ไตรชีวัน || มินเจ,แบคเร็น,คุปส์ฮัน

ตอนที่ 12 : เจษฎาพิพัฒน์ : ๑๑ (จบ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 50
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    1 มี.ค. 63

          พ.ศ. ๒๕๒๒


            ผ่านมาสี่ปีแล้วหลังจากที่คุณชายเจษฎาพิพัฒน์เข้าเรียนมหาวิทยาลัยในฐานะนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ และบัดนี้เขาได้กลายเป็นหนุ่มเต็มตัวเรียบร้อยแล้ว เพราะได้ขึ้นเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่สี่แล้วทำให้ต้องเริ่มฝึกขึ้นปฏิบัติการในหอผู้ป่วย ณ โรงพยาบาลนครเชียงใหม่ ส่งผลให้เด็กหนุ่มค่อนข้างที่จะยุ่งมากเป็นพิเศษ ไหนจะเรียน ไหนจะต้องขึ้นหอผู้ป่วยอีก แต่ก็เริ่มชินเสียแล้วและกลับรู้สึกมีความสุขที่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆตลอดเวลา อีกทั้งความฉลาดที่มีติดตัวมาแต่เดิมทำให้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่ทำให้เขากลายเป็นนักศึกษาอันดับหนึ่งของรุ่น จนแม้แต่มนัสที่เป็นอาจารย์แพทย์เองยังต้องเอ่ยชมอยู่บ่อยครั้ง


            แม้จะต้องห่างจากมนตรีผู้เป็นทั้งอาและคนรักอาจจะทำให้เหงาอยู่บ้าง แต่ก็มักจะคลายความคิดถึงด้วยการคุยโทรศัพท์กันอยู่บ่อยครั้ง ด้วยความที่เจษฎาพิพัฒน์เรียนหนักขึ้นทุกวันทำให้ไม่ค่อยมีเวลากลับไปที่ฝางเท่าไหร่นัก นอกจากการโทรศัพท์หากันแล้วมนตรีก็เลือกที่จะเดินทางลงมาหาเด็กหนุ่มทุกครั้งที่มีโอกาสอยู่เสมอ


            แต่วันนี้เป็นวันพิเศษ เจษฎาพิพัฒน์ได้รับวันหยุดในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้เขาเลือกที่จะเดินทางกลับฝางด้วยตัวเองโดยที่ไม่บอกใครเพราะตั้งใจจะสร้างความประหลาดใจให้กับคนที่เขาคิดถึง อยากรู้เหลือเกินว่าจะทำหน้าแบบไหนที่เขากลับไปโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าแบบนี้


            คุณชาย !หญิงสาวร้องขึ้นอย่างแปลกใจหลังจากที่เขาเดินเข้ามาในบ้าน กลับมาเมื่อไหร่คะ? คุณผู้ชายไม่เห็นแจ้งให้ทราบเลย


            ตกใจไหมครับพี่เอื้อย เขาหัวเราะ ผมว่าจะทำให้ทุกคนแปลกใจเล่นสักหน่อย


            ไม่ทันตั้งตัวเลยล่ะค่ะ หล่อนว่า คุณผู้ชายอยู่ที่สวนแหนะค่ะ


ขอบคุณครับ เจษฎาพิพัฒน์พยักหน้า


เดือนมณีในตอนนี้กลายเป็นอาณาจักรที่ใหญ่โตขึ้นว่าแต่ก่อนจากการต่อเติมเพิ่มไปเรื่อย ในตอนนี้จึงมีทั้งสวนส้ม สวนดอกไม้ รีสอร์ต และร้านอาหารครบวงจร แต่ก็ยังเป็นสถานที่ที่อบอุ่นเสมอทุกครั้งที่กลับมา กว่าเด็กหนุ่มจะเดินไปถึงที่หมายก็ใช้เวลานานอยู่พอสมควร เพราะคนงานมากมายต่างเข้ามาทักทายไปตลอดทางเมื่อเห็นนายน้อยผู้เป็นที่รักใคร่ต่อทุกคนกลับมายังที่แห่งนี้ จนกระทั่งเขาเห็นคนที่ตัวเองตามหากำลังยืนคุยกับทัชยะอยู่ในสวน เจษฎาพิพัฒน์ไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าไปสวมกอดอีกฝ่ายจากข้างหลังในทันที


เหวอ!มนตรีร้องขึ้นอย่างแปลกใจเมื่อรู้ได้ถึงแรงกอดจากอีกฝ่าย ก่อนจะหันมามองด้วยความตกใจ


อ้าว! น้องเจษ!


คิดถึงที่สุดเลย เด็กหนุ่มว่าพลางเอาหน้าซุกที่หลังของเขา


นี่กลับมาได้อย่างไรเนี่ย? ทำไมไม่บอกกันก่อนล่ะ อาจะได้ลงไปรับ


ผมว่าจะทำให้คุณอาแปลกใจเล่น เจษฎาพิพัฒน์ยิ้มกว้าง อีกอย่างหนึ่ง ช่วงนี้เป็นหน้าท่องเที่ยว คุณอาคงจะยุ่ง ผมไม่อยากรบกวน


สำหรับน้องเจษไม่มีคำว่ารบกวนเลยครับ นี่กลับมาคนเดียวมันอันตรายนะรู้ไหม? ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไรน่ะ


ผมทำพันธะกับคุณอาแล้ว ไม่เป็นไรหรอกครับ อ๊ะ! สวัสดีครับพี่ทัช


สวัสดีครับคุณชาย ยินดีต้อนรับกลับมาครับ ทัชยะยิ้ม


แล้วนี่น้องตฤณอยู่ไหนหรือครับ? อยู่กับพี่ตาณหรือเปล่า? แล้วพี่ตาณเป็นอย่างไรบ้าง?


นี่ๆ ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องเลยนะครับน้องเจษ อายังดุเราไม่เสร็จเลยนะ มนตรีว่าพลางลูบหัวเด็กหนุ่ม ให้ตายสิ ไม่ว่าจะโตขึ้นแค่ไหนแต่ก็ชอบทำตัวเป็นเด็กๆให้เขาเป็นห่วงอยู่เรื่อยเลยจริงเชียว


ไม่เอาสิครับคุณอา ไม่ดุผมน๊า ว่าแล้วก็ทำเสียงออดอ้อนพร้อมกะพริบตาใส่สองสามที


เนี่ย .. ชอบทำตัวน่ารักใส่แบบนี้แล้วเขาจะดุลงได้อย่างไรกัน


เฮ้อ ก็ได้ครับ แต่วันหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะครับ อาเป็นห่วงเรานะ และก็เป็นมนตรีที่ยอมแพ้ให้กับอีกฝ่าย แต่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ไม่เคยเอาชนะท่าทางแบบนี้ได้สักที สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้อยู่เรื่อย


แล้วสรุปน้องตฤณกับพี่ตาณอยู่ไหนหรือครับ? เด็กหนุ่มเอ่ยถามต่อ


อยู่ที่โรงเรียนครับคุณชาย ตอนนี้ตาณเขากำลังไปรับกลับมาอยู่ ทัชยะที่ในตอนนี้เป็นพ่อคนเต็มตัวแล้วตอบ


งั้นเดี๋ยวผมค่อยมาเล่นด้วยดีกว่า เจษฎาพิพัฒน์พยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ คุณอาครับ ผมหิวแล้ว เราไปทานอาหารเย็นกันดีไหมครับ?


ได้ครับ งั้นเดี๋ยวอาจะให้คุณเอื้อยจัดโต๊ะเร็วขึ้นหน่อยแล้วกัน ฝากงานที่เหลือด้วยนะทัช มนตรียิ้ม ก่อนจะหันไปสั่งงาน ชายหนุ่มพยักหน้าก่อนจะขอตัวไปทำงานต่อ


มนตรีและเจษฎาพิพัฒน์เดินจับมือกันพูดคุยไปตลอดทาง เพราะความคิดถึงที่ไม่ได้เจอกันเกือบหนึ่งเดือนทำเอามีเรื่องมากมายพูดคุยกันไม่หยุดหย่อนไปจนสิ้นสุดมื้ออาหารเย็น ถึงจะทำพันธะกันแล้ว แต่มนตรีเองก็เคยนึกหวั่นใจในการที่ส่งเด็กหนุ่มไปอยู่ห่างไกลกันแถมอีกฝ่ายยังเจอสังคมใหม่ๆในรั้วมหาวิทยาลัยอีกด้วย มนตรีเองแม้จะรับปากว่าจะไปหาแต่ด้วยภารกิจในหน้าที่การงานก็ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาลงได้บ่อยๆ แต่ก็ยังพอคลายความกังวลไปได้บ้างเพราะเจษฎาพิพัฒน์หมั่นที่จะโทรศัพท์หาเขาทุกครั้งที่ตนเองมีเวลาว่างอยู่เสมอ


ในด้านที่อยู่อาศัย แม้มนตรีจะรู้สึกเกรงใจคุณหมอมนัสอยู่ไม่น้อยที่ให้คุณชายหนุ่มไปอาศัยอยู่ด้วย แต่อีกฝ่ายและภรรยากลับบอกว่าไม่เป็นไรและเต็มใจที่จะเป็นธุระในการดูแลให้ เพราะฉะนั้นแล้วเขาจึงสนับสนุนในสิ่งที่สามารถสนับสนุนได้ไม่ว่าจะเป็นในด้านค่าใช้จ่ายหรือด้านของใช้อื่นๆก็ตาม


น้องเจษอยากจะเป็นหมอด้านหรือครับ? มนตรีเอ่ยในขณะที่กำลังกอดอีกฝ่ายอยู่บนเตียงนอน ด้วยความเพลียจากการเดินทางทำให้หลังจากที่เสร็จสิ้นมื้ออาหารเขาแล้วเจษฎาพิพัฒน์จึงเลือกที่จะอาบน้ำและเข้านอนเร็วกว่าปกติ และแน่นอนว่าเด็กหนุ่มงอแงอยู่ไม่น้อยว่าถ้ามนตรีไม่ยอมพักงานประจำวันแล้วมานอนด้วย ตัวเองก็จะไม่นอนเหมือนกัน


ก็บอกแล้วว่าแพ้ทุกทาง ในเมื่อเด็กหนุ่มร้องขอแบบนี้มีหรือเขาจะไม่ยอม


จนบางทีก็แอบคิดไปว่าเขาตามใจอีกฝ่ายมากไปหรือเปล่า แต่ก็เลือกที่จะเลิกคิดเรื่องเหล่านั้นไป เพราะแค่เจษฎาพิพัฒน์มีความสุขเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว


อืม... ยังคิดอยู่เลยครับ ผมเพิ่งปีสี่เอง เด็กหนุ่มตอบ แต่ก็ตั้งใจเอาไว้ว่าน่าจะเป็นกุมารเวชครับ ผมชอบเด็กๆ


นั่นสินะ มนตรีหัวเราะ ชอบเด็กๆแล้วแบบนี้จะยังชอบคนแก่แบบอาอยู่ไหมนะ?


คุณอาเป็นข้อยกเว้นไงครับ ว่าแล้วก็ขยับตัวหันมาหอมแก้มเขา เป็นคนแก่คนเดียวที่ผมรัก


ปากหวานเสียจริงเจ้าเด็กคนนี้ ว่าแล้วก็จูบลงบนหน้าผากมนไปหนึ่งทีให้ชื่นใจ


 คุณอาครับ แล้วถ้าเรามีเด็กๆของเราบ้างจะเป็นอย่างไรนะ เจษฎาพิพัฒน์ยิ้มพร้อมเอ่ยถามต่อ


น้องเจษหมายถึง...


ใช่ครับ ลูกของเรา ว่าแล้วก็ยิ้มกว้าง ต้องน่ารักมากแน่ๆเลย


อยากมีหรือ? เขาถามต่อ อีกฝ่ายพยักหน้าสองสามที


อยากครับ แต่มีคนเดียวก็พอแล้ว


ทำไมล่ะ? ไหนเราบอกว่าชอบเด็กๆไง


กลัวว่าคุณอาจะวิ่งตามลูกไม่ไหว


เดี๋ยวเถอะ ! ว่าแล้วก็จัดการฟัดเจ้าตัวแสบในอ้อมกอดไปอีกหลายทีจนสาแก่ใจ ทั้งคู่ต่างหัวเราะก่อนจะหลับฝันในอ้อมกอดของกันและกันให้แนบแน่นมากพอกับความคิดถึงที่สั่งสมมานาน


            แม้ตัวจะต้องไกล แต่ใจนั้นไม่เคยห่าง เจษฎาพิพัฒน์มั่นใจ ไม่ว่าเมื่อไหร่เขายังคงมีมนตรีอยู่อย่างนี้เสมอ คนที่คอยมอบความรักและมอบการดูแลอย่างดีมาตลอดจวบจนตอนนี้และไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลง เป็นคนที่ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นหัวใจได้ตลอดเวลาแม้ว่าจะผ่านมานานแค่ไหนก็ตาม


            เขาเฝ้ารอวันที่ตัวเองเรียนจบและได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกับคนๆนี้ต่อไปแทบจะไม่ไหวแล้ว


            เขาเดินกลับมาที่นี่อีกครั้งหนึ่งพร้อมกับใครอีกคนหลังจากที่ไม่ได้กลับมาเสียนาน เมืองหลวงของประเทศไทยนามว่ากรุงเทพหรือชื่อที่เขาคุ้นเคยคือพระนครยังคงไม่ต่างจากเดิมมากเท่าไหร่นัก ความเจริญที่มากขึ้นอันแลกมาด้วยความวุ่นวายต่างๆนานาทำเอาเขาที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขที่เชียงใหม่มานานรู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไหร่นัก แถมอากาศยังแตกต่างกันมากอีกด้วยจนกลายเป็นว่าเขาไม่ชอบแดดที่ร้อนจัดจนแสบผิวของที่นี่เอาเสียเลย มือเล็กขยับหมวกที่ตัวเองสวมอยู่เพื่อบังแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาจนแสบตา


            มาแล้วหรือครับ? คนที่มาถึงก่อนแล้วเอ่ยทักทาย เด็กหญิงที่อีกฝ่ายจูงมืออยู่รีบวิ่งมาไหว้พวกเขาทั้งคู่


            สวัสดีค่ะ คุณลุงเจษ คุณลุงมนตรี


            สวัสดีครับน้องดา ไม่เจอกันนานเลย เขายิ้ม ก่อนจะลูบหัวเด็กหญิง


            น้องดาคิดถึงคุณลุงมากๆเลยค่ะ


            คุณลุงก็คิดถึงน้องดาครับ เขาว่า แล้วนี่น้องชายรัตน์กับพี่ดนัยมากันนานหรือยังน่ะ?


            เพิ่งมาถึงได้สักพักเหมือนกันครับ ดนัยตอบ ไปกันเถอะครับ เดี๋ยวเลยเวลาเพลเสียก่อน


            มนตรีและเจษฎาพิพัฒน์พยักหน้าก่อนที่ทั้งห้าคนจะพากันขึ้นมาด้านบนศาลาวัด วันนี้เป็นวันครบรอบวันเสียชีวิตของท่านชายจิรภาดาผู้เป็นบิดาของทั้งคู่ สองพี่น้องใช้วันนี้เป็นวันนัดพบประจำปีในการมาเจอกันที่กรุงเทพเพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบิดาผู้ล่วงลับ แม้ว่าทั้งคู่จะติดต่อผ่านกันทางโทรศัพท์หรือจดหมายอยู่บ่อยครั้ง แต่การมาเจอกันต่อหน้าย่อมดีกว่าเป็นไหนๆอยู่แล้ว ซึ่งสามีของคนทั้งสองก็ไม่ขัดและเต็มใจที่จะพามาแต่โดยดี


            เจษฎาพิพัฒน์ได้จบการศึกษาชั้นปีที่หกเรียบร้อยแล้ว และกำลังจะเตรียมตัวเป็นแพทย์ใช้ทุนที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ โชคดีที่วันครบรอบนี้อยู่ก่อนวันที่จะเริ่มงาน ทำให้เขาได้โอกาสกลับมาพบกับน้องชายก่อนที่จะต้องหายไปหัวหมุนกับชีวิตการทำงาน ในขณะที่รัตนกรกันต์ผู้กลายเป็นคุณแม่ลูกหนึ่งก็ทำหน้าที่ของตนเองโดยการช่วยงานเอกสารให้กับผู้เป็นสามี ในวันนี้สองพี่น้องต่างพาสิ่งที่ผู้เป็นบิดาไม่มีโอกาสได้เห็นในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่มาหาถึงที่วัด


            หนึ่ง คือ เด็กหญิงดาริกา ลูกสาวอาภาสของรัตนกรกันต์ ผู้เป็นหลานคนแรกของตระกูล


            และ สอง ความสำเร็จของเจษฎาพิพัฒน์ที่เรียนจนจบปริญญาตรี และได้เป็นแพทย์สมใจ


            มนตรีและดนัยต่างเคยคิดว่าท่านชายจิรภาดานั้นจะมีความสุขมากเพียงใดหากได้รับรู้ในสิ่งต่างๆเหล่านี้ก่อนที่จะเสียชีวิต หากยังอยู่คงจะกลายเป็นคุณตาที่กำลังมีความสุขกับหลานรักจากลูกชายคนเล็ก และชื่นชมอนาคตว่าที่คุณหมอของลูกชายโต แต่น่าเสียดาย .. ที่คงไม่มีวันนั้นอีกต่อไปแล้ว


            น้องดาไปไหว้คุณตาสิลูก รัตนกรกันต์ว่าก่อนจะลูบหัวลูกสาว ดาริกาพยักหน้าก่อนจะนำพวงมาลัยมาเปลี่ยนที่ที่เก็บอัฐิของผู้มีศักดิ์เป็นตา


            วันนี้น้องดาร้อยพวงมาลัยเองเลยนะคะคุณตา เด็กหญิงว่าด้วยรอยยิ้มก่อนจะยกมือไหว้


            คุณตาไม่ต้องห่วงนะคะ น้องดาจะเป็เด็กดีของคุณพ่อคุณแม่ แล้วก็จะเรียนหนังสือให้เก่งๆเหมือนลุงเจษค่ะ


            ทั้งสี่คนยิ้มให้กับความน่ารักของเด็กหญิงตัวน้อยผู้แสนไร้เดียงสา


            และภารกิจในวันนี้ก็จบลง


            รัตนกรกันต์และดนัยขอตัวกลับก่อน เนื่องจากต้องเดินทางกลับพังงาในทันทีซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางยาวนานประกอบกับโรงเรียนของดาริกายังไม่ปิดเทอมดี จึงทำให้ไม่อาจอยู่นานได้ ส่วนเจษฎาพิพัฒน์เองยังพอที่จะมีเวลาว่างอยู่บ้างก่อนที่จะเริ่มทำงานในฐานะแพทย์ใช้ทุน พวกเขาทั้งสองคนจึงเลือกที่จะใช้เวลาอยู่ที่กรุงเทพต่ออีกสักสองสามวันก่อนที่จะกลับไปที่เชียงใหม่


            มนตรีหันไปมองเด็กหนุ่มที่ขณะนี้เป็นชายหนุ่มเต็มตัวเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ก่อนที่เขาจะเอ่ยถาม


            คิดอะไรอยู่หรือครับน้องเจษ?


            กำลังคิดไปเรื่อยเกี่ยวกับท่านพ่อน่ะครับ อีกฝ่ายตอบ


            เรื่องอะไรงั้นหรือ? บอกอาได้ไหม?


            ก็แค่กำลังคิดว่า ท่านพ่อรักผมบ้างหรือเปล่า เจษฎาพิพัฒน์เอ่ยเสียงเรียบ ถึงได้เลือกที่จะยกพวกเราให้กับคนอื่นแทนที่จะอยู่ด้วยกัน


            มนตรีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ทำไมถึงคิดแบบนั้ล่ะครับ?


            แค่สงสัยน่ะครับ คุณชายหนุ่มว่าพลางหยัดกายขึ้นจากการพิงเบาะรถ ก่อนจะยิ้ม แต่ตอนนี้ก็ช่างมันเถอะ ท่านพ่อเองก็คิดมาดีแล้วถึงได้เลือกที่จะยกผมให้กับคุณอา


            มนตรีไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ยกมือขึ้นลูบที่ศีรษะของอีกฝ่ายก่อนจะหอมลงบนขมับเบาๆเท่านั้น เจษฎาพิพัฒน์ยิ้มกว้างกว่าเดิมก่อนจะเอ่ยต่อ


            ยังไงเสียก็ต้องขอบคุณท่านพ่ออยู่ดีที่ทำให้ผมได้เจอกับคุณอา เป็นความโชคดีของผมเลย


            ไม่หรอก มนตรีแย้งด้วยรอยยิ้ม น้องเจษต่างหากที่เป็นความโชคดีของอา ถ้าไม่เจอน้องเจษอาก็คงเอาแต่ทำงานไม่สนใครแน่ๆ ต้องขอบคุณท่านชายที่ยกน้องเจษให้อาก็จริง แต่อาก็อยากขอบคุณเราด้วยที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตของอา


            นี่กำลังบอกรักกันทางอ้อมอยู่หรือเปล่าครับ? เจษฎาพิพัฒน์หัวเราะ


            ไม่ต้องอ้อมก็ได้ครับ บอกตรงๆเลยก็ทำได้ ว่าแล้วก็ขยับเข้ามากระซิบที่ข้างหูพอให้ได้ยินกันสองคน


            รักที่สุดเลยนะครับ คุณชายเจษฎาพิพัฒน์


            เจ้าของชื่อยิ้มกว้าง ก่อนจะเอ่ยตอบ


            รักเหมือนกันครับ คุณมนตรี


            คำบอกรักอันบางเบาแต่ดังก้องไปทั่วหัวใจที่สร้างจังหวะอันสั่นไหวมานับครั้งไม่ถ้วน สองมือของทั้งคู่กอบกุมกันเอาไว้ราวกับจะบอกว่าไม่มีทางปล่อยให้ไปไหน ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตต่อไปจะเป็นอย่างไร แต่มนตรีและเจษฎาพิพัฒน์ต่างเชื่อมั่น ว่าคำว่ากันและกันยังคงเป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยไปตราบใดที่พวกเขายังคงเชื่อมั่นในคำว่าตลอดไปที่อาจมีอยู่จริง

สัพเพเหระ

เดินทางมาถึงตอนจบกันแล้วนะคะสำหรับตอนของ เจษฎาพิพัฒน์
ยังเหลือบทส่งท้ายอีกหนึ่งบทนะคะ
XD ก่อนที่จะเข้าสู่ตอน รัตนกรกันต์ ค่ะ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านและให้กำลังใจกันมากๆเลยค่ะ
ขอฝากแท็ก
#ไตรชีวัน ด้วยนะคะ มีอะไรคุยกันในแท็กได้เช่นกันค่ะ


 

 

 

B
E
R
L
I
N
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

59 ความคิดเห็น

  1. #44 Applecolajelly (@kkaem) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 18:37
    น้องเจษ เก่งมากค่ะ ฮื่อ อบอุ่นหัวใจไ หมด ยินดีด้วยนะคะกับความสำเร็จแล้วก็ยินดีกับครอบครัวคนน้องนะคะ ความรักน้องเจษกับคุณอาน่ารักมากค่ะ ขอบคุณนะคะ ปล.อยากเรียนกับอาจารย์มนัสบ้างจังเลยค่า 555555
    #44
    0
  2. #26 จอมโจรอ้วนผอม (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 มีนาคม 2563 / 21:23

    คู่นี้คือหวานกันมาตลอด แต่ถ้าเป็นหมอแล้วน้องเจษจะมีหนุ่มมาจีบไหม หวงแทนคุณอาแล้ว

    #26
    0