ประวัติศาสตร์รอบตัว

ตอนที่ 3 : ตำนานเทพเจ้าอียิปต์ (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 ก.ค. 61

เทพฮอรัส(Horus) เป็นพระโอรสของเทพโอซีริส และเทวีไอซิส และเป็นพระสวามีของเทวีฮาธอร์ พระองค์ทรงเป็นเทพที่เกิดมาจากการรวมกันเทพสองสิ่ง ได้แก่ เทพนกเหยี่ยว และ เทพแห่งแสงสว่าง

เทพฮอรัสทรงมีพระเนตรข้างขวาเป็น ดวงอาทิตย์ และมีพระเนตรข้างซ้ายเป็น ดวงจันทร์ อีกทั้งยังมีศีรษะที่เป็นนกเหยี่ยวเป็นสัญลักษณ์ พระองค์จะทรงสวมมงกุฎสองชั้นหรือแกะสลักเป็นรูปวงสุริยะที่มีปีกอยู่ที่รั้ววิหารประจำพระองค์ ซึ่งก็คือ นกเหยี่ยวที่กำลังโบยบินอยู่เหนือการต่อสู้ของฟาโรห์นั่นเอง ที่อุ้งเล็บจะมีแส้แห่งความซื่อสัตย์จงรักภักดี และแหวนแห่งความเป็นอมตะนิจนิรันดร์อยู่ด้วย

เทพฮอรัสทรงมีพระนามมากมาย ตามแต่ละท้องที่จะเรียกสักการะและตามความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป เช่น เทพฮาโรเอริส(Haroeris) ฮอรัส เบฮ์เดตี(Horus Behdety) ฮาราเคต ฮาร์มาฆิส(Harmakhis) และ ฮาร์สีเอสิส(Harsiesis) เป็นต้น


อานูบิส (Anubis) เป็นหนึ่งในเทพเจ้าของชาวอียิปต์ ซึ่งเทพเจ้าองค์นี้มีบทบาทสำคัญต่อการใช้ชีวิตของชาวอียิปต์อย่างยิ่ง ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจาก อานูบิสเป็นเทพแห่งความตาย และเป็นเทพสำคัญในการทำมัมมี่ ในพิธีการทำศพของชาวอียิปต์โบราณ และโลกหลังความตายของมนุษย์ จึงมีเทพองค์นี้ประกอบอยู่ในเรื่องราวและมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก

การนับถือเทพอานูบิสมีที่มาจากเมือง อาบิโดส (Abydos) ที่อยู่ทางตอนเหนือของอียิปต์ แต่มีศูนย์กลางของความเชื่อดังกล่าวนี้อยู่ที่เมืองไซโนโปลิส (Cynopolis) ที่ตั้งอยู่ในอียิปต์ตอนเหนือ

เชื่อกันว่า พิธีกรรมการนับถือเทพอานูบิสมีมาอย่างยาวนานมากแล้ว และมีการสร้างรูปปั้นหมาในสีดำหรือสีทอง ขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของเทพองค์นี้อยู่บ้างด้วย ลักษณะของเทพอานูบิสเป็นเทพที่มีลำตัวเป็นมนุษย์ แต่มีส่วนศีรษะไปจนถึงคอเป็นหมาในสีดำ ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าการที่ลักษณะของเทพอานูบิสมีใบหน้าเป็นหมาใน ก็เพราะสัตว์ชนิดนี้มักจะหากินในช่วงกลางคืน และพบได้บ่อยแถวๆสุสานของคนตาย ด้วยเหตุนี้ เทพอานูบิสจึงถูกชาวอียิปต์นับถือกันในนามเทพผู้พิทักษ์คนตายและสุสานนั่นเอง ส่วนอาวุธในมือของเทพอานูบิส เป็นคทา คนบางคนอาจเรียกเทพองค์นี้ว่า อันปุ (Anpu)

เทพอานูบิสมีหน้าที่หลัก คือ การนำดวงวิญญาณของคนตายไปสู่ยมโลก ทั้งนี้ก็เพื่อให้วิญญาณผู้นั้นได้รับผลกรรมที่ตนได้ทำเอาไว้ก่อนตาย ต่อหน้าองค์เทพโอซิริส (Osiris) โดยการตัดสินจะทำโดย เทพอานูบิสจะวางหัวใจของผู้ตายเอาไว้บนตาชั่งข้างหนึ่ง และวางขนนกได้รับมาจากเทพมูอาท (Muat) เอาไว้ที่ตาชั่งข้างหนึ่ง หากหัวใจของผู้ตายมีน้ำหนักเบากว่าขนนก แสดงว่าผู้ตายเคยทำกรรมอันเป็นกุศลไว้มาตั้งแต่ตอนที่คนผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งสมควรที่จะได้รับพรให้มีชีวิตเป็นนิรันดร์จากเทพโอชิริส และเดินทางไปอยู่ในสถานที่ที่เรียกว่า “Fields of the Reed” หรือสวรรค์ของชาวอียิปต์นั่นเอง ในทางตรงกันข้าม คนที่มีน้ำหนักของหัวใจมากกว่าขนนก ก็จะถูกสัตว์ที่เป็นอสูรที่มีนามว่า อัมมุท (Ammut) กลืนกินหัวใจของดวงวิญญาณดวงนั้นเข้าไปทันที ทำให้ดวงวิญญาณดวงนั้นสูญสลายหายไปตลอดกาล และถือว่าเป็นการตายแบบถาวรที่ไม่สามารถฟื้นคืนชีพกลับคืนมาได้อีก

กล่าวถึงตำนานความเป็นมาเป็นไปของเทพอานูบิสกันบ้าง มีความเชื่อกันว่า อานูบิส เป็นโอรสระหว่างเทพเซต (Set) และ เทพีเนฟทิส (Nephtys)  ซึ่งถือเป็นหลานของเทพโอซิริส (Osiris) และ เทพีไอซิส (Isis) ด้วย แต่บางตำราก็ได้กล่าวไว้ว่า เทพอานูบิสเคารพนับถือเทพีไอซิสเสมือนเป็นแม่แท้ๆของตนเอง ส่วนที่มาของมัมมี่ก็เริ่มต้นมาจากเทพองค์นี้นี่เอง โดยกล่าวอ้างไปถึงตำนานของเทพโอซิริส ในครั้งที่เทพเซ็ตกำลังตามล่าเทพโอซิริสและเทพีไอซิส เทพโอซริสได้ถูกเทพเซตสังหารไป และมีอานูบิสผู้นี้คอยรับอาสาเป็นผู้ดูแลรักษาพระศพของเทพโอซิริส เทพอานูบิสจึงได้สัญญากับพระมารดาทั้งสองว่าตนเองจะเป็นผู้ดูแลร่างของโอซิริสไว้ให้ปลอดภัยเอง ว่าแล้ว เทพอานูบิสได้ใช้ขี้ผึงสูตรเฉพาะที่ตนเองสร้างขึ้นมา บวกกับผ้าลินินสีขาวที่ทอขึ้นจากฝีมือของเทพีไอซิส และเนฟทีส มาห่อหุ้มศพร่างนั้นเอาไว้ จากตำนานที่กล่าวมานี้เอง ทำให้เทพอานูบิสถูกนับถือให้เป็นเทพผู้พิทักษ์คนตายและคอยนำทางวิญญาณไปสู่โลกหลังความตาย ทำให้ในสมัยโบราณ นักบวชที่ทำพิธีกรรมเกี่ยวกับศพจะสวมหน้ากากที่มีลักษณะเป็นรูปหมาใน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการบูชาเทพอานูบิสนั่นเอง 


“Bastet” (เทวีบัสเตต) เป็นเทพเจ้าที่ชาวอียิปต์นับถือ เทพเจ้าองค์นี้มีกายเป็นคน แต่มีศีรษะเป็นแมว และถือเป็นเทพเจ้าแห่งความรัก และความอุดมสมบูรณ์

ความเชื่อของชาวอียิปต์กล่าวไว้ว่า นอกจากแมวจะเป็นสัตว์ที่มีไว้จับหนูในโรงนาแล้ว แมวยังทำหน้าที่จับหนูบนเรือสินค้าได้อีกด้วย ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเป็นความเชื่อขึ้นมาว่า เมื่อเรือเดินสินค้าเข้าเทียบท่า แมวจึงเดินลงไปจากเรือ และไม่ได้กลับขึ้นเรืออีก ซึ่งเป็นผลให้แมวถูกขนายพันธุ์ไปทั่วโลกได้นั่นเอง

ชาวอียิปต์โบราณนั้นนับถือแมวเป็นอย่างมาก หากผู้ใดฆ่าแมวจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก  และถือว่าแมวเป็นสัตว์เทพเจ้าของอียิปต์โบราณ หากบ้านใดมีแมวเสียชีวิตในบ้าน จะต้องนำเอาศพแมวเหล่านั้นไปทำมัมมี่ด้วย (ความเชื่อเดิมกล่าวไว้ว่า มัมมี่คนจะทำกับบุคคลที่เป็นราชวงศ์และขุนนางเท่านั้น) ซึ่งหากคุณต้องการเห็นมัมมี่แมว สามารถหาดูได้ตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆในประเทศอังกฤษ

ด้วยความเชื่อดังกล่าวนี้ จึงทำให้บุคคลที่ต้องการยึดอำนาจการปกครองอาณาจักรอียิปต์โบราณ ออกอุบาย “อุ้มแมวไปรบ” ซึ่งส่งผลให้พวกทหารอียิปต์ไม่สามารถสู้ศัตรูได้ (แมวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรบ แต่อียิปต์ไม่ได้ล่มสลายเพราะแมว) และแม้ว่าอียิปต์โบราณจะหมดยุคไปแล้ว แต่ชาวอียิปต์ในสมัยก่อนก็ยังคงนับถือบูชาแมวเช่นเดิม ถึงขนาดที่หากชาวโรมันคนไหนฆ่าแมว ก็ยังต้องถูกพวกอียิปต์ลงทัณฑ์เลย

เวลาผ่านไปจนล่วงเข้าสู่ยุคกลางในยุโรป ก็เกิดมีความเชื่อเรื่องแม่มดและความชั่วร้ายต่างๆเข้ามา ชาวยุโรปในยุคที่ว่านี้กล่าวอ้างว่า แมวโดยเฉพาะแมวดำเป็นสัตว์เลี้ยงของแม่มด  เพราะฉะนั้น หากบุคคลใดเลี้ยงแมว ก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดร้าย และหากบุคคลนั้นเป็นคนแก่ด้วยแล้ว บุคคลพวกนี้ก็มักจะโดนทำโทษโดยการเผาทั้งเป็นร่วมกันทั้งคนและแมว เมื่อแมวถูกฆ่าเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้หนูมีปริมาณมากขึ้น และเกิดเป็นโรคระบาดอย่างหนักในยุโรปสมัยนั้น

ในช่วงสมัยที่ใกล้เคียงกัน ชาวเอเชียอย่างชาวญี่ปุ่นและชาวจีน ก็เริ่มหันมาเลี้ยงแมวกันมากขึ้นกว่าแต่ก่อน นอกจากนี้ ในประเทศญี่ปุ่น ยังใช้แมวเป็นสัญลักษณ์แห่งการนำโชคอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากตุ๊กตา “แมวกวัก” ที่มักวางโชว์กันหน้าร้านค้า เพื่อใช้กวักเรียกลูกค้าหรือกวักเงินให้ไหลมาเทมานั่นเอง

ส่วนชาวจีนก็เชื่อกันว่า แมวเป็นสัตว์นำโชคเช่นกัน เนื่องจากเมื่อแมวเข้ามาอยู่ในบ้านของมนุษย์คนใด ก็ต่อเมื่อมันพอใจที่จะอยู่เท่านั้น และเมื่อมันเข้ามาอยู่ในบ้านกับเจ้าของบ้านแล้ว ก็มักจะนำโชคลาภเข้ามาสู่เจ้าของบ้านได้เสมอ 


อ้างอิง http://www.tumnandd.com/category/ 

B
E
R
L
I
N
   

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น