ชะตาชายาทรราช

ตอนที่ 3 : ชนบทอันห่างไกล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,576
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 154 ครั้ง
    16 ต.ค. 63

 

วันปักปิ่นใกล้เข้ามาถึงแล้วจ้าวหลิงหรงได้แต่ทอดถอนหายใจ ก่อนหน้านี้ได้คุยกับท่านยายเรื่องนี้แล้ว นางตั้งใจจะออกไปอยู่ในที่ชนบทอันห่างไกล แต่เมื่อพิจารณาอย่างไรนางก็ไม่รู้ว่าควรจะหาเหตุผลให้ตนเองอย่างไรดี เรื่องการออกไปอยู่ชนบทนับเป็นบทลงโทษของสตรีชนชั้นสูง ไม่ง่ายเลย หากจ้าวหลิงหรงจะต้องออกไปด้านนอก จะทำอย่างไรให้ไม่ถูกครหาอย่างร้ายแรง นางได้แต่นั่งคิดนอนคิดมาตลอดหลายวันจนเกือบเดือน จ้าวหลิงหรงไม่ใช่คนฉลาดที่สุด แต่นางเป็นคนระแวดระวังมากที่สุด ในอดีตต้องใช้ชีวิตอยู่กับการแก่งแย่งชิงดี หากไม่ระมัดระวังชีวิตของนางคงต้องพินาศย่อยยับ 

“คุณหนูมีอะไรในใจหรือไม่เจ้าคะ” อาฉีถามคุณหนูด้วยความเป็นห่วง ท่าทางของคุณหนูจ้าวหลิงหรงดูทุกข์ใจมาหลายวันแล้ว 

“ข้าคิดไม่ออกว่าควรจะทำผิดอะไรดีให้โดนไล่ออกจากบ้านไปอยู่ชนบทแบบที่ข้าจะไม่โดนครหานินทาในอนาคตดี” จ้าวหลินหรงกล่าวเสียงเครียด อีกไม่นานก็ต้องเริ่มลงมือแล้ว หากชักช้าอาจจะทำให้ทุกเรื่องเปลี่ยนไป

“คุณหนูก็ทำของพระราชทานสักชิ้นสองชิ้นเสียหายสิเจ้าคะ” อาฉีตอบหน้าซื่อ 

“จริงด้วย” จ้าวหลินหรงกล่าว นางจดจำวันที่ปักปิ่นในชาติที่แล้วได้ดี องค์ชายสองพระองค์ที่เสด็จมายังจวนเสนาบดีลู่มีองค์รัชทายาท และองค์ชายเจ็ด ในตอนนั้นองค์รัชทายาทนำป้ายหยกพระราชทานมามอบให้นางเป็นของขวัญ หากว่านางทำของพระราชทานเสียหาย อย่างไรก็ต้องรับโทษทัณฑ์ แต่ก็ไม่นับว่าหนักหนาสาหัสมากจนติดตัว

“อย่างไรหรือเจ้าคะ”

“อาฉีเจ้าช่างฉลาดเฉลียวยิ่งนัก”

“อะไรหรือเจ้าคะ”

“เจ้าจงเตรียมตัวเอาไว้อย่าให้ใครทราบ ตั๋วเงิน ข้าวของที่จำเป็น หลังพิธีปักปิ่นพวกเราจะโดนไล่ไปยังชนบทอันห่างไกล” อาฉีที่กำลังรินถ้วยน้ำชายืนมองคุณหนูตกใจจนตาโต

“คุณหนูเราจะโดนไล่หรือเจ้าคะ”

“อืม”

“แล้วท่านไม่กลัวลำบากหรือเจ้าคะ ท่านไม่เคยลำบากเลยนะเจ้าคะ ทำไมจะต้องหาเรื่องออกไปลำบากด้วยเจ้าคะ” อาฉีกล่าวหน้าตาสงสัย ตัวนางเป็นบ่าวรับใช้ใกล้ชิดกับคุณหนู หากเทียบกับบ่าวคนอื่นในจวน นับว่าฐานะของตนเองสูงกว่ามาก แต่หากต้องลำบากก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญนัก เพราะข้าวของเครื่องใช้ของคุณหนูทุกอย่างก็ล้วนเป็นนางดูแล คุณหนูของนางไม่ใช่คนเรื่องมาก เป็นคนเรียบง่ายที่ระแวดระวังตัวมากเท่านั้น นอกนั้นก็ไม่มีสิ่งใดที่คุณหนูทำให้นางลำบากใจแม้เพียงนิด

“ข้าไม่กลัวหรอกอาฉี” 

ชาติที่แล้วหลังจากนางถูกปลดจากตำแหน่ง ถูกขังในคุกใต้ดิน อาหารก็มีแค่ข้าวเปียกใกล้เน่าเศษผักเท่านั้น นางทุกข์ทรมาณอย่างสาหัสจากอาหารเสียพวกนั้น พื้นที่อยู่สกปรก ช่วงเวลาตอนนั้นนับว่ายากลำบากที่สุดในชีวิตแล้ว หากจะถูกไล่ออกไปอยู่ชนบทอันห่างไกลจะนับว่าเป็นอะไร ดีเสียอีกที่ได้รับอิสระยิ่งกว่านี้

“แล้วคุณหนูได้บอกฮูหยินผู้เฒ่าเหวินหรือยังเจ้าคะ” 

“ข้าไม่กล้าบอกกล่าวแก่ท่านยายหรอก นางคงไม่ยินยอม”

“รู้เช่นนั้นแล้วยังจะทำอีกหรือเจ้าคะ คุณหนู” อาฉีกล่าว นางอายุมากกว่าคุณหนูจ้าวหลิงหรงไม่กี่ปี ตั้งแต่เติบโตมาก็ไม่ต่างจากพี่สาวน้องสาว อาฉีเป็นคนที่ไม่เคยขัดขวางความคิดของจ้าวหลิงหรงตั้งแต่อดีตยันปัจจุบัน นางจะคอยช่วยเหลือ สนับสนุนนางมาโดยตลอด แม้จะตกตายตั้งแต่ตอนให้ความช่วยเหลือนางตอนที่องค์ชายเจ็ดกำลังจะขึ้นครองราชย์ แล้วเขากำลังกวาดล้างองค์รัชทายาท นางเกือบตายด้วยคมดาบ แต่ทหารกลับฆ่าคนของนางตายหมด และจับนางขังในคุกใต้ดินแทน จึงนับว่าอาฉีเป็นบ่าวรับใช้ที่ดีที่สุดในชีวิตของนางเลยก็ว่าได้

“คุณหนูคิดอะไรอยู่เจ้าคะ” อาฉีเรียกสติของจ้าวหลินหรง 

“ข้ากำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย เจ้าก็อย่าได้เอาความนี้ไปบอกใครเล่า”

“บ่าวไม่กล้าหรอกเจ้าค่ะ คุณหนู” 

 

ใกล้ถึงวันปักปิ่น ฮูหยินได้ส่งชุดสีชมพูอ่อนเนื้อผ้างดงามมาให้จ้าวหลิงหรง นางได้จัดเตรียมเครื่องประดับมาให้นางเลือกอย่างใจกว้าง จ้างหลิงหรงยังเลือกของราคาต่ำด้อยค่า แต่เหมาะสมกับเสื้อผ้าแพรพรรณของนาง จ้าวหลิงหรงเลือกได้จึงส่งคืนของให้กับฮูหยิน จ้าวหลิงหรงตั้งใจไว้แล้วว่าตนเองจะทำอย่างไรต่อไปในชีวิต

วันงานปักปิ่นจ้าวหลิงหรงไม่คิดเก็บงำประกายความงามของตนเอง นางรู้วิธีแต่งหน้าทาชาดได้อย่างงดงาม ชุดสีชมพูอ่อนส่งเสริมความงามแสนเยาวว์วัยของนาง ใบหน้างดงามทาแป้งอย่างเบาบาง แก้มถูกแต้มด้วยชาดสีแดง ทำให้พวงแก้มแดงอมชมพู ราวกับสาวน้อยที่กำลังเขินอาย ริมฝีปากอวบอิ่มแดงเล็กน้อย

“คุณหนูงดงามเหลือเกินเจ้าค่ะ” อาฉีกล่าว จ้าวหลิงหรงยิ้ม นางตั้งใจว่าวันนี้อย่างไรก็อยากทำให้ตนเองดูบอบบาง งดงามราวกุหลาบสีชมพูอ่อนที่กำลังแรกแย้ม พื้นฐานเดิมจ้าวหลิงหรงมีผิวพรรณที่งดงาม ชาติที่แล้วไม่รู้จักการดูแลทำให้ผิวแห้ง ไม่กระจ่างใส แต่บัดนี้ชาตินี้นางรักษาร่างกาย ผิวพรรณทุกอย่าง สิ่งสำคัญของสตรีนอกจากความรู้ความสามารถที่จะเอาใจบุรุษ …ก็คือเรือนร่างหน้าตาอันงดงาม

 

ในพิธีปักปิ่นแขกเรื่อมามากมาย สกุลเหวินเองก็ส่งสะใภ้ใหญ่มาร่วมงาน พร้อมกับกำไลหยกเนื้อมันแพะงดงามให้กับหลานสาว จะว่าเอ็นดูก็เหมือนจะไม่สุด สกุลเหวินมีหน้ามีตาในราชสำนัก มีเงินมากมาย และบ้านเก่าฮูหยินผู้เฒ่านางก็มาจากสกุลพ่อค้าที่ร่ำรวยมากผู้นึง กำไลหยกแค่นี้นับว่าเป็นอะไรได้ 

จ้าวหลินหรงที่เดินออกมาพร้อมอาฉี ท่าทางลักษณะท่าทางของนางราวกับองค์หญิงที่เติบโตในชนชั้นสูง ท่วงท่าลักษณะการเดินชายกระโปรงไม่สะบัดเลยแม้แต่น้อย จังหวะการก้าวเท้าก้าวได้เร็ว ไม่มีสะดุด ใบหน้างดงามแต่งแต้มรอยยิ้ม ไม่มีแม้แต่ท่าทีขัดเขินอะไร ทำให้ฮูหยินทั้งหลายต่างเมียงมองด้วยความสนใจ ยิ่งสกุลใดมีบุตรชายวัยใกล้ออกเรือน ต่างพากันมองตาวาว

“คารวะท่านพ่อ คารวะท่านแม่เจ้าค่ะ” จ้าวหลินหรงกล่าวพร้อมยอบกายคารวะอย่างสตรีอันพึงมีมารยาท

“หรงเอ๋อร์ของแม่ วันนี้งดงามเป็นอย่างยิ่ง” ฮูหยินกล่าว จ้าวหลินหรงยิ้มแย้มให้มารดาเลี้ยงอย่างงดงามด้วยใบหน้าใสซื่ออย่างโง่งม

“หรงเอ๋อร์ต้องขอบคุณท่านแม่แล้ว หากไม่ได้ชุดและเครื่องประดับของท่านแม่ หรงเอ๋อร์คงต้องเปล่าเปลือยออกมาเป็นแน่เจ้าคะ” จ้าวหลินหรงยิ้ม แต่ฮูหยินกับนายท่านเหวินยิ้มไม่ออก จ้าวหลินหรงกล่าวออกมาหน้าตาใสซื่อ นางพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร จะซักถามนางต่อหน้าผู้อื่นก็คงไม่เหมาะสม

“หรงเอ๋อร์ เจ้ารีบคารวะสตรีท่านนี้เถิด นางคือฮูหยินสกุลเหวิน ท่านป้าสะใภ้ของเจ้า"  ฮูหยินรีบเปลี่ยนเรื่อง …นังเด็กปีศาจนี่พูดโง่เง่าจนเสียเรื่องเสียราวไปหมด 

“คารวะท่านป้าสะใภ้เจ้าค่ะ”

“นี่ของขวัญจากท่านยายของเจ้าหลินหรง”  ป้าสะใภ้ยื่นกล่องเครื่องประดับมาให้จ้าวหลินหรง แน่นอนทุกคนย่อมทราบอยู่แล้วว่าเป็นกำไลหยก เพราะสาวใช้เรือนคุณหนูใหญ่ไร้สมองเที่ยวประกาศว่าฮูหยินผู้เฒ่าเหวินเมตตาคุณหนูของนางอย่างมาก ทั้งที่แท้จริงแล้วก็แค่กำไลหยกอันนึงเท่านั้น 

“เอาล่ะ แขกเรื่อก็มากันครบแล้ว พวกเรามาเริ่มพิธีกันเถอะเจ้าค่ะ” ฮูหยินจ้าวกล่าว ทุกคนเตรียมตัวไปนั่งเก้าอี้ประจำที่กันหมด จ้าวหลินหรงเองก็เดินไปยังพื้นที่ส่วนกลาง ต้องยอมรับว่าวันนี้เป็นงานปักปิ่นที่ใหญ่โตไม่น้อย ฮูหยินจ้าวไม่ใช่คนโง่เลยสักนิด นางรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ไม่แปลกใจเลยที่จ้าวหรูอี้จะป่ายปีนไปได้ไกลขนาดนั้น

“รอพวกข้าก่อนเถิด ฮูหยินจ้าว” เสียงอันคุ้นเคยที่จ้าวหลินหรงจดจำได้ไม่ลืม ทั้งยามตื่น หรือยามตาย อดีตสามีของนางในชาติที่แล้ว ความหล่อเหลาสง่างามของทายาทมังกรของสองคนเดินเข้ามาในงาน รัชทายาทมีรูปลักษณ์หล่อเหลายิ่งกว่าองค์ชายเจ็ด แต่เขามีท่าทางเจ้าชู้ฝังในสายเลือด ส่วนองค์ชายเจ็ด เขาเป็นชายที่สง่างาม ทรงภูมิ ดั่งบัณฑิตที่มีความรู้ แต่หากให้เทียบสองคนนี้ หลินหรงสามารถกล่าวได้ว่าองค์ชายเจ็ดเหนือกว่าองค์รัชทายาทในทุกด้าน ยกเว้นหน้าตา ความเจ้าชู้บ้ากามของสองพี่น้องไม่ต่างกัน องค์ชายเจ็ดแม้จะดูสุภาพชน แต่ลับหลังเขากลับกระหายในกามไม่ต่างจากรัชทายาท แค่อีกฝ่ายกินเปิดเผย แต่อีกฝ่ายนั้นเงียบสงบ ทุกราตรีมักจะมีสาวงามที่บ่าวรับใช้หามาให้เขาปรนเปรอกามมาโดยตลอด จึงไม่แปลกที่จ้าวหรูอี้ในชาติก่อนก็สามารถปีนเตียงร่วมรักกับองค์ชายเจ็ดก่อนงานพิธีสมรสได้ตั้งหลายปี 

“อะ องค์รัชทายาท” เสนาบดีจ้าวคุกเข่าทำความเคารพอย่างตกใจ นิสัยขององค์รัชทายาทคือไม่ชอบความเอิกเกริก เขามักเอาแต่ใจ เข้านอกออกในสถานที่บ้านคนอื่นอย่างไร้มารยาทเช่นนี้เสมอ ขนาดเสด็จเข้าตำหนักอื่นในพระราชวัง เขายังไม่ยอมให้ขันทีป่าวประกาศเลย หลายครั้งก็เข้าไปโดยพลการ ถูกบิดาตำหนิก็หลายครั้งหลายครา 

ทุกคนที่เห็นเสนาบดีจ้าวให้ความเคารพก็รีบคุกเข่าลงทั้งหมด บ่าวรับใช้แต่ละคนหมอบกราบกับพื้นกันเสียหมด ดูแล้วสองพี่น้องช่างยิ่งใหญ่เหลือคณา ภายในใจของจ้าวหลินหรงนางยอมรับว่ารู้สึกแย่เหลือคณา ชายสองคนนี้เป็นคนที่ข่มเหงน้ำใจนางมาให้อดีต องค์รัชทายาท เพราะความโง่เง่าของเขาทำให้นางต้องมีชะตาชีวิตที่บัดซบเช่นนั้น บุตรของนางกับเขาต้องตายหายสาปสูญ ส่วนองค์ชายเจ็ดข่มเหงนางทั้งที่นางควรจะต้องติดอยู่ในคุกหลวง และตายพร้อมสามี แต่เขากลับบีบให้นางมีชีวิตอยู่ เป็นเบี้ยหมากแก้แค้นจ้าวหรูอี้ ทำให้นางต้องทุกข์ทรมาณ ทำให้นางต้องให้กำเนิดทายาทที่นางไม่ต้องการ 

…นางชิงชังชายสองคนนี้เหลือทน ไม่อยากพบเจอแม้แต่เสี้ยวเส้นผมของเขาสักนิด

 

“นี่ของขวัญพระราชทานจากบิดามารดาของเรา รับไว้สิคุณหนูจ้าว” องค์รัชทายาทเดินมายื่นให้จ้าวหลินหรง ใบหน้างดงามกลั้นอารมณ์อย่างหนัก พลางเงยหน้ายิ้มอย่างเก้อเขิน ราวกับสาวน้อยที่ไม่เคยพบพานบุรุษ เสี้ยวแวบนึงจ้าวหลินหรงเห็นจ้าวหรูอี้มองนางอย่างไม่พอใจ

…หรือว่าจะเป็นไปตามที่นางต้องการแล้ว 

“ขอบพระทัยเพคะ”

“เอาล่ะพวกท่านลุกขึ้นเถิด มาเริ่มพิธีกันเลยดีกว่า” องค์รัชทายาทกล่าว ก่อนจะเดินไปนั่งเก้าอี้ที่บ่าวสกุลจ้าวรีบเตรียมมาให้อย่างรวดเร็ว องค์ชายเจ็ดก็ตามไปนั่งข้างพี่ชายเช่นกัน จ้าวหลินหรงนั่งคุกเข่าบนพรมที่ถูกวางไว้ ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายที่กำลังมองหน้า นางก้มศรีษะแนบไปกับพื้นทำการเคารพบิดามารดา ไม่นานก็ปรากฏเป็นร่างสตรีวัยสาวนามไป๋จิวซือ นางคือคุณหนูสกุลไป๋คนโตที่เกิดจากมารดาที่เป็นองค์หญิงต่างแคว้นที่เดินทางเข้ามาเชื่อมสัมพันธไมตรีกับแม่ทัพไป๋ ในชาติที่แล้วนางก็คือไท่จื่อเฟยขององค์รัชทายาท นางมีนิสัยที่ร้ายกาจ แต่ไม่นับว่าเลวทราม สามีโฉดชั่วบ้ากามเช่นนั้น จะไม่ให้ร้ายกาจ แสนดีก็คงจะควบคุมอนุแต่ละคนคงไม่ไหว 

นางเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม นางแต่งกายด้วยผ้าไหมอันแสนงดงามสีม่วงบ่งบอกถึงฐานะชนชั้นสูงของนาง คงจะตีความหมายให้จ้าวหลินหรงเจียมตัวอย่าได้มาเทียบเทียมนาง ชาติที่แล้วจ้าวหลินหรงไม่ได้จดจำชุดหรือเครื่องแต่งกายนาง แต่ชาตินี้พอจะมีสมองอยู่บ้างจึงได้ทราบว่าแท้จริงแล้วนางมาเพื่อกดให้สตรีทุกคนในงานเจียมเนื้อเจียมตน ด้วยนิสัยจองหองของนาง แต่อย่างไรก็ตามจ้าวหลินหรงไม่ใส่ใจ นางยิ้มใสซื่อให้สตรีตรงหน้า 

คุณหนูไป๋จิวซือหวีผมให้นางอย่างเบาบาง พร้อมกัปปักปิ่นหยกมันแพะสีขาว ก่อนจะหยิบเสื้อสีแดงมาสวมให้นางตามพิธี จากนั้นสาวรับใช้ของนางก็หยิบยกจอกเหล้ามาให้จ้าวหลินหรง นางหยิบจอกเหล้ามาแตะริมฝีปากเบา แน่นอนเพียงเท่านั้นพิธีก็จบลง จากนั้นก็เป็นงานเลี้ยงที่ทุกคนจะได้สังสรรค์กัน จ้าวหลินหรงเลี่ยงออกไปจากงานเพื่อดูของขวัญที่ตนเองได้ จ้าวหรูอี้ก็ติดตามพี่สาวมาด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน

“พี่สาวองค์รัชทายาทมอบสิ่งใดให้ท่านหรือ” ท่าทางของจ้าวหรูอี้อยากรู้อย่างหนัก จ้าวหลินหรงจำต้องเล่นละครทำท่าหวงของที่องค์รัชทายาทมอบให้นางด้วยการหยิบมันขึ้นมากอด

“มันเป็นของข้านะอี้เอ๋อร์ วันนี้อะ …องค์รัชทายาทอุตส่าห์มางานปักปิ่นของข้า” จ้าวหลินหรงกล่าวพลางมองไปทางอื่น ท่าทางคล้ายสตรีที่กำลังฝันหวาน “เจ้าคิดดูสิอี้เอ๋อร์ สตรีใดในเมืองหลวงจะโชคดีเฉกเช่นข้ากัน”

“องค์รัชทายาทอาจไม่ได้มาหาท่านก็ได้ท่านพี่” จ้าวหรูอี้เสียงแข็ง

“ทำไมเขาจะไม่มาหาข้า ในเมื่อนี่มันงานของข้า ทั้งเขายังถือของขวัญที่มาจากฮ่องเต้กับฮองเฮา บิดามารดาของเขา นี่มันชัดเจนแล้วอี้เอ๋อร์ ข้าต้องได้แต่งเข้าวังองค์รัชทายาทแน่นอน ยิ่งตอนนี้เขายังไม่มีชายาเอก” จ้าวหลินหรงยิ้มแก้มแดง แตกต่างจากหรูอี้ที่กำลังไม่พอใจอย่างหนัก

“ไหนพี่สาวกล่าวว่าข้าควรสนใจองค์รัชทายาท ไฉนมาวันนี้ท่านจึงกล่าวเช่นนี้เล่า”

“ก็ใครให้องค์รัชทายาทหล่อเหลาถึงปานนั้นเหล่า” จ้าวหลินหรงกล่าวพลางมองหน้าน้องสาวกริยาท่าทางท้าทาย 

“แต่ท่านพูดเองว่าข้าเหมาะสมกับองค์รัชทายาท”

“ข้าพูดเพราะข้าไม่เคยเห็นเขา ตอนนี้ข้าคิดว่าข้าก็เหมาะสมกับเขาเช่นกัน”

“ไม่จริง ท่านเอาของขวัญขององค์รัชทายาทมาให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ” จ้าวหรูอี้กล่าว นางยังเยาว์วัยเกินกว่าจะกักเก็บอารมณ์ อีกทั้งในจวนไม่มีการแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ทำให้จ้าวหรูอี้ไม่เจนจัดเรื่องพวกนี้นัก จ้าวหลินหรงกับจ้าวหรูอี้ยื้อแย่งของขวัญกันในศาลา จนกระทั่งจ้าวหลินหรงได้ยินเสียงใบไม้ไหวเป็นสัญญาณการพามาของผู้เป็นพยาน จ้าวหลินหรงพยายามยื้อแย่งกับจ้าวหรูอี้

“เจ้าไม่ควรแย่งของพี่นะหรูอี้ นี่เป็นของที่ฮ่องเต้ฮองเฮามอบให้พี่ พี่จะยกให้เจ้าได้อย่างไรกัน”

“ท่านต้องยกให้ข้า องค์รัชทายาทเป็นของข้า หาใช่ของท่าน”

“เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร เจ้ายังไม่ปักปิ่นเลยอี้เอ๋อร์ ปล่อยนะ นี่ของพี่” สองพี่น้องยื้อแย่งของขวัญกล่องผ้าไหมสีแดง จ้าวหลินหรงสะบัดน้องสาวพลันวิ่งหนี จ้าวหรูอี้ตะโกนโวยวายตามหลังจ้าวหลินหรง

“องค์รัชทายาทต้องเป็นของข้า ของขวัญชิ้นนั้นก็ต้องเป็นของข้า เอามานะหลินหรง” จ้าวหรูอี้โมโหจนหน้ามืด นางจิกผมพี่สาวของตนเองอย่างแรงจนผมเผ้ายุ่งเหยิง

“อี้เอ๋อร์เจ้ายังเยาว์วัย ไม่ควรคิดเรื่องเช่นนี้ ยิ่งเป็นสตรีที่ยังไม่มีพันธะเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร หากมีใครมาได้ยินเข้าพวกเราจะต้องอับอายนะ โอ๊ยยยย” จ้าวหลินหรงร้องเสียงดัง ไม่นานผู้คนก็คงมารวมกันตรงนี้เป็นแน่แท้

“พี่สาวท่านไม่ต้องมาพูดดี คิดจะชิงดีชิงเด่นกับข้าหรือ” จ้าวหรูอี้ด่าทอพี่สาวเสียงดังด้วยความโกรธจนหน้ามืด บ่าวรับใช้ส่วนตัวของจ้าวหรูอี้พยายามแยกสองพี่น้องออกจากกัน อาฉีที่เพิ่งมาเห็นก็พยายามช่วยเหลือคุณหนูตนเอง

“คุณหนูรองท่านจะแย่งชิงของคุณหนูใหญ่ไม่ได้นะเจ้าคะ” อาฉีกล่าว

“บ่าวชั้นต่ำเช่นเจ้าไม่ต้องมายุ่ง หลินหรงเจ้าเอากล่องของขวัญมาให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ” นิสัยเดิมของจ้าวหรูอี้เป็นคนเอาแต่ใจ จ้าวหลินหรงเองก็ไม่ค่อยขัดใจน้องสาวมากนัก เพราะนางเกรงใจฮูหยินมาตลอด เห็นนางเมตตา รักใคร่นาง ทำให้นางนึกกตัญญู ทำให้จ้าวหรูอี้เอาแต่ใจอย่างหนัก แผนการวันนี้ถึงเป็นไปได้ด้วยดี

“ข้าให้ไม่ได้อี้เอ๋อร์น้อย นี่มันเป็นของพระราชทานเชียวนะ" จ้าวหลินหรงกล่าว ตอนนี้ตรงหน้าพวกนางสองพี่น้องมีแขกเรื่อมายืนมุงดูแล้ว ฮูหยินจ้าวและนายท่านจ้าวกำลังจะเข้ามาห้ามบุตรสาวทั้งสอง

“ข้าจะเอา ข้าอยากได้ เอามาให้ข้า” 

“โอ๊ยยย อี้เอ๋อร์ปล่อยพี่ พี่เจ็บ” จ้าวหลินหรงกล่าว สองพี่น้องฉุดกระชากจนกล่องผ้าไหมสีแดงกระเด็นขึ้นฟ้า ป้ายหยกลายผีเสื้อตัวน้อยอันงดงามหลุดออกจากกล่อง สองพี่น้องกรีดร้องเสียงดัง จ้าวหรูอี้กระโจนพยายามจะรับหยกชิ้นนั้น ร่างเล็กก็ทะยานร่วงลงสู่พื้นน้ำ จ้าวหลินหรงที่ตอนแรกจะวิ่งเข้าไปรับหยก เมื่อเห็นน้องสาวตกน้ำก็กรีดร้องพลางวิ่งไปที่สะพานกลางน้ำ พยายามเอื้อมมือช่วยน้องสาว

“กรี๊ดดดดด อาฉีไปตามคนมาเร็วเข้า ไปตามคนมา อี้เอ๋อร์ตกน้ำเร็วเข้า” 

อนิจจา… หยกผีเสื้อน้อยพระราชทานแตกสิ้นไม่มีชิ้นดี แขกเรื่อต่างขบขันกับภาพตรงหน้า นายท่านจ้าวและฮูหยินหน้าเสียเป็นอย่างมาก กว่าจะให้บ่าวนำร่างคุณหนูรองที่เปียกน้ำขึ้นมาก็ห่มผ้าให้แก่นาง งานเลี้ยงเลิกราอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงคนที่เกี่ยวข้อง และประสงค์จะชมงิ้วโดยที่เจ้าบ้านไม่ได้รับเชิญ

จ้าวหลินหรงและจ้าวหรูอี้กำลังนั่งกลางห้องโถง อีกคนตกน้ำจนเปียกปอน อีกคนผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับผีสาง แม้จะงดงามจับตาเพียงใด แต่ผมยาวที่กะรุงกะรังเช่นนั้นก็ไม่น่ามองเสียเท่าไหร่ ใบหน้านายท่านจ้าวมืดครึ้มด้วยความโมโห องค์รัชทายาท และองค์ชายเจ็ดนั่งร่วมตัดสินโทษสองพี่น้อง

“บอกพ่อมาสิ มันเกิดอะไรขึ้น” เสนาบดีจ้าวไต่ถามบุตรทั้งสอง จ้าวหลินหรงนั่งนิ่งไม่ไหวติง ส่วนจ้าวหรูอี้ตาแดงคลอไปด้วยน้ำตาเพราะกลัวความผิด

“ป.. เป็นพี่หญิงเจ้าค่ะ พี่หญิงทำให้หยกแตก และผลักอี้เอ๋อร์ตกน้ำเจ้าค่ะ” จ้าวหรูอี้รีบแก้ต่างให้ตนเอง

“แล้วเจ้าเล่าหรงเอ๋อร์ ไหนเล่าให้พ่อฟังบ้างสิ” เสนาบดีจ้าวหันมองบุตรสาวคนโตที่นั่งก้มหน้านิ่ง

“ละ ลูก เป็นลูกที่ผิดเองเจ้าค่ะท่านพ่อ เป็นลูกที่ผิดเอง” เสียงสั่นเครือของจ้าวหลินหรงกล่าว นางตัวสั่นเบา ท่าทางขลาดเขลาหวาดกลัว แต่กลับยอมรับผิดอย่างกล้าหาญ ทั้งที่ความผิดเช่นนี้ของสตรีนับว่าเป็นเรื่องใหญ่หลวงนัก 

“ดี ดียิ่งนัก อีกคนก็โทษพี่สาว อีกคนยอมรับผิด แต่จะมีใครบอกพ่อได้บ้างว่ามันเกิดอะไรขึ้น” เสนาบดีจ้าวเริ่มโมโห

“เรียนท่านเสนาบดี เปิ่นเสี่ยวเจี่ยเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด” คุณหนูไป๋ออกมากล่าว ท่าทางของนางหยิ่งผยองราวองค์หญิงนางหนึ่งก็ไม่ปาน แต่อย่างไรเสียฐานะของนางก็คือท่านหญิงคนนึง จะมีท่าทีแบบนี้ก็ไม่แปลก แม้แต่เสนาบดีจ้าวยังต้องยอมให้หลายส่วน

“เช่นนั้นเรียนคุณหนูไป๋เล่าเรื่องราวให้กระหม่อมฟังด้วย”

“เดิมทีข้าเดินมาทางศาลากลางบึงหวังจะพบกับคุณหนูใหญ่เพื่อพูดคุยกันตามประสาสตรี ข้าไม่เคยพบนางที่งานเลี้ยงสกุลอื่นจึงอยากมีสัมพันธ์อันดีกับนาง แต่เมื่อมาถึงก็พบว่าคุณหนูรองพยายามแย่งของพระราชทานกับคุณหนูใหญ่ ทำให้คุณหนูใหญ่จำต้องรักษาของที่ได้มา เมื่อไม่ได้ดั่งหวังคุณหนูรองก็พยายามทำร้ายคุณหนูใหญ่ แต่ทั้งสองทะเลาะอะไรกันนั้นเปิ่นเสี่ยวเจี่ยก็ไม่แน่ใจนัก” ไป๋จิวซือกล่าว นางยิ้มเยาะหยามเหยียดให้แก่จ้าวหรูอี้ คิดจะมาแย่งตำแหน่งไท่จื่อเฟยกับนาง รอชาติหน้าไปก่อนเถิด

“จะ เจ้าพูดโกหก ข้าไม่เคยคิดแย่งของพี่สาวนะ”

“ข้าจะโกหกทำไม เจ้าน่ะสิจ้าวหรูอี้ไม่รู้จักมารยาท ไม่รู้ต่ำไม่รู้สูง ของพระราชทานเป็นอย่างไร ใช่เจ้ามาแย่งชิงเอาได้” คุณหนูไป๋กล่าว

“ทำไมข้าจะเอาไม่ได้ ทุกสิ่งในจวนนี้ไม่มีสิ่งใดไม่ใช่ของข้า” จ้าวหรูอี้นิสัยเย่อหยิ่ง ในจวนนี้นางนับว่าเหนือสุดมากกว่าผู้อื่น มารดาให้ท้าย บิดารักใคร่ ทุกคนต่างเอาอกเอาใจนาง ขนาดจ้าวหลินหรงยังยินยอมให้กับนาง ทำไมอะไรที่เป็นของพี่สาวนางจะเอาไม่ได้

“บังอาจนัก เสนาบดีจ้าวบุตรสาวท่านไม่รู้ความเช่นนี้ได้อย่างไร” ฮูหยินตระกูลหนึ่งกล่าวออกมา นางเป็นบุตรสาวเสนาบดีกรมยุติธรรม สกุลดั่งเดิมเป็นสกุลขุนนางเก่าแก่ สายหลักสายรองล้วนอยู่ในแวดวงราชการ จ้าวหลินหรงจำสตรีผู้นี้ได้ดี ในยามที่นางเป็นหนึ่งในสี่พระชายาขององค์ชายเจ็ด ยามนั้นบุตรสาวนางก็เป็นหนึ่งในสี่พระชายาเช่นกัน บุตรสาวนางตงเสียนเฟย เป็นสตรีบ้าบิ่นผู้หนึ่ง รักในความยุติธรรม นางให้กำเนิดโอรสที่มากความสามารถหลายคนให้กับองค์ชายเจ็ด นับเป็นยอดคนแห่งวังหลังที่จ้าวหรูอี้เองก็ไม่อาจแตะต้องนางกับบุตรของนางได้ อีกทั้งตงเสียนเฟยผู้นั้นยังเป็นคนที่ช่วยเหลือนางในยามนั้นด้วย นางจดจำหน้าตงเสียนเฟยได้ดี นางมีความงามที่เด็ดเดี่ยวถอดมาจากมารดาสกุลฟู่มากถึงเจ็ดส่วน

“นั่นสิเสนาบดีจ้าว เหตุใดคุณหนูรองถึงได้คิดจะยื้อแย่งของพระราชทาน นางไม่รู้เชียวหรือว่าของพระราชทานคืออันใด” สายตาของผู้คนมองจ้าวหรูอี้ด้วยแววตาสมเพช ทุกคนทราบดีว่าจ้าวหรูอี้เป็นบุตรสาวอนุ แม้ได้เลื่อนชั้นแล้ว แต่ในสังคมไม่มีสตรีที่เป็นเอกยอมรับพวกอนุอย่างแน่นอน แต่ด้วยอำนาจบารมีทำให้ทุกคนต้องปั้นหน้าแย้มยิ้ม

“ทุกท่านเข้าใจผิดแล้ว เป็นความผิดของหรงเอ๋อร์เจ้าค่ะ” จ้าวหลินหรงกล่าว นางตั้งใจแค่ให้ตัวเองได้รับโทษ ไฉนน้องสาวอันโง่เง่ากับทำประเจิดประเจ้อจนเสียเรื่องได้กันเล่า 

“หรงเอ๋อร์เจ้าอย่าได้ปกป้องน้องสาวถึงเพียงนั้น แม้ข้าจะเป็นเพียงป้าสะใภ้ของเจ้า แต่ข้าก็ยินดีหากเจ้าจะกล่าวอะไรออกมา เพื่อเรียกความเป็นธรรมให้กับตนเอง” ป้าสะใภ้ของนางกล่าว …เรื่องราวดำเนินไปไกลจนจ้าวหลินหรงแทบไม่อาจควบคุม นางจะทำอย่างไรดีเล่า

“หลินหรงขอบคุณท่านป้าสะใภ้ และหลินหรงขออภัยทุกท่านด้วย” จ้าวหลินหรงกล่าวน้ำตาหนองหน้า ยามนี้นางเหมือนภูติผีปีศาจแม้จะงดงามเพียงใด แต่เมื่อคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนใบหน้า ผมเผ้ารุงรัง อย่างไรก็ดูน่าเกลียดเหลือทน แม้องค์ชายสองพระองค์ยังเบือนหน้าหนี “หลินหรงต้องขอโทษทุกท่านแทนน้องสาวด้วย ท่านพ่อท่านแม่สั่งสอนพวกเรามาเป็นอย่างดี ผิดที่หลินหรงตามใจน้องสาวทุกเรื่อง ไม่ว่าสิ่งใดที่อี้เอ๋อร์อยากได้หลินหรงล้วนให้นางทั้งหมด แต่ของพระราชทานเป็นสิ่งที่สำคัญ และเจาะจงมอบให้หลินหรง หลินหรงไม่มีสิทธิ์มอบมันต่อให้ใครได้ จึงไม่ยินยอมมอบให้น้องสาวจนเกิดการทะเลาะวิวาท เป็นความผิดของหลินหรงเองเจ้าค่ะ” จ้าวหลินหรงมอบกราบทุกคนน้ำตาหนองหน้า ทุกคนต่างมองด้วยความหลากหลาย คุณหนูจ้าวหลินหรงผู้นี้เป็นถึงคุณหนูใหญ่ของสกุลจ้าว ทำไมถึงได้ยอมน้องสาวปานนั้น

“จะ จริงอย่างที่พี่สาวกล่าวเจ้าค่ะ” จ้าวหรูอี้ยังเยาว์วัยเกินกว่าที่จะเข้าใจว่าตัวนางควรเงียบ หากนางไม่เอื้อนเอ่ยอะไรออกมาทุกคนอาจจะมองได้ในหลายแง่ว่าจ้าวหลินหรงอาจจะโกหก แต่นี่กลายเป็นสนับสนุนคำพูดพี่สาว ทำให้ทุกคนมองฮูหยินจ้าวและนายท่านจ้าวด้วยแววตาตำหนิไม่น้อย

“เอาเถอะท่านเสนาบดี อย่างไรหยกก็แตกไปแล้ว ท่านพ่อคงไม่ถือสาเด็กสาวตัวน้อยทั้งสองของท่านหรอก บทลงโทษของพวกนางท่านก็ทำตามสมควรเถอะ ส่วนเรื่องรายงานเสด็จพ่อ ข้าจะช่วยพูดให้” เรื่องนี้จะว่าเล็กก็เล็กจะว่าใหญ่ก็ใหญ่ องค์รัชทายาทที่เมียงมองสองพี่น้องก็พึงใจอยู่ไม่น้อย เสียดายนักที่ยังเยาว์วัยเกินไปจนไม่รู้ความ พี่สาวคนโตงดงามราวกุหลาบแรกแย้ม งามอย่างตราตรึงจิตใจ แต่กลับอ่อนแอ ไม่สู้คน ไร้เสน่ห์ จริตอย่างที่สตรีพึงมี ส่วนน้องสาวงดงามน่ารักสดใส แต่โง่เง่าไม่รู้อะไรถูกอะไรควร อะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูด คิดแล้วก็น่าแขยงไม่น้อย เมื่อเทียบกับคุณหนูไป๋ นางงดงามและเต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์หญิงงาม องค์รัชทายาทสบตาคุณหนูไป๋ นางเบือนหน้าหนีอย่างเขินอาย ก่อนทุกอย่างจะจบลง 

คุณหนูทั้งสองถูกนายท่านพิโรธหนักมาก ให้คุกเข่าอยู่ในศาลบรรพชนทั้งคืน ให้บ่าวของเขาเฝ้าเอาไว้ ห้ามแอบเปลี่ยนท่า หรือแอบหลับโดยเด็ดขาด สภาพของจ้าวหลินหรงนับว่าทำได้ไม่ยาก แต่สภาพของจ้าวหรูอี้นั้นย่ำแย่ นางเพิ่งตกน้ำเย็นมา แทนที่จะได้ผิงเตาให้กายอุ่น กลับต้องมานั่งคุกเข่าต่อในศาลบรรพชนอันหนาวเหน็บ 

รุ่งเช้าสองพี่น้องท่าทางสภาพอิดโรยมานั่งในห้องโถงใหญ่ของจวน ทุกคนมาพร้อมหน้าพร้อมตากันหมด พวกอนุกับบุตรแต่ละคนต่างเหยียดยิ้มที่คุณหนูผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองหมดสภาพ ต้องมารอรับโทษจากเสนาบดีจ้าว ค่ำคืนนั้นเขาทะเลาะกับฮูหยินอย่างหนัก โทษที่นางไม่อาจสั่งสอนบุตรสาวให้ดี ทั้งยังเอาเปรียบจ้าวหลินหรงจนนางไม่รู้มารยาทที่ควรพูดพึงมีเลยสักนิด เขาเสียเงินมากมายจ้างผู้อื่นมาสั่งสอนบุตร แต่มันกลับไม่เกิดประโยชน์เลย เช่นนี้เขาจะมีหน้าเข้าไปยังพระราชวังได้อย่างไร ขุนนางผู้อื่นจะไม่หัวเราะเยาะเขาลับหลังได้อย่างไร บุตรสาวทั้งสองคนของเขาเป็นทายาทสายตรงที่มีค่ากับเขามากขนาดไหน แต่พวกนางกลับไม่รู้กาละเทศะทำให้เขาต้องอับอายขายหน้าไปทั่วเมือง

“พ่อจะส่งพวกเจ้าไปลงโทษยังชนบท อีกคนนึงต้องไปวัด” เสนาบดีจ้าวกล่าว เขาคิดแล้วว่าอย่างไรก็ต้องลงโทษบุตรทั้งสองให้เป็นเยี่ยงอย่างไม่เช่นนั้นเขาคงอาจจะถูกฮ่องเต้ตำหนิก็เป็นได้ ยิ่งตอนนี้เรื่องราวน่าจะถึงพระเนตรพระกรรณแล้ว ยิ่งคิดยิ่งปวดสมองกับบุตรสาวทั้งสองยิ่งนัก

“ทะ ท่านพ่อ นี่ท่านจะส่งข้าไปลำบากหรือเจ้าคะ” จ้าวหรูอี้กล่าวอย่างไม่ยินยอม

 

เพี๊ยะ… 

อารมณ์คุกกรุ่นของเสนาบดีจ้าวมีมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ขนาดฮูหยินยังไม่กล้าต่อปากต่อคำมาก เพราะเรื่องราวนี้มันบานปลายใหญ่โตเกินไปจนนางไม่อาจควบคุม แต่อย่างไรจ้าวหรูอี้ก็บุตรในอุทรของนาง จ้าวหลินหรงก็เป็นบุตรที่นางชิงชัง แต่ก็ต้องคอยดูแลให้เหมือนบุตรตนเอง 

“ท่านพี่เจ้าคะ / ท่านพ่อ" ฮูหยินกล่าวพร้อมกับจ้าวหลินหรง เด็กสาวถลามารับร่างน้องสาวพลางร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร 

“เจ้าสองคนเลือกเอาอยากไปอยู่วัด หรือชนบทเลือกเอา" เสนาบดีจ้าวกล่าว 

“อี้เอ๋อร์ พี่ให้สิทธิ์เจ้าเลือกเถอะ” จ้าวหลินหรงกล่าว ไม่รู้ว่าจ้าวหรูอี้จะโง่หรือฉลาด หากนางฉลาดจริงย่อมเลือกวัด เพราะมารดานางสามารถไปหาได้บ่อยครั้ง ทั้งยังสามารถติดสินบทแม่ชีที่วัดได้สบาย อีกทั้งระยะทางคงไม่ห่างไกลเมืองหลวงนัก แต่หากชนบทนั้นจะลำบากอีกอย่าง ซึ่งหลินหรงได้ภาวนาให้น้องสาวของนางนั้นเฉลียวฉลาดอย่างในชาติที่แล้ว

“ขะ ข้า”

“แม่ขอให้น้องสาวเจ้าไปอยู่วัดได้หรือไม่” ฮูหยินกล่าวแทรก ภายในใจของจ้าวหลินหรงพลุ่งพล่านด้วยความดีใจ นางพยายามกักเก็บสีหน้าเอาไว้ให้เรียบที่สุด ก่อนจะกล่าวออกมา

“ลูกสุดแล้วแต่ท่านแม่เจ้าค่ะ” จ้าวหลินหรงกล่าว ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้าย เพราะเสนาบดีจ้าวได้ให้บ่าวไพร่เตรียมเก็บของของพวกนางตั้งแต่หลังเกิดเรื่องแล้ว การลงโทษบุตรสาวเช่นนี้นับว่าเป็นการลงโทษที่หนักหนาสาหัสมากสำหรับลูกผู้ดีในเมืองหลวง แต่โทษทัณฑ์ของพวกนางก็ไม่ใช่เล็กน้อยที่จะได้คัดคัมภีร์หนึ่งพันจบแล้วเรื่องราวจะสิ้นสุดได้ เสนาบดีจ้าวทำงานภายใต้เงาของฮ่องเต้ เขาย่อมต้องแสดงออกถึงความเคารพ เด็ดขาดให้สมกับเป็นผู้นำตระกูลจ้าว 

 

จ้าวหลินหรงที่กลับมาถึงเรือนตัวเองก็ลงแช่อ่างอาบน้ำที่อาฉีเตรียมไว้ให้ ตั้งแต่วันปักปิ่นจนมาถึงวันนี้ก็แทบจะเป็นหนึ่งวันเต็มที่นางไม่ได้หลับไม่นอน การทำอะไรสักอย่างด้วยแผนการมันทำให้จิตใจของนางไม่สงบ จ้าวหลินหรงเป็นปุถุชนคนนึง นางไม่ใช่เทพเซียนหยั่งรู้ทุกอย่าง แม้จะวางแผนการ คาดการณ์โดยใช้จิตใจของคน มันก็ไม่ง่ายเลย เพราะทุกอย่างมีตัวแปรอื่นเข้ามาคอยกวนเสมอ เมื่อคืนที่คุกเข่ากลางศาลบรรพชนนางก็ไม่อาจข่มตาข่มใจ จนกระทั่งได้คำตอบว่า …นางต้องเดินทางไปชนบท

นางโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก อาฉีที่รู้ใจนายสาวก็เตรียมน้ำอุ่นให้นางชำระกาย หลินหรงทาน้ำมันบำรุงผิวกลิ่นหอมสดชื่น ก่อนจะเข้านอนพักผ่อน จ้าวหลินหรงไม่ได้พักผ่อนบนเตียงนอนในห้องด้วยอากาศที่ร้อนอบอ้าวจนเกินไป นางเลือกที่จะหลับพักผ่อนในศาลาริมน้ำที่มีแต่สวนป่าไผ่ที่ไม่ไกลจากเรือนนางนัก อาฉีได้แต่นั่งหลับอยู่ไม่ไกลเฝ้านายสาว

 

“คุณหนูตื่นเถิดเจ้าคะ เวลาเที่ยงวันแล้ว หากนอนยาวกว่านี้กลางคืนอาจจะนอนต่อไม่ได้นะเจ้าคะ” อาฉีปลุกคุณหนูของนาง จ้าวหลินหรงตื่นลืมตามาท่าทางงัวเงีย เวลานี้เป็นเวลาเที่ยงวันแล้วจริง แต่ด้วยสวนป่าไผ่ กับริมน้ำทำให้บรรยากาศยังสบาย ปลอดโปร่ง โล่งไปหมด อาฉีนำน้ำมาให้คุณหนูของนางล้างหน้าล้างตา ก่อนจะนำน้ำไปเททิ้ง แล้วเดินตรงไปยังเรือนครัว รออาหารของคุณหนู

จ้าวหลินหรงมองอาฉีที่จากไปไกล นางอยากไถกายลงกับที่นอนในศาลาด้วยความง่วงงุน ความเครียดที่นางสะสมมาหลายวัน จางหายไป ใบหน้างดงามของจ้าวหลินหรงมองขึ้นฟ้า ในใจของนางเห็นเป็นภาพปรากฏของชายหน้าตาหล่อเหลา งานสง่า สูงใหญ่ดั่งชาตินักรบ 

…อีกไม่นานแล้วสินะที่ข้าจะได้พบท่าน

 

 

 

-------------------------------------------------------

*ปกติพิธีปักปิ่นจะทำให้ช่วงที่สตรีอายุสิบห้าปี แต่นางเอกอายุสิบสี่ปี ด้วยเนื้อเรื่องของคนเขียนตั้งใจว่าวิธีนับอายุเป็นอีกแบบนึง

 

 

 

Laknara's Talk : ครบแล้วค่ะ ถ้าเรื่องนี้ไม่ถูกใจใครต้องขออภัยนะคะ นางเอกไม่ใช่เทพทรู มีล้มมีลุกมีพลาดมีพลั้งมีเจ็บตัวนะคะ ปกติคนเขียนมาเวลาดึกเนอะ เพราะทำงานกลางคืน คือความจริงเป็นฟรีแลนซ์แหละ ชอบทำงานกลางคืน อากาศมันเย็นสบายดี แต่เสียสุขภาพโคตร 5555 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 154 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

73 ความคิดเห็น

  1. #70 แฟนพี่เดียร์ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2563 / 00:36

    อ่านมาถึงตรงนี้ก็ไม่อยากให้คู่ใครเลย ไม่ว่าง รัชทายาท หรือ 2 , 7 , 10 อะ 555555 ทุกคนคือน่ากลัวไปหมดเลย

    #70
    0
  2. #65 TukTIkinlove (@TukTIkinlove) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 / 13:16
    ทำไมม่หาผู้ใหม่ ในสามคนชาติที่แล้วไม่มีดีสักคนเลยเถอะเห็นแก่ตัวทุกคนเห็นแก่ประโยชน์ตนทุกคนยังโง่งมงายรักอยู่ได้
    #65
    0
  3. #46 Aew_ann (@Aew_ann) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 / 20:08
    เดียวๆๆ คุณหนูไป๋ เกี่ยวอะไรด้วย ถึงได้หวีผม ปักปิ่นให้ หลินหรง งานนี้ต้องพ่อแม่สิ งงงงงง
    #46
    1
    • #46-1 LaknaraH (@LaknaraH) (จากตอนที่ 3)
      3 พฤศจิกายน 2563 / 23:05
      ตามที่คนเขียนได้ศึกษามา พิธีจี่หลี่ในนิยายของคนอื่นอาจจะเป็นญาติผู้ใหญ่ แต่คนเขียนได้ลองอ่านในหนังสือ 礼记 ได้เขียนไว้ว่าการเจ้าของงานคือผู้ปกครองของหญิงสาวที่จะเข้าพิธี เขาจะเชิญหญิงสาวที่โตกว่ามาปักปิ่น ซึ่งคนเขียนได้พยายามหาอ่านบทความภาษาไทยก็พบใน https://mgronline.com/china/detail/9490000046629 ซึ่งได้เขียนไว้ตรงกับที่คนเขียนเข้าใจ แต่อาจจะไม่ถูกต้อง หากผู้อ่านมีบทความอื่นแย้งได้นะคะ คนเขียนก็พยายามศึกษาอยู่เหมือนกัน T0T
      #46-1
  4. #13 P_BAMBOO (@P_BAMBOO) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2563 / 17:26
    ไรท์คะ สงสัยชื่อของนางเอกค่ะตอนแรกๆ ชื่อหลิงหรงแต่ตอนนี้ชื่อหลินหรง ตกลงชื่ออะไรคะ
    #13
    1
    • #13-1 LaknaraH (@LaknaraH) (จากตอนที่ 3)
      17 ตุลาคม 2563 / 21:22
      พิมผิดค่ะ กำลังแก้ไข น้องชื่อหลินหรงค่ะ
      #13-1
  5. #11 Supatra_ja (@Supatra_ja) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2563 / 12:54
    รอเจออีพี่ค่ะ จะรู้สึกดีกับน้องมั้ยนะ รึว่าน้องต้องวางแผนเข้าใกล้อีก
    #11
    0
  6. #10 Pearjomsurang (@Pearjomsurang) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2563 / 12:04

    มาส่งความเลิฟให้ไรท์ จ๊วฟฟฟ

    #10
    0
  7. #9 pea_conan (@pea_conan) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2563 / 07:27

    นางเอกเจ้าแผนการมาก ขอให้ชาตินี้ได้แก้ไขเรื่องที่ผิดพลาดสำเร็จนะ😘😘
    #9
    0