ไตรชีวัน || มินเจ,แบคเร็น,คุปส์ฮัน

ตอนที่ 9 : เจษฎาพิพัฒน์ : ๘

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 71
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    18 ก.พ. 63

            มนตรีนวดขมับตัวเองอีกครั้งหลังจากวางโทรศัพท์ลง เขาเพิ่งได้รับข่าวใหม่จากพระนครที่บัดนี้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นกรุงเทพมหานครเรียบร้อยแล้ว ความลังเลและความหนักใจเกิดขึ้นอีกครั้งพลางนึกถึงคุณชายหนุ่มที่มาอยู่กับเขามาเป็นเวลาสามปีกว่าแล้ว ไม่รู้ว่าควรจะบอกอีกฝ่ายเกี่ยวกับข่าวที่ได้รับมาหรือไม่ บอกไปก็กลัวจะกระทบกระเทือนจิตใจเด็กหนุ่มที่กำลังจะเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยเหลือเกิน แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าเจษฎาพิพัฒน์นั้นโตพอที่จะรับรู้เรื่องเหล่านี้แล้ว หากไม่รู้ในวันนี้ก็คงจะต้องรู้เข้าในสักวันหนึ่งเป็นแน่ เพราะฉะนั้นหลังจากที่ชั่งใจอยู่พักใหญ่แล้ว เขาคิดว่าเรื่องนี้คงจะต้องบอกกับเด็กหนุ่มเมื่ออีกฝ่ายกลับมาจากโรงเรียน


            เสียงเคาะประตูดังขึ้นพาให้เขาหลุดจากห้วงความคิด มนตรีหยัดกายจากพนักเก้าอี้


            เข้ามา


            ประตูถูกเปิดออก พร้อมกับร่างของคนที่เขากำลังนึกถึง เจษฎาพิพัฒน์พร้อมกับหนังสือในอ้อมแขนอีกสองสามเล่มเดินเข้ามาด้านในพร้อมกับรอยยิ้ม นั่นยิ่งทำให้มนตรียิ่งหนักใจในเรื่องที่จะต้องบอกอีกฝ่ายมากยิ่งกว่าเดิม


            กลับมาแล้วครับคุณอา เจ้าตัวเอ่ยพลางเดินเข้ามานั่งบนโซฟาที่ประจำเพื่ออ่านหนังสือ


            มนตรีพยักหน้า ก่อนจะพ่นลมหายใจอีกครั้ง พร้อมเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง น้องเจษครับ


            ครับ? เจษฎาพิพัฒน์หันมามองเขาอย่างแปลกใจ


            มานี่สิ มานั่งใกล้ๆอา


            เด็กหนุ่มยิ้มกว้างอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปลากเก้าอี้ไม้อีกตัวมานั่งข้างๆเขา


            มีอะไรหรือครับคุณอา?


            อามีเรื่องจะบอก


            เรื่องอะไรหรือครับ?


            มนตรีเงียบไป ภายในห้องเงียบสนิทจนเจษฎาพิพัฒน์นึกสงสัย การที่คุณอาของเขาเงียบจนผิดปกติแบบนี้แสดงว่าต้องมีเรื่องใหญ่อะไรสักอย่างเกิดขึ้นแน่นอน แม้จะพยายามนึกว่ามีอะไรที่พอจะเป็นเหตุได้บ้างก็นึกไม่ออกสักที จึงได้แต่นั่งเงียบพร้อมมองตาแป๋วเพื่อรอให้อีกฝ่ายพูดเรื่องที่ว่าออกมา


น้องเจษฟังอาดีๆนะ


เด็กหนุ่มพยักหน้า


ท่านชายจิรภาดา ท่านพ่อของน้องเจษเสียแล้ว


สิ้นเสียงของมนตรี เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง เจษฎาพิพัฒน์นิ่งไปอยู่พักใหญ่ ก่อนที่น้ำใสๆจะเริ่มเอ่อล้นไปรอบดวงตาและไหลลงมาอย่างไม่สามารถห้ามได้ มนตรีเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรในเมื่อนี่คือความจริงที่เกิดขึ้นซึ่งอีกฝ่ายจะต้องยอมรับให้ได้ แม้จะเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม


คุณอา... หมายความว่าอย่างไรครับ?


อาเพิ่งได้ทราบข่าวเมื่อครู่ก่อนที่น้องเจษจะกลับมา ท่านชายเสียไปเมื่อเช้าวันนี้


เด็กหนุ่มปล่อยโฮออกมาในทันทีที่มนตรีพูดจบ มนตรีไม่แปลกใจที่เจ้าตัวจะร้องไห้อย่างหนักหน่วงเช่นนี้ พ่อของตัวเองเสียไปใครๆก็ย่อมต้องเสียใจเป็นเรื่องธรรมดา เขาดึงอีกฝ่ายเข้ามาไว้ในอ้อมกอดพร้อมกับลูบหัวเบาๆและจูบลงที่ขมับเป็นการปลอบโยน เจษฎาพิพัฒน์โอบกอดเขาแน่นพร้อมร้องไห้ออกมาไม่หยุดจนเสื้อเชิ้ตสีอ่อนนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาของเด็กหนุ่ม มนตรีเม้มปากพร้อมกระชับอ้อมกอดให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ชิดเขามากกว่าเดิม


ผมจะ.. ฮึก.. จะไม่ได้พบท่านพ่ออีกแล้วหรือครับคุณอา?


เจ้าตัวเอ่ยถามก่อนจะเงยหน้ามองเขา ยามที่ดวงตาคู่สวยเอ้อล้นไปด้วยน้ำตานั้นทำเอาเขารู้สึกเจ็บปวดใจอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่ชอบเวลาที่อีกฝ่ายร้องไห้เลยแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มที่สดใสอย่างเจษฎาพิพัฒน์ไม่เหมาะกับน้ำตาเลยสักนิดเดียว แต่ยามนี้คงไม่สามารถห้ามอะไรได้ จึงได้แต่ปล่อยให้เด็กชายแสดงอารมณ์ออกมาตามที่ตนเองรู้สึกเท่านั้น


ครับ.. คงจะเป็นอย่างนั้น เขาตอบเบาๆ


มนตรีก็ทำได้แค่กอดปลอบเอาไว้ จนผ่านไปครู่ใหญ่ถึงเริ่มสงบลงได้ มนตรีคลายอ้อมกอดลงก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าขึ้นมาซับใบหน้าของอีกฝ่าย เจษฎาพิพัฒน์ยังคงสะอื้นอยู่เล็กน้อย แต่ไม่ฟูมฟายเหมือนตอนแรกอีกแล้ว


น้องเจษครับ เขาเอ่ย


ครับ?


อยากกลับไปที่พระนครไหม?


            ทางนี้มนตรี !


            เสียงเอ่ยเรียกดังขึ้นทันทีที่พวกเขาเดินออกมาจากประตูผู้โดยสารขาออกของท่าอาศยานกรุงเทพ มนตรีกับเจษฎาพิพัฒน์ในชุดเสื้อผ้าสีดำเดินมาหาจิรสินที่มารอรับอยู่ก่อนแล้ว ทันทีมายืนตรงหน้า อีกฝ่ายรีบเข้ามากอดเด็กหนุ่มในทันที


            ไอเสียใจด้วยนะคุณชาย


            เจษฎาพิพัฒน์ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ยิ้มบางๆแทนคำตอบไปเท่านั้น จิรสินเห็นได้ว่าเป็นรอยยิ้มที่แตกต่างจากที่เคยเห็นโดยสิ้นเชิง เป็นรอยยิ้มที่แฝงเอาไว้ด้วยความเศร้าและเสียใจ ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำจนรับรู้ได้ว่าผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก


            เราจะไปที่งานกันเลยไหม? คุณกรจอดรถรอพวกเราอยู่ จิรสินเอ่ยถามต่อ


            เอาสิ นี่ก็เย็นแล้ว กว่าจะถึงวัดก็คงจะใกล้เวลาสวดพอดี มนตรีว่า


            จิรสินพยักหน้า ก่อนที่จะเดินนำทั้งคู่ยังรถยนต์ที่จอดรออยู่แล้ว โดยให้แขกทั้งสองนั่งที่เบาะหลังในขณะที่เจ้าตัวเปลี่ยนไปนั่งที่นั่งข้างคนขับแทน ตลอดเส้นทางที่รถแล่นไปไม่มีใครพูดอะไรออกมาแม้แต่ประโยคเดียว เจษฎาพิพัฒน์เอาแต่เหม่อมองไปนอกหน้าต่างรถ นั่นยิ่งทำให้มนตรีรู้สึกเป็นห่วงเด็กหนุ่มอยู่ไม่น้อย ทำได้แค่เพียงกุมมือของอีกฝ่ายเอาไว้เพื่อเป็นการบอกโดยนัยว่าเขายังคงอยู่เคียงข้างตรงนี้ไม่ไปไหน


            อีกเรื่องหนึ่งที่มนตรีกำลังคิดอยู่ในใจคือการที่บุตรชายของหม่อมเจ้าจิรภาดากลับมาหลังจากที่จากเมืองหลวงไปนานนั้นคงจะเป็นที่พูดถึงอยู่ไม่น้อย ใครๆต่างก็รู้กันว่าท่านชายนั้นได้ขายลูกกินไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คงจะเป็นที่นินทากันอย่างสนุกปากไปทั่วอย่างแน่นอน และคงหนีไม่พ้นที่จะเข้าหูของเด็กหนุ่มไม่มากก็น้อย แต่เขาก็คิดเอาไว้แล้วว่าจะต้องปกป้องอีกฝ่ายจากทุกคนที่จ้องจะทำร้ายทางวาจาเอาไว้ให้


            ไม่นานนักก็ถึงที่หมาย พิธีศพของหม่อมเจ้าจิรภาดาถูกจัดขึ้นที่วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ซึ่งถูกจัดอย่างสมเกียรติที่สุดและจะมีการตั้งสวดอภิธรรมเป็นเวลาทั้งหมดเจ็ดวัน โดยสามารถสร้างความแปลกใจให้ใครต่อใครอย่างมาก เนื่องจากเป็นที่รู้กันอยู่ว่าท่านชายนั้นมีหนี้สินมากมายจากการกู้ยืมและการใช้จ่ายที่สุรุ่ยสุร่ายอันเป็นนิสัยที่ไม่สามารถแก้ไขได้ การที่สามารถจัดงานได้อย่างใหญ่โตทำให้เป็นที่พูดถึงว่าใครกันที่เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพราะเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว


            และใครคนนั้นก็คือ มนตรี นั่นเอง ที่จัดส่งเงินมาให้จิรสินเป็นคนจัดการงานทั้งหมดก่อนที่เขาจะเดินทางมาถึงพระนคร


            เสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีเจษฎาพิพัฒน์เดินขึ้นมาบนศาลาวัดพร้อมกับมนตรี แต่เด็กหนุ่มก็หาได้สนใจเสียงเหล่านั้นไม่ ทันทีที่เห็นรูปที่ตั้งหน้าศพของผู้เป็นบิดาน้ำตาก็รื้นขึ้นมาอีกครั้ง เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าซับมันออกจากรวดเร็วพร้อมเดินไปที่ด้านหน้าเพื่อทำการจุดธูปไหว้และกราบลงหน้าศพ ก่อนที่จะนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับไปไหน ซึ่งมนตรีและจิรสินก็เข้าใจได้อย่างดี การเสียบิดาไปอย่างกะทันหันสำหรับเด็กอายุเท่านี้นั้นเป็นที่สะเทือนใจอยู่ไม่น้อย


            นั่นคุณชายเจษฎาพิพัฒน์ไม่ใช่หรือ? ไม่เห็นหน้ามาตั้งนานแน่ะ


            ท่านชายก็เสียไปแล้ว หม่อมทั้งสองยังมาหนีหายไปอีก น่าสงสารจริงเชียว


            นั่นสิ แล้วไม่รู้ว่ารู้หรือเปล่าที่ท่านชายเสียเพราะผูกคอตายเพื่อหนีหนี้น่ะ


            เสียงพูดคุยเริ่มมีมากขึ้น มนตรีกับจิรสินได้ยินมันทุกประโยคอย่างชัดเจน แต่เลือกที่จะนิ่งเงียบไปก่อนเพื่อที่จะดูว่าจะพูดอะไรกันต่อไป


            ฉันได้ยินว่าคุณชายถูกท่านพ่อเขาขายกินนะ ถ้าอย่างนั้นผู้ชายคนข้างๆนั่นคงจะเป็นคนที่มาซื้อไปน่ะสิ


            นั่นสินะ ได้ยินมาว่าคุณชายเป็นอนธการด้วย คนพ่อคงตั้งใจขายเพื่อหวังจะจับอาภาสรวยๆมาเรียกเงินสูงๆแน่ๆ


            เสียดายนะ ถ้ารู้ว่าคุณชายเป็นอนธการที่น่ารักขนาดนี้ ผมจะรีบขออาสารับมาเลี้ยงดูอย่างดีทีเดียว !


            เจษฎาพิพัฒน์กำมือแน่น เห็นได้ชัดว่าคำพูดเหล่านั้นเด็กหนุ่มได้ยินมันทุกประโยค สร้างความไม่พอใจให้กับมนตรีเป็นอย่างมาก ว่าเขาไม่เท่าไหร่ แต่พูดจาไม่ให้เกียรติผู้ตายกับเด็กหนุ่มแบบนี้เขาไม่มีวันยอมแน่ มนตรีหันไปมองกลุ่มคนที่พูดคุยสนุกปาก แต่ก่อนที่จะได้เอ่ยอะไรออกไป เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นก่อน


            มางานศพเพื่อมานั่งนินทาผู้ตายแบบนี้คราวหลังไม่ต้องเสียเวลามาก็ได้นะครับ


            ทุกสายตาหันไปมองผู้ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ สร้างความแปลกใจขึ้นมาอีกครั้ง


            คุณชายรัตนกรกันต์ คุณชายคนเล็กแห่งราชสกุลดารารัตน์กลับมาแล้ว !


            น้องชายรัตน์ !เจษฎาพิพัฒน์ร้องขึ้นพร้อมลุกยืน คราวนี้น้ำตาที่เก็บกลั้นเอาไว้ได้ไหลออกมาเมื่อพบหน้าน้องชายที่ไม่ได้เจอกันเสียนาน


            รัตนกรกันต์ยิ้มกว้าง ก่อนจะเดินเข้ามากอดผู้เป็นพี่ชายด้วยความคิดถึง สองพี่น้องกอดกันอยู่นานก่อนที่จะคลายออกจากกัน


            ไม่เจอกันตั้งนาน เป็นอย่างไรบ้างพี่ชายเจษ? สบายดีไหม? คุณชายคนเล็กเอ่ยถาม


            เจษฎาพิพัฒน์พยักหน้า แล้วน้องชายรัตน์ล่ะ? เป็นอย่างไรบ้าง? น้องไปอยู่ที่ไหนมา ทำไมผอมลงไปเยอะแบบนี้ล่ะ? ไม่สบายหรือเปล่า?


            ใจเย็นก่อนพี่ชายเจษ รัตนกรกันต์หัวเราะ ถามเยอะแบบนี้แล้วน้องจะตอบคำถามไหนก่อนล่ะ


            น้องไปอยู่ที่ไหนมาหรือ?


            น้องไปอยู่ที่พังงา


            แล้วสบายดีไหม?


            ก็ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่หรอก แต่ก็ชินเสียแล้วล่ะ คนน้องว่า ก่อนจะผายมือไปยังผู้ที่เพิ่งเดินตามขึ้นมายืนข้างๆรัตนกรกันต์ อีกฝ่ายเป็นชายร่างหนาที่ดูแล้วน่าจะอ่อนกว่ามนตรีสักเล็กน้อย


พี่ชายเจษ นี่พี่ดนัยครับ


เจษฎาพิพัฒน์ยกมือไหว้ ก่อนที่จะแนะนำบ้าง ส่วนนี่คุณอามนตรี


มนตรีไม่ได้ว่าอะไรเพียงแต่ยิ้มทักทายมารยาท รับรู้ได้ทันทีจากกลิ่นว่าอีกฝ่ายเองก็เป็นอาภาสเช่นเดียวกับตน ทันทีที่สบตากับดนัยก็เป็นอันทราบได้ทันทีว่าทั้งคู่นั้นมีสถานะเดียวกัน คือเป็นผู้ที่รับดูแลคุณชายทั้งสองแห่งราชสกุลดารารัตน์ในฐานะว่าที่สามีในอนาคตตามที่ท่านพ่อของทั้งคู่ตั้งใจเอาไว้


แล้วนี่น้องมาได้อย่างไรหรือ? เจษฎาพิพัฒน์เอ่ยถามต่อ


ก็ทราบข่าวเรื่องท่านพ่อ น้องเลยรีบนั่งรถไฟมากับพี่ดนัย ผู้เป็นน้องตอบ ก่อนจะปรายตามองแขกเหล่านั้นด้วยสายตาอันเย็นชา


แล้วก็มาได้ยินอะไรที่รังเกียจพอดี ช่างน่าสมเพชคนเหล่านี้เสียจริงเลยนะ คุณอามนตรีว่าไหมครับ?


อืม มนตรีรับคำเบาๆ พลางนึกคิด ทั้งที่เป็นพี่น้องกัน แต่ช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ทั้งคู่จะมีใบหน้าที่น่ารักน่าเอ็นดู แต่รัตนกรกันต์ดูจะมีความแข็งแกร่งกว่าผู้เป็นพี่ชายอยู่มากทีเดียว ไม่รู้ว่าการไปอยู่ที่พังงาของอีกคนนั้นเป็นอย่างไร แต่คิดว่ามันคงหนักหนามากพอที่จะหล่อหลอมให้เจ้าตัวกลายเป็นคนเช่นนี้ไปได้


รัตน์ ใกล้จะได้เวลาสวดแล้ว มานั่งเร็ว ดนัยกล่าว รัตนกรกันต์พยักหน้า ก่อนจะจูงมือพี่ชายมานั่งที่เก้าอี้ด้านหน้าสุดพร้อมเอ่ยเรียก


คุณอามนตรีมานั่งด้วยกันสิครับ นั่งข้างๆพี่ชายเจษนี่เลย


มนตรีพยักหน้าก่อนที่จะเดินมานั่งข้างๆ เป็นเวลาเดียวกับที่พระสงฆ์เดินขึ้นมาบนศาลาเพื่อทำการสวดอภิธรรมพอดี ทุกคนจึงได้เงียบลงเพื่อพนมมือตั้งใจฟังสวดในค่ำคืนนี้


จิรสินผู้นั่งอยู่ถัดจากมนตรีแอบมองทั้งสี่คนเล็กน้อย ดูไปแล้วการที่คุณชายทั้งสองแห่งราชสกุลดารารัตน์อยู่พร้อมหน้ากันนั้นช่างงดงามราวกับภาพวาดสมกับที่เคยเป็นที่เลื่องลือไปทั่วพระนครเสียเหลือเกิน และยามนี้ถูกประกบด้วยผู้ปกครองทั้งสองทำให้ภาพที่งดงามนั้นดูน่าเกรงขามมากยิ่งขึ้นไปอีก ไม่มีใครกล้าที่จะพูดคุยหรือนินทาอะไรต่อจากนั้น เพราะทั้งมนตรีและดนัยหันไปมองด้วยสายตาที่ทำให้ทุกคนต้องหวาดกลัวอยู่เป็นระยะ

คุณดนัยกับคุณชายรัตนกรกันต์จะอยู่ที่นี่จนถึงวันพระราชเพลิงเลยไหมครับ? มนตรีเอ่ยถามหลังจากที่การสวดอภิธรรมในคืนนี้เสร็จสิ้นลง บรรดาแขกผู้มาร่วมงานกำลังทยอยเดินลงจากศาลา


ครับ น่าจะเป็นอย่างนั้น แล้วก็อาจจะให้รัตน์เขาอยู่ให้หายคิดถึงพระนครอีกสักสองสามวันแล้วค่อยกลับพังงา ดนัยว่า


พวกเราขอกลับไปนอนที่วังได้ไหมครับ? เจษฎาพิพัฒน์เอ่ยถาม รัตนกรกันต์พยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย


ได้สิครับ มนตรียิ้ม แล้วแต่น้องเจษเลย


คุณอามนตรียังเรียกพี่ชายเจษว่าน้องเจษเลย ทำไมพี่ดนัยไม่เรียกผมว่าน้องรัตน์บ้างล่ะ คุณชายคนน้องเอ่ยขึ้นพลางทำหน้ามุ่ย ดนัยหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะยกมือขึ้นเขกหัวอีกฝ่าย ทำเอารัตนกรกันต์หน้าบึ้งยิ่งกว่าเดิมก่อนจะกอดผู้เป็นพี่ชายแน่น


ผมจะไปนอนกับพี่ชายเจษแล้ว!


คุณชายเจษเขาจะนอนกับสามีเขาหรือเปล่า? ดนัยว่าพลางขมวดคิ้ว คำเรียกนั่นทำเอาเจษฎาพิพัฒน์ถึงกับหน้าแดงก่ำไปจนถึงใบหู


ไม่ครับ ผมยังไม่ใช่สามีเขา มนตรีรีบเอ่ยแทรกขึ้น นั่นทำให้ทั้งดนัยและรัตนกรกันต์แปลกใจ


อ้าว ผู้เป็นน้องร้องขึ้น นี่พี่ยังไม่ได้แต่งงานกับคุณอามนตรีอีกหรอกหรือ?


ก็คุณอามนตรีน่ะสิ ยังไม่ยอมให้พี่เป็นเจ้าสาวเสียที เจษฎาพิพัฒน์ตอบเสียงเบาเป็นเชิงน้อยใจ


มนตรีกระแอมเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งเปลี่ยนเรื่องพูดคุย นี่ก็จะดึกแล้ว เรากลับกันเลยดีไหมครับ?


ดนัยพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย ทั้งหมดเดินทางมุ่งสู่วังดารารัตน์อันเป็นที่ที่คุณชายทั้งสองเติบโตมาโดยมีคนขับรถของจิรสินขับไปส่งถึงที่ เด็กหนุ่มทั้งต่างพูดคุยกันไปตลอดทางด้วยความคิดถึงที่ไม่ได้เจอกันถึงสามปี ถึงแม้จะไม่ได้เจอกันนานแต่ความสนิทสนมกลับไม่ได้ลดลงไปเลยแม้แต่น้อย เรื่องราวมากมายถูกแลกเปลี่ยนตามประสบการณ์ที่แต่ละคนได้พบเจอ เรื่องราวของรัตนกรกันต์นั้นทำเอาเจษฎาพิพัฒน์ถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความเป็นห่วงน้องชาย ในขณะที่อีกฝ่ายนั้นกลับยิ้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นซ้ำยังคอยปลอบพี่ชายอีกต่างหากจนมนตรีและดนัยดูแล้วเริ่มไม่ค่อยแน่ใจว่าใครเป็นพี่ใครเป็นน้องกันแน่


คุณชายทั้งสองยังคงตัวติดกันไปจนถึงวัง จนอาบน้ำเสร็จก็ยังนั่งคุยกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่นนานจนผู้ใหญ่ทั้งสองต้องดุให้ไปเข้านอนเสียที แม้จะรู้ว่ายังคงแอบไปพูดคุยกันต่อในห้องนอนก็ตาม


เหลือเพียงดนัยและมนตรีที่ยังคงนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น


คุณมนตรีทำทั้งสวนส้ม สวนดอกไม้ แล้วก็รีสอร์ทเลยหรือครับ? ดนัยเอ่ยถาม


ครับ มนตรีพยักหน้า ว่างๆคุณดนัยก็พาคุณชายรัตนกรกันต์มาเที่ยวบ้างสิครับ


นั่นสินะ ผมไม่เคยพารัตน์เขาไปไหนเลย คงจะต้องหาเวลาพาไปบ้างเสียแล้ว


ถ้าอย่างนั้นเอาไว้ผมจะพาน้องเจษเขาไปเที่ยวที่พังงาบ้างนะครับ ที่เชียงใหม่มีแต่ภูเขา พาไปเจอทะเลบ้างน่าจะดี


เอาไว้ผมจะพาเที่ยวนะครับ ดนัยยิ้ม แล้วก็ผมมีเรื่องอยากจะถามคุณมนตรีเหมือนกัน


อะไรหรือครับ?


ผมได้กลิ่นของอนธการตนอื่น แสดงว่าคุณมนตรียังไม่ทำพันธะกับคุณชายเจษฎาพิพัฒน์อีกหรือครับ?


มนตรีนิ่งเงียบไปกับคำถาม ก่อนจะส่ายหน้าแทนคำตอบ


อ้าว แสดงว่าผมเข้าใจผิดอย่างนั้นหรือ? นึกว่าทั้งคุณชายและคุณมนตรีชอบพอกันเสียอีก


จริงๆก็ใช่ครับ แต่ผมอยากให้น้องเจษเขาเรียนให้จบเสียก่อน แล้วถึงวันนั้นค่อยว่ากันอีกที ใครจะไปรู้ น้องเจษยังเด็ก ส่วนผมมีแต่แก่ลงทุกวัน ถึงตอนนั้นเขาอาจจะเปลี่ยนใจไปแล้วก็ได้


แต่ถ้าในเมื่อตอนนี้แน่ใจแล้วจะทำอะไรก็รีบทำดีกว่านะครับ ดนัยว่าต่อ สำหรับผม หากมีความรู้สึกต่อกันก็ควรจะทำให้มันชัดเจนดีกว่า ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ไม่งั้นอาจจะโดนอาภาสคนอื่นขโมยไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ด้วย


ก็จริงของคุณ


ลองคิดให้ดีๆนะครับ ไม่งั้นคุณมนตรีเองจะเป็นคนที่เสียใจหากเกิดอะไรขึ้น


ครับ ผมจะลองกลับไปคิดดู


ดนัยยิ้ม ก่อนจะหันไปดูนาฬิกา ผมจะเข้าไปดูสักหน่อยว่ารัตน์เขาหลับหรือยัง คุณมนตรีจะเข้าไปดูด้วยกันไหมครับ?


ได้ครับ ผมก็ว่าจะไปดูอยู่เหมือนกัน กลัวว่าจะเอาแต่คุยกันจนไม่หลับไม่นอน


ทั้งคู่ต่างเดินไปแง้มประตูห้องนอนอย่างเบามือที่สุดเพื่อที่จะไม่ให้เป็นการรบกวนคุณชายทั้งสอง เมื่อเห็นว่าไม่มีเสียงพูดคุยแล้วจึงเดินเข้าไปดูเงียบๆ สองพี่น้องต่างนอนกอดกันราวกับเป็นเด็กน้อยสร้างรอยยิ้มให้กับผู้ใหญ่ทั้งสองเป็นอย่างมาก ดนัยค่อยๆลูบหัวรัตนกรกันต์อย่างแผ่วเบาพร้อมกับหอมลงบนขมับของเด็กหนุ่ม ในขณะที่มนตรีดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างของคุณชายทั้งสอง กลิ่นดอกแก้วหอมนั้นก็เชิญชวนให้เขาทำการขโมยหอมแก้มไปหนึ่งครั้งด้วยความเอ็นดู


ทั้งมนตรีและดนัยเงยขึ้นมองหน้ากันพร้อมพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ ก่อนที่จะพากันออกไปให้เด็กหนุ่มทั้งสองได้พักผ่อนร่วมกัน


สองพี่น้องได้พบกันอีกครั้ง ดวงดาวส่องแสงพร่างพราวราวกับแสดงความยินดี แม้ว่าเหตุการณ์ที่นำพาให้กลับมาเจอกันนี้จะไม่น่าอภิรมย์เลยก็ตาม

สัพเพเหระ

สองพี่น้องได้กลับมาพบกันแล้ว !
เปิดตัวน้องชายสุดเซี้ยวของน้องเจษค่ะ
ใครที่อยากรู้ว่าชีวิตของน้องชายรัตน์เป็นอย่างไร รอติดตามได้ในเรื่อง รัตนกรกันต์ นะคะ

ช่วงนี้ยุ่งมากเลยค่ะ อาจจะมาอัพช้าหน่อยนะคะ
คิดถึงทุกคนมากๆเลยค่ะ แง้

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านและให้กำลังใจกันนะคะ
ขอฝากแท็ก
#ไตรชีวัน ด้วยนะคะ

            

B
E
R
L
I
N
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

59 ความคิดเห็น

  1. #41 Applecolajelly (@kkaem) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 17:52
    น้องรัตน์ฟาดมาก 5555 เข้าใจยังคะคุณอา กับน้องเจษก็ให้เรียบร้อยนะคะ 55555
    #41
    0
  2. #24 Jjang_CM8 (@Jjang_CM8) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:57
    พี่น้องคู่นี้น่ารักกันมากๆเลยค่ะ ได้เจอกันสักที
    #24
    0
  3. #22 จอมโจรอ่วนผอม (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:34

    คุณชายรัตน์เจออะไรมาบ้างนะถึงได้ดูเป็นคนแข็งแกร่งแบบนี้ ตอนพี่น้องเจอกันช่วยให้ชื่นใจขึ้นมาบ้าง

    #22
    0