โลกสวยในความรู้สึก ตอน คุณเป็นนักวิ่งประเภทใดในโลกความจริง?

โดย LaPerouse

คุณเป็นนักวิ่งประเภทใดในโลกความจริง?

ยอดวิวรวม

85

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


85

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


5
จำนวนรีวิว : ยังไม่มีคนรีวิว
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  20 ม.ค. 65 / 16:14 น.


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

ไม่ว่าเราจะชอบออกกำลังกายหรือไม่ แต่เราทุกคนนั้นล้วนแล้วเเต่เป็นนักวิ่งในโลกของชีวิตจริง 
นักวิ่งในเกมการเเข่งขันที่เราจำต้องก้าวเดินต่อไปข้างหน้าในเเต่ละวัน และตอนนี้ชีวิตของคุณ
กำลังอยู่จุดไหนของการวิ่งในโลกเเห่งชีวิตจริง??

เนื้อเรื่อง อัปเดต 20 ม.ค. 65 / 16:14


ไม่ว่าเราจะชอบออกกำลังกายหรือไม่ แต่เราทุกคนนั้นล้วนแล้วเเต่เป็นนักวิ่งในโลกของชีวิตจริง 
นักวิ่งในเกมการเเข่งขันที่เราจำต้องก้าวเดินต่อไปข้างหน้าในเเต่ละวัน และตอนนี้ชีวิตของคุณ
กำลังอยู่จุดไหนของการวิ่งในโลกเเห่งชีวิตจริง??

        ถ้าจะให้เปรียบการใช้ชีวิตของคนเรากับบางสิ่ง คำตอบที่ผมจะเลือกในตอนนี้คือ "การวิ่ง" 

        การวิ่งมันทำให้เห็นภาพต่างๆ ของชีวิตได้ชัดเจน ทำให้ได้มองเห็นสิ่งต่างๆ เช่น สถานะของการใช้ชีวิต
ของตัวเอง มองเห็นภาพชีวิตของเราเอง เเละเลือกได้ว่าเราอยากใช้ชีวิตแบบไหน 

        เลือก...ในเกมการเเข่งขันที่บางครั้งไม่ค่อยมีตัวเลือกมากนัก

        ผมเป็นคนที่ชอบเฝ้ามองผู้คนมากมายจากมุมๆหนึ่ง ชอบที่จะพาตัวเองไปในที่ต่างๆเเล้วหามุมสงบ 
เพียงเพื่อมองผู้คนผ่านไปมา สังเกตสีหน้า ท่าทาง ความเร็วในการเดิน และอื่นๆมากมาย เจอผู้คนที่เเตกต่างหลากหลาย ตั้งเเต่ในชนบทเล็กๆ ของชานเมือง จนกระทั่งใจกลางเมืองใหญ่ เจอผู้คนที่เเตกต่างออกไป ต่างเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ วิถีชีวิต และเป้าหมาย

        คนเราต่างก็มีต้นทุนการเริ่มต้นไม่เท่ากัน มันเปรียบเหมือนบุคลิคร่างกายที่เรามีแต่กำเนิด บางคนตัวเล็ก ตัวโต เเข็งเเรง ผอมเเห้งไม่เท่ากัน แต่ก็ยังมีหลายคนที่ใช้ความพยายามเพื่อลดความต่างนี้ 

        ในชีวิตเราแต่ละคนก็มีต้นทุนชีวิตที่ต่างกัน มันทำให้เกิดความเเตกต่างอย่างมากในชีวิตจริง บางคนอาจโกรธเกลียดความแตกต่างนี้ บางคนก็ไม่ได้สนใจ
        แต่ยังงัยก็ตาม เราก็ยังคงต้องลงวิ่งในสนามนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้จริงมั้ย??

 

        ผมว่าเป้าหมายของการวิ่ง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนเราเลือกที่จะวิ่งในรูปแบบที่แตกต่างกัน 
คนเราก็มีการใชีชีวิตเเละเป้าหมายที่เเตกต่างกัน บางคนต้องการความสำเร็จมากกว่าสิ่งอื่นใด จำเป็นต้องเร่งรีบในการวิ่งเหมือนดั่งการวิ่งเดี่ยวในระยะ 100 เมตร ที่ต้องการไปถึงจุดหมายด้วยตัวเองให้เร็วที่สุด วิ่งอย่างเร่งรีบโดยเเทบจะไม่มีเวลาสนใจสิ่งอื่นๆรอบกาย สายตาจับจ้องเพียงเเค่เส้นชัยข้างหน้าเท่านั้น อาจจะฟังดูง่ายดายเเละรวดเร็ว 

         หลายๆคน วิ่งผลัด หรือวิ่งเพื่อส่งต่อไม้เเห่งความฝันให้กับอีกคน คอยสนับสนุน เพราะความสำเร็จ
ของคนๆนั้น คือความสุขของเรา มันคือความสำเร็จของเราที่ได้ส่งให้อีกคนถึงยังฝัน

        การวิ่งสามขา ก็เหมือนกลุ่มที่พร้อมจะก้าวไปด้วยกัน ถ้าจะไปเร็วหรือช้าก็ไปพร้อมๆกัน 
อยู่เคียงข้างกันเสมอ หรือหากแม้จะล้มก็ล้มไปด้วยกัน เจ็บด้วยกัน ช่วยดึงคนข้างๆขึ้นในยามล้ม กอดคอ 
แบ่งปันพลังไปจนถึงเส้นชัย

วิ่งขี่ม้าส่งเมือง คือ คนที่กำลังวิ่งทั้งที่บกบ่ากำลังเเบกอีกคน หรือความหวัง…ความฝันของอีกคน
ติดไปด้วยฝั่งฝันของตัวเอง มันคงจะเป็นการวิ่งที่เหนื่อยมากทั้งร่างกายเเละจิตใจ เขาอาจจะล้มหรือทนแบกรับ
ต่อไปไม่ไหวก็ได้ กำลังใจจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักวิ่งประเภทนี้มากกว่ากลุ่มอื่นๆ

         วิ่งมาราธอน เป็นเหมือนดังคนที่ตั้งเป้าหมายอันห่างไกล เพื่อท้าทายขีดจำกัดของตนเองเสมอ คือคนที่
ก้าวอย่างช้าๆเเละระมัดระวัง เพื่อทดสอบจิตใจ ความอดทนของตนเอง นักวิ่งกลุ่มนี้มักจะมีเป้าหมายที่ท้าทาย
ในชีวิตตัวเองเสมอ เชื่อมั่นในความพยายามของตน แม้ว่าจะไปถึงเป้าหมายช้าหน่อยเเต่สิ่งที่ได้มันคือการก้าวผ่านขีดจำกัดทั้งร่างกายเเละจิตใจ ร่างกายเเละจิตใจที่เข้มเเข็งอดทนต่ออุปสรรคและความท้อในใจ

          วิ่งเพื่อสุขภาพ คือกลุ่มที่วิ่งโดยที่เป้าหมายนั้นไม่ได้อยู่ที่เส้นชัย ไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง
ประสบความสำเร็จ หากเเต่เป็นการได้พัฒนาตนเอง เพื่อให้ร่างกายเเข็งเเกร่งขึ้น ดังคนที่ชอบในการเรียนรู้ 
เเม้ว่าชีวิตมันอาจจะดูเหมือนไร้จุดหมาย ท่องเที่ยวไปวันๆ เเต่ชีวิตพวกเขากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์
และการเรียนรู้ ที่คอยสอนให้เขาเเข็งเเรงขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆวันที่เเสนธรรมดา เราอาจใช้ชีวิตไปตามปกติ 
ซึ่งมันอาจจะดูน่าเบื่อ เเต่ทุกๆครั้งเราก็จะชอบสังเกต ตั้งคำถามเเล้วคนพบ ในสิ่งที่คนทั่วไปหาไม่เจอ 
มันคือปรัชญาชีวิตของคนไร้จุดหมาย เราไม่จำเป็นว่าต้องรวยเลิศหรืออยู่ในจุดสูงสุด ความสำเร็จเเละความสุขสามารถมองหาได้ง่ายๆเพียงเเค่การได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในเเต่ละวัน สุขที่เเสนจะเรียบง่าย สุขที่คนอื่นๆอาจจะไม่เข้าใจหรือมองว่ามันคือการไร้จุดหมายไปวันๆ

            หลายๆคน อาจชอบการวิ่งไปเป็นกลุ่ม การได้ไปวิ่งออกกำลังกายกับเพื่อนๆ หรือคนสนิท 
มันไม่ได้จำเป็นว่าเราจะมีเป้าหมายเดียวกันที่เส้นชัยหรือไม่ เพราะเหตุผลที่ทำให้คนเหล่านี้ยังคงก้าวเท้าวิ่งต่อไปคือคนข้างๆ หลายคนยอมออกมาวิ่งเพราะอยากใช้เวลากับเขา บางคนยอมลดความเร็วเพื่อที่จะได้ใช้เวลาอยู่ข้างๆกัน บางคนพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะวิ่งให้อยู่ในกลุ่ม ความสุขที่สุดไม่ใช่บรรยากาศ เส้นชัย 
หรืออะไรทั้งสิ้น หากเเต่เป็นการได้ใช้เวลากับคนข้างๆ พูดคุย แลกเปลี่ยน ในเมื่อเป้าหมายของเขาเหล่านี้
คือคนข้างๆที่กำลังก้าวไปข้างหน้า จึงทำให้เขาต้องคอยวิ่งตาม แต่หากคนข้างๆได้หายไป เขาก็จะสูญเสียเหตุผล
ที่จะก้าวต่อไปเช่นเดียวกัน ชีวิตใครที่กำลังอยู่จุดนี้ ก็หวังว่าคุณจะกำลังพยายามมองรอบๆตัว อาจจะเจอ
เพื่อนร่วมทางคนใหม่ หรือเหตุผลอื่นๆในการวิ่งต่อไป....

            และจะมีบางส่วนที่ชอบวิ่งตามลำพัง รักสันโดษ พื้นที่ความสุขของเขาเหล่านี้คือการได้ทำตามใจตัวเอง ตามความต้องการ ตามสิ่งที่รักหรืออย่างทำ ไม่พร้อมกับการที่จะต้องคอยลดหรือเพิ่มวามเร็วตามคนอื่นๆ 
อาจมีเพื่อนร่วมทางเข้ามาสักระยะหนึ่ง แต่การรักความสันโดษนี้บางทีก้ทำให้ไม่พร้อมที่จะวิ่งข้างๆใคร เพราะ 
ณ ขณะนี้ เขากำลังมุ่งมั่นเพียงเป้าหมายของเขาในการวิ่งครั้งนี้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นเส้นชัย ความเเข็งเเรง 
หรือดื่มด่ำบรรยากาศรอบๆ ช่วงเวลานี้คือการให้รางวัลเเก่ตัวเองของเขา อาจมองว่าเขาเป็นพวกไม่เข้าสังคม
ด้วยปัญหาใดก็ตาม เเต่หลายคนอาจชอบช่วงเวลาที่ได้อยู่กับตัวเอง เเม้บางครั้งมองเห็นกลุ่มที่วิ่งข้างๆ
แล้วจะรู้สึกเหงาบ้างก็ตาม

             สาวกที่ชอบเข้ายิมหรือฟิตเนสอาจจะถนัดการวิ่งบนเครื่องวิ่งออกกำลังกาย การวิ่งเพื่อให้ถึงจุด
ที่ต้องการ หรือท้าทายสถิติตัวเองไปเรื่อยๆ คนกลุ่มนี้พอใจกับสิ่งที่มีอยู่แล้วเเละกำลังพยายามทำมันให้ดี 
และรักษามันเอาไว้ มันไม่จำเป็นต้องมีเส้นชัย ไม่ต้องเคลื่อนที่ไปไหน เพราะสายพานที่กำลังวิ่งอยู่มันดีอยู่แล้ว ตรงนี้มันมีความสุขดีเเล้ว เป้าหมายของเขาจึงเป็นการทำในทุกๆวันให้ดีก็เพียงพอแล้ว

 

            ในระหว่างเส้นทางการวิ่งเเห่งชีวิตนี้ คุณอาจเจอกับคนที่กำลังเดินหรือหยุดพัก อาจจะเพราะเขากำลังเตรียมพร้อมกับการที่จะเริ่มออกวิ่ง หรือเหนื่อยล้าและต้องการการพักสักเล็กน้อย พวกเขาไม่ใช่คนที่อ่อนแอ 
แต่กลับเป็นคนที่มีใจสู้ สู้กับความเหนื่อยล้าในใจของตัวเอง ทั้งที่แสนจะเหนื่อยเเต่กลับไม่ยอมหยุดที่จะก้าวเดินอย่างช้าๆ อาจเป็นช่วงเวลาพักผ่อน หรือช่วงเวลาที่กำลังใช้ความคิด กำลังตัดสินใจ ที่เเน่นอนคือต่อสู้
กับภายในจิตใจของตนเอง มันคือช่วงเวลาที่กำลังเผชิญกับปัญหามากมาย ทั้งความเหนื่อยล้า เบื่อหน่าย
จนอยากที่จะเลิก การเจ็บป่วย สูยเสียเป้าหมาย หรือคิดอยากล้มเลิกความตั้งใจ มันคือช่วงเวลาเเห่งมรสุม
ที่คนเหล่านี้ต้องต่อสู้อย่างหนักกว่ากลุ่มไหน เเละเมื่อเดินไปสักพัก เขาอาจจะค้นพบหรือเจอคำตอบให้ตัวเองว่าจะวิ่งต่อหรือไม่ และก้าวเท้าต่อไปเพื่ออะไร....
            การหกล้มนั้นย่อมเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกันในการวิ่งในโลกชีวิตจริง มันคือช่วงเวลาที่ไม่ว่าคุณจะเหนื่อยล้าจนต้องล้มลง หรือมีกำลังมากมายแต่กลับต้องสะดุดกับอะไรบางอย่าง ทุกๆคนจึงมีโอกาสหกล้มได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะวิ่งเเบบไหน ใคร หรือที่ไหน ก็อาจล้มลงได้ แน่นอนว่ามันเจ็บ เจ็บทั้งร่างกาย และเจ็บใจที่ตัวเอง
ต้องมาล้ม มันเป็นเหมือนดังช่วงเวลาที่ความหวังดับสิ้นลง 
            และหลักความจริงของการหกล้มคือ "ยิ่งเราวิ่งเร็วเเค่ไหน หากเกิดล้มลงไปย่อมเจ็บมากเท่านั้น" 
เปรียบดังเช่นความหวัง เพราะยิ่งความหวังมีมากเท่าใด มันก็ทำให้เราสุขจนไม่ทันตั้งตัวเเละเจ็บกับการผิดหวังมากเท่านั้น ส่วนคนที่เริ่มรู้ว่าไม่ไหว ก็เดินต่อและเตรียมใจว่าอาจหกล้ม จึงอาจไม่เจ็บมากนัก เเต่จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความอดทนของจิตใจเราเป็นสำคัญ เเละเจ็บมันก็คือเจ็บ หลายๆคนอาจจำต้องพักการวิ่งนี้เอาไว้ 
รอให้พร้อมเเล้วกลับมาเริ่มออกวิ่งใหม่ หลายคนยังพอที่จะวิ่งต่อไปได้ และหลายๆคนต่อให้เจ็บมากเเค่ไหน…
ก็ต้องก้าวไปต่อข้างหน้าด้วยเหตุผลเเละความจำเป็นต่างๆ บางสถานที่ก็ไม่อาจให้เราหยุดพักได้ เช่นเดียวกับ
บางช่วงเวลาในชีวิตที่ไม่ว่าเราจะเจ็บหรือล้มลงเเค่ไหน เราก็ยังคงต้องก้าวเดินต่อไป... 

            สิ่งที่เราควรจะทำเมื่อเราล้มคือ พาร่างกายของเราไปหลบไปมุมที่ไม่เป็นอันตรายก่อน เราไม่อาจนั่งอยู่
ตรงนั้นเพื่อรอความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว เพราะอาจมีคนมาชนให้เราเจ็บซ้ำได้ 
            ในโลกของชีวิต เราก็ไม่อาจรอเพียงความช่วยเหลือโดยไม่ทำอะไรเลย เพราะมีเเค่เราที่รู้ว่าเจ็บตรงไหน เรารู้ตัวเราดีเมื่อเราถึงช่วงเวลาสิ้นหวัง เราก็ควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้จิตใจของเราก่อน เพราะเราอาจไม่รู้ว่าความช่วยเหลือจะมาหรือไม่ เเละนานเท่าไหร่  จึงควรพาตัวเองไปหามุมสบายๆให้เราได้พักก่อน ให้ใจเย็นลง และไม่ให้สิ่งอื่นๆเข้ามาสร้างความเจ็บปวดเพิ่ม แล้วค่อยคิดว่าเราจะทำอย่างไรต่อไป

 

            ส่วนการวิ่งของชีวิตผมนั้น มันคือการวิ่งเเบบฟรีสไตล์ ที่กำหนดเป้าหมาย เเต่ไม่กำหนดเส้นทาง 
เป้าหมายไม่ใช่ความสุขอย่างเดียวของการวิ่งครั้งนี้ หากเเต่เป็นการที่ได้ชมข้างทาง การได้ไปเจอที่ใหม่ๆ คนใหม่ๆ ได้รู้เเละเข้าใจถึงความอึดของร่างกายตัวเอง อาจจะมีหยุดบ้าง เดินบ้าง คุยกับคนรอบข้างบ้าง วิ่งเร็วบ้าง 
บาดเจ็บ หกล้ม เหยียบเข้ากับอุปสรรค หรืออาจจะหลงทาง แต่กลับชอบที่ได้สัมผัสเเละได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ 
เเละค้นพบสิ่งใหม่ๆ ประสบการณ์มากมายในเส้นทางของชีวิต ปล่อยให้ตัวเราวิ่งไปตามเส้นทางที่อยากวิ่ง 
ไม่รู้ว่าจะถึงจุดหมายเมื่อไหร่ แต่รู้ว่าเราต้องไปถึงเเน่สักวัน มันทำให้เราไม่ต้องเหนื่อกับการเร่งรีบ เบื่อหน่าย
กับการมองไม่เห็นเส้นชัย หรือท้อกับสิ่งต่างๆและปัญหา เพราะทุกอย่างคือการเรียนรู้ เตรียมใจไว้ไม่ว่าจะเจอ
กับอะไร มองทุกๆเรื่องไม่ว่าดีร้ายให้เป็นบทเรียนในหนึ่งสือเเห่งชีวิตของเรา การวิ่งมันทำให้ผมได้เข้าใจว่า 
ไม่ว่าคุณจะวิ่งเเบบไหน ช้าหรือเร็วเเค่ไหน  ไม่ว่าเราจะวิ่ง เดินห รือหยุด สิ่งต่างๆมันก็จะผ่านเราไป 
เหมือนกับคนที่เราวิ่งผ่านหรือเเซงเราไป เหมือนกับบรรยากาศสองข้างทางที่เปลี่ยนไป อากาศ แสงเเดด 
ความร้อนที่เปลี่ยงตามช่วงเวลา 
            เเละในโลกของชีวิตจริง...ทุกสิ่งรอบๆตัวที่ผ่านเข้ามาเเล้วมันก็ต้องผ่านออกไปไม่ว่าจะดีหรือร้ายเเค่ไหน เราอาจจะเดินออกจากมัน หยุดอยู่กับที่ หรือทำอะไรสักอย่าง  ดีใจหรือร้องไห้ เข้มเเข็งหรืออ่อนเเอ 
เเต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเวลาจะพัดมันออกไปไม่ว่าช้าหรือเร็ว ดังนั้น เราก็เเค่รอให้มันผ่านออกไป หรือแค่ก้าวเท้าต่อไปข้างหน้าเเค่นั้น ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ก็ไม่มีอะไรที่อยู่กับเราตลอดไป...

 

เเล้วตอนนี้คุณกำลังอยู่จุดไหนในการวิ่งนี้ แล้วอยากวิ่งแบบไหนต่อไป....????

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

×