ไตรชีวัน || มินเจ,แบคเร็น,คุปส์ฮัน

ตอนที่ 7 : เจษฎาพิพัฒน์ : ๖

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 74
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    9 ก.พ. 63

            อาการเป็นอย่างไรบ้างคุณเอื้อย?


            มนตรีเอ่ยถามหลังจากที่หญิงสาวเดินและเด็กหนุ่มออกมาจากห้องพร้อมกับถาดอาหารที่ว่างเปล่า นี่ก็เข้าวันที่สามแล้วหลังจากที่เจษฎาพิพัฒน์มีฤดูเป็นครั้งแรก และดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่หนักหนาอยู่มากพอสมควรเพราะแม้แต่มนตรีเองก็ต้องกินยาต้านการตอบสนองต่อเข้าฤดูของอนธการไปด้วย กลิ่นอันหอมชื่นใจที่ลอยออกมาจากห้องยามประตูถูกแง้มออกเวลาคนเข้าคนออกนั้นช่างดึงดูดเขาเสียเหลือเกิน เพราะฉะนั้นแล้วในระหว่างนี้มนตรีจึงสั่งห้ามทุกคนที่เป็นอาภาสเข้ามาในตัวบ้านอย่างเด็ดขาด แม้แต่เขาเองยังแทบจะทนไม่ไหว ถ้าหากมีใครก็ตามหน้ามืดตามัวกับกลิ่นของเด็กชายแล้วบุกเข้าไปทำอะไรเข้าคงจะเป็นเรื่องใหญ่เป็นอย่างมาก


            อาการทุเลาลงบ้างแล้วค่ะ แต่ยังต้องทานยาอยู่เพราะอาการจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบเหมือนกัน


            มนตรีพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ อาการของเด็กชายนั้นรุนแรงจนหมอที่มาถึงยังต้องส่ายหัว อาจจะเป็นเพราะเป็นครั้งแรกเลยทำให้อาการค่อนข้างหนักมากกว่าปกตินัก มนตรีไม่ลังเลที่จะสั่งยาที่ดีที่สุดโดยไม่เกี่ยงราคาเพื่อที่จะบรรเทาอาการของอนธการตัวน้อยลงให้ได้บ้างสักนิดหนึ่งก็ยังดี หมอบอกกับเขาว่าการเข้าฤดูจะกินเวลานานเท่าไหร่ไม่อาจทราบได้ จะต้องรอให้อาการเหล่านั้นหายไปเอง มนตรีไม่เคยร้อนใจขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ใจหนึ่งก็ห่วงแสนห่วง อีกใจหนึ่งก็กลัวตัวเองจะทำอะไรที่ไม่ดีลงไป อีกฝ่ายยังเป็นเพียงเด็กน้อยอายุสิบห้าเท่านั้น


            แต่คุณชายเอาแต่เรียกหาคุณผู้ชายอย่างเดียวเลยค่ะ


            เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่กับสิ่งที่ได้ยิน เจษฎาพิพัฒน์ทำแบบนี้ช่างไม่ระวังตัวเองเอาเสียเลย เพราะเห็นเขาเป็นคุณอาหรืออย่างไรกัน คงจะต้องสอนอีกหลายอย่างแต่คงต้องรอให้อาการของเด็กชายดีขึ้นกว่านี้เสียก่อน


            ยูจะทำอย่างไรต่อไปหรือ? มนตรี จิรสินเอ่ยถาม


            ยังไม่รู้ คงต้องรอให้อาการของน้องเจษดีขึ้นกว่านี้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน เขาตอบ


            ดูท่าทางว่าปลอกคอที่ไอให้คงจะถึงเวลาได้ใช้เสียแล้วกระมัง


            คงต้องเป็นอย่างนั้น มนตรีถอนหายใจ ก่อนจะหันไปสั่งกับพี่เลี้ยงของเด็กชาย


            คุณเอื้อยช่วยดูแลน้องเจษด้วยนะครับ ตาณก็เข้ามาช่วยด้วยล่ะ อย่างไรช่วงนี้ก็ว่างอยู่แล้วด้วย


            รับทราบครับคุณผู้ชาย


            เพราะเกิดเรื่องขึ้นกะทันหันทำให้งานแต่งงานของทัชยะและตาณจำเป็นต้องเลื่อนออกไปก่อนอย่างเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรคำสั่งและความต้องการของมนตรีถือเป็นที่สิ้นสุดในดินแดนแห่งนี้ อีกทั้งทุกคนเองก็ล้วนแต่ห่วงคุณชายตัวน้อยที่เหมือนจะกลายเป็นแก้วตาดวงใจดวงใหม่ของเดือนมณี


            ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปทำงานต่อก่อนนะครับ แม้ใจจะห่วงมากแค่ไหน แต่เขาเองก็มีงานต้องทำ ดีเสียอีกที่จะทำให้เขาตั้งสติเพื่อที่จะไม่จดจ่อกับอาการและกลิ่นหอมที่ชวนล่อลวงเหล่านั้นได้ การทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้คงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้


            ครับ/ค่ะ คุณผู้ชาย ทั้งสองรับคำ


            มนตรีเดินจากไปแล้ว เอื้อยเองก็ไปจัดการงานของตัวเองต่อ เหลือเพียงตาณและจิรสินยังคงยืนอยู่ที่เดิม ตาณรู้สึกได้ว่าเขากำลังถูกจับจ้องโดยอีกฝ่าย เขาขมวดคิ้วอย่างสงสัย


            มีอะไรหรือเปล่าครับ? คุณโจชัว


            ไอกำลังสงสัย จริงๆก็สงสัยมาหลายวันแล้ว จิรสินว่า เกี่ยวกับการแต่งงานของยู


            ทำไมหรือครับ?


            ยูดูเศร้า


            ตาณหัวเราะเบาๆ การแต่งงานที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากความรัก ใครที่ไหนเขาจะดีใจล่ะครับ


            ไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่ได้รักยูอย่างนั้นหรือ?


            ตาณเงียบไปกับสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมา พร้อมจ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย


            คุณโจชัวหมายความว่าอย่างไรหรือครับ?


            ยูเองก็รู้อยู่แก่ใจ จิรสินยิ้ม คงจะเจ็บปวดมากสินะ ไม่อย่างนั้นยูคงให้สิ่งของที่อยู่ในกระเป๋าของยูกับคุณชายไปแล้ว


            ตาณเม้มปากพร้อมกำมือแน่น ก่อนที่จะเอ่ย ผมขอตัวก่อนนะครับ


            จิรสินได้แต่ส่ายหัวกับท่าทางของเด็กหนุ่ม แม้จะเก็บอาการมากแค่ไหนแต่ก็มีเสี้ยวมุมหนึ่งที่แสดงออกมาถึงความรู้สึกภายในใจ อีกทั้งบังเอิญได้เห็นเหตุการณ์ที่ทัชยะมอบของบางอย่างเพื่อที่จะเด็กหนุ่มเอามามอบให้กับคุณชายตัวน้อยที่กำลังนอนทรมานด้วยอาการเข้าฤดูอยู่ในห้องเพราะไม่สามารถเข้ามาในตัวบ้านด้วยตนเองได้ตามคำสั่งของผู้เป็นนาย แววตาที่ตาณมองทัชยะนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายที่อีกฝ่ายคงไม่อาจรู้ตัว แต่จิรสินผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะนั้นเข้าใจความรู้สึกที่แผ่ซ่านออกมาได้เป็นอย่างดี


            ทัชยะคงไม่รู้ตัว ว่าได้เผลอทำร้ายจิตใจของอีกฝ่ายไปมากแค่ไหน


            และตาณเองก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ คนหนึ่งก็เป็นคนที่เขารักเหมือนน้องชายแท้ๆคนหนึ่ง ในขณะที่อีกคนก็เป็นคนที่ตนเองมอบความรักให้จนหมดหัวใจโดยที่เจ้าตัวไม่มีทางรู้เลย


            ถึงจะแอบรักมานานแค่ไหน แต่ในเมื่ออีกฝ่ายมีคนในใจก็คงไม่อาจสู้ได้เลยแม้แต่น้อย และคงได้แต่ความเจ็บปวดนี้เอาไว้อยู่ในใจ


            จิรสินถอนหายใจ เพราะความรักนั้นช่างโหดร้ายแบบนี้ไง เขาถึงได้เลือกที่จะอยู่คนเดียว


            ความรักเจ้าเอย เหตุใดไยเล่าเจ้าถึงได้ใจร้ายกับหัวใจของคนเราได้ถึงเพียงนี้กันนะ ?


 

 

            เป็นอย่างไรบ้างครับคุณมนตรี? อาการดีขึ้นบ้างไหม?


            ปลายสายส่งเสียงมา แม้จะไม่เห็นหน้ากัน แต่มนตรีก็เผลอพยักหน้าเป็นคำตอบ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ากำลังคุยโทรศัพท์อยู่


            อาการดีขึ้นแล้วครับคุณหมอ แต่ยังไม่รู้ว่ายังต้องเข้าฤดูไปอีกกี่วัน


            ไม่ใช่ครับ อีกฝ่ายว่า ผมหมายถึงคุณมนตรีนั่นแหละ อาการเป็นอย่างไรบ้าง?


            อาการของผมงั้นหรือ? เขาขมวดคิ้ว หมายความว่าอย่างไรครับคุณหมอมนัส?


            คงจะเจออาการเข้าฤดูของอนธการต่อหน้าต่อตาเป็นครั้งแรกสินะครับ มนัสว่า คุณมนตรีคงไม่ได้เผลอกัดคอเขาเข้าไปแล้วใช่ไหม?


            ยังครับยัง เขาตอบ แต่เกือบอยู่เหมือนกัน พอทราบอยู่ว่าเวลาอนธการเข้าฤดูครั้งแรกจะอาการค่อนข้างหนัก แต่ก็ไม่คิดว่าจะหนักขนาดนี้ แถมยังส่งผลต่อตัวของผมโดยตรงอีก น่ากลัวมากๆเลยครับ


            “อย่างนี้แหละครับ ตอนจันทร์เขามีฤดูช่วงแรกๆผมก็แย่อยู่เหมือนกัน ปลายสายหัวเราะ เอาไว้ผมกับจันทร์จะขึ้นไปเยี่ยมที่ฝางนะครับ


            ยินดีครับยินดี ว่าก่อนที่จะร่ำลาและวางสายไป เขาและคุณหมอมนัสยังคงติดต่อกันอยู่บ้างจนกลายเป็นเพื่อนกันเรียบร้อยแล้ว อีกฝ่ายมักจะให้คำปรึกษาอยู่บ่อยๆในฐานะแพทย์ทั่วไปเกี่ยวกับสุขภาพของเจษฎาพิพัฒน์ และในฐานะที่ก็มีภรรยาที่อายุน้อยกว่าตนเองเยอะอีกเช่นกัน แม้มนตรีจะยังไม่คิดถึงสถานภาพนั้น แต่ฟังเอาไว้ก็ไม่เสียหายอะไร


            มนตรีพ่นลมหายใจออกมาเสียงดัง พลางมองวัตถุสีดำสนิทที่วางอยู่ในลิ้นชัก ปลอกคอสีดำสนิทที่จิรสินให้มาก็คงถึงเวลาที่มันจะได้ทำหน้าที่ของมันเสียแล้ว ต่อจากนี้ในเมื่อเจษฎาพิพัฒน์กลายเป็นหนุ่มเต็มตัวจากการมีฤดู เขาคงต้องระวังให้มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมยาฉุกเฉินเอาไว้ถ้าเกิดการเข้าฤดูแบบกะทันหัน ไหนจะพวกอาภาสมีอาจมาเกาะแกะเพราะความน่ารักของเจ้าตัวอีก แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว


            แต่ในตอนนี้คงได้แต่รอให้อีกฝ่ายหายดี แล้วคงจะมีเรื่องต้องคุยกันอีกยาว


 

           

            กว่าจะหมดช่วงเข้าฤดูของเด็กชายก็ผ่านไปหลายวันอยู่เหมือนกัน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอาการใดๆ กำเริบอีกแล้วเด็กชายจึงได้รับอนุญาตให้ออกมาจากห้องได้ และสิ่งแรกที่ทำคือรีบวิ่งไปหามนตรีที่กำลังจิบกาแฟมื้อเช้าอยู่ที่ห้องครัว ก่อนที่จะโดนอีกฝ่ายเอ่ยเตือนด้วยเสียงดุ


            อาเคยบอกเราแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าวิ่งในบ้าน


            ขอโทษครับ เจษฎาพิพัฒน์เอ่ยเสียงหงอย ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นย่องเข้ามานั่งที่เก้าอี้ว่างข้างๆ และจ้องเขม็งมายังเขาจนทำเอาเกิดความสงสัยขึ้น


            มองหน้าอาทำไมหรือ? น้องเจษ


            คิดถึงคุณอาครับ เด็กชายยิ้ม ไม่เจอคุณอาตั้งหลายวัน ผมคิดถึ้ง คิดถึง


            มนตรีหัวเราะเบาๆกับประโยคที่เขาได้ยิน งั้นหรือ? อาก็คิดถึงน้องเจษเหมือนกัน แล้วก็มีเรื่องจะคุยกับน้องเจษด้วย


            คุยกับผม? เด็กชายมองตาแป๋ว เรื่องอะไรหรือครับ?


            เดี๋ยวอามา ว่าแล้วก็จัดการลุกหายไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะกลับมาพร้อมกับปลอกคอที่จิรสินให้ไว้ เขาจัดการโอบรอบคอเด็กชายเพื่อสวมมันให้


            ใส่เอาไว้นะ ใส่ให้ทุกวัน ห้ามลืมเด็ดขาด


            ใส่ทำไมหรือครับ? เจษฎาพิพัฒน์ถามต่อ


            เอาไว้ป้องกันอันตรายจากอาภาสคนอื่นครับ น้องเจษต้องระวังอย่าให้ใครมายุ่งกับคอของน้องเจษเลยนะ ใครมาขอกัดคอหรือพยายามจะกัดให้รีบหนีทันที เข้าใจไหมครับ?


            คอของผมมันทำไมหรือ? แล้วถ้าผมโดนกัดจะเป็นอย่างไรครับ?


            มันคงเร็วไปที่จะอธิบาย แต่ถ้าโดนคนที่ไม่ได้รักกัด น้องเจษจะไม่มีความสุขอย่างแน่นอนครับ จำคำของอาเอาไว้นะ แล้วระวังตัวให้ดีด้วย


            ถ้าอย่างนั้น... เด็กชายยิ้มอีกครั้ง คุณอาก็กัดผมได้น่ะสิ


            มนตรีนิ่งไปกับคำพูดของอีกฝ่าย ในขณะที่เด็กชายหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี


            ก็ผมรักคุณอานี่นา ถ้าเป็นคุณอา จะกัดผมก็ไม่เป็นไรหรอก


            รู้ตัวไหมว่าพูดแบบนี้มันไม่ดี มนตรีเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจังพร้อมกับจ้องหน้าอีกฝ่าย แต่ก็คล้ายจะโดนดวงตาที่เต็มไปด้วยดวงดารานับร้อยพันนั้นสะกดใจให้เหมือนต้องมนต์ไปชั่วขณะเอาเสียอย่างนั้น รอยยิ้มหวานอันไร้เดียงสาที่ยิ้มออกมาอย่างไม่รู้เรื่องอะไรนั่นอีก ให้ตายเสียเถิด การแตกเนื้อหนุ่มครั้งนี้นี่ทำไมถึงทำให้เด็กน้อยที่เคยใสซื่อเปลี่ยนไปได้ในเวลาไม่กี่วันแบบนี้กันนะ


            หรืออันที่จริงแล้ว.. มนตรีอาจไม่ได้รู้จักเด็กคนนี้ดีเลยแม้แต่น้อย...


            คงยังมีเรื่องอีกมากที่จะต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกันให้ดีกว่านี้


            คุณอาไม่รู้สึกอยากกัดผมบ้างเลยหรือ?


            คำถามถูกถามออกมาอย่างไม่เกรงกลัว มนตรีถอนหายใจเฮือกใหญ่แทนคำตอบ ก่อนที่จะโน้มตัวเข้าไปใกล้ลำคออันถูกปลอกคอสีดำสนิทที่เขาเป็นคนใส่ให้ปิดไว้ จัดการจุมพิตเหนือปลอกคอนั้นอย่างแผ่วเบาก่อนที่จะเลื่อนขึ้นมากระซิบที่ข้างหู


            ตอนนี้น้องเจษยังเด็กนัก งั้นแค่นี้ก่อนก็แล้วกันนะครับ


            ทั้งคู่ต่างนิ่งเงียบ มนตรีสังเกตได้ว่าใบหน้าของเด็กชายเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุก ผสานกับกลิ่นดอกแก้วหอมแรงที่โชยออกมาจากกายนั่นอีก ทำให้มนตรีนั้นหัวเราะในลำคอเบาๆ เด็กอย่างไรก็ยังเป็นเด็ก เพียงแค่หยอกเล่นเบาๆแบบนี้ก็เขินอายจนแน่นิ่งไปเสียแล้ว สุดท้ายแล้วเจษฎาพิพัฒน์ก็อาจจะยังไม่เข้าใจว่าการที่ตกลงปลงใจให้อาภาสกัดคอนั้นมีความหมายยิ่งใหญ่เพียงใด คงจะต้องค่อยๆสอนไปจริงๆนั่นแหละ


            ในอนาคตจะเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ มนตรียังไม่อยากที่จะผูกมัดในตัวเด็กคนนี้ไว้มากนัก เขาเองก็มีแต่จะแก่ลงทุกวันในขณะที่เจษฎาพิพัฒน์นั้นเติบโตขึ้นเรื่อยๆจนจะเป็นหนุ่มเต็มตัวในสักวัน วันนั้นเด็กชายอาจจะเจอใครใหม่ที่พึงใจมากกว่าคนแก่อย่างเขานัก ซึ่งก็คงไม่มีสิทธิ์จะไปห้ามปรามอะไรอยู่แล้วหากเป็นความต้องการของเจ้าตัว ใครกันเล่าอยากจะมีสามีเป็นคนรุ่นราวคราวน้องของพ่อแบบนี้ ในวันหนึ่งเด็กชายก็คงจะทราบความและเรียนรู้ได้เอง


            แต่ถ้าหากความรู้สึกนั้นยังคงเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง ก็ค่อยว่ากันใหม่อีกทีก็แล้วกัน


            ปล่อยให้วันเวลาอันแสนสุขในตอนนี้ดำเนินไปอย่างที่มันควรจะเป็นเสียเถิด


ให้เวลาได้ทำหน้าที่ของมัน แล้วเมื่อวันนั้นมาถึง ทั้งเขาและเด็กชายคงได้เรียนรู้เรื่องราวอีกมากไปพร้อมๆกันเอง


 

 

สัพเพเหระ

อันตรายมากน้องเจษ คุณอาทำอะไรน้องคะ! หนีป๊ายยยยยย!!
ตอนนี้เราจะได้ทราบความรู้สึกอีกด้านหนึ่งของตาณแล้วนะคะ
ว่าที่เจ้าตัวเขาซึมไปไม่ใช่เพราะแค่เรื่องแต่งงานอย่างเดียวเลย
ความรักนั้นบางทีก็ช่างสดใส แต่ในบางทีก็ช่างโหดร้ายไปในเวลาเดียวกันเหมือนกันนะคะ
มาร่วมเป็นกำลังใจให้ทุกตัวละครก้าวผ่านไปพร้อมๆกันค่ะ
!

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านและให้กำลังใจกันนะคะ
ขอฝากแท็ก
#ไตรชีวัน ด้วยนะคะ มีอะไรคุยกันในแท็กได้เช่นกันค่ะ

 

            

B
E
R
L
I
N
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

59 ความคิดเห็น

  1. #39 kkaem (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 16:51
    สงสารตาณ โอ๋ๆนะ น้องเจษก็พอเป็นหนุ่มแล้วทำไมแพรวพราวแบบนี้ล่ะคะน้อง คุณอาไหวมั้ย555555
    #39
    0
  2. #20 จอมโจรอ้วนผอม (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 มกราคม 2563 / 22:31

    ตอนนี้สงสารตาณแล้วได้แต่มองเค้าอยู่ฝ่ายเดียว น้องเจษเริ่มอ้อนเป็นแล้วยิ่งสงสารคุณอาที่ต้องทน

    #20
    0
  3. #19 PuengJung08 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 มกราคม 2563 / 22:03
    เริ่มอยากให้น้องเจษโตแล้วค่ะ 555
    #19
    0