God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 100 : ตอนที่ 95 เจตจำนงแห่งโอสถ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,864
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 246 ครั้ง
    6 ก.พ. 63

                รั่วอวี่กุมท้องก่อนจะหัวเราะด้วยเสียงสดใส นางได้เห็นซ่งไป่หลางทำสิ่งที่ไม่น่าเชื่อมากมายก่อนหน้านี้ ทว่าสุดท้ายแล้วเขาก็ยังคงล้มเหลวในการปรุงโอสถครั้งแรกเหมือนกับคนทั่วไป

            ซ่งไป่หลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ยังดีที่มีค่ายกลช่วยชีวิตและป้องกันความเสียหาย แม้เตาจะระเบิดแต่มันก็ฟื้นฟูตัวเองกลับมาอย่างรวดเร็ว กลิ่นเหม็นเน่าลอยมาจากด้านในเตาเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าส่วนผสมด้านในได้ถูกทำลายจนหมด

            เจ้ากลั่นแกล้งข้าหรือ?” ซ่งไป่หลางถามรั่วอวี่เสียงเข้ม

            รั่วอวี่เลิกคิ้วก่อนจะยิ้ม ข้าไม่ได้กลั่นแกล้งอันใด เคล็ดลับที่ข้าบอกต่อเจ้าล้วนเป็นเคล็ดลับระดับสูงของผู้ปรุงโอสถอย่างแท้จริง ทว่าเนื่องจากมันเป็นครั้งแรกที่เจ้าได้ทดลองทำมัน ข้าสัมผัสได้เลยว่าพลังธาตุอัคคีของเจ้ายอดเยี่ยมอย่างมาก มันทรงพลังจนแม้แต่เจ้าก็ไม่อาจควบคุมได้อย่างสมบูรณ์และเป็นผลให้เกิดการระเบิดขึ้น

            ในการปรุงโอสถสิ่งสำคัญมิใช่เปลวไฟที่ทรงพลัง แต่เป็นเปลวไฟที่เหมาะสมต่อส่วนผสมและจังหวะเวลา ตอนนี้เจ้าสามารถเชื่อมต่อกับธาตุอัคคีได้อย่างสมบูรณ์แต่การเชื่อมต่อกับธาตุพฤกษากลับยังอ่อนด้อยจนเกินไป ดังนั้นจึงเป็นผลให้เจ้าไม่สามารถทำให้การปรุงโอสถสมบูรณ์ได้

            รั่วอวี่อธิบายตามที่นางเห็น ภายใต้สายตาของนางเห็นได้ชัดว่าซ่งไป่หลางยังไม่สามารถสื่อสารกับวัตถุดิบและเปลวไฟได้ดีพอ

            มันไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับความล้มเหลว แม้แต่รั่วอวี่ที่ฝึกฝันกับปู่ของนางตั้งแต่ยังเด็ก นางเผชิญกับความล้มเหลวในการปรุงโอสถมากกว่าหนึ่งพันครั้งในชีวิต กว่าที่นางจะทำความเข้าใจเคล็ดลับระดับสูงของผู้ปรุงโอสถได้ นางก็ต้องผ่านสิ่งต่างๆมากมาย

            ซ่งไป่หลางสงบอารมณ์ของตนเอง คำพูดของรั่วอวี่นั้นฟังดูสมเหตุผล เนื่องจากการควบคุมพลังธาตุอัคคีเป็นพรสวรรค์ดั้งเดิมที่มีมาจากสายเลือด อีกทั้งซ่งไป่หลางยังฝึกพลังธาตุอัคคีมาเป็นเวลานานเป็นรองเพียงแค่พลังธาตุวารีเท่านั้น ในขณะที่พลังธาตุพฤกษานั้นซ่งไป่หลางเพิ่มเริ่มฝึกได้เป็นเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

            บางทีหากต้องการใช้เคล็ดลับนี้ซ่งไป่หลางอาจจะต้องควบคุมพลังธาตุอัคคีให้ละเอียดมากขึ้นเพื่อให้ควบคุมมันได้โดยสมบูรณ์ ชดเชยกับความอ่อนด้อยในการควบคุมพลังธาตุพฤกษาของตนเอง

            แนวทางของการพัฒนาเคล็ดลับการปรุงโอสถเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและไม่มีกฏเกณฑ์ที่แน่นอน บางคนอาจใช้วิธีสื่อสารกับวัตถุดิบอย่างสมบูรณ์จนสามารถควบคุมการหลอมโอสถได้อย่างดี บางคนใช้การสื่อสารทั้งเปลวไฟและวัตถุดิบอย่างสมดุลทำให้การปรุงโอสถให้ผลดีที่สุด ขณะเดียวกันบางคนก็เลือกใช้วิธีแบบซ่งไป่หลางนั่นคือเน้นการควบคุมเปลวไฟให้ละเอียดที่สุดแทน

            ผู้ที่มีพรสวรรค์ธาตุอัคคีสูงมักจะเลือกเส้นทางนี้ นั่นคือเหตุผลที่ผู้อาวุโสรั่วต้องการให้ซ่งไป่หลางไปขอคำแนะนำจากอู๋เจ้อ ในบรรดาผู้ปรุงโอสถระดับสูง อู๋เจ้อคือผู้ที่เชี่ยวชาญการควบคุมเปลวไฟมากที่สุด ทักษะการหลอมโอสถของเขาอยู่อันดับต้นๆของสำนักด้วยเทคนิคของการควบคุมพลังธาตุอัคคีอันละเอียดอ่อน

            ซ่งไป่หลางเริ่มทำการทดลองอีกครั้ง หลังจากได้รับคำแนะนำของรั่วอวี่คราวนี้เด็กหนุ่มทุ่มเทสมาธิไปกับการควบคุมเปลวไฟตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ

            เปลวไฟที่ถูกจุดขึ้นเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าทว่ามั่นคง รั่วอวี่จ้องมองดูเปลวไฟที่เกิดจากลมปราณของซ่งไป่หลางด้วยสายตาประหลาดใจ เพียงครั้งที่สองในการปรุงโอสถซ่งไป่หลางก็สามารถควบคุมเปลวไฟได้อย่างดี มันดูคล้ายกับการควบคุมเปลวไฟของผู้ที่มีประสบการณ์ในการปรุงโอสถมาอย่างยาวนาน

            หลังจากที่หลอมรวมจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกับเปลวไฟนั้น ซ่งไป่หลางได้เริ่มต้นใส่สมุนไพรเข้าไป ทันใดนั้นซ่งไป่หลางพลันตระหนักได้ถึงบางสิ่งผ่านการสื่อสารกับพลังธาตุอัคคีของตน

            ซ่งไป่หลางรู้สึกราวกับว่าตนเองคือเปลวไฟและกำลังแผดเผาสมุนไพรอยู่ด้านในเตาเผา สามารถสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันละเอียดอ่อนที่เกิดขึ้นกับตัวสมุนไพรอย่างชัดเจน มันค่อยๆหลอมละลายและแปรเปลี่ยนเป็นของเหลว

            ซ่งไป่หลางควบคุมพลังความร้อนอย่างตั้งใจ ภายใต้ความรู้สึกนี้เด็กหนุ่มกระทั่งรับรู้ว่าความร้อนเท่าใดที่จะไม่ทำให้สมุนไพรสูญเสียคุณสมบัติของมัน และเหมาะสมที่สุดในการปรุงแต่งมัน

            โดยไม่รู้ตัว ไม่เพียงการควบคุมพลังธาตุอัคคีซ่งไป่หลางยังผสานจิตวิญญาณไปกับพลังธาตุพฤกษาอย่างไม่รู้ตัว

            นี่ รั่วอวี่ถึงกับพูดไม่ออก ภายใต้ประสาทสัมผัสของนางสามารถบอกได้เลยว่าซ่งไป่หลางในเวลานี้ควบคุมขั้นตอนของการปรุงโอสถได้สมบูรณ์แบบอย่างมาก มันดูไม่เหมือนกับผู้เริ่มต้นฝึกหัดแต่ดูราวกับอาจารย์ที่ได้หลอมโอสถชนิดนี้มายาวนานหลายปีและกำลังแสดงให้ลูกศิษย์ของมันได้เห็นขั้นตอนกระบวนการที่ถูกต้อง

            แม้แต่การหลอมโอสถเขาก็เป็นอัจฉริยะงั้นหรือ รั่วอวี่รู้สึกทึ่ง ในชีวิตนี้นางได้พบเจอกับอัจฉริยะจำนวนมาก โดยเฉพาะในด้านของการปรุงโอสถ แต่นางกลับไม่เคยพบเจอใครที่เป็นเหมือนซ่งไป่หลางมาก่อน

            เซี่ยหยางเองก็กำลังตื่นเต้นไม่ต่างกัน มันเคยเห็นผู้ปรุงโอสถมากมายในชีวิตแต่มีส่วนน้อยที่เป็นผู้ปรุงโอสถที่ยอดเยี่ยมอย่างคนในสำนักพงไพร มันสามารถบอกได้เลยว่าท่าทางของซ่งไป่หลางในเวลานี้แสดงออกถึงพรสวรรค์ในฐานะผู้ปรุงโอสถได้อย่างดีเยี่ยม

            ปรุงโอสถสำเร็จในครั้งที่สอง นี่คือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นน้อยมาในประวัติศาสตร์ของการปรุงโอสถ

            สมุนไพรและส่วนผสมเริ่มหลอมรวมเข้าหากันอย่างช้าๆ ทุกสิ่งอยู่ในการควบคุมอันสมบูรณ์แบบของซ่งไป่หลาง เด็กหนุ่มยังคงทุ่มเทสมาธิในการหลอมรวมจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกับเปลวไฟของตน

            พรึ่บ!! เปลวไฟลุกโชนอย่างรุนแรงและอาบไปทั่วเตาหลอมโอสถอย่างรวดเร็ว

แย่แล้ว เห็นภาพนั้นรั่วอวี่พลันอุทานออกมา นึกไม่ถึงว่าการควบคุมของซ่งไป่หลางจะผิดพลาดในช่วงเวลาสำคัญ หากไม่สามารถควบคุมพลังของเปลวไฟเอาไว้ได้จะทำให้การปรุงโอสถล้มเหลวอีกครั้ง และครานี้พลังธาตุอัคคีที่ซ่งไป่หลางปลดปล่อยออกมามีพลังมากกว่าเดิมหลายเท่า ต่อให้มีอักขระค่ายกลของห้องนี้แต่ก็มีโอกาสได้รับบาดเจ็บ

ทว่าภาพต่อมาที่นางเห็นทำให้รั่วอวี่ต้องตกตะลึงซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เปลวไฟที่ลุกท่วมเตาหลอมโอสถนั้นมิได้เกิดจากความผิดพลาด ทว่าเกิดจากเจตจำนงของมันเองที่ชักนำการใช้พลังของซ่งไป่หลาง

มิเพียงการหลอมจะไม่ล้มเหลว มันยังส่งกลิ่นอันหอมหวานของโอสถคุณภาพดีออกมา หลังจากที่เปลวไฟค่อยๆดับลงรั่วอวี่สามารถบอกได้ทันทีว่าการปรุงโอสถได้บรรลุผลแล้ว อีกทั้งโอสถที่ถูกปรุงขึ้นมายังเป็นโอสถที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่มันจะเป็นได้

คุณภาพของโอสถแบ่งออกเป็นห้าระดับ ระดับสองคือมาตรฐานของสำนักพงไพร ในขณะที่ระดับหนึ่งจะเป็นโอสถคุณภาพต่ำที่พวกผู้ปรุงโอสถทั่วไปสามารถปรุงขึ้นได้

สำหรับรั่วอวี่แล้วนางสามารถปรุงโอสถได้คุณภาพระดับสามและสี่ นานๆครั้งนางจะสามารถปรุงโอสถที่มีคุณภาพระดับห้าได้สำเร็จ แต่ซ่งไป่หลางกลับสามารถปรุงโอสถระดับห้าได้ตั้งแต่การทดลองปรุงโอสถครั้งที่สอง

นี่คือพรสวรรค์เช่นใดกัน!!

รั่วอวี่พลันนึกถึงช่วงเวลาสุดท้ายที่ซ่งไป่หลางทำให้เปลวไฟลุกท่วมไปทั่วเตาหลอมโอสถ บางทีนั่นอาจจะเป็นเคล็ดลับที่ซ่งไป่หลางค้นพบและทำให้โอสถของมันกลายเป็นโอสถที่มีคุณภาพระดับสูงสุด

สีหน้าของนางแปรเปลี่ยนไปทันที นางเคยได้ยินปู่ของนางเอ่ยถึงพรสวรรค์ที่เรียกว่าเจตจำนงแห่งโอสถ มันคือความสามารถระดับท้าทายสวรรค์ที่ผู้ปรุงโอสถทุกคนต้องการสัมผัสถึง ความสามารถที่ทำให้ตระหนักรู้ถึงเคล็ดลับและวิธีการที่จะสามารถเข้าถึงกระบวนการหลอมโอสถที่สมบูรณ์แบบโดยสัญชาตญาณ

บางทีซ่งไป่หลางอาจจะมีพรสวรรค์ที่ว่านั่น?

สำเร็จแล้วหรือ ซ่งไป่หลางลืมตาขึ้น แววตาของเด็กหนุ่มฉายประกายสับสนเล็กน้อยเนื่องจากในการหลอมโอสถเมื่อครู่ ครึ่งหนึ่งได้ถูกควบคุมโดยสัญชาตญาณ โดยเฉพาะในช่วงท้ายของการหลอมโอสถซ่งไป่หลางรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังยืนอยู่ด้านในเตาหลอม และควบคุมทุกสิ่งภายในนั้นเอาไว้ แต่ภาพที่รับรู้ได้กลับเลือนรางและไม่ชัดเจน

 ฝาของเตาหลอมโอสถถูกเปิดออก ด้านในบรรจุด้วยโอสถลูกกลอนสีแดงชาดจำนวนห้าเม็ด สีแดงของมันสดใสและส่องประกายเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของโอสถระดับสูงสุด

การเปลี่ยนให้สมุนไพรและส่วนผสมแปรสภาพเป็นของเหลวคือขั้นต้นของการหลอมโอสถ ส่วนการกลั่นให้ของเหลวกลายเป็นลูกกลอนคือขั้นที่สอง ซ่งไป่หลางได้เสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมดโดยสัญชาตญาณของตน ราวกับว่าสามารถรับรู้ได้ด้วยจิตวิญญาณ

รั่วอวี่รีบเดินเข้ามาดูโอสถที่ซ่งไป่หลางปรุงขึ้น นางครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยว่า ข้าขอโอสถพวกนี้สักสองเม็ดได้หรือไม่

ซ่งไป่หลางประหลาดใจ โอสถระดับต่ำเช่นนี้รั่วอวี่น่าจะสามารถปรุงขึ้นได้โดยง่ายทว่าในเมื่อนางเอ่ยขอก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปฏิเสธ หลังจากได้รับโอสถทั้งสองไปรั่วอวี่ก็จากไปทันที

ซ่งไป่หลางทบทวนกระบวนการหลอมโอสถของตน เนื่องจากครึ่งหนึ่งได้ดำเนินไปด้วยสัญชาตญาณจึงทำให้ยากต่อการวิเคราะห์ อย่างไรก็ตามเด็กหนุ่มได้เริ่มทดลองปรุงโอสถต่ออีกครั้งเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับตนเอง

ตำหนักเจ้าสำนัก ในเวลานี้มีคนสี่คนที่อยู่ด้านในห้องโถงรับรอง หนึ่งคือรั่วอวี่ที่มาพร้อมกับโอสถที่ซ่งไป่หลางปรุงขึ้น อีกสามคนประกอบด้วยเจ้าสำนักพงไพรที่นั่งอยู่บนบัลลังก์พฤกษา เหยาเสี่ยวฉานและชายอีกคนหนึ่งทีมีอายุน้อยกว่าเหยาเสี่ยวฉานเล็กน้อย

ชายผู้นี้มีระดับพลังราชันยุทธ์ขั้นแปด อีกทั้งยังเป็นถึงผู้ปรุงโอสถระดับเงินขั้นห้า เมื่อเทียบกับอายุของมันนับว่าเป็นอัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมผู้หนึ่ง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่มันถือครองตำแหน่งศิษย์ยอดพฤกษาอันดับสามเอาไว้ นามของมันก็คือจั่วสิงซาน

เวลานี้สีหน้าของเหยาเสี่ยวฉานและจั่วสิงซานเต็มไปด้วยความตกตะลึง หลังจากที่ได้ยินคำพูดของรั่วอวี่พวกมันรู้สึกราวกับว่ากำลังฟังเรื่องโกหกครั้งใหญ่

ดวงตาของเจ้าสำนักพงไพรฉายประกายตื่นเต้น อย่างไรก็ตามนางยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็นเอาไว้ได้ เป็นความจริงหรือที่ว่าโอสถนี้ถูกปรุงขึ้นในการทดลองปรุงโอสถครั้งที่สองของมัน

รั่วอวี่พยักหน้า ข้าสามารถยืนยันเรื่องนี้ได้ ตอนที่ข้าเข้าไปซ่งไป่หลางกำลังทดลองปรุงโอสถครั้งแรก ตอนนั้นมันทำทุกอย่างตามตำราขั้นพื้นฐาน ดังนั้นข้าจึงได้แนะนำให้มันทดลองเคล็ดลับของการปรุงโอสถระดับสูง แน่นอนว่ามันล้มเหลวในครั้งแรก

อย่างไรก็ตามในครั้งที่สอง ท่าทีของมันแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในที่สุดมันไม่เพียงปรุงโอสถสำเร็จ คุณภาพของโอสถยังเป็นคุณภาพระดับสูงสุดอีกด้วย

ศิษย์น้องรั่ว เป็นไปได้หรือไม่ว่าซ่งไป่หลางผู้นี้เคยศึกษาศาสตร์การปรุงโอสถจากภายนอกมาก่อน จั่วสิงซานถาม มันไม่อาจยอมรับได้ว่าจะมีบุคคลเช่นนี้อยู่ในโลก

รั่วอวี่ปฏิเสธทันที ศิษย์พี่จั่ว ข้ายืนยันได้ว่าซ่งไป่หลางเป็นมือใหม่อย่างแท้จริงในฐานะผู้ปรุงโอสถ

ผู้มีพรสวรรค์งั้นรึ เจ้าสำนักพึมพำกับตนเอง อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงโอสถบัวสีชาดชำระโลหิตเท่านั้น ในบรรดาโอสถทั้งหมดมันเป็นโอสถที่ปรุงง่ายที่สุด เรายังต้องรอดูต่อไปว่าหากเป็นโอสถที่มีความซับซ้อนและระดับสูงกว่านี้ซ่งไป่หลางจะสามารถทำมันได้หรือไม่

แววตาของเหยาเสี่ยวฉานเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ท่านอาจารย์ หากซ่งไป่หลางเป็นผู้ที่มีเจตจำนงแห่งโอสถในตำนานจริง บางที...

เจ้าสำนักพงไพรพยักหน้า รอยยิ้มอันหาได้ยากปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง หากมันมีความสามารถนี้จริง มันจะกลายเป็นผู้ที่นำพาสำนักพงไพรของเรากลับสู่ความรุ่งเรืองเฉกเช่นเมื่อห้าร้อยปีก่อนอีกครั้ง

มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเวลานี้สำนักพงไพรกำลังประสบปัญหาอะไรบางอย่าง มันคือวิกฤติอันเงียบงันที่จะค่อยๆกลืนกินสำนักพงไพรและดินแดนเทพพฤกษาทีละน้อย

รากฐานที่แท้จริงของดินแดนเทพพฤกษาและสำนักพงไพรก็คือต้นมหาพฤกษาที่ตั้งอยู่ ณ จุดกึ่งกลางของสำนัก มันคือสิ่งที่คอยค้ำจุนดินแดนเทพพฤกษาทั้งมวลเอาไว้ ทั้งยังเป็นศูนย์กลางของพลังธาตุพฤกษาอันยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ตามมหาพฤกษายังคงมีขีดจำกัดของมัน ในระยะเวลาประมาณห้าร้อยปีที่ผ่านมามหาพฤกษาได้เริ่มอ่อนแอลง พลังธาตุพฤกษาค่อยๆหดหายลงไปอย่างช้าๆ ขณะเดียวกันสวนสมุนไพรก็เริ่มได้รับผลกระทบ

หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ภายในระยะเวลาไม่ถึงสองร้อยปี ดินแดนเทพพฤกษาจะดำเนินไปถึงจุดจบ พลังธาตุพฤกษาทั้งมวลจะสูญสลายและทำให้ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นดินแดนที่อ่อนแอ สำนักพงไพรเองก็จะกลายเป็นสำนักที่สูญเสียรากฐานไปจนหมดสิ้น นี่คือปัญหาที่ทำให้เจ้าสำนักพงไพรรู้สึกหวาดหวั่นเป็นอย่างมาก

เดิมทีมหาพฤกษาสามารถฟื้นฟูได้ด้วยวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ในช่วงเวลาที่ดินแดนเทพพฤกษาและตระกูลศักดิ์สิทธิ์ยังคงเป็นมิตรต่อกัน มันได้มีการแลกเปลี่ยนระหว่างทั้งสองขั้วอำนาจตลอดเวลา ทว่าหลังจากที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ได้เริ่มเปิดเผยความทะเยอทะยาน พวกมันได้แตกหักกับดินแดนเทพพฤกษาและทำให้ทั้งสองฝ่ายเสียหายอย่างหนัก

ดินแดนเทพพฤกษาได้ปิดบังวิกฤติของตนเองเอาไว้อย่างเงียบงัน ขณะเดียวกันพวกมันก็ได้พยายามค้นหาหนทางที่จะแก้ไขปัญหานี้ เซี่ยหยางเคยเป็นหนึ่งในตัวเลือกทว่าการเจรจากลับไม่ประสบผลสำเร็จ ในที่สุดซ่งไป่หลางผู้สืบทอดวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ได้ปรากฏตัวขึ้นในเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง

เวลานี้มหาพฤกษาได้อ่อนแอลงจนถึงจุดที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้อีกแล้ว ต่อให้ใช้วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ก็ตาม แต่หากเป็นโอสถจิตวิญญาณเทวะในตำนานละก็ มันย่อมสามารถทำให้มหาพฤกษากลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อีกครั้ง

น่าเสียดายที่โอสถจิตวิญญาณเทวะมิใช่โอสถที่คนทั่วไปสามารถปรุงขึ้นได้ ต่อให้เป็นเจ้าสำนักพงไพรเองก็ตาม มันไม่มีสูตรหรือเคล็ดลับการปรุง ข้อมูลที่สำนักพงไพรมีก็มีเพียงส่วนผสมของโอสถเท่านั้น ว่ากันว่าผู้ที่จะสามารถปรุงโอสถนี้ได้จะต้องมีพรสวรรค์ของเจตจำนงแห่งโอสถ มีเพียงสิ่งนี้จึงจะทำให้สามารถปรุงโอสถจิตวิญญาณเทวะขึ้นมาได้สำเร็จโดยไม่ต้องพึ่งพาสูตร

แววตาของเจ้าสำนักพงไพรเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง เดิมทีนางต้องการพึ่งพาวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ของซ่งไป่หลางเพื่อยืดเวลาของมหาพฤกษาออกไปอีกสักหนึ่งร้อยปี ในช่วงเวลานั้นนางจะพยายามค้นหาวิธีการรักษามหาพฤกษาอย่างเต็มความสามารถ ทว่านึกไม่ถึงเลยว่าซ่งไป่หลางจะไม่เพียงนำพาวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์มายังดินแดนแห่งนี้ ยังมีเจตจำนงแห่งโอสถในตำนานที่เป็นความหวังสุดท้ายของสำนักพงไพรมาอีกด้วย

ฉานเอ๋อ สิงซาน พวกเจ้าออกไปก่อน เจ้าสำนักพงไพรเอ่ยออกมา แม้ทั้งสองจะดำรงตำแหน่งศิษย์ยอดพฤกษาอันเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของสำนัก ทว่าเรื่องเกี่ยวกับซ่งไป่หลางสำคัญยิ่งกว่า นางไม่ต้องการให้มีความเสี่ยงแม้แต่น้อย

เหยาเสี่ยวฉานพยักหน้าแล้วจากไปทันที ในขณะที่จั่วสิงซานมีท่าทีไม่ยินยอมเล็กน้อย มันรู้สึกราวกับว่าตัวตนของซ่งไป่หลางได้ถูกให้ความสำคัญเป็นอย่างมากจากเจ้าสำนัก ทั้งที่พลังของมันเป็นเพียงขั้นหนึ่งเหนือมนุษย์ อีกทั้งยังเป็นเพียงมือใหม่ในฐานะผู้ปรุงโอสถ เอ่ยตามตรงมันไม่คิดว่าซ่งไป่หลางคู่ควรกับตำแหน่งศิษย์ยอดพฤกษาเช่นเดียวกับตน

รั่วอวี่ ท่านผู้อาวุโสรั่วต้องการให้ซ่งไป่หลางฝึกฝนกับชางไป่เหอและอู๋เจ้อสินะ เมื่อได้ยินคำถามของนาง รั่วอวี่พยักหน้าแทนการตอบรับ

เจ้าสำนักพงไพรมีสีหน้าหนักใจเล็กน้อย ในบรรดาอดีตศิษย์ยอดพฤกษาทั้งหมด สองคนนี้เป็นบุคคลที่มีความโดดเด่นทว่ายากต่อการควบคุมมากที่สุด ต่อให้เป็นนางก็ไม่อาจออกคำสั่งต่อพวกมันได้หากพวกมันไม่ต้องการทำสิ่งใด

สำหรับชางไป่เหอ ข้าเชื่อว่าซ่งไป่หลางสามารถแก้ปัญหาให้กับนางได้ แลกกับสิ่งนั้นขอให้นางช่วยแนะนำเล็กน้อยย่อมไม่ใช่เรื่องยาก อย่างไรก็ตามข้าคงต้องป้องกันมิให้นางหลีกเลี่ยงการเข้าหาสักเล็กน้อย ส่วนอู๋เจ้อ บางทีข้าคงต้องสละสมบัติวิเศษบางส่วนเพื่อแลกกับการช่วยเหลือของมัน

ในคลังส่วนตัวของเจ้าสำนักพงไพร มีสมบัติวิเศษระดับสวรรค์มากมาย และอู๋เจ้อเองก็มีความปรารถนาต่อสมบัติวิเศษที่แปลกพิสดารจำนวนมาก หากนางลงทุนสักเล็กน้อยก็น่าจะแลกกับความร่วมมือของอู๋เจ้อได้

ในเวลานี้เจ้าสำนักพงไพรได้ตัดสินใจแล้ว นางจะสนับสนุนซ่งไป่หลางอย่างสุดความสามารถ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 246 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น