ชะตาชายาทรราช

ตอนที่ 2 : งานเลี้ยงแรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,766
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 197 ครั้ง
    14 ต.ค. 63

ความตายสำหรับข้าเป็นเรื่องที่ข้าโหยหามาโดยตลอด…

แต่ยามนี้ข้ากลับอยู่ในดินแดนที่มีแต่แสงสีขาวไม่อาจมองสิ่งใดเห็น…

เป็นเวลาเนิ่นนานที่ข้าหลงวนเวียนไปมาอยู่ในดินแดนที่ไร้ทางออก…

 

“จ้าวหลิงหรง” เสียงหนึ่งดังขึ้น ข้าตกใจเป็นอย่างยิ่งพยายามเหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่อาจเห็นสิ่งใด “ไม่ต้องตกใจไป ข้าเป็นเซียนแห่งโชคชะตา และข้าไม่อาจให้เจ้าได้เห็นข้าได้” เสียงของเขานุ่มน่าฟัง คล้ายชายชราจิตใจดีคนนึง น้ำเสียงของเขาฟังแล้วชวนให้รู้สึกสบายใจ นั่นอาจเป็นเทพเซียนจริงอย่างที่เขากล่าว…

“ท่านช่วยบอกข้าได้หรือไม่ ว่าทางออกอยู่แห่งหนใด”

“ทางออกของเจ้ามีสองทาง แต่ข้าอยากให้เจ้าเลือกกลับไป”

“กลับไปที่ใดหรือเจ้าคะ”

“กลับไปแก้ไขเรื่องราวทั้งหมด แต่หากเจ้าไม่ต้องการก็แค่เพียงเลือกไปเกิดใหม่ที่แดนอื่น ละทิ้งทุกอย่างเสียให้สิ้น”

“ข้า… ข้าต้องกลับไปแก้ไขสิ่งใด ในเมื่อข้าได้ตายจากโลกใบนั้นไปแล้ว”

“เส้นทางของเจ้าคือการเกิดใหม่ทั้งสองทาง”

“เกิดใหม่หรือเจ้าคะ”

“หมดแล้วเวลาตัดสินใจแล้ว เจ้าเลือกมาเถิด”

“ข้า… ข้ายังยึดติดเรื่องราวในอดีตเจ้าค่ะ ข้าอยาก อยากกลับไป” ข้ากล่าวออกมา แม้เรื่องราวแต่หนหลังมันช่างเลวร้ายมากก็ตาม แต่ระหว่างทางนั้นข้ามีสายใยแห่งความผูกผันมากมาย ไม่ว่าจะกับชายคนรัก ข้าทาสบริวารทั้งหลายที่คอยช่วยเหลือข้า

“เช่นนั้นเจ้าก็จงแก้ไขมันให้ดีจ้าวหลิงหรง ข้าช่วยพวกเจ้าได้เพียงเท่านี้”

 

“อุแว้ อุแว้” เสียงร้องของเด็กทารกดังก้องในเรือนอันแสนห่างไกลจากเรือนหลัก สกุลจ้าวไม่ได้ดีใจกับการกำเนิดใหม่ของทารกนัก มีเพียงข้ารับใช้ที่มาจากสกุลเหวินเท่านั้นที่ดีใจกันจนน้ำตาไหล เด็กน้อยร้องไห้จ้า ดวงตายังคงปิดไม่สามารถมองเห็นอะไรนัก น่าเสียดายความยินดีในวันนั้นกลับกลายเป็นวันที่เสียใจที่สุดของเหล่าบริวารจากสกุลเหวิน

…นางเสียชีวิตหลังจากการให้กำเนิดบุตรน้อยเพียงไม่ถึงเวลาหนึ่งก้านธูป

คุณหนูน้อยจ้าวหลิงหรงถูกฮูหยินรองนำมาเลี้ยงดู นางไม่ใช่คนใจร้าย แต่ก็ไม่ใช่คนใจดีจากในความทรงจำของทารกน้อยวัยไม่ถึงหนึ่งปี

…ใช่แล้ว จ้าวหลิงหรงคนนั้นได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง 

จ้าวหลิงหรงเป็นเด็กเรียบร้อย เลี้ยงง่ายดาย เป็นที่รักของบรรดาพี่เลี้ยงด้วยความฉลาด ช่างฉอเลาะอ้อดอ้อน บางครานั้นฮูหยินรองยังอดหลงไม่ได้ ท่าทางของนางเป็นที่รักไปถ้วนทั่วราวกับรู้ความ นายท่านจ้าวบ่อยครั้งก็อุ้มนางมาหอมมากอดเล่นบ่อยครั้ง ต่างจากชาติที่แล้วยิ่ง จ้าวหลิงหรงตัวน้อยกระทำตนเป็นเด็กดีเพียงใด แต่ความจริงก็คือความจริง ฮูหยินรองและนายท่านจ้าวย่อมรักหรูอี้ที่เพิ่งเกิดมากกว่านางอยู่แล้ว จ้าวหลิงหรงถูกเลี้ยงด้วยพี่เลี้ยงของมารดาที่ติดตามจากสกุลเหวิน 

เวลาผ่านไปหลายปีจ้าวหลิงหรงทำใจรับจ้าวหรูอี้เป็นน้องสาวคนสนิทไม่ได้ เจ้าหล่อนหนีไปใช้ชีวิตในเรือนของมารดาอันห่างไกล ใช้เบี้ยอัฐของมารดาและบ่าวรับใช้ที่สนิทของมารดาคอยติดต่อกับฮูหยินเหวินผู้เป็นท่านยายของนาง จ้าวหลิงหรงไม่คิดอยากจะประจบพวกเขา แค่เพียงอยากรู้ว่าท่านยายคิดเช่นไรกับตนเองบ้าง แน่นอนว่าท่านยายสกุลเหวินเองก็ตอบรับจดหมายของเธอ 

…ในตอนนั้นเองที่หลิงหรงรู้ตัวว่าแท้จริงในโลกโหดร้ายใบนี้ เธอไม่ได้เดียวดายซะทีเดียว

ในเวลาต่อมาจ้าวหลิงหรงเป็นคนนิ่งเงียบไม่สุงสิงกับใคร การเรียนก็ไม่ค่อยได้เรียนเสียเท่าไหร่ เพราะฮูหยินรองค่อนข้างกีดกัน แต่จ้าวหลิงหรงไม่ได้ใส่ใจ ในชาติที่แล้วเธอเรียนมามากจนเข้าขั้นว่าเป็นปราชญ์นางหนึ่งในวังได้ ทุกวันเธอก็ได้ฝึกเขียนพู่กันกับชุดกระดาษที่ท่านยายแอบส่งมาให้ใช้ ความสามารถหลายอย่างของจ้าวหลิงหรงถูกเก็บไว้อย่างไม่มีใครได้พบเห็น ด้วยบ่าวไพร่ในเรือนล้วนเคารพรักคุณหนูใหญ่ของตนเป็นอย่างดีจึงเก็บความลับเอาไว้ได้

“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ฮูหยินให้มาแจ้งว่ายามเซินจะมีงานเลี้ยงที่จวนสกุลเกา ให้คุณหนูเตรียมตัวให้พร้อม” บ่าวรับใช้คนสนิทกล่าวกับหลิงหรงที่กำลังนั่งดื่มชา

“อืม.. บอกท่านแม่ด้วยว่าข้าจะเตรียมตัวให้พร้อม” 

เรื่องราวดำเนินไปในทางเดิมของชาติที่แล้ว ยามนี้จ้าวหลิงหรงอายุได้สิบสองขวบปี เธอจำเรื่องราวในวันนั้นได้ดี งานวันเกิดคุณชายคนแรกสกุลเกา ทายาทตัวน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก เหล่าฮูหยินมักจะพาบุตรหลานมาร่วมยินดี ที่ต้องร่วมยินดีเพราะฮูหยินสกุลเกา คือองค์หญิงสอง พระเชษฐภคนีร่วมมารดาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน งานเลี้ยงนี้จึงถือเป็นงานใหญ่โตพอสมควรที่เหล่าฮูหยินสกุลขุนนางทั้งหลาย ต้องพาบุตรสาวไปร่วมแสดงความยินดี จ้าวหลิงหรงในอดีตนั้นดีใจเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ไป เจ้าหล่อนในยามนั้นแต่งตัวตามใจตนเอง แบบไม่รู้กาละเทศะนัก ทำให้นางในยามนั้นเป็นที่ขบขันของคนทั้งเมืองหลวง เล่าลือถึงความโง่ของนางกันไปหลายวันทีเดียว เมื่อมีโอกาสได้แก้ไขใหม่คราวนี้ จ้าวหลิงหรงจึงยิ้มเรียบง่าย พลางเดินกลับเข้าไปเลือกชุดที่ดูดีเหมาะสม แต่เนื้อผ้านับว่าหยาบ ผ้าชุดนี้หากมองเผินๆ ก็ไม่ได้นับว่าแย่อันใด ถ้าได้ดูใกล้คงเห็นว่ามันเป็นผ้าหยาบชั้นเลวที่ไม่เหมาะกับคุณหนูใหญ่สกุลจ้าวสักนิด การแต่งหน้าแต่งตา จ้าวหลิงหรงเน้นประโคมให้น้อย เรียบง่าย แต่ก็มีความดูดีสมวัย อย่างที่เด็กสาวควรจะเป็น

…ช่วยไม่ได้ งานเลี้ยงใหญ่ขนาดนี้มาแจ้งนางในเวลาล่วงหน้าเพียงไม่กี่ชั่วยาม 

 

เมื่อได้เวลาแล้วจ้าวหลิงหรงที่แต่งกายเรียบร้อยได้สำรวจตนเองก่อนจะเดินไปยังหน้าจวนอันห่างไกลใช้เวลาเกือบก้านธูปกว่าจะเดินมาถึง นางมองน้องสาวจ้าวหรูอี้ที่อยู่ในชุดสีเหลืองอ่อนสดใสน่ารักสมวัยเป็นอย่างยิ่ง ต่างจากจ้าวหลิงหรงในขุดสีขมพูกุหลาบซีดที่ดูด้อยกว่าจ้าวหรูอี้หลายส่วน จ้าวหลิงหรงแอบเห็นฮูหยินยิ้มอย่างมีผู้มีชัยชนะ

…ชาติก่อนข้าแพ้ท่าน แต่ชาตินี้ข้าไม่แพ้ท่านแน่

“เหตุใดแต่งกายเช่นนี้หรงเอ๋อร์” ฮูหยินแสร้งตกใจเล็กน้อย นายท่านจ้าวที่ไมไ่ด้มองบุตรสาวคนโตจึงได้หันมามองนาง เขามองขึ้นลงอย่างไม่พอใจนักที่นางทำตัวเหมือนคนไม่รู้กาละเทศะ รู้จักให้เกียรติครอบครัวเอาเสียเลย 

“ทำไมแต่งกายเช่นนี้ เจ้าเป็นบุตรสาวคนโตสกุลจ้าว ไม่รู้จักมารยาทอันสมควรหรืออย่างไร” นายท่านจ้าวตำหนิ ฮูหยินอมยิ้ม 

“ขออภัยเจ้าค่ะท่านพ่อ หลิงหรงไม่ได้ออกจากจวนมานาน ทั้งยังไม่เคยตัดชุดใหม่ ลูกมีชุดเพียงไม่กี่ชุด ทำให้ท่านพ่อขายหน้าแล้ว หลิงหรงขออภัยเจ้าค่ะ” จ้าวหลิงหรงแสร้งน้ำตาคลอก้มหน้าด้วยท่าทางน่าสงสาร 

“เจ้าดูแลนางเยี่ยงไรจึงไม่มีชุดใส่” นายท่านจ้าวหันไปตำหนิภรรยาของตนเอง เวลาผ่านไป แม้จะรักสตรีนางนี้ แต่ก็ไม่อาจรักไปกว่าหน้าตา เขาเข้าใจเรื่องมารดากับลูกเลี้ยงดี ที่ผ่านมาหลิงหรงไม่เคยสร้างเรื่องราวให้ขุ่นข้องหมองใจ นางก็ไม่ควรรังแกหลิงหรงถึงขนาดยากไร้เช่นนี้ 

“ทะ ท่านพี่”

“พ่อจะเพิ่มเบี้ยอัฐรายเดือนให้เจ้าเพิ่ม และพรุ่งนี้เจ้าก็เข้าไปเลือกผ้ามาตัดชุดสักสี่ห้าผืนที่เรือนหลักเอาแล้วกัน” นายท่านจ้าวกล่าว ฮูหยินหน้าเสียเล็กน้อย นางมองบุตรสาวคนโตของสามี วูบนึงนางเห็นรอยยิ้มอันร้ายกาจปรากฎ แต่เมื่อมองอีกทีก็เห็นเพียงเด็กสาวหน้าตาใสซื่อมีน้ำตาคลอเท่านั้น

“ขึ้นรถกันเถอะเจ้าค่ะท่านพ่อ เดี๋ยวเราไปสายกันนะเจ้าคะ” จ้าวหรูอี้รีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อให้มารดาพ้นภัย

 

ในงานเลี้ยงอันใหญ่โต รถม้าสกุลจ้าวมาถึงก็ได้รับการต้อนรับทั่วไป สตรีแยกสตรี ชายแยกชาย ฮูหยินลงรถม้าด้วยท่าทางสง่างาม ก่อนจะตามด้วยบุตรสาวของตนเอง และจ้าวหลิงหรง ฮูหยินนำไป ส่วนจ้าวหลิงหรงแสร้งให้น้องสาวเดินนำ พลางกล่าวด้วยเหตุผลว่าน้องสาวนั้นงามกว่ามาก ควรเดินนำพี่สาว เพื่อจะได้เป็นหน้าเป็นตาแก่สกุลจ้าว จ้าวหรูอี้ที่ยิ่งผยอง และยังเยาว์วัยเกินกว่าจะเข้าใจเรื่องลำดับอาวุโส จึงได้ตั้งหน้าเดินเชิดเข้าไปในงาน

จ้าวหลิงหรงเดินเข้าไปในงานด้วยท่าทีราวกับสตรีชนชั้นสูงที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี แต่ท่าทางสง่างามของเธอไม่ได้เฉิดฉายเพียงเท่านั้น หลายคนที่ได้มองก็พบว่าเด็กสาวตัวน้อยเป็นสตรีที่งดงามมากคนนึง เมื่อได้มองหลายคนก็ได้ทราบว่าน่าจะเป็นสตรีสกุลจ้าว 

“จ้าวฮูหยินเชิญทางนี้” เสียงของฮูหยินนางหนึ่งดังขึ้นในงาน จ้าวฮูหยินยิ้มให้เล็กน้อยก่อนจะเดินนำบุตรสาวไปร่วมในกลุ่ม จ้าวหรูอี้และจ้าวหลิงหรงเดินตามมารดาไป กลุ่มฮูหยินหลายคนต่างมองจ้าวฮูหยินด้วยแววตาอิจฉาริษยาไม่น้อยที่แม้จะไม่มีบุตรชายเป็นของตนก็สามารถรั้งตำแหน่งฮูหยินไว้ได้เป็นสิบปี ทั้งบุตรสาวทั้งสองยังถือว่าเป็นโฉมงาม ยิ่งคนท้ายนั้นลักษณะท่าทางดูสง่างามเกินเด็กเสียไม่มี คิดแล้วก็ได้แต่อิจฉา …อยากจะรู้เสียจริงว่าจ้าวฮูหยินหมดเงินไปเท่าไหร่กับการจ้างคนมาสั่งสอนบุตรสาวเช่นนี้

“บุตรสาวท่านสองคนมีรูปโฉมที่งดงามเป็นอย่างยิ่งฮูหยินจ้าว ข้าล่ะอิจฉาท่านเสียจริง” หนึ่งในฮูหยินกล่าว

“นั่นสิ ข้าน่ะเสียดายไม่น้อย ลูกชายข้ายังอายุเพียงแค่ห้าขวบเท่านั้น หากอายุสักสิบหก ข้าจะรีบส่งแม่สื่อไปบ้านสกุลจ้าวเลยทีเดียว” ฮูหยินคนนึงกล่าว ฮูหยินจ้าวยิ้มรับท่าทางภูมิใจ ไม่ว่าจะจ้าวหลิงหรง หรือจ้าวหรูอี้ ตอนนี้ทั้งสองก็ถือบุตรของนางทั้งสิ้น ไม่ว่าจะชมใครผู้คนล้วนต้องหมายถึงนางไปด้วย 

“คนหน้าจ้าวหรูอี้ เอ๋… แล้วคนหลังชื่ออะไรเล่า ฮูหยินจ้าวท่านมีบุตรีคนที่สองตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” ฮูหยินอีกคนไตร่ถาม นางมองดูเด็กสาวคนนี้มาตั้งแต่หน้าประตู ความงามก็เป็นเอก ท่าทางลักษณะราวกับสตรีชั้นสูงที่ได้รับการฝึกฝนมานั่นอีก คิดไปแล้วนางช่างมีลักษณะคล้ายองค์หญิงที่เติบโตมาในรั้วในวังทีเดียว 

“คนหลังหรือคะ" ฮูหยินจ้าวหันมามองก็แอบตกใจไม่น้อยที่เห็นลูกสาวของตนยืนยิ้มอยู่ ในใจก็รู้สึกอับอายไม่น้อย บุตรสาวไม่รู้ความ ดันมาเดินนำหน้าผู้เป็นพี่สาว นึกแล้วอยากจะตำหนินัก แต่ก็ต้องฝืนยิ้มอ่อนโยน “อี้เอ๋อร์ เหตุใดมายืนอยู่ด้านหน้าพี่สาวเจ้าได้เล่า”

“ก็พี่สาวไม่งามนี่เจ้าคะ ท่านแม่ ข้าเลยมาเดินแทน กลัวว่าจะทำให้ท่านพ่ออับอาย” จ้าวหรูอี้ยังเยาว์วัยเกินไป แม้บิดาจะมีอนุเต็มเรือน มีบุตรสาวหลายคน แต่นางก็เติบโตมาแบบไม่ต้องแย่งชิงกับใคร นางเป็นเบอร์หนึ่ง ถึงจะมีก้างชิ้นใหญ่เป็นพี่สาว แต่ก็ไม่เคยอยู่ในสายตาเธอเลย ทำให้จ้าวหรูอี้มั่นอกมั่นใจในตัวเองอย่างไม่ปิดบัง หรือเก็บงำอารมณ์แม้สักนิด

“ไม่ได้นะอี้เอ๋อร์ พี่สาวเจ้าต้องยืนด้านหน้า ตามศักดิ์ และอายุ เจ้าไปยืนด้านหลังไป” ฮูหยินกล่าวน้ำเสียงอ่อนโยน แต่แววตาแข็งกร้าว จ้าวหรูอี้เป็นเด็กฉลาด และรู้ว่าตนได้ทำผิดพลาดจึงรีบขอโทษมารดาและพี่สาว พร้อมกับไปยืนด้านหลังแทน

“ฮูหยินทั้งหลายนี่บุตรสาวคนโตสกุลจ้าว นามจ้าวหลิงหรงเจ้าค่ะ" ฮูหยินดึงเจ้าหลิงหรงมาด้านข้างพร้อมกล่าวแนะนำ จ้าวหลิงหรงยังอดทึ่งในใจไม่น้อยแม้จะผ่านไปมาแล้วชาติภพนึง สตรีนางนี้ตลบแตลงเสแสร้งเก่งมากเสียเหลือเกิน ช่างเป็นสตรีที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก แม้จะไม่เท่าเทียมสตรีในวังหลัง แต่หากเทียบกับสตรีในเรือนหลังของเหล่าขุนนาง นับว่าเป็นคนที่ฉลาดจนน่ากลัวผู้หนึ่ง 

“เอ๋… ใช่หลานสาวสกุลเหวินหรือไม่”

“ใช่แล้ว นางเป็นบุตรสาวของฮูหยินเอกสกุลจ้าวคนก่อนที่มาจากสกุลเหวิน” ฮูหยินจ้าวกล่าวหน้ายิ้ม ทุกคนอดชื่นชมนางไม่ได้ที่มีจิตใจดีงาม และใจกว้างกับลูกเลี้ยงเช่นนี้ แต่ทว่า… ฮูหยินสกุลหง สกุลฝ่ายบู๊ที่มักกล่าววาจาโผงผางได้แทรกขึ้นมา

“แล้วเหตุใดนางจึงแต่งกายมอซอเช่นนั้น เป็นถึงบุตรีคนโตขุนนางจ้าว แต่งกายดีกว่าสาวใช้แค่นี้นะหรือ เครื่องประดับก็ธรรมดาดาษดื่นเสียจริง สาวน้อยหากเจ้าไม่มีเครื่องประดับอะไร เจ้าไปที่ร้านเครื่องประดับถังจูแล้วเลือกเอาได้ตามสบายนะ ข้ายินดีมอบให้เจ้า” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่เบานัก ฮูหยินจ้าวหน้าเสีย 

“ต้องขออภัยฮูหยินด้วยเจ้าค่ะ เป็นหรงเอ๋อร์ไม่รู้ความ หยิบเครื่องแต่งกายไม่เหมาะสม ทั้งยังเลือกเครื่องประดับไม่เป็น ทำให้ท่านพ่อ และท่านแม่ขายหน้าแล้ว” แม้คำแก้ตัวของจ้าวหลิงหรงจะพยายามปกป้องบิดามารดาสกุลจ้าวอย่างไรก็ไม่อาจน่าเชื่อถือได้ เด็กสาววัยเท่านี้ การจะแต่งกายออกงานอะไร มารดามักจะต้องจัดเตรียมข้าวของ เสื้อผ้า เครื่องประดับให้พร้อมก่อนวันงาน ยิ่งกล่าวว่านางเลือกเองแล้ว อย่างไรเด็กสาวย่อมต้องเลือกที่ดีที่สุด และเป็นถึงบุตรีคนโต แต่กลับมีข้าวของที่ดีที่สุดเพียงเท่านี้ เมื่อพิจารณาน้องสาวอย่างจ้าวหรูอี้แล้ว ยิ่งขัดแย้งกันไปใหญ่ สายตาชื่นชมของฮูหยินทั้งหลายเปลี่ยนเป็นตำหนิทันที 

ฮูหยินจ้าวรีบจบการสนทนาและย้ายตนเองกับบุตรสาวไปนั่งที่เก้าอี้ทันที ในใจของนางขุ่นข้องเป็นอย่างมาก ฮูหยินหงหักหน้านางจนพังพินาศไม่มีสิ้นดี จะโกรธจ้าวหลิงหรงก็คงจะไม่ได้ ในเมื่อนางเลือกที่จะเมินเฉยการแต่งกายของจ้าวหลิงหรงแต่แรกเอง ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าแผนการของตนผิดพลาดไปไกล คราหลังอาจจะต้องใส่ใจจ้าวหลิงหรงให้มากกว่านี้เสียหน่อย นางโดนทั้งสามีและฮูหยินคนอื่นตำหนิก็ได้แต่นั่งห่อเหี่ยวใจ

 

ในงานเลี้ยงดำเนินไปอย่างรื่นเริง องค์หญิงผู้เป็นเจ้าของงานยิ้มปลาบปลื้มกับบุตรชายตัวน้อยของตน ข้าวของมากมายถูกบ่าวรับใช้ยกไปเก็บในเรือนแทบไม่หวาดไม่ไหว จ้าวหลิงหรงใช้โอกาสที่ไม่มีใครสนใจแอบเดินหนีทุกคนในงานออกไปอย่างเงียบเชียบ หล่อนมองดวงจันทร์ที่สุกสว่างพลางนึกถึงเรื่องราวมากมาย ในยามเด็กก็ไม่ได้คิดมากมายหนัก แต่งานเลี้ยงในวันนี้ทำให้จ้าวหลิงหรงตระหนักได้ว่ามันใกล้เวลาที่จะถึงแล้ว อีกเพียงไม่กี่ขวบปี ก็ถึงวัยที่เธอใกล้จะได้ปักปิ่นแล้ว

“แม่นางน้อยคนงามมานั่งทำอะไรแถวนี้หรือ” เสียงของใครสักคนกล่าว จ้าวหลิงหรงตกใจผุดตัวลุกขึ้นก่อนจะย่อเคารพเขาอย่างสุภาพ ท่าทางเช่นนี้ หน้าตาผิวพรรณ การแต่งกาย เดาได้ไม่ยากเลยว่าเขาต้องเป็นราชวงศ์คนใดสักคน จ้าวหลิงหรงในยามเยาว์ไม่เคยใกล้ชิดกับราชวงศ์นัก ทำให้หล่อนไม่อาจจดจำใครในยามเยาว์ได้สักเท่าไหร่ 

“ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าน้อยชื่อจ้าวหลิงหรง บุตรีคนโตขุนนางจ้าวเจ้าค่ะ” 

“สุภาพ และงดงาม ทั้งยังเยาว์วัย เจ้ามีคู่หมายหรือยัง” 

“ขออภัยคุณชาย ข้าน้อยไม่อาจเอ่ยถึงเรื่องนี้ได้” จ้าวหลิงหรงแอบสงสัยเล็กน้อย ชายคนนี้เป็นใคร ทำไมถึงได้กล้าทำเช่นนี้กับสตรีที่ยังไม่ปักปิ่นกันแน่ จ้าวหลิงหรงสงสัยในใจ แต่นางก็ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นจ้องมองเขาเสียเท่าไหร่ 

“อืม เช่นนั้นคราวหน้าเราให้เสด็จแม่ของเราไปคุยกับแม่ของเจ้าดีหรือไม่” เขากล่าว… จ้าวหลิงหรงไม่รู้จะเอ่ยอะไรต่อก็ได้แต่แสร้งทำเป็นอับอาย และรีบวิ่งหนีออกไป ในใจก็คิดเพียงอยากจะนั่งดูวิวทิวทัศน์ แต่กลับต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ ช่างน่ารังเกียจยิ่ง …สตรีตัวน้อยเพียงผู้เดียวยังกล้าเข้ามาพูดจาแทะโลมยังอายฟ้าอายดิน ทั้งเหตุการณ์นี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงชีวิตที่แล้ว นี่เป็น… เรื่องราวใหม่ที่นางต้องพบเจอเช่นนั้นหรือ

 

วันเวลาในงานเลี้ยงจบลง จ้าวหลิงหรงในหลังจากนั้นได้สิทธิ์ในการเลือกผ้าตัดชุดหลายอย่าง บิดาไม่ได้ใจร้ายใจดำกับนางมากมายนักอย่างที่นางเข้าใจ เขาก็เที่ยงธรรมพอสมควรที่จะไม่ทอดทิ้งบุตรีภรรยาเอก จ้าวหลิงหรงกลับมาใช้ชีวิตอย่างสงบในเรือนหลังเล็กของตนเอง หล่อนได้แต่อ่านหนังสือ ฟังข่าวสารเรื่องราวจากท่านยายจากจดหมายที่คอยส่งไปมา 

“คุณหนูเจ้าคะ นายท่านให้มาตามท่านไปพบที่เรือนใหญ่เจ้าค่ะ" 

“อือ เดี๋ยวข้าจะรีบตามไป” จ้าวหลิงหรงเงยหน้าขึ้นมองบ่าวรับใช้จากเรือนหลัก หล่อนค่อยเก็บของ ถักผมให้เรียบร้อยก่อนจะตรงไปยังเรือนของบิดา ที่นั่นมีทุกคนนั่งเต็มไปหมด รวมทั้งท่านย่าที่น้อยครั้งจะออกมานั่งฟังเรื่องราวทางโลก นับว่าแปลกประหลาดเสียจริง

“คารวะท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่” 

“หรงเอ๋อร์น้อยของย่ามานั่งตรงนี้สิลูก” ท่านย่ากล่าว จ้างหลิงหรงเสียววูบไปทั้งตัวเพียงได้ยินประโยคนี้ แต่นางก็จำใจต้องยิ้มทำท่าใจดีสู้เสือตรงเข้าไปนั่งข้างท่านย่าของตนเอง สตรีชรานางนี้ไม่ต่างจากอสรพิษจำศีล เป็นคนใจคดมากผู้หนึ่ง เห็นผลประโยชน์ของสกุลจ้าวสำคัญยิ่ง ในยามที่นางกลายเป็นชายารัชทายาทตกอับ นางก็ไม่นึกแยแสหรือช่วยเหลือแม้แต่น้อย แต่ยามที่นางได้ดีเป็นสนมคนโปรดขององค์ชายเจ็ด นางกลับมาแสดงความยินดีปลอบประโลมใจนาง ทั้งที่นางเพิ่งเสียบุตรทั้งสองคนไปไม่นาน

“ท่านย่ามีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ”

“หรงเอ๋อร์ของย่าช่างงดงามยิ่ง แม้จะยังไม่อยู่ในข่วงวัยปักปิ่นก็ถูกแม่สื่อมาทาบทามเข้าเสียแล้ว” ท่านย่ากล่าวอย่างเอื้อเอ็นดู

“เอ่อ…. เรื่องทาบทามหรือเจ้าคะ” จ้าวหลิงหรงหน้าเสียไม่น้อย หากจะต้องถูกจับหมั้นหมาย อนาคตแผนการที่เธอวางไว้จะเป็นเช่นไร แล้วเธอจะได้เจอเขา… หรือเปล่า หรือเขาจะต้องตกหลุมรักน้องสาวของนางอย่างจ้าวหรูอี้กัน

“หรงเอ๋อร์ไม่ต้องตกใจไป แม้จะเป็นองค์ชายสอง แต่ท่านพ่อของเจ้าก็ไม่ได้เห็นด้วย เพราะเจ้ายังเยาว์วัยเกินไปนัก” 

“องค์ชายสองหรือเจ้าคะ” จ้าวหลิงหรงกล่าว องค์ชายสองเป็นน้องชายคนสนิทที่นิสัยเสียมากคนนึงขององค์รัชทายาท แต่เขาก็เป็นคนที่รักพี่น้องทุกคน ในตอนที่เกิดสงครามชิงบัลลังก์ จ้าวหลิงหรงจำได้ไม่ลืม ชายที่ไม่ได้เรื่องได้ราวคนนี้พยายามร้องขอชีวิตองค์รัชทายาทจากองค์ชายเจ็ด แม้องค์ชายเจ็ดจะไม่ฟังคำขอร้องของเขา แต่องค์ชายเจ็ดก็ได้ไว้ชีวิตคนอื่นอีกหลายคน ในตอนสุดท้ายองค์ชายสองได้บวชเป็นพระในวัด ไม่ยุ่งเรื่องราวทางโลกเลย แต่ไฉนหนอ.. ในวัยเยาว์เขาถึงได้ทำตัวแบบนี้กัน 

 “ใช่แล้ว หลานย่าช่างโชคดีเสียจริง ออกงานครั้งแรกก็เป็นที่ต้องตาต้องใจของพวกเชื้อพระวงศ์แล้ว” ท่านย่ากล่าว จ้าวหลิงหรงมองทุกคนด้วยท่าทีขวยเขิน เธอแอบเห็นจ้าวหรูอี้กัดปากอย่างไม่พอใจ …ในชาติที่แล้วเจ้าได้ดีข้าก็ไม่เคยคิดริษยาเจ้า ไฉนเจ้าต้องมาริษยาข้ากับเรื่องแค่นี้กัน

“แต่หลิงหรงไม่ต้องห่วง พ่อของเจ้าไม่ได้ตอบรับไป เจ้ายังมีอนาคตอีกไกล ย่าอยากให้เจ้าได้พบผู้คนมากมายอีก" ท่านย่ากล่าว 

“หลิงหรงต้องขออภัยที่ทำให้เกิดเรื่องเดือดร้อนทั้งท่านพ่อ และท่านย่านะเจ้าคะ”

“เด็กดี.. เจ้าจะนับว่าเป็นเรื่องยุ่งยากอันใด ดีเสียอีกที่หลานสาวของย่ามีคนมาชอบ จะติดก็ตรงที่เจ้ายังเยาว์วัยนัก”

“ท่านย่า” จ้าวหลิงหรงจำต้องเสแสร้งเขินราวดุรณีสาวตัวน้อยที่ขัดเขินเมื่อมีชายหนุ่มมาหมายปองตั้งแต่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่น ทั้งที่จริงเรื่องนี้ถือเป็นการหยามหน้านางไม่น้อย แต่อย่างไรก็ช่างเถอะ ถ้าท่านย่าแสดงกริยาเช่นนี้ก็นับว่าเป็นการเอ่ยชื่นชมนาง ทั้งยังเตือนให้นางปฏิบัติตัวดีขึ้นกว่าเดิม

“ย่าดีใจที่หลานย่าเป็นสาวงาม วันพรุ่งนี้เจ้าจงตามท่านแม่ของเจ้าไปวัดเชิงเขาเสีย ทำบุญเสริมดวงชะตาของเจ้า เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง อีกเพียงปีเดียวเจ้าก็ต้องปักปิ่นแล้ว ย่าอยากให้เจ้าได้พบคู่ชีวิตที่ดี และเหมาะสมเป็นหน้าเป็นหน้าเป็นตาในวงศ์ตระกูล  ทั้งเจ้ายังเป็นพี่สาวคนโต เจ้าต้องไม่ลืมนะหรงเอ๋อร์" นางสอนสั่ง การที่พี่สาวคนโตหาสามีบ้านดี น้องสาวย่อมมีฐานะที่ดีตาม ด้วยสถานะของจ้าวหลิงหรงนั้นการจะหาเชื้อพระวงศ์สักคนแต่งก็ถือว่าไม่ยากไม่เย็นนัก 

“เจ้าค่ะท่านย่า”

“หรูอี้น้อยของย่า เจ้าก็เอาเยี่ยงอย่างตามพี่สาวเจ้าไว้นะ” ท่านย่ากล่าว ก่อนทุกคนจะไปรวมกันทานอาหารร่วมกัน การทานอาหารในวันนี้เป็นไปอย่างดี ผู้ใหญ่ก็ทานในโต๊ะกลาง ส่วนโต๊ะรองก็ล้วนเป็นลูกหลานในบ้าน จ้าวหลิงหรงไม่พูดจาสนทนากับน้องคนอื่น นางได้แต่นั่งทานเงียบๆ ครุ่นคิดเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้น นางไม่ใช่คนเฉลียวฉลาดราวกับเทพมารปีศาจ นางจำต้องระวังในทุกย่างก้าว หนทางนี้น่ากลัว นางยังฝันถึงความเจ็บปวดที่เคยได้รับในทุกวันทุกคืนไม่เคยเลือนรางจางหาย

 

มื้ออาหารจบลงจ้าวหลิงหรงก็กลับเรือนของตนที่อยู่ห่างไกล ระหว่างทางเธอครุ่นคิดเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นทั้งหมด อีกไม่นานเธอก็จะปักปิ่น บิดาในยามนี้ก็คงมองหาคู่หมายให้กับเธออยู่เป็นแน่แท้ เมื่อกลับมาถึงก็พบว่าท่านยายของเธอส่งจดหมายมาให้เธอ จ้าวหลิงหรงทิ้งความทุกข์ในใจก่อนจะรีบเปิดอ่าน 

…หรงเอ๋อร์น้อยของยาย ยายได้ข่าวเรื่องของเจ้าแล้ว เป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก แต่เชื่อว่าบิดาสารเลวของเจ้าคงไม่คิดสั้นเช่นนั้นยายถึงได้สบายใจ เจ้าไม่หวาดกลัวไปนะหรงเอ๋อร์ แม้สกุลเหวินจะตัดขาดสกุลจ้าว แต่ยายย่อมไม่มีวันยอมให้หลานสาวคนงามของยายต้องอาภัพเฉกเช่นมารดาเจ้าอีกเด็ดขาด ขอให้เชื่อใจยาย ยายรักเจ้าเหลือเกิน เด็กน้อยของยาย…

จ้าวหลิงหรงยิ้มขันกับเนื้อความในจดหมาย

…ท่านยายช่างเป็นคนที่มีอารมณ์ขันนัก น่าเสียดายงานเลี้ยงในวันนั้น คนสกุลเหวินไม่ได้เข้าร่วม ทำให้จ้าวหลิงหรงไม่ได้พบครอบครัวฝ่ายมารดา และท่านยายเลย

“ฮูหยินกล่าวว่าอย่างไรเจ้าคะ คุณหนู” ป้าเหลียงถามจ้าวหลิงหรง ท่าทีของป้าเหลียงมีความสุขทุกครั้งเมื่อได้รับรู้เกี่ยวกับสกุลเหวิน นางเล่าให้จ้าวหลิงหรงฟังเสมอว่าสกุลเหวินเป็นสกุลที่อบอุ่น ครอบครัวมีนายท่านเหวินฉี ประมุขตระกูลเหวินสายหลัก ท่านตาของนางมีภรรยาสองคน บุตรชายคนโตทั้งสองเกิดจากฮูหยินรอง แต่ภายในเรือนหลังไม่นับว่ามีปัญหาอะไรเลย ฮูหยินใหญ่อย่างท่านยายนางยังรับทั้งสองเป็นทายาทสายหลักสกุลเหวิน ด้วยเพราะนางไม่มีบุตรชาย ทั้งยังมีความเมตตาต่างจากสตรีทั่วไปนัก ส่วนมารดาของนางเป็นบุตรสาวคนเล็กคนเดียวของสกุลเหวิน ท่านตาของนางรักนางสุดปานแก้วตาดวงใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมารดาของนางถูกเสมอ และท่านตาก็ตามใจมาตั้งแต่เยาว์วัย ทำให้มารดาของนางมีนิสัยที่เอาแต่ใจตนเองเป็นอย่างยิ่ง และเรื่องที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตของมารดานางก็คงไม่พ้นเรื่องบิดาของนางเป็นแน่แท้ 

…ชะตาชีวิตของสตรีมักจะพบเจออะไรเช่นนี้ 

จ้าวหลิงหรงไม่ได้นึกโทษที่บิดารักฮูหยินรองเสียเท่าไหร่ นางก็พอเข้าใจอยู่ว่าฐานะทางสังคม ความเหมาะสม อำนาจวาสนาเป็นอย่างไร สตรีก็เป็นดั่งหมากในกระดานของชีวิตชายคนนึง เป็นทั้งหมาก เป็นทั้งเครื่องเคลือบสวยงามประดับบารมี ยิ่งสูงค่าเท่าไหร่ก็ยิ่งดี แต่มารดาของนางอ่อนแอเกินไป ทำให้ชีวิตต้องมาพบจุดจบเช่นนี้ 

 

เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายวัน จ้าวหลิงหรงในยามนี้ที่ได้รับชุดสวยงามมาหลายสิบชุด ทั้งเครื่องประดับที่ส่งตรงมาจากร้านถังจู  ฮูหยินหงเป็นเพื่อนมารดาของนาง ไม่เพียงมอบของขวัญแก่หลานสาว ยังตบหน้าฮูหยินสกุลจ้าวได้อีก ช่างเป็นคนเถรตรงที่น่านับถือเป็นอย่างยิ่ง จ้าวหลิงหรงพยายามทำตัวเรียบง่ายดังเดิม 

แต่ละวันก็มักจะนั่งคัดอักษรคัมภีร์ ในเรือนใหญ่ของบิดามักมีหนังสือมากมาย ซึ่งบุตรแต่ละคนก็สามารถเข้าไปหยิบใช้สอยได้ จ้าวหลิงหรงมักจะนำหนังสือมาอ่าน แม้ฮูหยินจ้าวจะสงสัยในความสามารถ นางก็ทำเพียงยิ้มอย่างโง่งมแล้วกล่าวว่า

…หรงเอ๋อร์อยากให้ท่านพ่อชื่นชมเท่านั้น หรงเอ๋อร์อ่านพวกมันไม่ค่อยออก ท่านแม่ก็ทราบ…

หลิงหรงกล่าว ความจริงหนังสือบทกวีพวกนี้ หากไม่อ่าน ไม่ทบทวนก็อาจจะทำให้ลืมได้ นางผานเรื่องราวมาเนิ่นนานนับสิบปีจะจดจำทุกอักษร หรือถ้อยคำในบทกวีไม่ใช่เรื่องง่าย วิธีจดจำของนางคือการนั่งคัดตัวอักษรพวกนี้ ลายเส้นอักษรบ่งบอกถึงจิตใจ ลักษณะนิสัย หลิงหรงมีลายมือที่อ่อนช้อย แต่กลับเข้มแช็ง แต่ละตัวอักษรลงน้ำหนักมือได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวอักษรโค้งงอตามวิธีการเขียน เป็นลายมือที่งดงามอย่างยิ่ง นางคัดแล้วก็เผา คัดแล้วก็เผา เพื่อไม่ให้มีหลักฐานหลงเหลือ ทรัพย์สินหลายอย่างของมารดาในเรือน นางก็ส่งคืนท่านยายเสมอ เพราะต้องการเก็บไว้ให้ดีที่สุด 

เรื่องราวในงานเลี้ยงวันนั้นก็ยังคงมีข่าวลือสนุกสนานของเหล่าฮูหยินสกุลใหญ่ แต่เดิมพวกนางก็เป็นทายาทสายตรงของจวนสกุลใหญ่ ย่อมไม่ชมชอบที่อนุชั้นต่ำได้ตำแหน่งฮูหยินเอกมาเพราะฮูหยินเอกคนก่อนตาย จ้าวหลิงหรงไม่ใช่คนโง่ นางลอบให้คนปล่อยข่าวลืออย่างเงียบเชียบ แม้จะไม่ถูกกล่าวถึงมากจนเป็นเรื่องราวใหญ่โตอะไร เพราะหากมีการสืบสวน เกรงว่านางจะไม่รอด นางเพียงปล่อยให้มันเป็นข่าวโคมลอยไร้แก่นสาร รอวันที่สตรีชั่วช้านางนี้ล้ม ผู้คนจะได้เหยียบย่ำนางซ้ำ

สกุลจ้าวโดนนินทาหลายเรื่อง ทั้งคุณหนูรองไม่รู้ความ ฮูหยินเอกไม่สั่งสอนบุตรสาวให้ดี ทั้งพยายามกลั้นแกล้งรังแกคุณหนูใหญ่ ฮูหยินที่ตอนนีัไม่รู้จะทำเช่นไรดี นางจึงได้แต่เก็บตัวเงียบในจวน หวังว่าข่าวลือพวกนี้จะจางหายไป แน่นอนไม่นานมันก็จางหายไป ในเมืองหลวง มีเรื่องราวมากมายให้ผู้คนได้กล่าวถึง

ภายหลังงานเลี้ยงฮูหยินนั้นดูจะสงบเงียบมากขึ้น นางพยายามตรวจดูบุตรสาวคนโตตลอดเวลาด้วยความสงสัย แต่อย่างไรก็ตามเด็กสาวผู้นี้สงบเงียบ และเล่นนั่นเล่นนี่ตามประสาเด็กน้อย ท่าทางนางก็เช่นเดิม แม้จะไม่ได้มาหาบ่อยครั้ง แต่เมื่อพบก็เคารพนบนอบนางปกติ นิสัยอ้อดอ้อนเช่นเดิม ไม่ได้มีท่าทางก้าวร้าว หรือแปลกประหลาดอะไร ทั้งยังทำท่าโง่เง่าไม่ต่างจากเดิม 

 

เวลาผ่านไปจากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปี จ้าวหลิงหรงในยามนี้อายุครบสิบสี่ปี ใกล้ถึงวันปักปิ่นของนางแล้ว ยิ่งเวลาผ่านไปนางยิ่งเคร่งเครียด กลัวว่ามันใกล้จะถึงเวลาหมั้นหมายกับองค์รัชทายาท ภายหลังปักปิ่นปีเดียวนางก็ต้องแต่งเข้าวังองค์รัชทายาทแล้ว จ้าวหลิงหรงในยามนี้นางสนิทสนมกับจ้าวหรูอี้เป็นอย่างมาก ในทุกวันจ้าวหลิงหรงมักทำตัวเป็นเงาตามติดน้องสาว แสร้งทำตัวโง่งมไร้มารยาทอันพึ่งมี ไม่ยอมออกงานตามติดมารดาเลี้ยงเช่นเดิม กลับเก็บตัวเงียบภายในจวน มีสิ่งใดนางก็ล้วนยกให้น้องสาว ข้าวของพวกนั้นสลักชื่อของสกุลมารดาฝั่งนาง การยกให้จ้าวหรูอี้ไม่นับว่าไม่เหมาะสม ภายภาคหน้าหากจ้าวหรูอี้ยังเก็บของพวกนี้ไว้อยู่มันย่อมเป็นผลดีต่อนาง อีกทั้งเวลาผ่านไปในชาติที่แล้ว นางล้วนเข้าใจดีว่าทรัพย์สินพวกนี้เป็นเพียงของนอกกาย ไร้คุณค่า ความสำคัญอย่างแท้จริง มีก็เหมือนไม่มี ในยามยากก็แค่ขายทิ้ง แต่ก่อนจะได้ขายทิ้งจะรักษาชีวิตตนเองได้หรือป่าวนั่นก็เป็นอีกเรื่อง

“น้องสาวอีกไม่นานเจ้าจะได้ไปงานเลี้ยงครบเดือนของคุณชายน้อยสกุลเมิ่ง เจ้าเตรียมตัวแล้วหรือยัง” จ้าวหลิงหรงถามจ้าวหรูอี้ที่กำลังนั่งปักผ้าในศาลา ความจริงฝีมือการปักผ้าหลิงหรงเองก็มากสามารถเช่นกัน แต่นางไม่ได้สนใจด้านนี้อีกแล้ว ในยามที่ต้องโทษ นางปักผ้าจนมือด้านเกินเยียวยา สายตาก็เสีย เพราะนางปักผ้าทั้งวันทั้งคืน นางจึงเกลียดกิจกรรมด้านนี้ไปโดยปริยาย

“ข้าย่อมเตรียมตัวเรียบร้อย แล้วพี่สาวเล่า ท่านไม่คิดจะไปงานเลี้ยงจริงหรือ”

“ข้าจะออกไปทำไม ข้าโง่เง่าไม่รู้ความ หากออกไปก็คงต้องทำให้ท่านพ่อ ท่านแม่ และเจ้าขายหน้า” จ้าวหลิงหรงกล่าวเสียงดังท่าทางของนางไร้ซึ่งมารยาท สาวใช้ของจ้าวหรูอีัแอบมองด้วยแววตาสมเพช แต่อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงการแสดง คนภายในจวนรับรู้ว่านางด้อยมารยาท แต่คนภายนอกยังจดจำคืนงานเลี้ยงครั้งแรกของนางได้ดี สาวน้อยหน้าตางดงามสดใสกริยามารยาทยอดเยี่ยมในวันนั้น ที่จ้าวหลิงหรงไม่ยอมออกไปงานเลี้ยง เพราะกลัวว่าตัวตนของนางจะขัดแย้งจนทำให้ฮูหยินสงสัยได้ เพราะฉะนั้นนางเลือกจะเก็บตัว ปล่อยให้จ้าวหรูอี้ได้เฉิดฉายดีกว่า

“โถ่.. ท่านพี่ ท่านงดงามออกปานนี้ ใครจะกล้าตำหนิท่านได้เล่า” ความงาม… ไม่ใช่ค่าควรเมือง กริยามารยาทต่างหากที่ทำให้ความงามเป็นสิ่งควรเมือง จ้าวหรูอี้ยิ่งโตก็ยิ่งร้ายเฉกเช่นเดิม นางไม่เพียงแต่อ่านกวีอักษร เดินหมาก เล่นพิณ มารดานางคงสอนวิชามารยา กับกระบวณท่าวิชาบรเตียงกระมัง ชายหลายคนถึงได้ตกบ่วงมารยานางจนถอนไม่ขึ้นเช่นตอนนั้น

“โอ๊ยไม่เอาหรอก ข้านอนกระดิกเท้าในจวนดีกว่า” จ้าวหลิงหรงหัวเราะเสียงดังน่าเกลียด ก่อนจะยิ้มท่าทางเจ้าเล่ห์พลางมองน้องสาว “ว่าแต่เจ้าเถอะเจอชายหนุ่มที่ถูกใจบ้างหรือไม่” 

“ทะ ท่านพี่ ท่านกล่าวอะไร” จ้าวหรูอี้อับอายจนหน้าแดงเถือก มือของนางสั่นไหวตามประสาสาวน้อย อย่างว่านี่ยังไม่เสียความบริสุทธิ์ กว่าจะถึงเวลานั้นก็หลังจากที่นางได้ปักปิ่นแล้ว เพราะฉะนั้นในยามนี้นางจะเขินอายก็ไม่นับว่าแปลกอันใด

“เจ้าไม่ต้องเขินอายหรอกน่า ข้าเป็นพี่สาวของเจ้า ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน คุณชายสกุลใดหนอที่ทำให้เจ้าเขินอายจนหน้าแดงเช่นนี้” 

“พี่สาวท่านอย่าพูดเช่นนี้สิเจ้าคะ ข้ายังไม่ปักปิ่นเลย ท่านต่างหากที่ควรสนใจเรื่องนี้มากกว่า”

“ข้าไม่เคยออกจากจวนจะไปเห็นชายหนุ่มที่ใด จะเห็นก็แต่ท่านพ่อ ไม่เอาสิ… เจ้าอย่าเปลี่ยนเรื่องสิ ข้าถามเจ้าอยู่นะ”

“พ.. พี่สาว” จ้าวหรูอี้หน้าแดงอย่างหนัก

“ข้าได้ข่าวว่าองค์รัชทายาทเป็นชายสง่างามผู้หนึ่งเจ้าเคยพบเขาหรือไม่” ถ้าหากว่าจ้าวหลิงหรงจำไม่ผิด จ้าวหรูอี้ยังไม่ได้พบองค์ชายเจ็ด และยังไม่ได้ปลูกต้นรักกับเขา หากว่านางลองพยายามยุจ้าวหรูอี้ให้ชมชอบองค์รัชทายาททุกอย่างจะเป็นเช่นไรหน่อ

“ท่านพี่กล่าวอะไรเช่นนั้น องค์รัชทายาทเป็นเชื้อพระวงศ์ ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น อี้เอ๋อร์ไม่กล้าหรอก”

“อี้เอ๋อร์น้องสาวพี่ทั้งงดงาม เก่งทุกแขนง บิดาของพวกเราเป็นใคร ทำไมเจ้าจะเป็นชายาองค์รัชทายาทไม่ได้กัน” จ้าวหลิงหรงกล่าว ความจริงหากกล่าวเช่นนี้มีโทษถึงประหารก็เป็นได้ แต่อย่างไรเสียคนในจวนหรือจะถือสาคนไม่ได้ความเช่นจ้าวหลิงหรง อีกอย่างจ้าวหรูอี้มีเนื้อแท้เป็นคนทะเยอทะยาน นางอยากไปสู่ตำแหน่งสูงสุดของแผ่นดิน มีหรือจะไม่ชมชอบตำแหน่งรัชทายาท

“ทะ ท่านพี่ ข้าเป็นแค่สตรีธรรมดาคนนึงเท่านั้น ฐานะของข้ายังด้อยกว่าท่านเสียอีก”

“ฐานะอันใดกัน ข้าไม่มีความสามารถเช่นเจ้า จะมาเทียบเทียมเจ้าได้อย่างไร พี่น่ะรอว่าเจ้าจะไปสู่ตำแหน่งพระชายานะ เผื่อจะได้พึ่งใบบุญเจ้าแต่งกับขุนนางน้ำดีสักคน” จ้าวหลิงหรงกล่าว

“ท่านพี่ทำไมคิดเช่นกันเจ้าคะ ท่านเป็นพี่สาวข้า จะด้อยกว่าข้าได้อย่างไร”

“โถ่… อี้เอ๋อร์ ข้าไม่เก่งไม่งามเช่นเจ้า หากเจ้าอยู่ที่สูง ข้าแต่งเข้าสกุลใดยังต้องเกรงกลัวใครครหาความสามารถของข้าอีกเล่า ข้ามีน้องสาวเป็นถึงพระชายาล่ะก็ ข้าคงชูคอเดินทั่วเมืองหลวงได้อย่างสบาย”

“ไม่เอา ข้าไม่พูดด้วยแล้ว”

“ข้าอยากมีน้องสาวเป็นพระชายานะอี้เอ๋อร์” จ้าวหลิงหรงกล่าวก่อนจะแอบกระซิบที่หูน้องสาว “ถ้าเจ้าแต่งเข้าวังองค์รัชทายาท อนาคตเจ้าก็ต้องไม่พ้นตำแหน่งสี่วรชายา ดีไม่ดีเจ้าอาจจะได้ตำแหน่งที่เหนือกว่านั้น” จ้าวหลิงหรงกล่าวก่อนจะวิ่งออกจากศาลาจากไปด้วยท่าทางสนุกสนาน ทิ้งเด็กสาวคนนึงให้นั่งคิดเรื่องราวมากมายในหัวจนยุ่งเหยิงไปหมด

คำพูดของจ้าวหลิงหรงในวันนั้นทำให้ความคิดของคุณหนูจ้าวหรูอี้เปลี่ยนไป ในงานเลี้ยงทุกครั้ง จ้าวหรูอี้เคยเห็นความยิ่งใหญ่ของฮ่องเต้ และฮองเฮากับตา ทุกคนล้วนเคารพนบน้อม กราบกรานไม่แม้แต่จะกล้าสบพระพักตร์ จ้าวหรูอี้ในสกุลจ้าว นางก็ไม่ต่างจากคุณหนูใหญ่ที่ทุกคนล้วนเคารพยำเกรง ซ้ำยังมีคนเคารพนางมากกว่าพี่ใหญ่เสียอีก แต่เมื่ออยู่นอกจวน แม้เหล่าคุณหนูจะทักทาย ชวนนางร่วมสมาคม แต่ลับหลังก็นินทาว่าร้ายว่านางเป็นเพียงบุตรอนุชั้นต่ำที่ปีนป่ายมาได้เพราะฮูหยินเอกตายเท่านั้น ไม่ได้เป็นลูกผู้ดีมีชาติมาโดยกำเนิด ทั้งครอบครัวฝ่ายมารดาก็เป็นเพียงพ่อค้าชั้นต่ำต่างเมือง พวกนางคบหาก็ด้วยเพราะว่าจ้าวหลิงหรง คุณหนูใหญ่สกุลจ้าวไม่ยอมออกจากจวนเท่านั้น บางคราก็กล่าวว่าคุณหนูใหญ่อาจจะโดนบีบบังคับไม่ออกงานมาพบปะผู้คน หรือกล่าวกันว่าคุณหนูใหญ่ป่วยเจียนตาย เพราะโดนวางยาพิษ ทั้งที่จริงพี่ใหญ่ก็สุขสบายดี นางสดใสเริงร่าไร้มารยาทอยู่ในจวน รักสันโดษ จนบางทีนางก็ทั้งเกลียด อิจฉา ริษยาปะปนกันไปหมด นางพยายามทำทุกอย่างให้ดี ให้บิดาชื่นชม ให้มารดารักหลง ทำทุกอย่างให้ดีไม่ว่าจะในศาสตร์ด้านไหน แต่อย่างไรแล้วผู้คนก็ล้วนตำหนิในชาติกำเนิดของนางทั้งสิ้น ทำไมกัน … ทั้งที่นางทำดีถึงขนาดนี้ ทำไมพวกมันถึงยังกล่าวหาว่านางเป็นเพียงบุตรอนุชั้นต่ำอยู่อีก 

— @LAKNARA TALKS 

นาราขอบคุณทุกคนที่ยังติดตาม และขออภัยที่อัพนิยายช้า ต่อจากนี้จะพยายามอัพให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ก่อนหน้านี้ย้ายหอ กับเอาแง้วมาเลี้ยงเพิ่ม ชีวิตวุ่นวายมากค่ะ แมวสี่ตัวแล้ว โรคแมวงอกมันเป็นอะไรที่น่ากลัว แมวแต่ละตัวของนาราคือกินเก่งมากด้วย จำได้ว่าเมื่อต้นเดือนที่แล้วเพิ่งซื้อกระสอบอาหารเพียวริน่าเจ็ดโลมา ตอนนี้ก็ใกล้จะหมดเฉย เศร้าจัง 55555 ไม่มีจะกินแล้ว แต่ก็ไม่ผอม งงมากค่ะ 
 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 197 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

73 ความคิดเห็น

  1. #38 wadeenarak (@wadeenarak) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 01:17
    ทำไมให้ของน้องไม่ขายเก็บเงินไว้ล่ะงงใจกะนาง
    #38
    1
    • #38-1 tanat_CB (@tanat_CB) (จากตอนที่ 2)
      5 พฤศจิกายน 2563 / 23:40
      ++ เผื่อได้หนีออกจากบ้านในอนาคต
      #38-1
  2. #8 RR_Rose (@RR_Rose) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 06:31
    ชอบเรื่องนี้มากเลยค่ะ นางเอกโดนมาเยอะ แต่ก็สู้ชีวิตต่อ อยากให้นางเอกมีความสุขค่ะ ยังดีที่ครอบครัวทางแม่ยังไม่ทิ้ง หวังว่าพวกคนชั่วจะตายอย่างสาสม มาต่อนะคะ ติดตามค่ะ
    #8
    0
  3. #7 pea_conan (@pea_conan) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 กันยายน 2563 / 00:46

    สนุกมากค่ะ อ(ยากรู้จังองค์ชายสองไปถูกใจอะไรนางเอก🤔)
    #7
    0
  4. #4 mynameishiran (@mynameishiran) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กันยายน 2563 / 11:00
    มาต่อเร็วๆ นะคะ สนุกมากเลยยย
    #4
    0
  5. #3 aminidecor (@aminidecor) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กันยายน 2563 / 08:08

    น่าติดตาม สนุกค่าาาา
    #3
    0