให้ขยับเขยื้อนเพื่อหลบหนีจากกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังกดทับร่างของมันเอาไว้ ทว่าด้วยระดับพลังของมันตอนนี้กลับไม่สามารถทำสิ่งใดได้นอกจากขยับดวงตากวาดมองไปรอบๆอย่างสิ้นหวังเท่านั้น

                ซ่งไป่หลางที่ยืนอยู่ตรงชายขอบของพื้นที่ค่ายกลสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ เดิมทีเขาคิดว่าค่ายกลนี้จะสามารถสะกัดกั้นอสรพิษเพลิงสีชาดได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ทว่าเมื่อได้ทดลองเปิดใช้งานแล้วกลับตระหนักได้ว่าตนเองคาดคำนวณระดับของค่ายกลนี้ต่ำเกินไปมากนัก

                พลังของค่ายกลผนึกอสูร นับว่ายอดเยี่ยมสมเป็นอาวุธลับสำหรับป้องกันการบุกโจมตีจริงๆ เซี่ยหยางเอ่ยชมเชย

                เจ้าหนู ไม่จำเป็นต้องประหลาดใจนัก กลิ่นอายพลังขั้นรวมวิญญาณของสถานที่แห่งนี้ทำให้ข้ารู้ว่ามันถูกสร้างจากผู้ที่มีพลังขั้นรวมวิญญาณขึ้นไป ผู้ที่มีพลังระดับนั้นย่อมไม่สร้างอักขระค่ายกลทั่วไป ข้าคิดว่าในสภาวะที่ค่ายกลมีความสมบูรณ์ที่สุด อย่าว่าแต่ระดับขั้นเที่ยงแท้หรือเหนือมนุษย์เลย ต่อให้เป็นขั้นรวมวิญญาณก็ยังไม่สามารถต้านทานพลังกดดันของค่ายกลนี้ได้

                เหตุใดข้อมูลความรู้ของค่ายกลที่มีพลังระดับนี้จึงมีบันทึกอยู่ในหอตำราของนิกายบัวสวรรค์กัน ซ่งไป่หลางเคยอ่านหนังสือหลายเล่มในหอตำราของนิกาย ถึงขนาดเคยลอบขโมยฝึกวิชาบางส่วนอย่างฝ่ามือบัวสวรรค์และท่าเท้าแปดบัวดารามาแล้ว หนังสือแทบทุกเล่มในหอตำราหากไม่ใช่ส่วนที่เป็นข้อห้ามย่อมไม่มีเล่มไหนไม่ผ่านตาของซ่งไป่หลางมาก่อน

                ทว่าความรู้เกี่ยวกับอักขระและค่ายกลนั้นกลับมีบันทึกอยู่มากมาย แม้จะไม่ได้ถูกเขียนบันทึกอย่างละเอียดทว่ายังพอให้ตีความและจับสังเกตได้ ซ่งไป่หลางใช้ความสามารถทั้งในด้านการเรียนรู้และเชิงจินตนาการจนสามารถทำความเข้าใจค่ายกลต่างๆได้เป็นอย่างดี แม้จะไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ทว่าหากให้แก้ไข ทำลายหรือปรับใช้ค่ายกลที่มีอยู่แล้วขอเพียงมีเวลาให้สังเกตและทำความเข้าใจย่อมไม่ยากเกินความสามารถของเด็กหนุ่ม

                หึหึ หากข้าคาดเดาไม่ผิดนิกายบัวสวรรค์นั้นจะต้องเคยยิ่งใหญ่ยิ่งกว่านี้ ถึงขั้นที่ว่าอาจมีผู้ฝึกขั้นรวมวิญญาณหรือสูงส่งยิ่งกว่าอยู่ในนิกาย ดังนั้นแม้แต่วิชาของนิกายก็ยังเป็นวิชาระดับสวรรค์ ทว่าทุกสิ่งเป็นเพียงเรื่องในอดีตเพราะสภาพของนิกายบัวสวรรค์ในเวลานี้นับว่าอ่อนแออย่างยิ่ง และซากนี้ก็น่าจะไม่มีใครค้นพบมาก่อนในหลายร้อยปีที่ผ่านมา

                เซี่ยหยางเงียบงันไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยว่า เจ้าหนู เจ้าจะต้องรีบทำการสำรวจสถานที่แห่งนี้โดยเร็ว การที่เจ้าสามารถมองเห็นและเข้ามาที่นี่ได้ก็เพราะค่ายกลที่คอยปกปิดซ่อนเร้นมันตลอดเวลาเริ่มเสื่อมสภาพแล้ว ข้าคิดว่าอีกไม่นานคนของนิกายบัวสวรรค์จะต้องค้นพบที่นี่ และหลังจากนั้นการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ก็จะกลายเป็นเรื่องยากแล้ว

                ซ่งไป่หลางรู้สึกเห็นด้วย ซากปรักแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ถูกทิ้งร้างไว้นานมากกว่าร้อยปี ทั้งยังมีกลิ่นอายของผู้มีพลังขั้นรวมวิญญาณ ไม่แน่ว่าอาจมีสมบัติหรือของวิเศษที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้ แต่หากจะไปค้นหาเขาจะต้องจัดการกับอสรพิษเพลิงสีชาดให้เรียบร้อยเสียก่อน

                ค่ายกลผนึกอสูรประกอบไปด้วยสามค่ายกลย่อย คือค่ายกลเขตแดนเหมันต์ ค่ายกลหลอนจิต และค่ายกลสยบวิญญาณ หลักการคือใช้แดนเหมันต์ผนึกกาย หลอนจิตผนึกความคิด สยบวิญญาณผนึกพลังวิญญาณ เมื่อทั้งสามค่ายกลทำงานสอดประสานกัน ผู้ที่ตกอยู่ในค่ายกลจะไม่สามารถทำสิ่งใดได้ทั้งสิ้น ซ่งไป่หลางทบทวนความรู้เกี่ยวกับค่ายกลตรงหน้าอีกครั้งหนึ่ง

                น่าเสียดายที่วัตถุดิบประกอบค่ายกลนั้นเก่าแก่จนแทบจะหมดพลังแล้ว ดังนั้นจึงทำให้ผลของค่ายกลผนึกอสูรไม่รุนแรงอย่างที่ควรจะเป็น ไม่เช่นนั้นอสรพิษเพลิงสีชาดคงสูญเสียจิตวิญญาณไปตั้งแต่ที่มันได้สัมผัสกับค่ายกลแล้ว

                ตอนนี้ยังไม่สามารถสังหารมันได้ คงต้องรอให้ค่ายกลทำลายจิตวิญญาณของมัน จากนั้นค่อยกำจัด ซ่งไป่หลางตระหนักว่าพลังโจมตีของตนไม่มากพอที่จะทำร้ายอสรพิษเพลิงสีชาดให้ถึงตาย ดังนั้นเอาเวลาไปทำอย่างอื่นยังคุ้มค่าเสียกว่า

                ท่านอาจารย์ ท่านช่วยข้าหาตำแหน่งของสมบัติหรือของวิเศษได้หรือไม่ ซ่งไป่หลางเอ่ยถาม

                เซี่ยหยางคิดอยู่พักหนึ่ง ได้ แต่ข้าต้องใช้เวลาสักหน่อย

                ประสาทสัมผัสของเซี่ยหยางนั้นกว้างไกลอย่างมาก ทว่ามันก็ยังมีข้อจำกัด เพราะตัวเซี่ยหยางนั้นอยู่ในสภาพวิญญาณที่มีพลังไม่มากนัก หากเขาต้องการเพ่งสมาธิเพื่อค้นหาของวิเศษจริงจะต้องสูญเสียพลังอย่างมากและต้องใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นระยะหนึ่ง

                ระหว่างนี้ข้าจะสำรวจสถานที่แห่งนี้ไปด้วย ซ่งไป่หลางเอ่ยก่อนจะมุ่งหน้าไปยังซากของวิหารที่มีขนาดใหญ่โตราวกับนิกายทั้งนิกาย แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะเสียหายและมีความเก่าแก่โบราณจนใกล้จะผุพังเต็มทีทว่ากลิ่นอายของพลังวิญญาณกลับเข้มข้นชัดเจนอย่างยิ่ง

                ซ่งไป่หลางขมวดคิ้วรู้สึกหายใจติดขัดเพราะพลังวิญญาณที่หนาแน่นกว่าปกติ ดูท่าการสำรวจซากวิหารจะไม่ง่ายสักเท่าใดนัก

                เจ้าหนู นี่เป็นแค่ความรู้สึกเท่านั้น พลังวิญญาณที่หนาแน่นไม่สามารถทำอันตรายเจ้าได้ เพราะในวิญญาณของเจ้ามีวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอยู่

                เมื่อได้ยินเซี่ยหยางเอ่ยซ่งไป่หลางก็วางใจ ในเมื่อไม่มีอันตรายเป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นซ่งไป่หลางย่อมมีวิธีรับมือกับมัน คล้ายความรู้สึกเจ็บปวดเวลายืนหยัดอยู่ในน้ำตกลมปราณ ขอเพียงเชื่อมั่นว่าสามารถทนรับได้เขาย่อมสามารถทนรับได้อย่างแน่นอน

                ไอพลังวิญญาณที่นี่หนาแน่นเกินไป ข้าไม่สามารถค้นหาสิ่งใดได้เลย เซี่ยหยางถอนหายใจออกมา

                ซ่งไป่หลางพยักหน้าอย่างเข้าใจ การจะแผ่ประสาทสัมผัสท่ามกลางสถานที่ที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นนับเป็นเรื่องยากมากจริงๆ

                อาจารย์ ข้ารู้สึกได้ว่าทางเดินในวิหารแห่งนี้มีบางสิ่งเกี่ยวพันกับพลังวิญญาณ ราวกับว่ายิ่งเราเดินเข้าไปลึกมากขึ้นพลังวิญญาณก็ยิ่งหนาแน่น เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีอะไรบางอย่างถูกเก็บรักษาเอาไว้ด้านในสุดของวิหาร

                ย่อมเป็นไปได้มาก เซี่ยหยางตอบรับ โดยทั่วไปแล้วกลิ่นอายของพลังมักจะสูญสลายไปตามกาลเวลา แต่กลิ่นอายที่นี่กลับเข้มข้นนักแม้จะผ่านไปหลายร้อยปีแล้ว ไม่แน่ว่าอาจเป็นกลิ่นอายที่เกิดจากของวิเศษบางอย่าง

                ทว่าของวิเศษนั้นย่อมไม่สามารถได้รับมาโดยง่าย ข้าคิดว่าจะต้องมีกับดักและค่ายกลสำหรับป้องกันการขโมยของติดตั้งไว้อย่างแน่นอน อย่าได้ประมาทเป็นอันขาด เซี่ยหยางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

                ของวิเศษเหล่านี้ในสายตาของเซี่ยหยางนับได้ว่าเป็นเพียงของทั่วไปไม่มีค่าอันใด ทว่าสำหรับซ่งไป่หลางที่มีพลังเพียงขั้นก่อกำเนิด หากได้รับของวิเศษที่เป็นของผู้มีพลังขั้นรวมวิญญาณอาจกลายเป็นตัวช่วยที่ทำให้เด็กหนุ่มเติบโตรวดเร็วราวกับมังกรพุ่งทะยาน ดังนั้นเซี่ยหยางจึงยินดีให้ความช่วยเหลือซ่งไป่หลางอย่างเต็มที่

                ข้างหน้าเป็นค่ายกล ซ่งไป่หลางอุทานออกมา แม้ว่าประสาทสัมผัสของเซี่ยหยางจะถูกจำกัดเอาไว้มากทว่าซ่งไป่หลางนั้นกลับมีสายตาที่เฉียบแหลมและมีพรสวรรค์ด้านการสังเกตค่ายกลอย่างยิ่ง

                อืม เป็นค่ายกลจริงๆ ทั้งยังเป็นค่ายกลที่แข็งแกร่งระดับหนึ่ง เซี่ยหยางรู้สึกกังวลเล็กน้อย ค่ายกลนี้แตกต่างจากค่ายกลผนึกอสูรด้านนอกที่วัสดุส่วนใหญ่ใกล้จะหมดพลังเต็มที อาจเพราะกลิ่นอายของพลังวิญญาณในนี้เข้มข้นมากพอจึงทำให้พลังของค่ายกลยังค่อนข้างสมบูรณ์แบบ หากซ่งไป่หลางพลาดหลุดเข้าไปในอาณาเขตของค่ายกลก็เท่ากับกระตุ้นให้มันทำงาน

                ค่ายกลเพลิงมรณะ จะทำงานอัตโนมัติเมื่อมีคนเหยียบย่างเข้าไปในเขตของค่ายกล ทว่าขอบข่ายของการเผาไหม้ยังกว้างไกลกว่าขอบเขตของตัวอักขระอีกนับสิบเท่า เอ่ยได้ว่าหากมีคนพลาดท่าเหยียบเข้าไปคนหนึ่งอาจทำให้เพื่อนฝูงที่อยู่ใกล้อีกหลายชีวิตต้องตายตามไปด้วย ซ่งไป่หลางสูดลมหายใจหนาวเหน็บเมื่อจำแนกประเภทค่ายกลเบื้องหน้าเสร็จสิ้น

                อาจเพราะค่ายกลพวกนี้ถูกใช้ในนิกายมาตั้งแต่ในอดีต และมีการบันทึกถึงพวกมันและเก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี แม้จะไม่มีการบันทึกโดยละเอียดถึงขนาดบอกวิธีตั้งค่ายกล ทว่าข้อมูลโดยคร่าวๆของมันล้วนบันทึกไว้ทั้งหมด รวมถึงวิธีสังเกตค่ายกลนี้ด้วย

                หากเป็นค่ายกลของนิกายบัวสวรรค์ คงไม่ต้องกังวลว่าเจ้าหนูจะไม่รู้จัก เซี่ยหยางคิดในใจ

                ทว่ารู้จักก็ส่วนรู้จัก หากจะให้แก้ไขค่ายกลนั้นยังนับว่าทำได้ยากกว่าหลายเท่า ซ่งไป่หลางกวาดสายตามองไปรอบๆ พบว่านอกจากบนพื้นแม้แต่ผนังหรือเพดานก็ยังมีค่ายกลนี้ติดตั้งเอาไว้ วิธีเดียวที่จะหลุดรอดจากค่ายกลก็คือบินเข้าไปตรงๆ ทว่าด้วยระดับพลังขั้นก่อกำเนิดการบินนั้นนับได้ว่าเป็นเพียงความฝันเท่านั้น

                ท่านอาจารย์ ข้าไม่เคยแก้ไขค่ายกลที่มีความซับซ้อนระดับนี้มาก่อน นี่แตกต่างจากอักขระหลอมปีศาจที่ข้าเจอในการทดสอบเลื่อนชั้นมาก ข้าอาจต้องใช้เวลาทั้งวันหรือกระทั่งหลายวันเพื่อแก้ไขมัน อีกทั้งยังไม่แน่ว่าจะสามารถแก้ไขได้สำเร็จ ทว่าข้าเชื่อว่าสามารถทำได้โดยไม่มีอันตราย ท่านว่าข้าควรจะทดสอบดูหรือไม่ ซ่งไป่หลางถามความเห็น

                เจ้าเด็กโง่ ไม่จำเป็นต้องกลัวว่าจะเสียเวลาฝึกฝน หากเจ้ามีโชคเล็กน้อยสามารถฝ่าเข้าไปชิงของวิเศษที่ถูกเก็บรักษามาได้ ไม่ว่าของสิ่งนั้นจะเป็นอะไรข้าเชื่อว่ามันจะทำให้เจ้าก้าวหน้าได้ยิ่งกว่าฝึกฝนนานครึ่งปีเสียอีก เซี่ยหยางถอนหายใจ

                ดวงตาของซ่งไป่หลางทอประกายเชื่อมั่น ข้าเชื่อท่าน

                เมื่อตัดสินใจได้แล้วเด็กหนุ่มจึงทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิ ดวงตากวาดมองตัวอักขระทั้งหมดในค่ายกลด้วยความเคร่งขรึม ใช้เวลาจมจ่อมไปกับการร้อยเรียงตัวอักขระและมองหาวิธีแก้ไขมัน

                หากข้าสามารถสลายอักขระที่ทำให้กำเนิดไฟทั้งหมด ไม่สิ ไม่ได้เด็ดขาด อักขระเหล่านี้ใช้พลังระดับสูงมากข้าสลายเพียงตัวอักขระเดียวก็คงแทบหมดสิ้นเรี่ยวแรงแล้ว และอักขระก็จะฟื้นฟูตัวเองกลับมาเมื่อผ่านไประยะหนึ่ง ดังนั้นต้องโจมตีที่จุดสำคัญที่สุดของอักขระ

                เป็นไปตามที่ซ่งไป่หลางคาดไว้ เขาต้องใช้เวลาทั้งวันไปกับการเรียบเรียงเนื้อหาของอักขระ ที่แท้แก่นของค่ายกลเพลิงมรณะก็คือการร้อยเรียงอัคคีทั้งหนึ่งร้อยแปดให้ผสานเป็นหนึ่งเดียว จากนั้นจุดระเบิดขึ้นกระตุ้นอัคคีทั้งหนึ่งร้อยแปดให้แผดเผาเป้าหมายจนสิ้นซาก

                เป็นอักขระที่น่าสะพรึงกลัวนัก กายของซ่งไป่หลางสั่นสะท้านขนลุกชันอย่างไม่อาจหักห้าม

                วันที่สองผ่านไปโดยที่ยังไม่สามารถหาทางแก้ไขได้ เซี่ยหยางเริ่มลังเลเล็กน้อยเพราะหากเขายื่นมือช่วยอย่างเต็มกำลังย่อมสามารถใช้พลังของวิญญาณวารีศํกดิ์สิทธิ์ปกป้องซ่งไป่หลางจากเพลิงมรณะได้นานพอที่ซ่งไป่หลางจะก้าวไปพ้นระยะของค่ายกลอย่างแน่นอน ทว่าอีกใจหนึ่งเซี่ยหยางกลับรู้สึกอยากให้ซ่งไป่หลางสามารถผ่านเรื่องนี้ไปได้ด้วยตัวเอง เพื่อในภายหน้าจะได้เป็นความเชื่อมั่นของเขาเอง

                การกระตุ้นให้เกิดระเบิดเพื่อผลาญพลังของอักขระ ไม่สิ ไม่แน่ว่าอักขระนี้อาจเชื่อมต่อกับของวิเศษที่คอยส่งพลังวิญญาณหล่อเลี้ยงมัน ถ้าปล่อยให้พลังของมันหมดลงของวิเศษก็กลายเป็นไร้ค่า ซ่งไป่หลางครุ่นคิดจนดวงตาแดงฉาน แม้จะพยายามกวาดตามองหาอักขระสำคัญมากขนาดไหนกลับพบว่าอักขระทุกตัวล้วนมีความหมายและยังเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด

                หรือการฝ่าเข้าไปในเขตค่ายกลจะเป็นไปไม่ได้กัน ซ่งไป่หลางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกท้อถอยอักขระเหล่านี้ล้วนมีคุณสมบัติของธาตุไฟ หากข้าสามารถใช้พลังธาตุของระดับขั้นเที่ยงแท้ ใช้ธาตุน้ำข่มธาตุไฟไม่แน่อาจสามารถจัดการได้โดยไม่มีปัญหา หรือว่าระดับของข้าจะต่ำเกินไปสำหรับการสำรวจซากวิหารแห่งนี้

                หากพูดกันตามตรง ต่อให้เป็นระดับขั้นเที่ยงแท้ก็ไม่มีสิทธิ์ผ่านค่ายกลนี้ไปโดยใช้เพียงแค่พลัง อย่างน้อยที่สุดต้องเป็นแปดขั้นเหนือมนุษย์จึงจะมีสิทธิ์ ทว่าหากเป็นขั้นเที่ยงแท้ระดับสุดยอดที่มีของวิเศษในมือ การจะฝ่าค่ายกลไปตรงๆยังนับว่าพอมีความเป็นไปได้เล็กน้อย เซี่ยหยางตอบกลับ

                ซ่งไป่หลางถอนหายใจ ได้ยินเช่นนี้ยิ่งรู้สึกว่าการจะฝ่าค่ายกลไปเป็นเรื่องยากเย็นเต็มที

                ข้าจะลองค้นหาวิธีจัดการกับค่ายกลดูอีกครั้ง

                แม้จะรู้สึกท้ออย่างมากทว่าซ่งไป่หลางกลับยังไม่ยอมแพ้ เขาไม่เชื่อว่าค่ายกลตรงหน้าจะสมบูรณ์แบบและไม่สามารถแก้ไขได้ ถึงแม้มันอาจจะมีวิธีแก้ไขที่ถูกต้องซึ่งมีเฉพาะผู้วางค่ายกลที่จะรู้ แต่ซ่งไป่หลางกลับคิดว่ามันต้องมีวิธีอื่นที่จะสามารถทำลายมันได้เช่นกัน

                ค่ายกลนี้มีจุดเด่นก็คือพลังเผาไหม้และระยะการเผาไหม้ที่กว้างไกลยิ่งกว่าขอบเขตของค่ายกล เรียกได้ว่าแม้ค่ายกลจะมีขนาดเพียงไม่มากแต่หากมันเริ่มทำงานอาณาเขตทำลายล้างของมันจะเพิ่มขยายมากกว่าสองเท่าของตัวค่ายกลเอง

                พลังทำลายที่เกิดจากการหลอมรวมเพลิงร้อยแปดเข้าด้วยกัน ซ่งไป่หลางพึมพำออกมาก่อนที่ดวงตาของเขาจะเปล่งประกาย เป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำให้เปลวเพลิงทำงานเพียงประเภทเดียว

                อักขระทุกตัวในค่ายกลล้วนเชื่อมต่อถึงกัน เป็นลูกโซ่ที่พร้อมจะระเบิดปะทุออกในจังหวะเวลาเดียวกันทั้งหมด หากยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมันอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าละก็มีเพียงความตายเท่านั้นที่รออยู่

                ซ่งไป่หลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตอนนี้สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือทดลองจัดการกับอักขระของค่ายกล หากสำเร็จเขาก็จะสามารถผ่านเข้าไปในส่วนลึกได้ แต่หากไม่ผ่านถึงจะต้องเผชิญหน้ากับการระเบิดของค่ายกลแต่ซ่งไป่หลางในสภาพเตรียมพร้อมมั่นใจว่าจะสามารถหลบหนีออกจากระยะการเผาไหม้ได้ทันการ

                ดูเหมือนเจ้าหนูจะคิดอะไรบางอย่างออกแล้ว เซี่ยหยางจับตามองซ่งไป่หลางตลอดเวลา เมื่อเห็นว่าซ่งไป่หลางเริ่มลงมือตนเองจึงเริ่มลงมือเช่นกัน ละอองของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์แผ่กระจายออกจากร่างของซ่งไป่หลาง ก่อนจะหลอมรวมตัวกันเป็นเกราะวารีศักดิ์สิทธิ์บางๆครอบคลุมร่างของซ่งไป่หลางเอาไว้

                ฟู่ ซ่งไป่หลางลืมตาดวงตาเปล่งประกายเชื่อมั่น

                ทำลาย!!”

                ซ่งไป่หลางใช้วิชาม่านบัวสวรรค์ กำหนดขอบเขตของม่านลมปราณให้มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่จะควบคุมได้ จากนั้นใช้มันสัมผัสกับอักขระของค่ายกล เพียงพริบตาเดียวค่ายกลก็เปล่งแสงสว่างวาบพร้อมกับไอร้อนสาดซัดไปทั่วบริเวณ

                ซ่งไป่หลางอุทานออกมาหนึ่งคำไม่รีรอที่จะถอยหนีด้วยความเร็วสุดชีวิต พร้อมกันนั้นยังใช้ม่านบัวสวรรค์ขวางกั้นตนเองกับการเผาไหม้ของค่ายกลอย่างเต็มกำลัง

                ทว่าม่านบัวสวรรค์กลับสลายหายไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากเปลวเพลิงของค่ายกลนี้สามารถสังหารแม้แต่ผู้มีพลังแปดขั้นเหนือมนุษย์ ลำพังพลังของซ่งไป่หลางไม่สามารถต้านทานได้แม้แต่น้อย

                ข้าประมาทพลังของค่ายกลเกินไป ซ่งไป่หลางใจหายวาบขณะที่พบว่าเปลวเพลิงกำลังทะยานเข้าใส่ตนจนเกือบจะสัมผัสร่างของตนมันกลับถูกดีดสะท้อนกลับไปเหลือเพียงอากาศอุ่นๆที่กระทบลำตัว ดวงตาของซ่งไป่หลางเบิกกว้างด้วยความตะลึงงัน

                เจ้าหนู รีบถอยซะ เซี่ยหยางร้องเตือน

                ซ่งไป่หลางพลันคืนสติเข้าใจว่านี่คือการช่วยเหลือของเซี่ยหยาง เด็กหนุ่มรีบหลบหนีจนพ้นระยะเผาไหม้ของค่ายกล จากนั้นเฝ้ารอเวลาจนกว่าเปลวไฟจะสงบลงและค่ายกลกลับเข้าสู่สภาวะปกติตามเดิม

                เจ้าหนู เมื่อครู่เจ้าทำอะไร เซี่ยหยางถามด้วยความสงสัย

                ซ่งไป่หลางถอนหายใจ อาจารย์ ข้าพยายามตัดการเชื่อมโยงระหว่างอักขระออกจากกัน เพื่อทำให้จุดเด่นของค่ายกลอย่างการผสานเปลวไฟเสียหาย ถ้าหากทำสำเร็จพลังทำลายของค่ายกลจะตกลงอย่างมาก ข้าย่อมสามารถต้านทานและฝ่าเข้าไปได้

                เซี่ยหยางประหลาดใจเล็กน้อย

                ทฤษฏีของเจ้านับว่าไม่เลว แต่กลับทำได้ยากยิ่ง แต่ไหนแต่ไรจุดเด่นของค่ายกลเพลิงมรณะก็คือการเชื่อมประสานอักขระเพื่อสร้างเปลวไฟประสานทั้งร้อยแปด การทำลายการเชื่อมประสานอักขระก็เท่ากับทำลายแก่นของค่ายกลโดยตรง อย่าว่าแต่ระดับพลังของเจ้าเลยต่อให้เป็นแปดขั้นเหนือมนุษย์การจะสลายค่ายกลจากแก่นของมันนับว่าเป็นไปไม่ได้ มีแค่ต้องมีพลังเหนือกว่าค่ายกลเท่านั้น เซี่ยหยางส่ายหน้า

                ซ่งไป่หลางคิดตาม จริงสิ ข้าจะทำลายค่ายกลจากการสลายแก่นของมัน นับว่ายากเย็นจนอาจถึงขั้นที่มีแต่ผู้สร้างที่จะทำได้ ทว่าถ้าเปลี่ยนการการทำลายแก่นของมัน เป็นการดัดแปลงเล็กน้อย เช่นนั้นก็นับว่าพอเป็นไปได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 596 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น

  1. #7 Itme501 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 10:56
    พระเอกฉลาดดีแหะ
    #7
    0