ไตรชีวัน || มินเจ,แบคเร็น,คุปส์ฮัน

ตอนที่ 8 : เจษฎาพิพัฒน์ : ๗

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 83
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    9 ก.พ. 63

พ.ศ. ๒๕๑๗


วันเวลาล่วงเลยผ่านไป ช่างไวราวกับเป็นเรื่องโกหก เผลอเพียงครู่เดียว เด็กน้อยได้เติบใหญ่ จากเด็กชายก็กลายเป็นเด็กหนุ่มเสียแล้ว แต่กระนั้นเองก็ยังเป็นเพียงเด็กตัวน้อยๆในสายตาของเขาอยู่เสมอ ตัวเขาเองสิที่มีแต่แก่ลงทุกวัน ถึงจะอย่างนั้นก็ตาม ด้วยลักษณะภายนอกที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากจากการอันมาจากการดูแลตัวเองเป็นอย่างดีเสมอทำให้เขายังคงดูอ่อนกว่าวัยอยู่พอสมควร ยามเดินเคียงข้างกันหากบอกว่าเป็นพี่น้องกันก็น่าเชื่อเกินกว่าจะเรียกว่าเป็นอาหลานกันเสียอีก เจษฎาพิพัฒน์เองแม้ส่วนสูงจะเพิ่มขึ้นมาเยอะ แต่ก็ยังตัวบางกว่าใคร เด็กหนุ่มไม่ได้ชอบออกกำลังกายเช่นเด็กผู้ชายทั่วไป กลับชอบอ่านหนังสือและฟังดนตรีเสียมากกว่า ซึ่งมนตรีก็ไม่ได้ห้ามอะไร แล้วปล่อยให้ทำแต่ในสิ่งที่ชอบต่อไป จนบางทีก็มานึกเหมือนกันว่าเขาตามใจเด็กหนุ่มเกินไปหรือเปล่า


ในขณะที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังคงเป็นเช่นเคย เจษฎาพิพัฒน์แม้จะโตเป็นหนุ่มแล้วก็ยังคงติดเขาแจเช่นเดียวกันในวัยเด็ก ยามที่กลับจากโรงเรียนมักจะเข้ามาขลุกอยู่กับเขาในห้องทำงานอยู่เสมอ บ้างก็เข้ามานั่งคุยเจื้อยแจ้วเกี่ยวกับเรื่องในโรงเรียนที่เจ้าตัวได้พบเจอในแต่ละวัน บ้างก็เข้าเอาการบ้านมาให้เขาสอน หรือแม้กระทั่งนั่งอ่านหนังสือเงียบๆไม่รบกวนเวลาที่เขากำลังยุ่งเรื่องงานอยู่ ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้เอ่ยปากห้ามแต่อย่างใด จนตอนนี้เข้า ม.ศ.๕ ใกล้จะต้องเข้ามหาวิทยาลัยเต็มที่ มนตรีเองก็นึกห่วงว่าเด็กหนุ่มจะสามารถไปเรียนมหาวิทยาลัยในตัวเมืองเชียงใหม่เองได้หรือไม่หากไม่มีเขาอยู่ข้างๆแล้ว


น้องเจษครับ เอ่ยเรียกออกไปในขณะที่เด็กชายกำลังนั่งทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะตัวเล็กในห้องทำงานของเขา อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมอง


ครับ?


คิดไว้หรือยังว่าอยากเข้าคณะอะไร?


อืม.. เด็กหนุ่มนึกคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ ผมอยากเป็นหมอเหมือนคุณหมอมนัสครับ


มนตรีหัวเราะทันทีที่ได้ยินคำตอบ งั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยสิ อาเองก็แก่แล้ว น้องเจษเรียนมาจะได้มารักษาอา


อย่าพูดแบบนั้นสิครับ !เจษฎาพิพัฒน์แย้งขึ้นพลางทำหน้ามุ่ย คุณอาน่ะยังหนุ่มอยู่เลย แถมยังแข็งแรงดีด้วย ไม่ต้องให้ผมรักษาหรอก


อะไรๆก็ไม่แน่ไม่นอนหรอกนะน้องเจษ มนตรีเอนกายพิงกับพนักเก้าอี้ อาอาจจะเป็นอะไรไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละ


เด็กหนุ่มทำหน้าจริงๆจัง ก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้ามาเกาะที่หน้าโต๊ะทำงานของเขา


ผมไม่ยอมให้คุณอาเป็นอะไรไปหรอก บอกแล้วไงว่าจะอยู่กับคุณอาตลอดไปเลย


 แต่คนเก่งของอารู้ไหม ถ้าได้สอบติดคณะแพทย์แล้วต้องไปอยู่ที่ตัวเมืองนะ


เจษฎาพิพัฒน์ตาโตอย่างตกใจ จริงหรือครับ?


จริงสิ แต่ไม่ต้องห่วงนะ อาคุยกับคุณหมอมนัสแล้วว่าจะให้เราไปอยู่ด้วย น่าจะปลอดภัยกว่าอยู่หอพักเยอะเลย คุณจันทร์เองก็ยินดี


คุณชายหนุ่มนิ่งไป แล้วคุณอาไปอยู่กับผมไม่ได้หรือ?


อาต้องทำงานอยู่ที่นี่ แต่ไม่ต้องห่วงนะ อาจะลงไปเยี่ยมเขาทุกอาทิตย์เลยดีไหม?


ดีครับ ! ถ้าอย่างนั้นผมยอมไปก็ได้ แต่คุณอาสัญญากับผมแล้วนะ


ครับๆ มนตรียิ้ม นี่ก็จวนเย็นแล้ว คงใกล้จะได้เวลาอาหารเย็นแล้ว ออกไปที่ห้องครัวกันเถอะ


จริงด้วย อีกฝ่ายพยักหน้า แต่เดี๋ยวผมขอเอายาไปให้พี่ตาณก่อนนะครับ


รีบไปรีบมาล่ะ


ครับผม !


เจษฎาพิพัฒน์ยกขึ้นยืนก่อนที่จะเดินออกจากห้องทำงานเพื่อตรงไปจัดเตรียมยาสมุนไพรใส่ถ้วย ก่อนที่จะยกออกไปยังเรือนเล็กอันเป็นที่พำนักของพี่ชายคนสนิท ตาณที่บัดนี้มีน้ำมีนวลมากขึ้นกว่าแต่ก่อนกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวหน้าเรือนยิ้มเมื่อเห็นว่าใครมา เขาทำท่าจะลุกขึ้นยืนแต่ถูกห้ามเอาไว้เสียก่อน


พี่ตาณไม่ต้องลุก !เด็กหนุ่มร้องขึ้น


ตาณหัวเราะเบาๆ ไม่เป็นไรครับคุณชาย แค่นี้เอง สบายมาก


ลุกเร็วเดี๋ยวจะหน้ามืดนะครับ เจษฎาพิพัฒน์ว่าก่อนจะวางถ้วยยาและนั่งลงข้างๆ


กำลังมีท้องอยู่ จะลุกจะนั่งพี่ตาณต้องระวังตัวให้มากๆเลย


ตาณได้แต่ยิ้มน้อยๆไม่พูดอะไรต่อ บัดนี้เขากำลังตั้งครรภ์ได้ห้าเดือนเศษแล้วและเริ่มมีหน้าท้องยื่นออกมา แน่นอนว่าพ่อของเด็กในท้องคือทัชยะที่เขาแต่งงานด้วยเมื่อสามปีก่อน ซึ่งหากนับจากเวลาก็ไม่น่าแปลกใจหากจะมีทายาทสืบสกุลได้แล้ว เพียงแต่การตั้งครรภ์ครั้งนี้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อหลายก่อนที่อยู่ๆก็เกิดการเข้าฤดูถึงสองครั้งในหนึ่งเดือน แถมครั้งที่สองยังมีอาการหนักหน่วงกว่าครั้งแรกในระดับที่กินยาระงับอาการเข้าไปแล้วก็ไม่อาจจะช่วยอะไรได้ แม้จะพยายามเก็บตัวให้ไกลจากผู้เป็นสามีแต่ก็ไม่อาจต้านทานสัญชาตญาณการจับคู่ของอาภาสและอนธการได้ ทัชยะเข้ามาพบเขาในที่สุด และในคืนหนึ่งของการเกิดอาการนั้น พันธสัญญาของคนสองคนก็ได้เกิดขึ้น และตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในอีกไม่กี่เดือนต่อมา


สำหรับคนอื่นแล้วคงเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่สำหรับตาณนี้คงไม่อาจบอกว่าดีใจได้เต็มปาก


แม้จะเป็นลูกของอาภาสที่เขารัก แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้รักเขาตอบอย่างที่ควรจะเป็น


            ตาณได้แค่คิด ว่าการเกิดพันธะครั้งนั้นหรือจะเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้น แต่สุดท้าย เขาเองก็เป็นฝ่ายเต็มใจที่จะโดนกัดเองอยู่ดี


            วันนี้คุณชายเอาอะไรมาให้พี่ครับเนี่ย? ตาณเอ่ยขึ้นพลางรับถ้วยยาจากมืออีกฝ่ายมาดม หอมขิงจัง


            ใช่ครับ มันคือน้ำขิง คุณชายหนุ่มยิ้ม ผมอ่านเจอในหนังสือว่ามันมีประโยชน์กับคนมีท้อง ตอนกลับจากโรงเรียนผมเลยไปขุดขิงกับพี่เอื้อยมาต้มให้พี่ตาณครับ


            โถ่ ไม่เห็นต้องลำบากเลยคุณชาย


            ไม่ลำบากหรอกครับ แค่นี้เอง


            ขอบคุณนะครับ ตาณกล่าวพลางค่อยๆ จิบน้ำขิงลงคอ


            อ้าว เสียงบุคคลที่สามดังขึ้นเรียกความสนใจจากทั้งคู่ คุณชายมาหรือ?


            สวัสดีครับพี่ทัช เจษฎาพิพัฒน์ยกมือไหว้ ผมเอาน้ำขิงมาให้พี่ตาณครับ


            อ้อ อีกฝ่ายพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ


            ผมขอตัวก่อนนะ ใกล้จะได้เวลาอาหารเย็นแล้ว ไปช้าเดี๋ยวคุณจะดุเอา


            ครับ เดินระวังๆอย่าวิ่งนะครับ เดี๋ยวจะสะดุดล้มเอา


            ครับ !


            เจษฎาพิพัฒน์เดินจากไปแล้ว เหลือเพียงพวกเขาทั้งสองคน เกิดความเงียบขึ้นชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่ทัชยะจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ


            เป็นอย่างไรบ้างตาณ?


            ปกติครับ ก็เหมือนทุกๆวัน ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอกครับ


            พูดกันดีๆกันบ้างไม่ได้หรือยังไง?


            ผมก็พูดดีๆของผมแล้ว ตาณหน้ามุ่ยลงเล็กน้อยเมื่อทัชยะหรี่ตาลงอย่างคาดโทษ


            ไม่น่ารักเลย


            ใครจะไปน่ารักเหมือนคุณชายเจษล่ะครับ แล้วปากของเขาก็ไปไวกว่าความคิด บางครั้งมันก็อดที่จะน้อยใจไม่ได้ เพราะสุดท้ายคนที่อีกฝ่ายรักก็ไม่ใช่เขาอยู่ดี


            ทำไมพูดแบบนั้น


            ก็มันจริงนี่ครับ ผมขอตัวไปพักผ่อนก่อน ว่าพลางลุกขึ้นยืนก่อนที่จะเดินเข้าไปในบ้าน


            ทัชยะถอนหายใจเฮือกใหญ่ ชีวิตการแต่งงานของเขาไม่ได้ราบรื่นเท่าไหร่นัก เขาเองก็มีส่วนผิดที่ดันไปชอบคนที่ไม่สมควรชอบเข้า เป็นเหตุที่ทำให้ตาณต้องทุกข์อยู่แบบนี้ ก็พอจะรู้แล้วว่าตาณรู้สึกอย่างไรกับตัวเอง และดูออกว่ามีอาการน้อยใจอยู่ไม่น้อย สามปีที่ผ่านมาเขาพยายามเปิดใจให้อีกฝ่ายอยู่หรอก แต่เหมือนตาณค่อนข้างที่จะต่อต้านเขาจนในบางทีก็รู้สึกท้อเหมือนกัน ยิ่งเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นเหมือนทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองคนแย่ลงแทนที่จะดีขึ้นเสียอีก


            ทัชยะรู้ตัวเองดีว่าในตอนนี้ควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร เขาเองก็พยายามมากจนพอที่จะตัดใจจากคุณชายหนุ่มได้บ้างแล้ว


            ก็ได้แต่หวังว่าตาณจะเห็นในความพยายามนั้นของเขาสักที เพราะตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดของทั้งคู่คือลูกที่ใกล้จะลืมตาดูโลกใบนี้ ทัชยะเองก็ต้องการที่จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในฐานะพ่อหรือในฐานะสามีก็ตาม


           

            ขยันจังเลยนะน้องเจษ


            มนตรีเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานของตัวเองเพื่อตามหาเจ้าตัวแสบที่หายจ้อยไปเลยหลังจากเสร็จสิ้นมื้ออาหารเย็นแล้ว เจษฎาพิพัฒน์เงยหน้าขึ้นจากหนังสือในมือก่อนจะยิ้มกว้างมาให้เขา


            ในเมื่ออยากจะเป็นคุณหมอก็ต้องขยันสิครับ


            คนเก่งของอาสอบเข้าได้อยู่แล้ว เดินเข้ามาหาพลางนั่งลงข้างๆแล้วลูบหัวอย่างที่เคยทำประจำ


            ผมอยากให้คุณอาได้ภูมิใจในตัวผมครับ เด็กหนุ่มว่า


            ทุกวันนี้อาก็ภูมิใจในตัวเราอยู่แล้ว


            ก็อยากให้ภูมิใจมากกว่านี้นี่ เจษฎาพิพัฒน์ว่าต่อ จะได้เป็นเจ้าสาวของคุณอาได้ไม่อายใคร


            เอาอีกแล้ว พูดเรื่องนี้อีกแล้ว มนตรีส่ายหัวเบาๆ เด็กคนนี้ช่างเหลือเกินจริงๆ จะว่าแก่แดดก็ไม่ได้ ต้องโทษคนบนเรือนที่มักจะซุบซิบเรื่องนี้กันอยู่เป็นประจำ ไม่แปลกที่จะมาเข้าหูเด็กหนุ่มอยู่บ้าง เจษฎาพิพัฒน์เองยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งรู้ประสา จนเหมือนกลายเป็นว่าความรักที่ตอนแรกมีในฐานะอาหลานก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนไปทีละน้อยจนกลายเป็นอย่างอื่น ไม่ใช่ว่ามนตรีไม่รู้ เขารู้อยู่เต็มอกว่าเด็กหนุ่มรู้สึกอย่างไร แถมกลิ่นดอกแก้วหอมนั้นก็เชิญชวนเขาอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยศีลธรรมทำให้เขาต้องคอยห้ามตัวเองเอาไว้ เพราะคิดอยู่เสมอว่าเด็กหนุ่มยังไม่ควรจะต้องสนใจในเรื่องความรักตอนนี้


            อาบอกแล้วไงว่าเรื่องนั้นยังไม่ต้องคิด ตั้งใจเรียนไปก่อนก็พอ


            ผมพูดจริงๆนะ คุณชายหนุ่มหน้ามุ่ย ใครๆก็บอกว่าผมจะได้แต่งงานกับคุณอา


            ไม่ต้องไปสนใจคนอื่นมากหรอก เขาก็พูดไปอย่างนั้นแหละ


            คุณอาก็เป็นเสียแบบนี้ เหมือนเจษฎาพิพัฒน์จะทำหน้าฟึดฟัดขึ้นเล็กน้อย ไม่ยอมใจอ่อนบ้างเลย


            มนตรีถอนหายใจ น้องเจษยังเด็ก


            ผมอายุสิบแปดแล้ว ไม่เด็กแล้ว เด็กหนุ่มเถียง


            ก็ยังเป็นเด็กตัวน้อยๆในสายตาอาอยู่ดี


            ไม่เด็กแล้วจริงๆนะ !เด็กหนุ่มเถียง


            นี่ไง ยังเถียงอาเป็นเด็กๆอยู่เลย ว่าพลางหยิกแก้มอีกฝ่ายเบาๆด้วยความเอ็นดู แล้วจะให้อามองว่าโตได้อย่างไรกันล่ะ


            คุณอาไม่เชื่อผมงั้นหรือ? เจษฎาพิพัฒน์ว่าพลางขยับกายเข้ามาให้ใกล้ขึ้น ไม่เชื่อจริงๆใช่มั้ย?


            น้องเจษจะทำอะไรครับ?


            คุณชายหนุ่มไม่ตอบ แต่กลับยื่นมือมาโอบรอบของเขาเอาไว้ ก่อนที่จะทาบริมฝีปากของตัวเองลงไปบนอวัยวะเดียวกัน ก่อนจะขยับงับริมฝีปากของคุณอาเบาๆ และจุมพิตซ้ำๆแบบนั้นอยู่พักใหญ่ มนตรีได้แต่ตกใจในการกระทำอันน่าเหลือเชื่อของเด็กหนุ่มในปกครอง ก่อนที่จะดันอีกฝ่ายออกเบาๆเป็นเชิงห้ามปราม แต่ถึงกระนั้นใบหน้าของพวกเขาทั้งคู่อยู่ห่างกันแค่เพียงคืบหนึ่ง


            น้องเจษ... ทำอะไรครับเนี่ย?


            คุณอารังเกียจผมงั้นหรือ? ว่าพลางทำสายตาเว้าวอนที่ทำเอามนตรีเหมือนมีไฟฟ้ามาช็อตทั่วร่าง กลิ่นดอกแก้วจากกายของอีกฝ่ายนั้นวนเวียนอยู่ใกล้จมูกของเขาเหลือเกิน บรรยากาศในห้องเกิดความเงียบไปชั่วครู่ เงียบจนต่างฝ่ายต่างได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะของกันและกัน มนตรีกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ในขณะที่พยายามจะห้ามใจตัวเองเอาไว้ แต่เหมือนอีกฝ่ายนั้นไม่ให้ความร่วมมือในการทำตัวดีๆเหลือเกิน เจษฎาพิพัฒน์เข้ามาคลอเคลียอยู่ข้างแก้มของเขา


            กลิ่นของคุณอาหอมเหมือนผลส้มเลย


            ...


            ผมชอบเวลาที่ได้กลิ่นของคุณอาที่สุดเลยครับ


            น้องเจษ.. อย่าทำแบบนี้


            ทำไมล่ะครับ? เด็กหนุ่มยิ้ม ก่อนจะหอมที่แก้มข้างหนึ่งของเขาอีกครั้ง


            ทำแบบนี้รู้ตัวไหมว่าจะโดนอะไร มนตรีว่าพลางทำสายตาดุ


            โดนอะไรล่ะครับ? เจษฎาพิพัฒน์ว่าพลางแสร้งทำตาแป๋ว


            ให้ตายสิ... เด็กคนนี้ช่างร้ายกาจจริงๆเชียว


            บอกผมสิ ว่าแล้วก็ขยับเข้าไปใกล้ๆหู ก่อนจะกระซิบด้วยเสียงเล็กๆอันแผ่วเบา ว่าผมจะโดนอะไร


            เหมือนสติสัมปชัญญะของมนตรีขาดหายไป เขาดันอีกฝ่ายออกอย่างแรงในขณะที่มือยังจับกายของอีกฝ่ายไว้ด้วยมือที่สั่นระริก ก่อนที่จะประทับริมฝีปากของตัวเองลงไปอย่างรุนแรงจนแม้แต่เจษฎาพิพัฒน์เองก็ตั้งตัวไม่ทัน เด็กหนุ่มตาโตด้วยความตกใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเอื้อมมือมาโอบรอบคอของเขาไว้อีกครั้ง มนตรีเองก็ลดมือลงมาโอบเอวของอีกฝ่ายพร้อมกับลูบเบาๆทำเอาเด็กหนุ่มรู้สึกวาบหวิวไปทั่วเรือนกาย ก่อนที่จะอุ้มขึ้นมานั่งตักของตัวเอง จัดการดูดดึงริมฝีปากน้อยๆที่ท้าทายเขาอย่างกระหาย ส่งลิ้นร้อนเข้าไปสำรวจโพรงปากของอีกฝ่ายจนฉ่ำน้ำลายเฉอะแฉะ เขาห้ามตัวเองเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ดอกแก้วดอกน้อยช่างหอมหวนเชิญชวนเขาให้เขาไปสูดดมเหลือเกิน


            รสจูบแบบผู้ใหญ่ที่เจษฎาพิพัฒน์ไม่เคยลิ้มรส ช่างเหนือกว่าคำบรรยายในหนังสือนิยายที่เขาเคยอ่านโดยสิ้นเชิง ร่างกายเหมือนมีไฟมาแผดเผาจนร้อนรุ่มพร้อมกับอาการโหวงเหวงในช่องท้อง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเองรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เด็กหนุ่มขยับกายให้อยู่ในท่าที่ถนัดดีจนกลายเป็นว่าเขานั่งคร่อมลงบนตักของอีกฝ่าย ลมหายใจค่อยๆติดขัดลงจากการแลกสัมผัสกันเป็นเวลานาน จนสุดท้ายเจษฎาพิพัฒน์ต้องเป็นฝ่ายท้วงติงในลำคอ


            ทั้งคู่ผละออกจากกันอย่างช้าๆ ความเงียบเขาปกคลุมห้องอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจของทั้งคู่ที่สอดประสาน กลิ่นหอมของส้มและดอกแก้วลอยตลบอบอวลในอากาศ กระตุ้นความต้องการของคนทั้งคู่ที่เพิ่งกระทำการที่เกินกว่าความเป็นอาหลานไปเมือครู่ ใบหน้าของเด็กชายขึ้นสีแดงก่ำราวกับลูกมะเขือเทศสุกจนชวนให้น่ารังแกซ้ำอีกรอบเหลือเกิน แต่ต้องพอเอาไว้ก่อน ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาอันควร หากทำอะไรมากกว่านี้คงจะยังไม่เหมาะเท่าไหร่นัก


            เข้าใจหรือยังว่าจะโดนอะไร มนตรีเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า เจษฎาพิพัฒน์กอดเขาแน่นก่อนจะซุกหน้าลงกับไหล่


            เด็กดีของอา วันนี้พอแค่นี้ก่อน ไปอาบน้ำเตรียมเข้านอนได้แล้วครับ


            เด็กหนุ่มพยักหน้าหงึกหงักก่อนที่จะเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาออดอ้อนอีกครั้ง


            คุณอาจะนอนกับผมเหมือนเดิมใช่มั้ยครับ?


            มนตรีหัวเราะในลำคอ ไม่มีเหตุผลอะไรที่อาจะไม่นอนกับน้องเจษนี่ครับ


            งั้น... ผมไปอาบน้ำก่อนนะครับ


            รีบไปเถิด เดี๋ยวดึกแล้วจะหนาวเอา


            เจษฎาพิพัฒน์ลุกขึ้นจากตักของเขา ก่อนที่จะเดินออกจากห้องไปอย่างโซซัดโซเซ มนตรีนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนที่จะยกมือขึ้นขยี้หัวตัวเอง เขาทำอะไรลงไปกันนะ ทั้งที่มองว่าอีกฝ่ายเป็นหลานชายมาโดยตลอดแท้ๆ แต่กลับเอาชนะตัวเองไม่ได้เสียอย่างนั้น ทำแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน


            คิดแล้วก็ลุกขึ้นไปต่อสายด่วนเพื่อโทรหาเพื่อนสนิทที่อยู่ที่พระนครทันทีอย่างร้อนรน ไม่นานนักอีกฝ่ายก็รับสาย


            สวัสดีครับ


            จิ นี่ฉันเอง เขากรอกเสียงลงไป แย่แล้ว เกิดเรื่องใหญ่


            อ้าว ยูเองเหรอมนตรี จิรสินว่า ทำไม? เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ?


            ทำไปแล้ว


            ทำอะไร?


            จูบ


            “What!? อีกฝ่ายร้องขึ้น จูบใคร? อย่าบอกนะว่ายูจูบคุณชายเจษ


            อืม ใช่ ฉันจูบคุณชายเจษไปแล้ว


            เสียงจากปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงหัวเราะจะดังขึ้น


            จนได้นะมนตรี ทำไมล่ะ? กลิ่นดอกแก้วมันหอมเกินห้ามใจหรืออย่างไรกันน่ะ


            เฮ้อ อย่าซ้ำเติมกันสิ นี่เครียดอยู่นะ เขาว่า เป็นอาเสียเปล่า ไม่ควรทำแบบนี้เลยด้วยซ้ำ


            ทั้งที่ยูเองก็หวั่นไหวกับคุณชายเหมือนกันน่ะนะ


            มนตรีเงียบลงกับคำพูดขออีกฝ่าย


            ยอมรับเสียเถอะมนตรีว่ายูเองก็มีใจให้คุณชายเหมือนกัน อีกอย่างหนึ่งนะ คุณชายเองก็เริ่มโต เริ่มรู้สา ไม่ใช่ว่าเป็นเด็กเหมือนแต่ก่อนแล้ว อาจจะไม่รู้ทั้งหมดก็จริง แต่ก็เป็นหน้าที่ยูที่ต้องสอนให้รู้จักความรักนะ


            แต่อายุมันก็...


            โอ๊ย! ยูจะกลัวอะไรกัน ท่านชายพ่อเขาก็ยกให้เป็นภรรยายูตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่มีใครสนใจเรื่องอายุกันหรอกน่า


            มนตรีถอนหายใจเฮือกใหญ่ ให้ตายเถอะ คิดถูกหรือคิดผิดล่ะเนี่ยที่มาปรึกษานาย


            เถอะน่า คิดให้ดีๆแล้วกัน ไอไปก่อนล่ะ เดี๋ยวต้องไปงานเลี้ยงแล้ว Bye ~


            และอีกฝ่ายก็ตัดสายไป มนตรีได้แต่ถอนหายใจกับตัวเองอยู่หลายครั้ง


            หากถามใจตัวเองดีๆแล้วก็ไม่ได้รังเกียจอะไรเด็กหนุ่มนักหรอก เพียงแต่กังวลในสิ่งต่างๆที่จะตามมาเท่านั้นเอง ในใจนึกสับสนกับความคิดต่างๆที่ตีกันอยู่ภายในหัว ใจหนึ่งก็คิดว่าคุณชายเจษฎาพิพัฒน์เป็นเด็กหนุ่มที่กำลังมีอนาคตสดใส หากจะให้มาจมอยู่กับคนแก่อย่างเขานั้นมันดีแล้วงั้นหรือ แต่อีกใจหนึ่งก็แสนห่วงว่าถ้าหากเขาปล่อยมือจากอีกฝ่ายไป จะเจอใครที่ดูแลได้ดีเท่าเขาอีกไหม


            เพราะเด็กหนุ่มนั้นเปราะบางไม่ต่างจากดอกแก้วที่เพียงแค่แตะเบาๆก็ร่วงโรยรา เขาจึงมีความคิดชั่ววูบขึ้นมาว่าอยากจะทะนุถนอมเอาไว้กับตัวให้ดีที่สุด


            แม้จะไม่อยากเห็นแก่ตัว แต่เขาเคยสัญญากับตัวเองเอาไว้แล้วว่าต้องการที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเด็กหนุ่ม


            หากคิดแบบไม่เข้าข้างตัวเอง อย่างไรเขาก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเจษฎาพิพัฒน์คือตัวเขาเอง...



สัพเพเหระ

คุณอาทำอะไรน้องเจษคะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
เขียนเอง น้ำตานองเองค่ะ แม่ผิดเองที่แม่ห้ามคุณอาไว้ไม่ได้ โฮฮฮฮฮฮ TT
แต่อย่างไรก็ดี น้องเจษเองก็โตเป็นหนุ่มแล้วนะคะ บอกเลยว่าไม่ธรรมดาเลยน๊าาาา
เด็กคนนี้ร้ายกาจกว่าที่ทุกคนคิดนักค่ะ ! ๕๕๕๕๕๕

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านและให้กำลังใจกันนะคะ
ขอฝากแท็ก #ไตรชีวัน ด้วยนะคะ มีอะไรคุยกันในแท็กได้เช่นกันค่ะ


B
E
R
L
I
N
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

59 ความคิดเห็น

  1. #40 Applecolajelly (@kkaem) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 17:00
    เด็กร้ายๆ คุณอาตยะแตกแล้วค่ะ เก่งมากที่อดทนมาถึงสาม ี ส่วนทัชยะกับตาณก็สู้ๆนะคะ รักกันดีๆหน้า เปิดใจเปิดใจ
    #40
    0
  2. #21 จอมโจรอ้วนผอม (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:55

    น้องเจษโตแล่วจริงๆด้วย คุณอาอดทนไหวไหม ไปเรียนไกลจะตามไปห่วงยังไงไหวนะ เอาใจช่วยคุณอาจ้า

    #21
    0