ไตรชีวัน || มินเจ,แบคเร็น,คุปส์ฮัน

ตอนที่ 6 : เจษฎาพิพัฒน์ : ๕

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 66
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    19 ม.ค. 63

                พี่เอื้อยกำลังนั่งทำอะไรอยู่หรือครับ?


            เด็กชายพิงจักรยานกับต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล ก่อนที่จะวิ่งมาหาพี่เลี้ยงสาวที่กำลังนั่งเย็บใบตองอยู่หน้าชานเรือนหลังเล็กที่อยู่ไม่ไกลจากเรือนหลังใหญ่มากเท่าไหร่นักกับหญิงสาวอีกมากมายที่กำลังช่วยกันคนละไม้คนละมือ เจษฎาพิพัฒน์นั่งลงข้างๆพร้อมมองมาที่การกระทำนั้นอย่างสนอกสนใจ สร้างความเอ็นดูให้กับใครหลายคนเป็นอย่างมาก ทุกคนต่างยิ้มให้กับความน่ารักของเด็กชายที่เอาแต่มองนู่นมองนี่ราวกับเห็นของเล่นชิ้นใหม่


            กำลังนั่งเย็บบายศรีค่ะ หล่อนตอบ


            บายศรี? เจษฎาพิพัฒน์เอียงคออย่างสงสัย เอาไปทำอะไรหรือครับ?


            เดี๋ยวจะมีงานแต่งงานค่ะคุณชาย ใครคนหนึ่งตอบ คุณชายตัวน้อยตาโตด้วยความตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้ยิน เขาเคยได้เข้าร่วมงานแต่งงานเมื่อครั้งที่ยังอยู่ที่พระนครซึ่งจัดอย่างใหญ่โตตามประสาผู้มีหน้ามีตาในสังคม ผู้คนมากมายที่แต่งกายการอย่างจัดเต็มพร้อมกับของกินอันแสนเอร็ดอร่อยสร้างความประทับใจให้กับเด็กน้อยเป็นอย่างมากตามประสาเด็กๆ


            งานแต่งงาน? ใครแต่งงานหรือครับ?


            เจ้าทัชกับเจ้าตาณค่ะ


            เห! พี่ตาณจะแต่งงานงั้นหรือ!” คำตอบที่ได้รับทำเอาเจษฎาพิพัฒน์ตกใจยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความงุนงงอีกครั้ง


            กำลังจะแต่งงาน แต่ทำไมช่วงนี้พี่ตาณไม่เห็นจะร่าเริงเลย


            คำถามของเด็กชายทำเอาทั้งหมดเงียบไปชั่วขณะ จริงอยู่ที่งานที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นเป็นงานมงคล แต่ว่าตัวเอกทั้งสองคนของงานกลับไม่ได้มีทีท่าที่จะดีใจกับงานครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะตาณที่เมื่อทราบข่าวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองก็เอาแต่ซึมลงจนแม้แต่เจษฎาพิพัฒน์เองก็สามารถสังเกตได้ ในขณะที่ทัชยะเองที่ถึงแม้จะมีการตกใจหลังจากรับรู้เรื่องจากมนตรีก็ตกใจอยู่ในระยะแรก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะไม่มีสิทธิ์ที่จะคัดค้านอะไรทั้งคู่จึงได้แต่ต้องจำใจแต่งงานกันอย่างไม่สามารถเลี่ยงได้


            คุณชายหิวหรือยังคะ? ให้พี่ทำอะไรให้ทานดีไหม? พี่เลี้ยงสาวเอ่ยขึ้นเพื่อเปลี่ยนเรื่องและทำลายบรรยากาศที่ดูเหมือนจะอึมครึมขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งดูเหมือนจะเบนความสนใจของเด็กชายได้เป็นอย่างดี


            ไม่หิวครับ ผมอยากช่วยพี่ๆทำด้วย มันต้องร้อยมาลัยด้วยไหมครับ? ผมร้อยมาลัยเก่งนะ!


            “ได้ค่ะ แต่คุณชายต้องระวังมือด้วยนะคะ เดี๋ยวเข็มจะทิ่มแล้วโดนคุณผู้ชายดุเอา


            ได้เลยครับ!ว่าแล้วก็รับเข็มร้อยมาลัยมาจากหญิงสาว ค่อยๆหยิบดอกไม้ในถาดร้อยเข้าไปในเข็มทีละดอกจนค่อยๆกลายเป็นมาลัยซีกสวยงามอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นฝีมือของเด็กอายุสิบห้า วิชาการร้อยมาลัยนี้เป็นสิ่งที่เขาและรัตนกรกันต์เคยเรียนมาตั้งแต่ยังเล็กโดยได้รับการฝึกฝีมือจากหม่อมย่าของพวกเขา และดูเหมือนทั้งคู่จะสามารถทำได้ดีเสียด้วย เมื่อครั้งที่หม่อมย่ายังมีชีวิตอยู่พวกเขาทั้งสองคนมักจะช่วยเตรียมร้อยมาลัยเพื่อที่จะนำไปไหว้พระในทุกๆวันพระของเดือน งานฝีมือเหล่านี้เองเป็นสิ่งที่หล่อหลอมให้เด็กชายกลายเป็นเด็กที่ละเมียดละไมมากกว่าเด็กทั่วไป


            แล้วนี่พี่ตาณกับพี่ทัชจะแต่งงานกันเมื่อไหร่หรือครับ? เด็กชายเอ่ยก่อนจะเริ่มร้อยมาลัยซีกอันที่สอง


            อีกสองสามวันที่จะถึงนี้แหละค่ะ ตอนนี้ทุกคนกำลังยุ่งเรื่องเตรียมงานกันมากๆเลย


            คงเป็นงานใหญ่มากๆเลยใช่ไหมครับ? เจษฎาพิพัฒน์ถามต่อ


            จริงๆก็ไม่ใหญ่มากหรอกค่ะ แต่เพราะคนเยอะเลยกลายเป็นงานใหญ่มากกว่า หญิสาวหัวเราะ


            แต่เดี๋ยวงานแต่งงานของคุณชายน่าจะใหญ่ว่านี้แน่นอนค่ะ ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา ทำเอาเขาหยุดมือจากการร้อยมาลัยลงก่อนที่จะทวนคำถาม


            งานของผม? เด็กชายเอ่ย หมายถึงงานแต่งงานของผมงั้นหรือ?


            ใช่ค่ะ ของคุณชายกับคุณผู้ชายไงคะ


            เอ๋? เจษฎพิพัฒน์ร้องออกมาอย่างตกใจ ก่อนที่พี่เลี้ยงของเขาจะจ้องไปที่หญิงคนนั้นตาเขม็ง ทำให้ทั้งหมดเงียบลงอีกครั้ง แต่ยังไม่สามารถคลายความสงสัยของเด็กชายได้ลงจนเขาต้องเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง


            หมายความว่าอย่างไรหรือครับพี่เอื้อย?


            เดี๋ยวถึงเวลาคุณชายก็จะทราบเองค่ะ หรือถ้าไม่อย่างนั้นคุณผู้ชายก็จะเป็นคนบอกกับคุณชายเอง


            คำตอบที่ได้ยังไม่ค่อยกระจ่างสำหรับเจษฎาพิพัฒน์เท่าไหร่นัก เมื่อครั้งยังอยู่พระนครเขาเคยถามมารดาเกี่ยวกับการแต่งงานอยู่บ้างเมื่อครั้งที่ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงของญาติสนิท มารดาของเขาเล่าว่าการแต่งงานนั้นเป็นการตกลงอยู่ร่วมกันโดยมีความรู้สึกรักใคร่ชอบพอกันระหว่างคนสองคน แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก เขาเคยนึกสงสัยว่าในเมื่อเป็นเรื่องระหว่างคนสองคนแล้วทำไมบิดาของเขามีภรรยาถึงสองคนคือมารดาของเขาและมารดาของรัตนกรกันต์ แต่ก็ไม่ได้ตั้งคำถามอะไรออกมาเพราะยังเด็กนัก รับรู้แต่เพียงว่ามารดาทั้งสองคนนั้นรักทั้งเขาและน้องชายเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว


            มาในวันนี้ ความสงสัยจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง ว่าด้วยเรื่องที่การแต่งงานต้องเกิดจากความรักใคร่และชอบพอกัน แล้วทัชยะกับตาณนั้นมีความรู้สึกเหล่านั้นบ้างหรือไม่ เหตุใดใยตาณถึงไม่ค่อยร่าเริงอย่างที่ควรจะเป็นเหมือนอย่างทุกที รวมไปถึงทัชยะที่ปกติก็เงียบจนน่ากลัวอยู่แล้ว บัดนี้กลับน่ากลัวยิ่งกว่าเดิมและเหมือนครุ่นคิดอะไรตลอดเวลาอีก เจษฎาพิพัฒน์ไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย และไหนจะเรื่องของเขากับมนตรีที่หญิงสาวคนนั้นกล่าวออกมาอีก เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ


            ถ้าถามตัวเองว่ารู้สึกอย่างไร ก็จะตอบว่าไม่ได้รู้สึก หรือเพราะไม่เข้าใจว่าตัวเองนั้นรู้สึกอย่างไรกันแน่ ความรักช่างเป็นเรื่องที่ไกลตัวสำหรับคุณชายตัวน้อยเสียเหลือเกิน


            แต่อย่างไรก็ดี ความรู้สึกที่ว่าสบายใจอย่างแปลกประหลาดเมื่อได้กลิ่นหอมจางๆของผลส้มจากกายของอีกฝ่ายยามที่ได้หลับนอนด้วยกันในทุกๆคืนนั้นเป็นของจริง และเป็นสิ่งที่เจษฎาพิพัฒน์อยากจะให้มันคงอยู่ตลอดไป


            หากการแต่งงานคือการได้อยู่ด้วยกัน เจษฎาพิพัฒน์ก็คงเต็มใจที่จะทำมัน


            แม้เขาจะไม่สามารถบอกได้ว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไร แต่ใครสนกัน ให้มันเป็นไปอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว


            คิดได้ดังนั้น จึงเลือกที่จะไม่ถามอะไรต่อ และตั้งใจร้อยพวงมาลัยพวงใหม่ต่อไป

 

            พวงมาลัยพวงนี้มาจากไหนน่ะ?


            มนตรีเอ่ยถามขึ้นเมื่อออกจากห้องทำงานมาประจำที่โต๊ะอาหารพร้อมกับจิรสิน พระอาทิตย์กำลังทอแสงสีทองส่องเข้ามาทางหน้าต่างบอกเวลาเย็นย่ำ ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว เขาเห็นพวงมาลัยพวงหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะตรงที่นั่งของเขา เจษฎาพิพัฒน์ที่กำลังเช็ดมือหลังจากที่ล้างมือก่อนรับประทานอาหารยิ้มกว้างอย่างภูมิใจก่อนที่จะมานั่งประจำที่ของตนเองอีกฝั่งหนึ่ง


            คุณชายเจษเป็นคนร้อยค่ะ หญิงสาวตอบยิ้มๆก่อนจะลงมือตักข้าวสวยใส่จาน


            จริงหรือน้องเจษ? มนตรีเอ่ยถามพร้อมกับหยิบมันขึ้นมาดู


            จริงครับ เด็กชายยังคงมีรอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้า สวยไหมครับคุณอา? ผมตั้งใจร้อยมาให้คุณอาเลยนะ


            สวยสิ สวยมากๆลย ไม่นึกว่าน้องเจษของอาจะเก่งแบบนี้ เขาหัวเราะก่อนจะวางมันลงข้างกาย


            แล้วคุณอาชอบไหมครับ?


            ชอบสิ


            ชอบพวงมาลัยหรือชอบคนร้อยกันแน่น๊า จิรสินเอ่ย มันอดไม่ได้จริงๆที่จะเอ่ยแซวอีกฝ่าย เพราะท่าทางที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ยามมองพวงมาลัยพวงนั้นสลับกับผู้ที่เป็นคนร้อยมันขึ้นมานั้นช่างน่าเอ็นดูเสียจริง ไม่นึกเลยว่าแค่พวงมาลัยพวงเดียวจะทำให้นายใหญ่ของเดือนมณีผู้นี้เสียอาการขึ้นมาได้


            ก็ชอบทั้งสองอย่างนั้นแหละ เพราะคำแซวของจิรสินทำเอามนตรีต้องรีบตีหน้าขรึมอย่างปกติในทันที ก่อนที่จะเปลี่ยนเรื่อง


            ทานอาหารกันเถอะ เดี๋ยวจะเย็นเสียหมดก่อน


            มื้ออาหารดำเนินไปอย่างเช่นในทุกวันที่เด็กน้อยจะเล่าเรื่องเจื้อยแจ้วที่ตัวเองพบเห็นมาตลอดทั้งวันให้ฟัง โดยมีคุณอาไม่แท้นั่งฟังอย่างตั้งใจบ้าง แสดงความคิดเห็นบ้าง รวมไปถึงสอนในบางเรื่องที่เป็นสิ่งที่ผิดพลาดหรือเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำไปด้วย จิรสินมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองคนนี้นั้นช่างน่ารักเหลือเกิน แม้จะแอบน้อยใจอยู่บ้างที่ตัวเองเหมือนไม่มีตัวตนอยู่บนโต๊ะอาหารแห่งนี้ แต่จะไปเอ่ยขัดจังหวะก็คงไม่ดี จึงได้แต่นั่งยิ้มจนจมูกบานกับบทสนทนาของคนทั้งคู่


            จนกระทั่ง...


            วันนี้ตอนร้อยมาลัย พี่เพ็ญเขาพูดเรื่องของผมกับคุณอาด้วยแหละครับ


            มนตรีที่กำลังยกแก้วน้ำขึ้นดื่มถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง เขาวางแก้วลงพร้อมขมวดคิ้ว


            พูดเรื่องอะไรงั้นหรือ?


            เรื่องงานแต่งงานของผมกับคุณอาครับ


            จิรสินแทบจะสำลักน้ำกับสิ่งที่ได้ยิน ในขณะที่มนตรีขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมจนแทบจะเป็นปมผูกติดอยู่บนใบหน้า สร้างความงุนงงให้กับเด็กชายอยู่ไม่น้อย


            มันหมายความว่าอย่างไรหรือครับคุณอา?


            ยูจะอธิบายเองหรือให้ไออธิบายล่ะมนตรี จินสินเอ่ยเสนอ


            ไม่ต้อง เดี๋ยวอธิบายเอง มนตรีว่า ฟังอานะครับน้องเจษ


            เจษฎาพิพัฒน์พยักหน้าก่อนที่จะตั้งใจฟัง


            เรื่องนั้นเป็นเรื่องของอนาคต น้องเจษยังไม่ต้องคิดตอนนี้ก็ได้ ตอนนี้แค่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็พอ กินให้อิ่ม นอนให้หลับ เล่นให้สนุก และเดี๋ยวเราก็จะได้ไปโรงเรียนแล้วในอีกไม่กี่เดือนนี้แล้ว ถึงตอนนั้นน้องเจษจะได้เรียนรู้อีกมาก ค่อยๆทำความเข้าใจไปก็ได้ เข้าใจไหมครับ?


            อ่า แล้วผมยังต้องแต่งงานกับคุณอาด้วยไหมครับ? เด็กน้อยถามต่อ มนตรีอยากจะเอาหัวตัวเองโขกกับโต๊ะอาหารเสียเหลือเกิน ถ้าไม่ติดว่าทั้งเจษฎาพิพัฒน์และจิรสินร่วมโต๊ะอยู่ด้วยนะ เขาคงเอาหัวฟุบกับโต๊ะไปแล้ว


            น้องเจษยังเด็ก อาบอกแล้วไงว่ายังไม่ต้องคิดถึงเรื่องนี้


            แต่ว่าผมน่ะ... เด็กน้อยเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ผมอยากจะอยู่กับคุณอาตลอดไปเลย


            มนตรีเงียบ ก่อนที่จะฟังในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะบอก


            ถ้าการแต่งงานคือจะได้อยู่กับคุณอาตลอดไป ผมก็อยากจะแต่งงานกับคุณอาครับ!


            เขาเงียบไปกับสิ่งที่เด็กชายกล่าวออกมา รู้ตัวไหมว่าพูดอะไรอยู่?


            รู้ครับ


            อย่าไปพูดแบบนี้กับใครคนอื่นเขา เข้าใจไหม? เขาจำเป็นต้องดุในสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมา หากคนอื่นได้ยินเข้าคงไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่ และที่สำคัญ มันจะเกิดอันตรายกับตัวอีกฝ่ายเองด้วย


            เข้าใจครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะพูดกับคุณอาแค่คนเดียวนะครับ เจษฎาพิพัฒน์กล่าวพร้อมกับยิ้มหวานให้กับเขา


            ให้ตายสิ.. พลังทำลายล้างของเด็กคนนี้ช่างมากเหลือล้นเสียจริง หากเป็นแบบนี้ไปทุกวันเขาต้องตายวันละหลายๆหนเป็นแน่ ขนาดอายุสิบห้ายังขนาดนี้ ถ้าโตขึ้นไปอีกจะขนาดไหนกันนะ ตั้งแต่มาที่นี่คุณชายเจษฎาพิพัฒน์ทำเขาเสียอาการได้แทบจะทุกวัน ใครคนอื่นมาเห็นเข้าคงจะหัวเราะเป็นแน่


            ไปล้างมือแล้วอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย วันนี้เล่นมาทั้งวันแล้ว มนตรีแสร้งเปลี่ยนเรื่อง ทำเอาเด็กชายยู่หน้าลง


            แล้วคืนนี้คุณอาจะมานอนกับผมไหม?


            อาต้องทำงาน


            เด็กชายไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติมต่อจากสิ่งที่ได้ยิน ความรู้สึกน้อยใจที่เหมือนกับไม่ได้รับคำตอบที่ถูกใจจากอีกฝ่ายเหมือนแล่นเข้ามาในหัว เจษฎาพิพัฒน์ลุกขึ้นยืนเพื่อที่จะไปล้างหรือหลังรับประทานอาหารเสร็จ แต่ยังไม่ทันได้ก้าวไปไหนกลับยืนนิ่งไปเสียอย่างนั้น จนทั้งมนตรีและจิรสินต่างสงสัย อยู่ๆร่างกายของเด็กชายก็เหงื่อไหลออกมาเสียอย่างนั้นทั้งที่อยู่ในบ้านและอากาศตอนเย็นค่อนข้างที่จะเย็นพอสมควร จิรสินขมวดคิ้วก่อนที่จะลุกขึ้นไปจับตัวเด็กชาย


            ท่าจะไม่ดีเสียแล้วมนตรี เจ้าตัวว่า มนตรีทำท่าที่จะลุกขึ้นมาหา แต่กลับถูกห้ามกะทันหัน


            Stop!” จิรสินร้องเสียงดัง ยูไปตามคุณเอื้อยกับใครก็ได้ที่เป็นบริรักษ์มาเดี๋ยวนี้เลย หรือตามหมอมาก็ได้ แต่ต้องเป็นหมอที่เป็นบริรักษ์เท่านั้นนะ


            ทำไม? เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ? มนตรีเอ่ยถาม ก่อนที่ตัวเขาจะแน่นิ่งไปเมื่อไหร่กลิ่นหอมของดอกแก้วที่รุนแรงมากกว่าปกติ ทำเอาพอจะเข้าใจได้ว่าสถานการณ์ตอนนี้พร้อมกับอาการตอบสนองของร่างกายที่มีต่อกลิ่นที่กำลังจะเกิดขึ้น มนตรีรู้สึกวูบไหวไปช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะเรียกสติของตัวเองกลับมาอีกครั้งด้วยการตบแก้มทั้งสองข้างของตัวเองแรงๆให้พอรู้เรื่อง แม้จะดูไม่ค่อยดีขึ้นเท่าไหร่ แต่ก็พอที่จะมีสติขึ้นมาบ้างนิดหนึ่ง


            หรือว่า...


            จิรสินพยักหน้า Yes. คุณชายกำลังจะเข้าฤดูครั้งแรก


            แต่เพิ่งอายุสิบห้า...


            ยูจะมาสงสัยอะไรตอนนี้เล่า! ไปตามคนมาก่อนที่ยูจะกัดคอเด็กคนนี้เถอะ!”


            มนตรีรีบเดินออกไปตามใครสักคนอย่างที่จิรสินว่า ก่อนที่อาการตอบสนองของตัวเองจะมากขึ้นกว่าเดิม


ดูท่าทางตั้งแต่เย็นนี้ไปจนตลอดค่ำคืนจะเป็นเรื่องที่หนักหน่วงสำหรับมนตรีเสียแล้ว

  

สัพเพเหระ

อ๋า ~ และแล้วน้องเจษก็เข้าสู่ช่วงมีฤดูจนได้
สำหรับใครที่สงสัยนะคะ มีฤดู
= มีฮีท นั่นเอง

คุณอาจะทำอย่างไร จะทนไหวหรือไม่
เป็นกำลังใจให้คุณอากันด้วยนะคะ
๕๕๕๕

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านและให้กำลังใจกันนะคะ
ขอฝากแท็ก
#ไตรชีวัน ด้วยนะคะ มีอะไรคุยกันในแท็กได้เช่นกันค่ะ

 

 

B
E
R
L
I
N
 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

59 ความคิดเห็น

  1. #38 kkaem (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 16:45
    น้องเจษฮีทแล้ว คุณอาคะใจเย็นๆนะคะ เดิมว่าหักห้ามใจทีนึงก็จะเป็นจะตายแล้ว พอน้องมีฮีทแล้วคุณอาจะอยู่ยังไง 5555555
    #38
    0
  2. #18 ben-kk (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 20:27
    แงงงงงงง้ น้องเจษของแม่มีฤดูแล้ว;-; อันตรายแล้วลูกเอ้ย แต่แบบ..คำพูดน้องเป็นใครฟังก็เสียอาการอะลูก หนูจะพูดแบบนั้นกับอามนตรีไม่ได้ เดี๋ยวคนแก่จะหัวใจวายเอานะ
    #18
    0