ชะตาชายาทรราช

ตอนที่ 4 : คุณหนูจินเยว่เล่อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,738
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 201 ครั้ง
    2 พ.ย. 63

 

“ท่านแม่ขอรับ ท่านแม่” เสียงของเด็กชายคนนึงเรียกนาง จ้าวหลินหรงที่กำลังนั่งปักผ้าผืนน้อย ร่างของนางอุ้ยอ้ายจนไม่อาจก้มลงรับร่างบุตรชายที่วิ่งเข้ามา ใบหน้าน้อยเต็มไปด้วยเหงื่อผุดพราย คล้อยหลังเขาคือร่างของเสวียนอ๋องที่เดินตามเข้ามา กิจวัตรประจำวันของสองพ่อลูก กงหยางเฟยสอนบุตรชายตัวน้อยให้จับกระบี่ตั้งแต่วัยเยาว์ เหมือนที่เขาเคยได้เรียนกับท่านตาตนเอง

“เหนื่อยมากไหมลูก” จ้าวหลินหรงในร่างที่อุ้ยอ้ายดึงผ้าเช็ดหน้าที่พกไว้มาซับเหงื่อให้บุตรชาย แต่เสวียนหรงฉีตัวน้อยกลับวิ่งไปอ้อดอ้อนให้บ่าวรับใช้อีกคนเช็ดหน้าเช็ดตา จ้าวหลินหรงชะงักเล็กน้อยพลางหันไปมองบุตรชายที่วิ่งไปอ้อนคนอื่น ในใจของคนเป็นแม่เจ็บปวดไม่น้อย พอหันหน้ามาอีกที เสวียนอ๋องยอบกายลงตรงหน้า พลางยื่นหน้ามาให้นาง

…เจ้าเล่ห์ทั้งพ่อทั้งลูก 

จ้าวหลินหรงจึงได้ค่อยซับใบหน้าอันหล่อเหลาขององค์ชายสิบที่บัดนี้เขาได้เติบโตขึ้นมากจนกลายเป็นชายหนุ่มที่กำลังจะเข้าวัยกลางคน เขาช่างหล่อเหลางามสง่า …เป็นดั่งแสงอาทิตย์อันอบอุ่นของนางและเสวียนหรงฉี

“เหนื่อยไหมเจ้าคะ ท่านพี่" จ้าวหลินหรงถาม ยามนี้นางกล้าเรียกเขาได้เต็มปากว่าท่านพี่ ก็คงเพราะบุตรในครรภ์ของนางซึ่งทำให้นางได้ประจักษ์แล้วว่ายามนี้นางคือชายาของเสวียนอ๋อง ที่กำลังมีบุตรร่วมกับเขา 

“แค่แกว่งดาบกับลูกชายจะนับว่าเหนื่อยอะไร” เสวียนอ๋องกล่าว

“อากาศช่วงนี้ค่อนข้างร้อน ท่านอย่าหักโหมตนเองจนมากเกินไปนัก” จ้าวหลินหรงกล่าว อากาศตอนนี้ร้อนนัก บุตรชายนางไม่นับว่าเป็นอะไร เพราะพลังงานของเขาเหลือเฟื้อ เหนื่อยก็มานั่งพัก ส่วนบิดาก็ฝึกวิชากระบี่อยู่กับทหารของตนไม่หยุด

“ร้อนอย่างไรก็มีเจ้าคอยซับเหงื่อ" เสวียนอ๋องกล่าว เขาจับข้อมือน้อยของนางพลางนำมาจูบ ทำราวกับว่าสถานที่นี้มีเพียงแค่คนสองคน ทั้งบ่าวรับใช้ท่านชายตัวน้อยต่างยิ้ม

 

เฮือกกกก

จ้าวหลินหรงตื่นขึ้นมาอย่างตกใจ ความฝันเมื่อครู่ คือช่วงชีวิตที่นางมีความสุขที่สุด ยามนั้นเสวียนอ๋องกงหยางเฟย กับเสวียนหรงฉีนาง ทั้งยังรวมถึงเสวียนอวี้หลิน บุตรสาวในท้องนางอีก แค่เพียงคนึงหา น้ำตาของนางก็พลันไหลริณออกมาเป็นสาย ท้องฟ้าที่เริ่มจะเข้ายามอรุณรุ่ง ทำให้อาฉีเดินเข้ามาก็พบว่าคุณหนูของตนได้ตื่นขึ้นมาแล้ว แต่ว่า… คุณหนูของนางกำลังร้องไห้

“คุณหนูเป็นอะไรหรือเจ้าคะ” 

“ข้าไม่เป็นอะไรหรอกอาฉี เจ้าเตรียมข้าวของพร้อมแล้วใช่หรือไม่” 

“บ่าวเตรียมพร้อมหมดแล้วเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นเจ้านำจดหมายฉบับนี้ไปมอบให้บ่าวของท่านยาย กำชับนางด้วยว่ากลับไปจวนสกุลเหวินแล้วไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก”

“เจ้าค่ะ เรื่องนั้นคุณหนูแน่ใจแล้วหรือเจ้าคะ”

“อืม”

 

การเดินทางของสองพี่น้องจากสกุลจ้าวมีชาวบ้านหลายรายมายืนมอง จ้าวหลินหรงเคารพบิดามารดาด้วยการหมอบกราบก่อนจะจากลาขึ้นรถม้าไป จ้าวฮูหยินร้องห่มร้องไห้อย่างน่าสงสาร นางกอดบุตรสาวทั้งหมดทำท่าปริ่มใจจะขาด รถม้าสองคันออกจากจวนสกุลจ้าว จ้าวหลินหรงไม่ได้ใส่ใจกับงิ้วของจ้าวฮูหยิน นางยังมีอีกแผนการที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยหลังจากออกจากจวนสกุลจ้าว

“คุณหนูเตรียมตัวเรียบร้อยแล้วนะเจ้าคะ” อาฉีถาม 

“อืม” 

จ้าวหลินหรงวางแผนการด้วยการให้รถม้าของนางเกิดอุบัติเหตุตกเขาตายทั้งหมด นางจดจำได้ในชาติที่แล้วว่าสถานที่นี้เป็นสถานที่ที่บุตรสาวของนางถูกโยนทิ้งลงไปเบื้องล่าง นางจดจำได้ไม่เคยลืมว่าผาชั้นใกล้เมืองหลวงแห่งนี้สูงชันเพียงไร ดวงตาของนางคลอไปด้วยน้ำตาแดงก่ำด้วยความแค้น 

…จ้าวหรูอี้ ข้าให้สัจจะสาบาน ชีวิตเจ้าจะต้องชดใช้ให้ลูกข้าทุกคน

 

รถม้าที่จอดสงบอยู่ไม่ไกลจากหน้าผา ภาพของเหล่าข้ารับใช้ที่มีเพียงสามคนยืนอย่างสงบ บ่าวชายหนึ่งและบ่าวรับใช้สองคน พวกเขาก้มหน้ามองจ้าวหลินหรงที่กำลังยืนคุยอยู่กับจอมยุทธไร้นาม 

…จ้าวหลินหรงได้จ้างวานจอมยุทธจากโรงน้ำชา คนพวกนี้พเนจรไปทั่วทุกสารทิศมีความสามารถ และฝีมือ พวกเขาไม่ทำงานสกปรก ถ้าไม่จับคนส่งทางการเอาเงินประกาศ ก็จะรับทำงานอื่น เพื่อเป็นทุนรอนให้เดินทางไปยังที่ต่างๆ จ้าวหลินหรงพอทราบเรื่องนี้จากกงหยางเฟย เพื่อนของเขาแต่ละคนก็ล้วนเป็นจอมยุทธกันทั้งสิ้น 

“นี่ใบซื้อขายพวกเจ้า ข้าประทับลงนามปลดปล่อยพวกเจ้าแล้ว เอาไปเถอะ”  จ้าวหลินหรงกล่าวพร้อมกับอาฉีที่นำถุงเงินขนาดใหญ่มอบให้ ความจริงนางจะมอบตั๋วเงินให้ก็ได้เงินจำนวนมากขนาดนี้ไม่เหมาะแก่การพกพาอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นตั๋วเงินจะทำให้เกิดการติดตามได้โดยง่าย 

“คุณหนูให้เงินพวกเจ้าไปตั้งตัว ก็ย้ายถิ่นฐานไปทำมาหากินในที่ที่กันดาร หมู่บ้านเล็ก หวังว่าพวกเจ้าจะไม่แพร่งพราย" อาฉีกล่าว จ้าวหลินหรงเห็นแววตาของบ่าวหลายคน นางจึงกล่าวต่อ

“หากเจ้านำความไปบอกผู้อื่น  แม้จะได้รับคำชม ได้เงินรางวัล แต่ภายหลังบิดาของข้าก็จะฆ่าพวกเจ้าให้ตกตายทั้งหมด เพื่อปิดบังเรื่องราว ชีวิตบ่าวรับใช้คนสกุลใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย จะทำอะไรก็ต้องมองสีหน้าเจ้านาย สัญญาทาส หากเจ้ากลับไปใช้ชีวิตเรียบง่ายด้วยเงินเท่านี้ ไม่แน่หากเจ้าอยู่ในหมู่บ้านเล็กห่างไกลเมืองหลวง ด้วยเงินเท่านี้พวกเจ้ามีทั้งบ้าน ที่ดิน และคนช่วยงานอีก” จ้าวหลินหรงกล่าวเตือนสติ ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้าย “ชีวิตโลกภายนอกกับชีวิตภายในจวนเป็นเช่นไรเจ้าย่อมทราบ อยากเป็นบ่าวรับใช้ชั่วชีวิตหรือ เจ้าคิดเอาเอง ถึงแม้พ่อแม่ไม่ฆ่าพวกเจ้า แต่ข้าถูกทรยศเมื่อใด ข้าจะลากพวกเจ้าเข้าสู่ปรโลกเอง” จ้าวหลินหรงกล่าวด้วยถ้อยทีเฉยเมย นายจอมยุทธพเนจรได้แต่มองคุณหนูน้อยที่กำลังกล่าวถ้อยคำวาจาคล้ายจะเกินวัยของนางอยู่บ้าง

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะคุณหนู"  สำหรับบ่าวรับใช้เมื่อได้ยินก็พลันหูตาสว่าง เรื่องราวของเจ้านาย อย่างไรจ้าวหลินหรงก็ไม่มีทางถูกลงโทษอะไรมาก ต่างจากพวกบ่าวรับใช้ หากไม่โดนโบยเกือบตายก็จะถูกขายออกไป บ่าวที่ถูกขายก็ไม่ต่างจากการส่งไปตาย หนี้ไปเช่นนี้นับถูกต้องแล้ว

“เชิญท่านจอมยุทธลงมือได้เลยเจ้าค่ะ” จอมยุทธพเนจรลงมือตีม้าอย่างแรงก่อนม้าจะถลาตกใจลงผานั้นไป ภายในใจของจ้าวหลินหรงได้สวดมนต์ภาวนาขอให้ม้าตนนั้นตายอย่างสงบ นางจะหมั่นทำบุญกุศลไปให้ จากนั้นชายจอมยุทธพเนจรก็ลาจากพวกนาง จ้าวหลินหรง และบ่าวไพร่ที่เหลือต่างแยกย้ายกันไปคนละทาง ดีที่ว่าหุบเขาแห่งนี้ออกจากประตูเมืองหลวงแล้ว พวกนางจึงไม่ต้องเกรงกลัว

จ้าวหลินหรงเดินขึ้นรถม้าตระกูลจิน สกุลเดิมป้าสะใภ้ของนาง ความจริงแผนการวันนี้มีป้าสะใภ้ของนางเป็นผู้ช่วย แลกกับหยกหรูอี้ อดีตของพระราชสกุลเหวินที่มอบให้แก่มารดานางหลังออกเรือนแล้วหายสาปสูญ จ้าวหลินหรงทราบดีว่ามารดาเก็บหยกนี้ในร่างของพระโพธิสัตย์กวนอิม เนื่องจากไม่ต้องการให้ใครแย่งชิงมันไป จ้าวหลินหรงไม่ได้มองของสิ่งนั้นว่าควรค่าเท่าใด มันสมควรถูกส่งคืนสกุลเหวินอยู่แล้ว แค่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเท่านั้น 

จอมยุทธพเนจรเดินทางไปด้านล่างหุบเขา เพื่อวางเพลิงรถม้าทั้งคัน และย่างสดร่างไร้วิญญาณของเจ้าม้า เขาทำการเผาซ้ำเผาซาก จนแทบไม่หลงเหลือสิ่งใด ก่อนจะเดินทางจากไป เนื่องจากเขาได้ทำงานสำเร็จแล้ว

“คุณหนูเราจะไปเมืองฉางจริงหรือเจ้าค่ะ ที่นั่นเป็นชายแดน มีการรบราฆ่าฟันกันตลอดเวลา” อาฉีกล่าว นางเคยได้ยินผู้คนพูดคุยในตลาด เมืองฉางเป็นเมืองที่อันตรายมาก

“จะอันตรายได้อย่าง แม่ทัพที่เก่งที่สุดในแผ่นดินอย่างสกุลเสวียนอยู่ที่นั่น จะกลัวอันใดกัน”

“โถ่.. คุณหนู ท่านจะทำอะไรกันแน่เจ้าคะ”

 

จ้าวหลินหรงไม่ตอบความ นางได้แต่มองรอบทางด้วยความสงสัย ตอนนี้นางกลายเป็นคุณหนูสายรองคนนึงที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามของสกุลจินไปแล้ว หยกประจำตัวของนางถูกเก็บในกล่องอย่างดี ยามนี้จ้าวหลินหรงคือคุณหนูจินเยว่เล่อ บุตรสาวจากสกุลจิน ที่กำลังเดินทางไปหาญาติที่เมืองฉาง

ส่วนจ้าวหลินหรงตัวจริง ..ย่อมตกเขาตายไปแล้ว          

 

เวลาผ่านไปเนิ่นนานเข้าสองสัปดาห์จ้าวหลินหรงในชุดธรรมดาสีเทาไร้เครื่องประดับท่าทางเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย เมืองฉางเป็นเมืองที่ห่างไกลเมืองหลวงมากพอสมควร นางในชาติที่แล้วคล้ายว่าจะเหนื่อยใจจนไม่เหนื่อยกาย ทำให้นางไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเช่นนี้ อาฉีเองก็เช่นกัน นางต้องดูแลทุกอย่างของจ้าวหลินหรง ต้องคอยยนั่งเฝ้า แม้จะบอกให้หลับพักผ่อนไม่ต้องเฝ้านางก็ยังจะเฝ้านางเสียให้ได้ ทำให้อ่อนเพลียกันไปหมด

 

จ้าวหลินหรงถึงเมืองฉางแล้ว นายท่านสกุลจิน จินเฉาออกมาต้อนรับนางก่อนจะพานางไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงที่ยังไม่เข้าเมืองฉาง จ้าวหลินหรงวางแผนให้นายท่านเหวินเฉา มีบุตรสาวนอกสมรสที่แอบเลี้ยงไว้นอกจวน จนกระทั่งมารดานางสิ้นอายุไขจึงนำเด็กสาวผู้นี้เข้าจวน เพื่อไม่ให้มีผู้ใดสงสัย ภายภาคหน้าหากต้องแก้ไขก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องยากอันใด

 “คารวะท่านลุงเจ้าค่ะ”

“เอาเถอะหลินหรงเจ้าเพิ่งมาเหนื่อยๆ รีบเข้าไปพักด้านในบ้านเถอะ” จินเฉากล่าว เขาเป็นพ่อค้าใหญ่โตที่เมืองชายฉางแห่งนี้ แต่ฐานะแท้จริงเขาคือเพื่อนสนิทของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันที่สละตนเองมาทำการค้าที่นี่เพื่อเป็นหูเป็นตาให้เพื่อน นางทราบเรื่องนี้ก็ตอนที่องค์ชายเจ็ดในยามที่เป็นฮ่องเต้เล่าให้นางฟัง ไม่แปลกใจเลยว่าการก่อกบฏขององค์ชายสิบจะถูกจับได้เร็วถึงเพียงนั้น เพราะหูตาผู้นี้เอง เขาไม่ใช่คนเลวร้าย แต่ครอบครัวสกุลเหวินที่เมืองหลวงถูกใช้เป็นเครื่องมือ ชีวิตคนสกุลจินนับร้อยไม่อาจแลกได้ด้วยน้ำมือของเขา เขาจึงจำใจที่จะต้องทรยศองค์ชายสิบในยามนั้น

“ท่านลุง”

“ต่อไปเจ้าก็เรียกข้าว่าท่านพ่อเถิด ส่วนนางใช่บ่าวรับใช้คนสนิทของเจ้าหรือไม่”  จินเฉากล่าวพลางมองสาวใช้ของจ้าวหลินหรง

“ทำไมหรือเจ้าคะท่านลุง” 

“ส่งนางกลับสกุลจ้าว ไม่ก็สกุลเหวินเสีย” 

“ทำไมเล่าเจ้าค่ะ” อาฉีหน้าซีดเซียว

“เจ้าจะอยู่เป็นหลักฐานว่าจ้าวหลินหรงโกหกหรือ สู้เจ้ากลับไปแหกปากร้องไห้ว่าคุณหนูของตนเองโดนปองร้ายจนตกเขาตายดีกว่า” นายท่านจินเฉากล่าว

“จะดีหรือเจ้าคะ” หลินหรงกล่าว

“เจ้ายังเยาว์วัยนักหลินหรง หากเจ้าจะทำอะไรก็จงคิดให้รอบคอบ หากเจ้าไม่คิดให้รอบคอบ แผนที่เจ้าวางไว้จะกลายเป็นเสียหมากทั้งกระดาน” จินเฉากล่าว เขาไม่ได้โง่ หากว่าน้องสาวเขาไม่ขอร้อง เขาคงไม่มีวันช่วยเหลือเด็กสาวตัวน้อยเช่นนี้ทำอะไรแบบนี้แน่นอน

“นั่นสิเจ้าคะ” จ้าวหลินหรงกล่าว แผนการนางมีช่องโหว่ใหญ่จริงด้วย นางหันมองอาฉีที่น้ำตาคลอไม่อยากจากไป นางก็ไม่อยากเสียอาฉี แต่จะให้ทำอย่างไรได้ นางต้องจำยอม 

“คะ คุณหนู อาฉีไม่อยากกลับไป”

“อาฉีเจ้าไม่ต้องกลัว เจ้าจงกลับไปสกุลเหวิน” จ้าวหลินหรงกล่าวพร้อมกับควักเอากล่องหยกประจำตัวของนาง

“ถ้าข้าไปแล้วใครจะดูแลคุณหนูล่ะเจ้าคะ” 

“เจ้าไม่ต้องห่วงข้าอาฉี ที่นี่มีท่านลุงจินดูแลช้าย่อมไม่มีอันตรายแน่นอน” 

“แต่คุณหนู”

“อย่างี่เง่ามากนัก เจ้าเสียเวลามามากแล้ว ต้องรีบส่งนางกลับไป ส่วนเจ้าระหว่างทางก็จงฝึกการแสดง จดจำให้ได้ว่าคุณหนูของตนเองนั้นตกผาตายเพราะถูกลอบโจมตี หากเจ้าไม่ได้คุณหนูเจ้าได้ตายจริงแน่นอน” จินเฉากล่าว คนระดับเขาต้องลงมาเล่นกับเด็กน้อยก็นับว่าเสียเกียรติมากพอแล้ว หากไม่ใช่คำขอร้องของน้องสาวเพื่อคนสกุลเหวินนั่นแล้ว เขาไม่มีวันสนใจเรื่องงี่เง่าเช่นนี้เด็ดขาด 

“เจ้าค่ะ” อาฉีกล่าวเสียงอ่อย พลางขึ้นรถม้าอีกคันที่จินเฉาเตรียมไว้ให้ จ้าวหลินหรงที่ไม่ทันตั้งตัวก็กอดอาฉีแน่นพลางน้ำตาไหล 

“อาฉีเจ้าดูแลตัวเองให้ดีนะ รอวันที่ข้ากลับไปนะ”

“เจ้าค่ะคุณหนู” อาฉีมอบกราบคุณหนูก่อนจะหันหน้าขึ้นรถม้า ไม่นานรถม้าก็จากไป จ้าวหลินหรงน้ำตานองเต็มหน้า พลางหันมามองจินเฉา นางจับกระแสความไม่พอใจของเขาได้ แต่อย่างไรเสียนางก็จำต้องพึงพาเขา

“เช่นนั้นเจ้าก็อยู่ที่นี่ไปสักหนึ่งเดือนก่อน ทำราวกับว่าเจ้าบาดเจ็บ ข้าจำต้องทะเลาะกับฮูหยินของตนเพื่อเจ้าเลยรู้ตัวหรือไม่” จินเฉากล่าว เรื่องนี้มีเพียงสี่คนที่ทราบแผนการหนึ่งคือสตรีนางน้อยตรงหน้า สองคือน้องสาวของเขา สามคือตัวเขา และสี่คือบ่าวตัวน้อยเมื่อสักครู่ เขาไม่อาจให้ภรรยาทราบได้นอกจากกล่าวสตรีน้อยนางนี้คือบุตรสาวลับของเขานอกจวน ไม่รู้ว่าบุุตรชายของเขาจะยอมรับได้หรือไม่ เขาคงต้องโดนภรรยาเกลียดไปนานทีเดียว

“ขอบพระคุณท่านลุงมากเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นเจ้าก็เรียกว่าท่านพ่อให้ชินปากเสียเถอะ อีกหนึ่งเดือนให้หลังข้าจะส่งคนมารับเจ้า ที่นี่มีบ่าวไพร่ไม่มาก พวกมันไม่มีทางปากโป้ง อย่างไรก็ใช้ชีวิตให้ดีเสีย”

“เจ้าค่ะ” 

จ้าวหลินหรงรับคำท่านลุงเสร็จ ท่านลุงของนางก็ขึ้นมาจากไป ทิ้งให้นางอยู่ในเรือนหลังเล็ก สมกับเป็นลูกเศรษฐีจินเฉานอกสมรสจริง แม้จะอยู่ในหมู่บ้านชนบทห่างไกลไม่มีผู้คนกลับสร้างเรือนเล็กได้น่าอยู่พอดู ภายในมีสาวน้อยหน้าตาขมุกขมัวยิ้มให้นางท่าทางใสซื่อ

“คุณหนู”

“เจ้าชื่ออะไร”

“ข้าชื่อเปียวชุ่นเจ้าค่ะ”

“ข้าจ้า… จินเยว่เล่อ” 

“บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ คุณหนู บ่าวเตรียมที่นอน และน้ำอุ่นให้คุณหนู เมื่อครู่นายท่านเพิ่งเตรียมหนังสือไว้สองสามเล่มเพื่อให้คุณหนุอ่าน บ่าววางไว้ในห้องนอนแล้วเจ้าค่ะ” 

จินเยว่เล่อเดินเข้าไปในห้องหับของตนเอง ห้องนี้เล็ก แต่เป็นขนาดพอดีคล้ายโรงเตี๊ยมหนึ่งห้อง น้ำในอ่างอุ่นสบาย เยว่เล่อเดินไปยังหนังสือที่ถูกวางไว้ก่อนจะยิ้มหัวเราะออกมา

…หนังสือหลักธรรมคำสอนของกุลสตรี หนังสือบุตรที่ดี หนังสือนรกสวรรค์

นายท่านจินเฉาช่างเจ้าคิดเจ้าแค้นนัก ความช่วยเหลือนี้เป็นเรื่องอันตราย แต่คนเช่นเขาจะกลัวอะไรในเมื่อคนที่คอยให้ท้ายเขาเป็นใคร เกรงว่าต่อให้เสนาบดีจ้าวอยากจะเอาเรื่อง ก็คงไม่กล้า ทั้งยังต้องยอมก้มหัวให้เขาเสียมากกว่า

 

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกก็ย่างเข้าครบเดือน ยามนี้จ้าวหลินหรงกลายเป็นคุณหนูจินเยว่เล่อคนงามที่อยู่ในชุดแสนธรรมดาคล้ายชาวบ้านทั่วไป นางไม่ได้ออกไปพบปะใครมากมายนักนอกจากนั่งอ่านหนังสือ รอให้เปียวชุ่นดูแลนางประหนึ่งคนขี้เกียจ นางไม่ทราบข่าวคราวที่เมืองหลวง ทั้งยังไม่อยากรู้ด้วยจึงไม่ใส่ใจ 

“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู” เสียงเปียวชุ่ยดังสนั่น นางเป็นเด็กสาวบ้านป่าบ้านเขา สมแล้วที่นายท่านเฉาหามาให้นางได้เหมาะสมแนบเนียนถึงขนาดนี้ กริยามารยาทจึงห่างชั้นกับบ่าวในเรือนขุนนางนัก

“มีอะไรหรือ”

“นายท่านเจ้าค่ะ นายท่าน…” เปียวชุ่ยหอบเหนื่อย หน้าตาดูแทบไม่ได้ 

“ท่านพ่อทำไมหรือ” เยว่เล่อวางหนังสือคุณธรรมของสตรี ก่อนจะมองประตูห้องที่ถูกเปิดออกอย่างถือวิวาสะ ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคมคาย นางจดจำได้ดีเขาคือคุณชายจินซางบุตรชายคนเดียวของสกุลจินเมืองฉาง ทายาทสายรองที่เก่งกาจจนกลายเป็นรองแม่ทัพน้อย เพื่อนรักเคียงบ่าเคียงไหล่ขององค์ชายสิบ เขามองนางท่าทางถมึงทึงดูรังเกียจเดียดฉันท์นางไม่น้อย เยว่เล่อแสร้งตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

“.. ทะ ท่านเป็นใครกัน เข้ามาในห้องของข้าได้อย่างไรเจ้าคะ” แววตาดั่งลูกนกน้อยตื่นตกใจเรียกสติคุณชายจินได้เป็นอย่างดี คราแรกที่ได้ยินข่าวว่าบิดามีบุตรสาวที่แอบซ่อนไว้นอกจวน ก็นึกโกรธแทนมารดา ยามนั้นมารดาไม่กล่าวอะไรเลย นอกจากให้พานางเข้ามาที่จวนสกุลจิน ยามนั้นเขาทราบความก็โกรธบิดามาก วันนี้จึงตั้งใจจะมาลากน้องสาวต่างมารดากลับจวน 

แต่ใครจะรู้เล่า… ว่าน้องสาวของเขา … ช่างงดงามถึงเพียงนี้

สตรีเมืองหลวง หรือสตรีชายแดน ใครจะสู้ใครได้ สตรีเมืองหลวงส่วนใหญ่เป็นลูกหลานสายบริสุทธิ์ ผิวขาวราวกับหยกมันแพะ หน้าตางดงามจิ้มลิ้มน่ารัก ต่างจากสาวชายแดนที่มีสีน้ำผึ้ง แต่ทุกความงามนั้นเหมือนกันหมด แต่ทุกยุคสมัยย่อมมีค่านิยมที่ไม่เหมือนกัน ใบหน้ารูปร่างอย่างจินเยว่เล่อในยามนี้ก็กล่าวได้ว่างดงามหมดจด 

“จะ… เจ้าคือจินเยว่เล่อ”

“ท่านรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ”

“ท่านพ่อให้ข้ามารับเจ้า”

“ท่านพ่อหรือเจ้าคะ” 

“อืม.. บิดาของข้ากับเจ้า”

“ท่านคือพี่ชายของข้าหรือเจ้าคะ”

“ท่านพ่อไม่เคยเล่าให้เจ้าฟังหรือ”

“ท่านพ่อกล่าวว่าไม่ใช่เรื่องที่ข้าต้องรู้เจ้าค่ะ” จินเยว่เล่อกล่าวทำท่าน้อยอกน้อยใจ ลูกนอกสมรสก็นับว่าต่ำต้อยแล้ว นี่นางยังเป็นบุตรสาวนอกเรือนอีก ยิ่งกว่าบุตรอนุนางหนึ่งเสียอีก แต่อย่างไรก็ตามการเป็นบุตรสาวตระกูลจิน จะบุตรอย่างไรก็นับว่าเป็นบุตร นายท่านจินสายรองมีบุตรชายเพียงคนเดียวเท่านั้น และเขาไม่นิยมมีบ้านเล็กบ้านน้อย

…แต่จ้าวหลินหรงกลับเป็นบุตรสาวบ้านเล็กของเขาเสียแล้ว

“เช่นนั้นเจ้าก็ทราบไว้ ข้าเป็นพี่ชายเจ้าชื่อจินซาง”

“เจ้าค่ะพ.. พี่ชาย” เยว่เล่อเงยหน้ายิ้มมองพี่ชายอย่างโง่งม ภายในใจลึกของจินซางนั้นเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หากว่านางไม่ใช่น้องสาวเขา ป่านนี้คงรวบร่างนางขี่ม้ากลับบ้าน ขอมารดาแต่งนางเข้าจวนมาเป็นภรรยาเสียให้ได้

“ไปเถอะ”  จินซางเดินนำน้องสาวไปที่รถม้าของตน ภายในใจของเขารู้สึกแปลกประหลาดไปหมด จะว่าโมโหก็โมโห แต่พอเห็นหน้าท่าทางนางก็ไม่ต่างจากลูกนกตัวน้อยที่กำลังน่าสงสาร อีกทั้งความโกรธเคืองได้ก็ควรไปลงที่บิดาเสียมากกว่า นางก็เป็นเหยื่อตัวน้อยที่ไม่รู้เรื่องราวอันใดทั้งนั้น อีกอย่างมารดาไม่มีบุตรสาว การมีนางเข้ามาอาจจะเป็นเรื่องดีก็เป็นได้

“เจ้าค่ะ” เยว่เล่อตามจินซานไปอย่างตื่นเต้น 

…อีกไม่นานนางจะได้พบเขาแล้ว

 

รถม้าเคลื่อนผ่านเข้ามาในประตูเมือง หยกพกพาของคุณชายจินทำให้รถม้าถูกเคลื่อนผ่านทางอย่างง่ายดาย จินเยว่เล่อแอบโผล่พ้นผ้าม่าน นางดีใจเหลือคณาที่ชายแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยหลายชนชาติ อาหารที่นี่ก็มีรสชาติอร่อยหลายอย่าง ผู้คนก็เป็นมิตร นางคิดถึงที่นี่เหลือเกิน

…คิดถึงเขาผู้นั้นจนใจเจียนจะขาด

 

จินเยว่เล่อในยามนี้ยืนหน้าบ้านสกุลจิน เรือนหลังไม่ใหญ่หลังไม่เล็ก ความจริงนางก็จำทุกอย่างในเมืองไม่ค่อยได้นัก เพราะเมืองแห่งนี้เป็นหน้าด้านของชายแดน การรบราฆ่าฟันทำลายเมืองนี้ไปก็มาก เสวียนอ๋องแม้เก่งกาจบางคราก็ยังมีความพ่ายแพ้ปรากฏอยู่บ้าง

“ท่านแม่ ท่านพ่อขอรับ” นายท่านจินยืนหน้าบึ้งมองนาง ดูท่าแล้วเดือนที่ผ่านมา ฮูหยินจินคงเกลียดชังเขาน่าดู จินเยว่เล่ออดที่จะแอบยิ้มขบขันไม่ได้ นายท่านจินเป็นชายรักเดียวใจเดียว เขามีภรรยาและบุตรชายคนเดียว 

“คารวะท่านพ่อ คารวะฮูหยินเจ้าค่ะ” จินเยว่เล่อก้มหน้าแสร้งไม่กล้าเงยหน้ามองฮูหยิน ทำตนเองราวเจียมตัว ชาวบ้านก็ช่างสอดรู้สอดเห็น มายืนออกันหน้าจวนสกุลจินเต็มไปหมด

 

“นี่หรือคุณหนูจินบุตรสาวนายท่านจินน่ะ”

“อืม… ขนาดก้มหน้ายังรู้เลยว่านางนั้นงดงามมาก”

“นั่นสิ ผิวพรรณขาวนวลเนียน”

“เจ้ารู้ได้อย่างไร”

“ดูมือกับหน้านางสิ ขาวราวกับคนไม่เคยตากแดด”

“เจ้ามันดำเองต่างหาก”

“นี่เจ้า”

 

ชาวบ้านแต่ละคนล้วนยืนนินทา ฮูหยินทนไม่ไหวเรียกบุตรชาย และจินเยว่เล่อเข้ามาในจวน ก่อนจะตรงไปยังโถงหลัก ฮูหยินจินจ้องเด็กสาวไม่วางตา พร้อมกับหันไปมองหน้าสามีของตนเอง

“ท่านแน่ใจหรือว่านี่คือบุตรสาวของท่าน” ฮูหยินจินกล่าว

“ทำไมฮูหยินกล่าวเช่นนั้นเล่า” 

“หน้าตาของท่านหรือจะมีบุตรสาวหน้าตางดงามเช่นนี้” 

“ฮ่าๆ ท่านแม่ทำไมท่านกล่าวเช่นนี้ ข้าออกจะหล่อเหลาจะว่าท่านพ่อเช่นนี้ได้อย่างไร” จินซางกล่าว เขาหัวเราะร่วนที่บิดาโดนมารดากล่าววาจาหยาบคายถึงเพียงนี้ 

“เจ้ามีหน้าตาเหมือนแม่ จะไปนับบิดาเจ้าได้อย่างไร”

“โถ่… ฮูหยินเจ้าอย่าคิดเช่นนั้นเลย เล่อเอ๋อร์นางก็หน้าเหมือนแม่ของนางนั่นแหละ” พอกล่าวถึงมารดาของจ้าวเยว่เล่อ ฮูหยินจินก็เปลี่ยนสีหน้าโศกเศร้า นางไม่เข้าใจเลยว่าสามีที่แสนดีเช่นนี้ ทำไมถึงได้นอกกายนอกใจนางกันได้ ทั้งที่รักกันตั้งแต่วัยเยาว์ มีบุตรด้วยกันคนเดียวจนโต ไฉนวันนึงจึงมีเด็กสาวหน้าตาสะสวยโผล่มาได้เล่า

“ท่านรักนางใช่ไหม” ฮูหยินจินกล่าวน้ำตาหนองหน้าพลางหันมามองจินเยว่เล่อ “นางหน้าตางดงามปานนั้นมารดานางคงงดงามไม่น้อยเลย” 

“แม่นางเป็นใคร ข้ายังจำหน้านางไม่ได้” นายท่านจินกล่าว “พอนางคลอด สตรีนางนั้นก็มาบอกว่าท้องกับข้า ข้าไม่แน่ใจ แต่เมื่อสืบดูชัดก็รู้ว่านางท้องกับข้าจริง ข้าได้มอบเงินให้นาง และฝากผู้อื่นเลี้ยงต่างเมืองไว้” 

“ท่านพ่อ ทำไมท่านไม่เอานางมาตั้งแต่แรกขอรับ” จินซางกล่าว การมีน้องสาวเพิ่มมาคนนึงจะนับเป็นอะไร ตัวเขาเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว คิดว่าชาตินี้คงไม่มีพี่ไม่มีน้องที่ไหน ยามนี้สวรรค์กลับประทานน้องสาวที่หน้าตางดงามกระจุ้มกระจิ้ม บาดใจชายชาติทหารอย่างเขายิ่ง

“กะ… ก็พ่อไม่อยากให้แม่เจ้าเสียใจนี่ ที่พ่อให้น้องกลับมาก็เพราะนางโตเป็นสาวขนาดนี้ จะฝากปลาย่างไว้กับแมว พ่อก็เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย” นายท่านจินโกหกอย่างไหลลื่น หากว่าเขาเป็นคนเจ้าชู้จริง ดูท่าฮูหยินจินคงจะจับไม่ได้ไล่ไม่ทันเป็นแน่

“จริงอย่างที่พ่อเจ้ากล่าวหรือไม่” ฮูหยินจินหันมากล่าวกับจินเยว่เล่อ

“เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ข้าโตในบ้านผู้อื่น ท่านพ่อส่งเงินมาให้ทุกเดือน แต่ก็ไม่เคยถึงข้าเลยสักอีแปะ ข้าได้ภาวนาเฝ้ารอให้ท่านพ่อนึกออกมาบุตรสาวอย่างข้า จนกระทั่งวันปักปิ่นท่านพ่อก็มา” จินเยว่เล่อแสร้งแสดงละครน้ำตาคลอ ฮูหยินจินเห็นแล้วก็อ่อนอกอ่อนใจ เด็กที่โตในบ้านผู้อื่น ไม่มีพ่อไม่มีแม่จะมีชีวิตดีได้อย่างไร แต่ก็น่าโมโหนัก หากมาสารภาพกับนางเสียตั้งแต่ที่แรก รับเลี้ยงเด็กแค่คนเดียวจะเป็นอะไรไป

“เจ้าเข้ามาบ้านนี้ ที่นี่มีแค่พ่อเจ้า ข้า และพี่ชายเจ้า ถ้าอยากจะอยู่ไม่ใช่ในฐานะคนอาศัยก็ต้องเรียกข้าว่าแม่”

“จะเจ้าค่ะ ท่านแม่” จินเยว่เล่อหมอบกราบฮูหยินจิน นางเดินมาจากเก้าอี้ดึงเด็กสาวมาดูหน้าดูตาอย่างชัดเจน นางก็อดจะเอื้อเอ็นดูไม่ได้ หน้าตานางน่ารักน่าชัง สวยสมเป็นสตรี นางเองก็อยากจะมีบุตรสาวมานาน แต่ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่สามารถมีบุตรได้อีก จึงได้แต่ตัดใจ

“มานี่สิลูก เจ้าชื่อเยว่เล่อใช่หรือไม่” ฮูหยินจินใจอ่อนกับเด็กสาวอย่างรวดเร็ว แต่กลับนายท่านจินนั้นเขาได้รับเพียงหางตาแห่งความไม่พอใจเท่านั้น

…ทำไมเขาจะต้องเดือดร้อนขนาดนี้ด้วย แต่ดูท่าฮูหยินของเขาจะชอบบุตรสาวผู้นี้ไม่น้อย ก็หวังว่าเจตนาของนางจะไม่ร้ายแรงถึงขั้นทำให้ครอบครัวเขาเดือดร้อนก็พอ

 

วันทั้งวันฮูหยินจินได้แต่ซักถามเรื่องราวของจินเยว่เล่อ นางจำใจจะต้องโกหกพกลมไปเรื่อย ทั้งที่ในใจไม่ได้อยากโกหกนัก ทั้งนี้นางก็ขัดเขินไม่น้อยที่จะต้องเรียกฮูหยินจินว่าท่านแม่ ฮูหยินจินให้เยว่เล่อไปพักผ่อนที่เรือนที่ได้เตรียมไว้ก่อนจะหลบเข้าครัวไปทำอาหารเตรียมเลี้ยงต้อนรับเยว่เล่อ ความจริงนางตั้งใจไว้เสียด้วยซ้ำว่าจะจัดงานเลี้ยง อย่างไรก็เป็นคุณหนูตระกูลจิน จะให้มาอยู่แบบไร้ฐานะก็คงไม่เหมาะ

อาหารถูกวางเต็มโต๊ะ นายท่านจินและคุณชายจินซางตาแวววับท่าทางหิวกระหาย สองพ่อลูกกินอย่างมีความสุข ฮูหยินจินบ่นบุตรชายกับสามีอย่างเบื่อหน่าย พอหันมาเห็นบุตรสาวกินข้าวเรียบร้อยนางก็ดีใจไม่น้อย ที่นางไม่ต้องทานข้าวร่วมกับคนตะกละตะกลามเช่นนี้

“เล่อเอ๋อร์ทานปลาเยอะๆนะลูก เจ้าดูผอมเหลือเกิน แม่จับตัวแล้วไม่มีเนื้อหนังเลย" ฮูหยินจินกล่าวพร้อมกับคีบปลาให้กับจินเยว่เล่อ

“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่” เยว่เล่อยิ้มอย่างสดใส ตอนนี้นางรู้สึกเหมือนอยู่ในครอบครัวที่แท้จริง นายท่านจินรู้ทั้งรู้ แต่ก็แสดงท่าทีเมตตานางไม่น้อย แม้บางครั้งจะจ้องมองนางเหมือนจะไม่พอใจอยู่บ้าง

“ท่านแม่ของข้าเล่า ของข้า” จินซางโวยวาย ภาพพจน์ชายชาติทหารในชุดเกราะเมื่อเช้าหมดลง ท่าทางของเขาราวกับเด็กตัวโตเอาแต่ใจ สะบัดตัวไปมา

“เจ้าโตแล้วก็หยิบจับเองสิ มายุ่งกับเมียของข้าทำไมกัน” นายท่านจินกล่าว

“เมียท่านก็แม่ข้า ทำไมข้าจะขอนางไม่ได้” จินซางกล่าวพลางซบไหล่มารดา

“เจ้าโตมากแล้วนะจินซาง เป็นถึงนายกอง ยังจะมาทำท่าทีแบบนี้อีก”

“แล้วท่านจะทำไมท่านพ่อ”

“ข้าจะงดเบี้ยวัดเจ้าน่ะสิ” 

“อืม งั้นข้าอ้อนเยว่เอ๋อร์แทนก็ได้” จินซางกล่าว เขาหันมาอีกข้างก็พบน้องสาวนั่งทานอาหารดวงตามีรอยยิ้ม ประหนึ่งว่านางไม่ค่อยมีเหตุการณ์เช่นนี้ในชีวิต พอได้เห็นเขาก็อดสงสารจนเอามือไปลูบหัวนางไม่ได้ “น้องสาวคนดีเจ้าตักปลาให้พี่ชายหน่อยได้หรือไม่”

“เจ้าค่ะ” จินเยว่เล่อเอื้อมมือไปตักปลาให้เขา การทานอาหารภายในครอบครัวเป็นไปได้ด้วยดี ครอบครัวจินสายรองแห่งนี้เป็นครอบครัวที่อบอุ่น เพราะนายท่านจินมีรักเดียวใจเดียว ทำให้เขาไม่ต้องวุ่นวาย ฮูหยินจินไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องพวกนั้น ครอบครัวจึงได้สมบูรณ์เช่นนี้

…สมัยที่นางอยู่กับองค์ชายสิบ แม้มีอนุมากมายเต็มเรือน แต่นางก็ไม่เคยต้องปวดหัวกับคนพวกนั้นเลย องค์ชายสิบรักและให้เกียรตินางเหนือคนอื่น ทั้งยังรักเสวียนหรงฉีราวบุตรของตนเอง

…นางคิดถึงเขาเหลือเกิน

 

-------------------  

laknara's tallk  : เห็นมีคอมเม้นตำหนิพี่สิบเรา จริงๆคนเขียนก็อยากเขียนปมของตัวละครออกมาเลยนะคะ แต่เก็บไว้ไปในตอนอื่นดีกว่า ขอบคุณทุกกำลังใจและคอมเม้นนะคะ  

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 201 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

73 ความคิดเห็น

  1. #72 Poonchanit (@poonchanit) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 / 23:36
    วางแผนไว้ แต่ไปรบกวนครอบครัวคนอื่น
    #72
    0
  2. #40 wadeenarak (@wadeenarak) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 02:15
    กลับไปอ่านใหม่ก็ว่าบุตรชายทั้งสามนะงงในงง
    #40
    0
  3. #39 wadeenarak (@wadeenarak) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 02:13
    ้เดี๋ยวนะไหนนายท่านจินว่ามีบุตรชายสามคนอ่านแล้วงงมากตอนนี้มำไมตอนท้ายบอกมีคนเดียว
    #39
    0
  4. #26 OingWannaporn (@OingWannaporn) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 21:49
    บางทีก็อยากให้องค์ชายเจ็ดเป็นพระเอก-----
    #26
    1
  5. #20 petangmokamoned (@petangmokamoned) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2563 / 11:49

    ขอบคุณค่ะ
    #20
    0
  6. #19 morio (@amanta) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 13:19
    ไม่น่าเป็นพระเอกนะองค์ชายสิบไหนบอกทั้งรักทั้งแค้นหรูอี้รักไม่ลืมอีก
    #19
    0
  7. #18 lhunsal (@lhunsal) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 08:42
    อยากให้ฮ่องเต้เป็นพระเอก
    #18
    1
  8. #17 Supatra_ja (@Supatra_ja) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 08:18
    รอเค้าเจอกันแล้วรึป่าว กังวลกลัวว่าพี่จะใจร้ายกับน้อง
    #17
    0
  9. #15 pea_conan (@pea_conan) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 20:04
    นางเอกกำลังจะไปหาพระเอกแล้ววว~
    (เราชอบนิสัยนางเอกมากเลย คือเป็นคนดีมากจะทำบุญให้ม้า>< แล้วเรื่องเมื่อชาติก่อนนางเอกก็รักลูกทุกคน ขนาดลูกแฝดก่อนจะตายก็ยังฝากให้ฮ่องเต้เมตตา ทั้งๆที่นางเอกก็ไม่ได้ต้องการลูกคนนี้)
    #15
    0
  10. #14 Supatra_ja (@Supatra_ja) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 19:54
    จะได้เจอกันแล้วรึป่าวนะ
    #14
    0