ไตรชีวัน || มินเจ,แบคเร็น,คุปส์ฮัน

ตอนที่ 5 : เจษฎาพิพัฒน์ : ๔

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 72
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    17 ม.ค. 63

            มนตรีวางจดหมายลงกับโต๊ะพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่เป็นครั้งที่สาม ซึ่งก็เป็นจำนวนมากอยู่ทีเดียวสำหรับการอ่านเนื้อความที่ถูกส่งมาจากพระนคร เขาถอดแว่นสายตาของตัวเองพลางกดนวดไปที่ขมับของตัวเอง อยู่ๆก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาเสียอย่างนั้น จนจิรสินที่นั่งอยู่ไม่ไกลถึงกับส่ายหน้าออกมากับท่าทางของเขา แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะรู้ว่าเพื่อนของตัวเองต้องการใช้ความคิดในการพิจารณาข้อความเหล่านั้นอยู่เงียบๆคนเดียว


            จดหมายที่ว่าถูกส่งมาจากหม่อมเจ้าจิรภาดา ดารารัตน์ ผู้เป็นบิดาของคุณชายเจษฎาพิพัฒน์ที่มาอยู่ที่นี่ได้เดือนกว่าแล้ว โดยเนื้อหาที่อีกฝ่ายกล่าวมาในกระดาษนั้นเป็นการถามสารทุกข์สุกดิบเกริ่นนำ ก่อนที่จะเข้าเรื่องคือการขอหยิบยืมเงินของเขาจำนวนหนึ่งพันบาทเพื่อนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในสิ่งที่เขาไม่อาจทราบได้เพราะเจ้าตัวไม่ได้บอกมาอย่างชัดเจน จริงอยู่ที่ว่าเงินหนึ่งพันบาทนั้นไม่ได้มากมายอะไรเลยสำหรับเจ้าของเดือนมณีแห่งนี้อย่างเขา แต่สำหรับคนทั่วไปเป็นเงินที่มากมายอยู่ เงินหนึ่งพันที่ว่านั้นสามารถซื้อทองได้ถึงสองบาทกว่าๆเลยทีเดียว ซึ่งมนตรีเองก็ไม่รู้ว่าหม่อมเจ้าจิรภาดาจะเอาเงินที่ว่านั่นไปทำอะไร หัวสมองของเขาหวนคิดไปถึงเรื่องราวที่ได้คุยกับคุณหมอมนัสเมื่อไม่กี่วันก่อนเกี่ยวกับราชสกุลดารารัตน์


            สมัยที่ผมยังอยู่ที่พระนคร เท่าที่ผมจำได้คือท่านชายจิรภาดานั้นเป็นคนที่ฟุ้งเฟ้อมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เรียกได้ว่ามีสิบก็ใช้สิบ มีร้อยก็ใช้ร้อยเลยทีเดียว แถมท่านยังเป็นคนหัวอ่อน ใครชักจูงอะไรก็เชื่อไปเสียหมด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยทีเดียวถ้าครอบครัวจะล้มละลายลงจนต้องมาขายลูกกินเอาแบบนี้


            นั่นคือสิ่งที่หมอมนัสบอกกับเขา ซึ่งดูจะไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยแม้แต่น้อย


            มนตรีจำได้ว่าก่อนที่จะเดินทางกลับมายังฝางพร้อมกับคุณชาย เขาได้มอบเงินเป็นจำนวนหนึ่งให้กับหม่อมเจ้าจิรภาดา ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยอยู่ทีเดียว เป็นเรื่องน่าตกใจเป็นอย่างมากเมื่อทราบว่าเงินเหล่านั้นได้มลายหายไปหมดราวกับถูกละลายลงในแม่น้ำเสียแล้ว!


            หากดูตามนิสัยของท่านชาย ผมเกรงว่าอีกไม่นานท่านจะมาขอหยิบยืมเงินจากคุณมนตรีอีกเป็นแน่ เพราะถือว่าตัวเองยกคุณชายเจษฎาพิพัฒน์ให้กับคุณแล้วในฐานะที่คุณมนตรีเองก็ทราบอยู่ว่าหมายความว่าอย่างไร ท่านคงมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลกหากพ่อตาจะขอยืมเงินลูกเขยของตัวเอง


            หมอมนัสกล่าวเช่นนี้กับเขาเพิ่มเติม นั่นทำให้มนตรีเริ่มขบคิด


            หากมีครั้งแรกก็ต้องมีครั้งต่อไปอย่างแน่นอน และจะเป็นเช่นนี้ไม่จบไม่สิ้นอีกยาวนานจนกว่าจะตายจากกันไปอย่างแน่นอน เขากำลังคิดว่าจะมีทางไหนที่จะหยุดยั้งความฟุ้งเฟ้อเหล่านี้ของอีกฝ่ายได้บ้าง แต่อยู่มาจนอายุมากปานนี้คงจะเป็นเรื่องยากเกินกว่าจะสำนึกได้แล้ว


มนตรีรู้ดีและรู้มาตลอดว่าหม่อมเจ้าจิรภาดานั้นยกคุณชายให้กับเขาในฐานะเจ้าสาว แต่ด้วยอายุที่ห่างกันเกือบสามสิบปีนี้ทำให้เขานั้นไม่สามารถตบแต่งอะไรกับเด็กชายได้ เจษฎาพิพัฒน์ยังเด็กนัก ซ้ำยังไม่ถึงเวลาเข้าฤดูเป็นครั้งแรกเลยด้วยซ้ำ เด็กชายมีอนาคตที่สดใสกำลังรออยู่ การที่จะมาแต่งงานกับชายที่อายุรุ่นราวคราวน้องของพ่อขนาดนี้คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ควรแก่ศีลธรรมยิ่งนัก มนตรีเองก็ตัดสินใจแล้วว่าจะเลี้ยงเด็กชายให้เติบโตไปตามวัยที่ควรจะเป็นก่อน ส่วนเรื่องในอนาคตค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง


แม้ว่ามนตรีจะแอบพึงใจอยู่บ้าง แต่ก็ต้องพับเก็บความรู้สึกนั้นไปด้วยเส้นศีลธรรมที่ถูกขีดแบ่งไว้ เขาเป็นผู้ใหญ่พอที่จะแยกแยะอะไรได้ คงจะเป็นเรื่องที่ใครต่างเอาไปนินทาที่นายใหญ่แห่งเดือนมณีมีภรรยารุ่นราวคราวหลานของตัวเองแบบนี้


ความคิดของเขาหยุดลงเมื่อประตูห้องถูกเคาะ ก่อนที่จะถูกเปิดเข้ามา


คุณอาครับ !เสียงร้องของผู้เข้ามาใหม่ดังขึ้นอย่างสดใส เจษฎาพิพัฒน์เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับรอยยิ้มและถาดน้ำชาในมือ


ทำไมถือเข้ามาล่ะน้องเจษ มนตรีว่าพลางขมวดคิ้ว ถ้าหกรดตัวเองขึ้นมาจะทำอย่างไร? แล้วนี่คุณเอื้อยไม่อยู่อย่างนั้นหรือ?


พี่เอื้อยกำลังเตรียมอาหารเย็นของพวกเราอยู่ครับ เด็กชายตอบพลางค่อยๆรินน้ำชาลงในถ้วยชาบนจานรองสีขาวสะอาด กลิ่นหอมของชาดอกไม้ลอยละล่องไปทั่วห้อง แต่ก็ไม่อาจกลบกลิ่นดอกแก้วที่ล่องลอยมาจากร่างเล็กนี้ได้


คุณโจชัวจะรับน้ำชาด้วยไหมครับ?


เอาสิ จิรสินพยักหน้า ยูชงเองงั้นหรือ? คุณชาย


ใช่ครับ เด็กชายยิ้มกว้าง ก่อนจะส่งถ้วยน้ำชาให้กับอีกฝ่าย และหยิบอีกถ้วยหนึ่งเดินมาวางบนโต๊ะทำงานของมนตรี


ถ้วยนี้ของคุณอาครับ


เก่งจังเลยน๊า จิรสินกล่าวด้วยรอยยิ้ม ตัวแค่นี้ แต่กลับรู้จักวิธีชงน้ำชาด้วย


ผมให้พี่เอื้อยสอนมาครับ พักนี้เห็นคุณอาเครียดๆ เลยอยากให้จิบน้ำชาหอมๆจะได้ผ่อนคลาย


ขอบคุณครับน้องเจษ อดที่จะยิ้มไม่ได้กับความน่ารักของอีกฝ่าย แต่ด้วยท่าทางที่เหมือนมีอะไรบางอย่างจะพูดนั่นทำให้มนตรีมองอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นมา


มีอะไรหรือเปล่าครับน้องเจษ? อยากได้อะไรหรือเปล่า?


เจษฎาพิพัฒน์ตกใจจนร้องออกมาเสียงหลง คุณอาทราบได้อย่างไรครับ!?


ดูท่าทางก็รู้แล้ว มนตรีกล่าวพร้อมกับมองไปที่อีกฝ่ายอย่างนึกเอ็นดู ไหน มานั่งคุยกับอาสิ ว่าอยากได้อะไร


คือ... เด็กชายนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม วันนี้พี่ตาณสอนผมขี่จักรยาน


เลยอยากได้จักรยานบ้างอย่างนั้นสินะ


เป็นอีกครั้งที่คุณชายตัวน้อยร้องเสียงหลงอย่างตกใจ นี่คุณอาอ่านใจผมได้อีกแล้ว!”


            มนตรีหัวเราะกับท่าทางของอีกฝ่าย ตั้งแต่มาที่นี่เด็กชายไม่เคยร้องขออะไรเขาเลยสักครั้งและไม่เคยเอาแต่ใจตนเองเลยแม้แต่น้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เจษฎาพิพัฒน์ร้องขออะไรบางอย่างกับเขา และเมื่อมานึกดูแล้วอีกฝ่ายยังไม่มีของเล่นอะไรสักอย่างเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักชิ้นเดียว มนตรีไม่ใช่คนใจจืดใจดำอะไรขนาดนั้น และคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหากมนตรีจะซื้อจักรยานให้สักคันให้เด็กชายไว้ขี่เล่นในสวนกับตาณที่ดูเหมือนจะเป็นพี่ชายคนโปรดของเด็กหนุ่มไปเสียแล้ว


            ถ้ามนตรีให้ซื้อให้ยู ไอซื้อให้ก็ได้นะ เอาที่ดีที่สุดฝางเลยก็ได้ จิรสินเสนอขึ้นมา เด็กชายตาเป็นประกายขึ้นมาในทันใด


            จริงหรือครับคุณโจชัว?


            ไม่ต้องไปรบกวนเขาหรอกน้องเจษ มนตรีว่า เดี๋ยวอาซื้อให้เองครับ แต่ต้องสัญญากับอานะว่าจะรักษาให้ดีๆ


            สัญญาครับ ขอบคุณครับคุณอา!เด็กชายร้องอย่างดีอกดีใจ ก่อนที่ลุกขึ้นโผเข้ากอดคุณอาของตนเองพร้อมกับหอมแก้มซ้ายขวาอย่างละหนึ่งครั้ง ทำเอาจิรสินถึงกับยิ้มกับภาพที่เห็น


            “wow! ถ้าไอเป็นคนซื้อให้จริงๆ ยูจะหอมแก้มไออย่างนั้นบ้างไหมเนี่ยคุณชายเจษ


            พอเลยจิ แล้วก็น้องเจษ อาเคยบอกแล้วไงครับว่าต่อหน้าคนอื่นอย่าทำแบบนี้


            ขอโทษครับ เด็กชายยู่ปากลงเล็กน้อย ผมดีใจมากไปหน่อย


            เดี๋ยวพรุ่งนี้อาจะพาเราไปซื้อนะ


            “ครับ!เจษฎาพิพัฒน์ฉีกยิ้มจนปากแทบจะถึงหู ก่อนที่สายตาจะสังเกตเห็นถึงกระดาษสองสามแผ่นที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของมนตรี


            นั่นลายมือท่านพ่อนี่ครับ! ท่านพ่อส่งจดหมายมาหาคุณอาหรือ? ท่านพ่อบอกว่าอย่างไรบ้างหรือครับ?


            อ้อ มนตรีอ้ำอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะหยิบจดหมายที่ว่านั่นเก็บใส่ลงในลิ้นชัก ท่านว่าท่านสบายดี แล้วก็ถามว่าน้องเจษเป็นอย่างไรบ้าง ดื้อและซนกับอาบ้างไหมเท่านั้นเอง


            เห? เด็กน้อยเอียงคออย่างนึกสงสัย แค่นั้นเองหรือครับ? แล้วท่านพ่อได้เล่าบ้างไหมว่าน้องชายรัตน์เป็นอย่างไรบ้าง?


            คุณชายรัตนกรกันต์สบายดีครับ มนตรียิ้ม แม้ว่าจะเป็นคำโกหก แต่ถ้าหากนั่นทำให้เด็กชายสบายใจและมีความสุขขึ้นมา เขาก็เลือกที่จะทำมัน


            ผมคิดถึงท่านพ่อกับน้องชายรัตน์จังเลย เสียงของเจษฎพิพัฒน์อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด จนมนตรีเองก็รู้สึกหนักอึ้งในใจ จิรสินที่มองสถานการณ์แล้วดูไม่ค่อยดีจึงรีบเอ่ยขึ้นเพื่อเปลี่ยนเรื่อง


            สงสัยเหลือเกินว่าอาหารเย็นวันนี้จะเป็นอะไร ยูพาไอไปดูหน่อยสิคุณชายเจษ


            ได้ครับคุณโจชัว เด็กชายเปลี่ยนสีหน้าขึ้นมาในทันที ก่อนจะลุกขึ้นพาจิรสินออกจากห้องไป นั่นทำให้มนตรีเบาใจขึ้นเล็กน้อยที่ความสนใจของเด็กชายถูกเบนไปทางอื่น


            นึกสงสารอยู่ไม่น้อยเหมือนกันที่ถูกบิดาแท้ๆของตนเองมองว่าเป็นเพียงทรัพย์สินชิ้นหนึ่งที่เอาไว้แลกเงินตราเท่านั้น ความจริงอันแสนโหดร้ายนี้จะให้อีกฝ่ายรู้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด มนตรีเลือกที่จะเก็บมันเอาไว้เป็นความลับที่เขาจะไม่มีทางพูดมันออกมา สิ่งที่เขาต้องสนใจและลงมือทำมีเพียงแค่เลี้ยงคุณชายตัวน้อยคนนี้ให้เติบโตขึ้นมาอย่างดีที่สุดเท่านั้น


            ส่วนเรื่องอื่น เอาไว้ค่อยว่ากันอีกทีหลังจากที่โตขึ้นก็แล้วกัน

 



            ดวงตาของเด็กชายที่ปกติเหมือนมีดาวระยิบระยับสะท้อนอยู่ภายในอยู่แล้ว บัดนี้กลับมีประกายมากขึ้นเป็นพิเศษเมื่อเห็นจักรยานสองล้อสีแดงสดคันใหม่ถูกยกลงมาจากรถ เจษฎาพิพัฒน์ไม่อาจเก็บกลั้นความดีใจเอาไว้ได้ เด็กน้อยเดินวนไปวนมารอบจักรยานจนมนตรีที่ยืนมองอยู่ถึงกับหัวเราะ


            ทำไมเอาแต่เดินวนรอบอย่างนั้นล่ะน้องเจษ


            ผม.. ผมดีใจมากๆเลยครับ เจษฎาพิพัฒน์ตอบ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณอาจะซื้อให้ผมจริงๆ


            เอาไปขี่เล่นกับตาณนะ ต้องระวังอย่าให้ล้มด้วยนะครับ เข้าใจไหม?


            เข้าใจครับ!


            “ตาณเองก็ดูแลน้องด้วยล่ะ


            รับทราบครับคุณผู้ชาย เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ


            มนตรีพยักหน้าให้เด็กหนุ่มทั้งคู่ งั้นเดี๋ยวอาขอตัวไปทำงานก่อนแล้วกัน อย่าขี่เล่นเพลินจนลืมเวลาทานอาหารกลางวันล่ะ


            เจษฎาพิพัฒน์พยักหน้าก่อนที่จะยิ้มให้กับมนตรี ทันทีที่ผู้เป็นอาเดินจากไป เด็กชายก็ขึ้นคร่อมจักรยานคันใหม่ของตนเองและจัดการถีบมันไปรอบๆสวน ตาณที่ยืนมองอยู่หัวเราะออกมากับความขี้เห่อของเด็กน้อย ก่อนที่ตัวเองจะไปยกจักรยานสีน้ำตาลของตัวเองที่พิงอยู่กับต้นไม้ไม่ใกล้ไม่ไกลบริเวณนั้นขึ้นขี่บ้าง


            ทั้งคู่ขี่จักรยานวนรอบไปมาอย่างไม่รู้เบื่อกันอยู่นาน จนกระทั่งสายตาของเจษฎาพิพัฒน์เหลือบไปเห็นใครอีกคนหนึ่งที่กำลังยืนมองทั้งคู่อยู่ตรงแปลงดอกไม้อีกฝั่งหนึ่ง ทำเอาเด็กชายถึงหยุดฝีเท้าลง ตาณที่ขี่ไล่หลังมาจอดข้างๆถึงกับงุนงง แต่เมื่อมองตามสายตาไปก็เข้าใจได้ทันทีว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไรอยู่


            ไม่ต้องกลัวไปหรอกครับคุณชาย ตาณว่า ถ้าไม่ขี่ลัดสนามหญ้า พี่ทัชเขาก็ไม่ว่าอะไรหรอก


            จริงหรือพี่ตาณ?


            จริงสิ ตาณยิ้ม ก่อนจะตะโกนไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ไม่ขี่ลัดสนามหรอกพี่ทัช! ไม่ต้องห่วง


            อีกฝ่ายพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ ก่อนที่จะหันไปรดน้ำดอกไม้เหล่านั้นต่อโดยที่สายตายังจับจ้องมาที่พวกเขาทั้งคู่เป็นระยะ


            เจษฎาพิพัฒน์และตาณยังคงขี่จักรยานลัดเลาะไปยังที่ต่างๆอย่างสนุกสนาน ไม่รู้ว่าเพราะความดีใจที่ได้จักรยานเป็นของตัวเองหรืออย่างไรทำให้เด็กชายไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการขี่รถเล่นเช่นนี้เลยแม้แต่น้อยจนตาณเองก็เริ่มตามไม่ไหว เจษฎาพิพัฒน์เริ่มที่จะไกลออกไปเรื่อยๆและเร็วขึ้นเรื่อยๆ


            คุณชาย! ระวังตัวด้วยนะครับ! เขาตะโกนออกไปโดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะได้ยินหรือเปล่า


            คุณชายตัวน้อยผู้ที่กำลังสนุกสนานอยู่กับการขี่จักรยานนั้นเพลิดเพลินเสียจนไม่ได้สังเกตเห็นว่ามีก้อนหินขรุขระอยู่บนพื้นที่ที่กำลังขี่อยู่ ล้อเจ้ากรรมครูดกับหินที่อยู่บนพื้นจนเจ้าจักรยานนั้นพลิกทำให้เด็กชายล้มลงกับพื้น สร้างความตกใจให้กับตาณที่อยู่ด้านหลังไม่น้อย เขารีบตามเข้ามาดู แต่ทว่ากลับช้ากว่าอีกคนหนึ่งที่อยู่ๆก็พุ่งเข้ามาหาเด็กชายอย่างรวดเร็วพร้อมประคองขึ้นให้นั่ง


            เป็นอะไรมากไหม? ทัชยะเอ่ยถามพลางใช้สายตาสำรวจร่างกายของเจษฎาพิพัฒน์ และส่งเสียงพึมพำอย่างไม่พอใจเมื่อพบแผลถลอกยาวที่ขาของเด็กชาย


            ทำไมขี่เร็วแบบนี้ คุณผู้ชายบอกว่าให้ระวังตัวด้วยไม่ใช่หรือ?


            ผม... ผม... ไม่รู้ว่าเพราะความเจ็บปวดที่ขาหรืออาการตื่นกลัวคนตรงหน้าที่ทำให้เจษฎาพิพัฒน์เกิดอาการอ้ำอึ้งพูดไม่ออกขึ้นมากะเสียอย่างนั้น


            คุณชาย! เป็นอะไรไหมครับ!? ตาณที่เพิ่งมาถึงเอ่ยถามด้วยความร้อนรน


            ทำไมไม่ดูคุณชาย ปล่อยให้ขี่เร็วแบบนี้ได้อย่างไรกันฮะ? ตาณ ทัชยะเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุ นั่นทำให้เด็กชายรีบแก้ตัวแทนอีกฝ่ายขึ้นมาในทันที


            พี่ตาณไม่ผิดหรอกครับ ผมไม่ระวังเอง เจษฎาพิพัฒน์เอ่ย


            เอาเถอะๆ ทัชยะว่า รีบไปทำแผลกันก่อน ลุกไหวไหม?


            ไหวครับ ถึงจะบอกไปแบบนั้น แต่ทัชยะก็ช่วยประคองเด็กหนุ่มลุกขึ้นยืน แม้จะไม่ได้เป็นแผลอะไรมาก แต่เจษฎาพิพัฒน์ก็รู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อย น่าจะเป็นเพราะแรงกระแทกกับพื้นที่เกิดจากความไม่ระมัดระวังของเขาเอง เด็กชายถูกพาเข้าไปในบ้าน ทันทีที่พี่เลี้ยงสาวเห็นร่างกายของเขาที่เต็มไปด้วยฝุ่นจากพื้นดินและแผลที่ขาทำเอาถึงกับร้องเสียงหลง


            ตายแล้ว! คุณชายไปโดนอะไรมาคะ!หล่อนรีบกุลีกุจอเข้ามาหา พร้อมกับจับเด็กชายพลิกไปพลิกมา


            คุณชายเขาล้มจากจักรยาน ทัชยะเอ่ยเสียงเรียบ พี่เอื้อยช่วยพาคุณชายไปล้างเนื้อล้างตัวแล้วทำแผลหน่อยแล้วกัน


            รีบไปทำแผลกันเถอะค่ะ ถ้าคุณผู้ชายรู้เข้านี่เรื่องใหญ่แน่เลย หญิงสาวว่า


            เจษฎาพิพัฒน์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเอ่ย ทุกคนอย่าบอกคุณอาให้รู้ได้ไหมครับ


            อ้าว ตาณร้องขึ้น จะดีหรือครับคุณชาย?


            ครับ ถ้าคุณอารู้คุณอาจะต้องดุแน่ๆ รวมไปถึงดุพี่ตาณด้วย เด็กชายว่า


            แต่อย่างไรก็รู้อยู่ดี ทัชยะส่ายหัวไปมา เห็นแผลก็รู้แล้ว คงจะปิดได้หรอกคุณชาย


            ใช่ ปิดไม่ได้หรอก เสียงของใครอีกคนดังขึ้นสร้างความตกใจให้กับคนทั้งสี่ มนตรีที่มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่อาจทราบได้เดินเข้ามาหาพวกเขา


            อาบอกแล้วใช่ไหมน้องเจษว่าให้ระวังตัว


            ขอโทษครับคุณอา... เด็กน้อยเอ่ยเสียงอ่อย มนตรีไม่ได้ว่าอะไรเพิ่มเติม เพียงแต่ยกมือขึ้นลูบหัวอย่างแผ่วเบา


            มันเป็นอุบัติเหตุอันนี้อารู้ครับ แต่จะปิดอาแบบนี้นี่เป็นเด็กไม่ดีเลยนะ


            ก็ผมไม่อยากให้คุณอาเป็นห่วง...


            ถ้าไม่ห่วงเราแล้วอาจะไปห่วงใครล่ะ มนตรียิ้ม มีอะไรต้องบอกอาทุกเรื่องเข้าใจไหมครับ? เราอยู่ด้วยกันไม่ควรมีอะไรที่ปิดบังกันนะ


            เข้าใจแล้วครับ ต่อไปมีอะไรผมจะบอกคุณอาทุกเรื่องเลย เด็กชายว่าก่อนจะมีรอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้า


            แล้วนี่พี่ทัชกับพี่ตาณเขาช่วยเราใช่ไหม? น้องเจษขอบคุณเขาหรือยัง?


            ขอบคุณครับพี่ตาณ เจษฎาพิพัฒน์ยกมือขึ้นไหว้ตาณก่อนเป็นคนแรก ก่อนที่จะหันมาหาอีกคนหนึ่งแล้วยกมือขึ้นไหว้อย่างกล้าๆกลัวๆ


            ขอบคุณครับพี่ทัช


            ทัชยะไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่พยักหน้าเฉยๆเป็นเชิงรับรู้เท่านั้น แต่มนตรีกลับสังเกตได้ถึงแววตาของเจ้าตัวที่แฝงไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกมากมาย ไม่รู้เพราะว่าเป็นอาภาสเหมือนกันหรืออย่างไร เขารู้สึกได้ว่าทัชยะเองก็มีความรู้สึกบางอย่างต่อเจษฎาพิพัฒน์เหมือนกัน นั่นทำให้มนตรีเองก็เริ่มรู้สึกหวั่นใจขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด แม้จะรู้ว่าคนอย่างทัชยะนั้นจะไม่มีทางทำอะไรที่ไม่ดีก็ตาม


            เห็นทีจะต้องเรียกมาคุยเป็นการส่วนตัวกันหน่อยเสียแล้ว รวมไปถึงบอกอะไรบางอย่างที่เจ้าตัวควรจะรู้เอาไว้สักหน่อยด้วยเห็นจะดี


 

            คุณผู้ชายมีเรื่องจะคุยกับผมหรือครับ? ชายหนุ่มเอ่ยหลังจากปิดประตูห้องลง มนตรีเงยหน้าขึ้นจากหนังสือที่อยู่ในมือ เขาจัดการปิดมันลงก่อนจะจ้องไปที่อีกฝ่าย


            ใช่ นั่งก่อนสิทัช นั่งข้างบนนะ


            แม้จะมีท่าทีลังเลเล็กน้อย แต่ทัชยะก็นั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้ามแต่โดยดี


            มนตรียิ้มให้อีกฝ่ายเป็นการสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลายลง ก่อนที่จะเริ่มเปิดประเด็นขึ้น


            เธอรู้สึกอย่างไรกับน้องเจษงั้นหรือ?


            ทำไมคุณผู้ชายถามแบบนี้ล่ะครับ? ทัชยะเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามกลับ


            ผมถามให้เธอตอบ ไม่ใช่ให้มาถามผมกลับ


            แม้มนตรีจะยิ้มอยู่ แต่ความกดดันที่แฝงมากับคำพูดทำเอาทัชยะเองก็รู้สึกหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย นายใหญ่แห่งเดือนมณีผู้เป็นอาภาสที่เป็นดั่งจ่าฝูงของที่นี่กำลังจับจ้องมาที่เขา


            ผม... เขาเงียบไปเล็กน้อย ผมมองแค่ว่าคุณชายเป็นเหมือนน้องชายของผมคนหนึ่งเท่านั้นครับ         


            แน่ใจหรือ?


            ครับ


            ถ้าอย่างนั้นก็ดี มนตรีพยักหน้า แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องคุยกับเธอ


            อะไรหรือครับ? ทัชยะเอ่ยถามอย่างสงสัย อีกทั้งรู้สึกลุกลี้ลุกลนอยู่ในใจกับสิ่งที่มนตรีกำลังจะเอ่ยออกมา


            พ่อกับแม่ของเธออยากให้เธอแต่งงานเป็นเรื่องเป็นราว อายุเธอก็ถึงวัยแล้วพอดี อีกทั้งพวกเขาก็เตรียมเจ้าสาวเอาไว้ให้เธอแล้วด้วย


            แต่งงาน!?ดูเหมือนว่าคำว่าแต่งงานจะดูเป็นเรื่องใหญ่และน่าตกใจมากพอที่จะทำให้ทัชยะผู้ปกติแล้วจะเงียบขรึมตลอดเวลาถึงขั้นขึ้นเสียงดังขึ้นมาได้ การแต่งงานไม่อยู่ในหัวของชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย แถมอยู่ยังมีว่าที่เจ้าสาวขึ้นมาแล้วด้วยอีก เป็นเรื่องที่กะทันหันและไม่อาจคาดฝันได้เลยทีเดียว


            ใช่ มนตรีพยักหน้า กำหนดแต่งงานน่าจะเป็นเดือนหน้า เจ้าสาวของเธอจะมีอายุครบสิบแปดพอดี


            ผมขอถามได้ไหมครับว่าเจ้าสาวของผมคือใคร? ทัชยะถามอย่างสงสัย


            มนตรีมองมาที่เขา ก่อนจะยิ้ม


ตาณไง


            ชายหนุ่มแทบจะเข่าอ่อนขึ้นมาเสียอย่างนั้น ถ้าไม่ติดว่านั่งอยู่คงถึงขั้นล้มพับไปเสียแล้ว


            ผมจะบอกเธอแค่นี้แหละ ไปพักผ่อนเสียเถิด


            ทัชยะแทบจะเดินออกจากห้องไปในสภาพที่วิญญาณเหมือนจะออกจากร่าง มนตรียกยิ้มขึ้นอย่างผู้มีชัย อันที่จริงพ่อกับแม่ของตาณและพ่อกับแม่ของทัชยะเคยมาคุยกับเขาเรื่องนี้อยู่ทีหนึ่งแล้ว แต่เห็นว่าเด็กทั้งสองไม่ได้ชอบพอกันเลยไม่ได้มีความเห็นอะไรมากนัก แต่ในเมื่อเขาสัมผัสได้ว่าทัชยะนั้นกลับมีใจให้กับเจษฎาพิพัฒน์ขึ้นมา เขาเองก็ต้องหาทางที่จะทำให้อีกฝ่ายออกห่างจากเด็กชายให้ได้มากที่สุดเช่นกัน ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกันที่ดลใจให้เขาทำแบบนี้ หากใครรู้เข้าคงจะหาว่าไม่เป็นผู้ใหญ่อย่างแน่นอน โดยเฉพาะจิรสินที่ถ้ารู้เรื่องก็คงจะล้อเขาไปอีกนานอย่างแน่นอน

            แต่อย่างไรก็ดี มนตรีไม่ได้คิดเลยว่าสิ่งที่เขาทำนี้นั้นผิดหรือถูก เขาแค่ทำให้สิ่งที่สมควรต้องทำเท่านั้น


            เขาต้องเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคุณชายเจษฎาพิพัฒน์เสมอ ซึ่งเขาเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าสิ่งที่ดีที่สุดนั้นคืออะไร


            แต่ในตอนนี้ได้แต่ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุดก็เท่านั้น


           

สัพเพเหระ

หายไปนานเลย กลับมาแล้วค่ะ ><
คิดถึงกันไหมคะ? เราคิดถึงทุกคนมากๆเลยค่ะ
!
เรากลับมาพร้อมกับการสกัดดาวรุ่งของคุณอาเขา ๕๕๕๕๕
พี่ทัชเขาจะทำอย่างไรต่อไปหนอ แล้วตาณจะรู้เรื่องไหม และคุณชายเจษฎาพิพัฒน์จะเป็นอย่างไร
เจอกันในตอนหน้าค่ะ
!

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านและให้กำลังใจกันนะคะ
ขอบคุณรอคอยและอยู่ด้วยกันด้วยค่ะ
ขอฝากแท็ก
#ไตรชีวัน ด้วยนะคะ มีอะไรคุยกันในแท็กได้เช่นกันค่ะ



B
E
R
L
I
N
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

59 ความคิดเห็น

  1. #37 Applecolajelly (@kkaem) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 16:38
    คุณอา ร้ายมาก!!! กันซีนทุกคน แต่ก็นั่นแหละเนาะเขาหวงเด็กเขาล่ะ 55555
    #37
    0
  2. #17 จอมโจรอ้วนผอม (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 มกราคม 2563 / 22:10

    คุณมนตรีรีบกำจัดคู่แข่งเลยนะ แล้วกว่าน้องเจษจะโตนี่สงสารคุณอาเลยที่ต้องเหนื่อยอีกนาน

    #17
    0