ตอนที่ 1 : Emptiness Soul

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 เม.ย. 58

 

 

 

ณ. ห้วงมิติดำมืด...

ยังมีดวงวิญญาณอันเเสนว่างเปล่า...วิญญาณของเด็กสาวที่ไม่อาจไปสู่สุคติภพ ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ขาดหายไปจากความทรงจำในชีวิตหลังความตาย

อุบัติเหตุในครานั้น... พรากชีวิตที่ควรจะเดินหน้าต่อไปเข้าสู่ห้วงเวลาที่มิอาจก้าวต่อ

จิตของเธอลอยเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางมิติที่ไม่มีผู้ใดมองเห็นหรือสัมผัสสิ่งใดจากเธอได้

วันเวลาอันเเสนเจ็บปวดระคนทรมานพ้นผ่านไปอย่างเชื่องช้า... ล่วงเข้าสู่ปีที่เก้าที่ดวงวิญญาณของเด็กสาวผู้โดดเดี่ยวจมปลักอยู่กับความมืดมิดที่ไม่ยอมอันตรธานหายไปเเม้อรุณรุ่งสาดส่อง

เพราะรุ่งอรุณสุดท้ายของเธอ... ดับลงเเล้วเมื่อเวลายาวนานที่ผ่านมา

 

จวบจนกระทั่ง... วิญญาณหลงทางได้มาพบเจอกับเด็กหนุ่มผู้เศร้าสร้อย

ตอนที่พบกัน... ร่างสูงยืนหมิ่นเหม่อยู่บนตึกสูง ยืนอยู่ระหว่างเส้นความเป็นเเละความตาย ดวงตาทั้งคู่ว่างเปล่า เหม่อลอยมองออกไปไกลเเสนไกล

เเละเขาก็มองเห็นเธอ...

ดวงวิญญาณโปร่งเเสงถึงกับคาดไม่ถึง ทั้งๆที่เก้าปีที่ผ่านมาไม่มีใครที่มองเห็นตนได้ เด็กสาวที่ลอยล่องอยู่ตรงหน้าเจ้าของเเววตาอ้างว้างเปิดปากถามว่าทำไมเขาถึงคิดสั้นเช่นนี้

เด็กหนุ่มถามกลับว่าเธอรู้ได้ยังไงว่าเขากำลังจะปลิดชีวิตตัวเองลง

เธอคลี่ยิ้มพรายออกเป็นรอยยิ้มเศร้า... เพราะเธอสามารถสามารถสัมผัสความเศร้าจากจิตวิญญาณของเขาได้

ร่างสูงลดตัวนั่งลง หยุดความคิดเดิมเพียงชั่วครู่ ตามด้วยร่างโปร่งใสของวิญญาณเด็กสาวที่นั่งลงอยู่เคียงข้างใกล้ๆกัน

ตอนนี้... ร่างกายของเขาอ่อนแอลงมาก เเละคงจะฝืนทนความเจ็บปวดที่กำลังกัดกินอยู่ได้ไม่นาน เพราะอุบัติเหตุร้ายเเรงที่เขาประสบเมื่อตอนเด็ก... เขาให้คำตอบกับคำถามที่คั่งค้าง

เธอพยักหน้ารับเงียบๆ... กับคนที่มีชะตากรรมคล้ายๆกัน

เขาอยากจะหยุดทุกๆความทรมาณลงตรงนี้... ให้มันเลือนไปจากร่างกายเเละจิตใจ

เพื่อมุ่งไปสู่ตัวตนอันเป็นนิรันดร์...

เด็กสาวรีบส่ายหน้าเเรงๆก่อนท้วงติงกับความคิดของเขา ใช่ว่าลาลับจากโลกความจริงไปจะไม่รู้สึกเหมือนกับตอนมีชีวิต... บางทีมันอาจจะร้าวรานเสียยิ่งกว่าตอนที่มีลมหายใจ...

เด็กหนุ่มรับฟังพลางกลับมาย้อนคิด... ก่อนย้อนถามดวงวิญญาณข้างเคียง ว่าทำไมเธอยังวนเวียนอยู่บนโลก... ทำไมถึงยังไม่ไปสู่สุคติภพ...

อีกครั้งที่ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออก... เธอจำไม่ได้ถึงสาเหตุที่ทำให้ดวงวิญญาณของเธอไม่สามารถไปสู่สุคติ ทำให้ตลอดเวลาเก้าปีที่ผ่านมาหมุนเดินไปอย่างเชื่องช้าเสมอ

อาจเป็นเพราะทั้งสองมีดวงวิญญาณที่คล้ายกัน จึงสามารถเข้าใจถึงความเจ็บปวดทั้งหมดที่มีของกันเเละกันได้

เเววตาหม่นหมองแปรเปลี่ยนเป็นเเน่วเเน่ เด็กหนุ่มประกาศก้อง... ก่อนที่เขาจะจบชีวิตของตัวเองลง ก่อนที่จะจมสู่ยมโลกหรือโผบินไปสู่สรวงสวรรค์

...ขอให้เขาได้ช่วยเธอให้สมดังปรารถนา เพื่อส่งเธอไปยังสุคติภพ...

ในใจของดวงวิญญาณหลงทางร่ำไห้ด้วยความตื้นตัน เเม้กระนั้นก็ไม่มีสักหยดน้ำตาที่รินไหล...

สำหรับคนตาย... ต้องไร้เเล้วซึ่งความอาวรณ์ เเละทุกความรู้สึกที่ยังคงยึดติดกับโลกใบนี้

เเล้วช่วงเวลาใหม่อันเเสนสั้นของทั้งคู่ก็เริ่มต้นขึ้น...

 

เด็กหนุ่มเริ่มจากการถามชื่อดวงวิญญาณ ทว่าเธอกลับจำอะไรไม่ได้... เขาจึงยอมตัดใจจากการที่จะสืบเรื่องราวของเธอจากคนรอบข้าง ในขณะเดียวกันกับที่เขาถามถึงสถานที่ที่เกิดอุบัติเหตุ เธอก็นึกอะไรไม่ออกอีกเช่นเคย

เด็กหนุ่มผู้อ่อนเเอพาวิญญาณของเด็กสาวติดตามไปด้วยทุกที่ โดยเชื่อมั่นว่าถ้าพาเธอไปยังที่ๆเคยจบชีวิตลงได้ ความทรงจำในส่วนที่ขาดหายไปคงจะกลับมา

 

ครั้นฤดูกาลเเปรเปลี่ยน... หยดหยาดน้ำจากฟากฟ้าโปรยปรายลงมาเป็นสายสู่พื้นดินที่เหยียบย่ำ

อีกนัยนึง... เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าร่างกายที่ไม่สมบูรณ์นี้ จะดำรงอยู่ได้อีกไม่นาน ถึงอย่างนั้น ร่างกายเขาก็ยังไม่เเสดงอาการอะไรมากนัก... อย่างน้อยคงจะทนอยู่ได้จนกว่าจะปลดปล่อยดวงวิญญาณที่น่าสงสารนี้ได้ตามที่ตั้งใจ

วันนี้... เป็นวันที่ฝนพรำไม่ขาดสาย ช่างดูคล้ายกับภาพวันวานที่ผ่านมา ทั้งคู่หยุดยืนอยู่ข้างถนนใต้ร่มไม่ใหญ่ โดยที่เด็กหนุ่มยืนกางร่มเเละเหม่อมองไปยังที่ๆคุ้นตาตรงหน้า

เด็กสาวที่อยู่เคียงข้างเหลือบตามองใบหน้าขาวซีดทางด้านข้าง ที่ตอนนี้ช่างดูหม่นหมองลงเหลือเกิน

หม่นหมองเช่นตอนเเรกที่ได้พบกัน...

ดวงตาแฝงความเศร้าของดวงวิญญาณส่งสายตามองไปทางที่เขาจับจ้องไม่ละบ้าง

ถนนสายเดิมในวันที่หยาดฝนโปรยปราย... เหล่าพาหนะมุ่งตรงไปยังจุดมุ่งหมายด้วยความเร่งรีบ... ผู้คนที่เดินสวนทางไปมาเพราะเวลาที่ไม่หยุดรอ...

ทันใดนั้น... ก็ปรากฏเรื่องราวที่ถูกกลบฝังอยู่ลึกลงไปข้างในก้นบึ้งของหัวใจตลอดเก้าปีที่ผ่านมาเพียงเสี้ยววินาที

 

 

 

...เสียงเเตรรถลากยาว...

...ท้องฟ้ามืดครึ้มอันพร่ามัว... ที่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะน้ำฝนหรือสติที่เริ่มเลือนราง.

...ของเหลวสีเเดงฉานที่เจิ่งนอง... เเละละลายเป็นสายไปพร้อมหยดน้ำจากฟากฟ้า

...อ้อมเเขนที่ไร้ความรู้สึกนี้ กำลังปกป้องสิ่งหนึ่งไว้...

...ปกป้องไว้... อย่างสุดกำลัง...

 

เช่นเดียวกับเด็กหนุ่มที่หวนคิดถึงความทรงจำขณะยืนถือร่มนิ่ง

...ร่มสีเหลืองอ่อนหลุดลอยจากมือเล็ก...

...ร่างของเด็กน้อยที่ถูกอ้อมอกหนึ่งโอบกอด...

...ตามด้วยเเรงกระเเทก ก่อนปรากฏของเหลวที่รินไหลจากสองที่...

...ที่หนึ่ง... คือน้ำใสที่หยดลงจากดวงตาคู่งามของเจ้าของอ้อมเเขน...

...ที่สอง... คือน้ำสีเเดงสดที่ย้อมไปทั่วร่างทั้งสอง...

...ริมฝีปากนั้นคลี่ยิ้มให้เขาแผ่วเบา พร้อมด้วยลมหายใจรวยริน...

 

ในที่สุดเรื่องราวที่ขาดหายไปตลอดระยะเวลาเก้าปีก็ถูกปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน ณ. เวลานี้ เวลาเกือบทศวรรษที่ล่วงผ่าน ย้อนกลับไปยังช่วงเวลาเก้าปีก่อนหน้าปัจจุบัน

ถนนยามเย็นในวันที่สายฝนโปรยปราย... ร่างบางยืนหลบฝนอยู่ใต้ชายคาของร้านกาเเฟเล็กๆ เเละมองดูเด็กอนุบาลตัวน้อยที่ถือร่มสีเหลืองอ่อนในมือด้วยความเอ็นดู

 

เด็กน้อยที่ยืนรอเเม่ที่กำลังซื้อของส่งสายตามองสิ่งรอบข้าง ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายเเววเป็นประกายราวกับได้ของเล่นชิ้นใหม่

เธอที่มองดูอยู่ตลอดลอบยิ้มกับตัวเอง...

ทันใดนั้น...ด้วยความเร็วของรถยนต์ที่เเล่นผ่าน ทำให้มือเล็กที่กำคันร่มอยู่เริ่มไม่มั่นคงเพราะเรี่ยวเเรงอันน้อยนิด เเละหลุดลอยออกจากมือไปในที่สุด...

เด็กชายวิ่งถลาเพื่อตามจับร่ม... โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าได้ก้าวผ่านเข้ามาในเขตถนนเสียเเล้ว

เสียงเเตรรถลากยาวดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท พอรู้สึกตัวอีกที ร่างบางที่เคยยืนหลบฝนก็ปรี่เข้าไปหาอีกร่างที่อยู่กลางถนนอย่างไม่มีลังเล

เมื่อรถพุ่งตรงเข้ามาในระยะประชิด เเม้คิดขยับหนีก็ไม่อาจหลบพ้น... ร่างสองร่างที่ถูกแรงกระแทกลอยขึ้นบนอากาศเเละร่วงลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว

บริเวณโดยรอบถูกฉาบไปด้วยเลือดที่เจิ่งนอง... ขณะเด็กสาวที่เข้ามาช่วยยังคงกอดร่างเล็กเอาไว้เเนบอกไม่ปล่อย

ส่วนเด็กน้อย... ถึงจะถูกโอบกอดเพื่อป้องกันเเต่ด้วยเเรงกระเเทกมหาศาลก็ทำให้ร่างกายเปราะบางนี้ได้รับผลกระทบไม่น้อยไปกว่าอีกคน

ดวงตาเริ่มพร่ามัวเพราะสติที่กำลังจะหลุดลอย พยายามมองสิ่งที่ตนเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยอย่างทุลักทุเล

ความเจ็บปวดเเล่นผ่านเข้าสู่ทุกโสตสัมผัส...

ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มออกเเผ่วเบา... เมื่อเห็นเด็กชายกำลังจ้องหน้าตนด้วยนัยน์ตาที่ไร้ซึ่งประกายสดใสเช่นก่อนหน้านี้

...ถ้าได้เห็นรอยยิ้มนั้นอีกสักครั้งก็คงดี...

สิ้นสุดความคิดสุดท้าย ดวงวิญญาณของเธอก็ถูกดึงสู่ความืดมิดทั้งปวง...

 

 

กลับสู่ปัจจุบัน... เมื่อความทรงจำของเขาเเละเธอเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ในที่สุดปมที่ไม่สามารถทำให้ดวงวิญญาณเด็กสาวไปสู่สุคติภพก็ได้ถูกคลี่คลาย

...เพราะยังไม่เห็นรอยยิ้มเดิมที่ปรารถนา...

เด็กหนุ่มที่ได้รับรู้ความจริงทุกอย่างทำได้เพียงนิ่งงัน วิญญาณหลงทางที่ตนอยากจะช่วยกลับยังวนเวียนอยู่บนโลกเพราะตัวเขาเอง

เด็กสาวขยับเข้ามาใกล้ร่างสูงที่ยืนนิ่ง มือเล็กโปร่งเเสงวางทาบลงบนบ่าโดยที่เขาไม่อาจรู้สึก เธอปริยิ้มเเละกล่าวออกมาด้วยความดีใจ ที่เด็กน้อยในวันนั้นยังมีชีวิตอยู่ เเม้ว่าเวลาที่เหลือจะมีเพียงน้อยนิดก็ตามที

เด็กผู้ชายตัวเล็กในวันวานเงยใบหน้าอาบน้ำตาขึ้น... พร่ำบอกคำขอโทษกับผู้ช่วยชีวิตนับครั้งไม่ถ้วน เเละจบลงด้วยคำสุดท้ายด้วยคำว่า... ขอบคุณ

เธอส่ายหน้าพลางโต้เเย้งว่าเธอเองต่างหากที่ต้องกล่าวคำนี้

ขอบคุณ... รอยยิ้มสดใสในวันที่ฝนพรำ

ขอบคุณ... ที่รอยยิ้มของเขาทำให้เธอยิ้มออกมาได้จากใจจริง

เเละหากไม่เป็นการรบกวน... เธอก็อยากให้เขาปริยิ้มด้วยรอยยิ้มสดใส ไม่ใช่รอยยิ้มหม่นหมองที่ทำเอาทั้งโลกเเทบมืดมนเวลาพบเห็น

ริมฝีปากของเด็กหนุ่มคลี่ยิ้มพราย เเม้ว่าน้ำตาจะหลั่งริน...

เด็กสาวที่มองดูรอยยิ้มนั้นหัวเราะเบาๆอย่างขบขัน ไม่ว่าเมื่อไหร่เจ้าตัวเล็กก็ยังขี้เเงไม่เคยเปลี่ยน

วิญญาณโปร่งใสเริ่มเลือนราง... เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเธอกำลังจะได้ไปสู่สุคติภพ

เธอบอกกับเขา ว่าอย่าเพิ่งรีบร้อนที่จะจากโลกนี้ไป เเม้จะเจ็บปวดก็ขอให้ก้าวเดินต่อ ใช้เเต่ละวินาทีที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่า เเละมีชีวิตอยู่เพื่อทดเเทนในส่วนของเธอ

เขาไม่ได้ตอบรับหรือตกลงกับคำพูดที่ได้ยินเเต่อย่างใด... เพียงปล่อยให้น้ำตาไหลรินลงมาเท่านั้น

นาทีสุดท้าย... วิญญาณเด็กสาวกล่าวคำลาพร้อมขอบคุณ ที่เขาเป็นสิ่งที่ทำให้เธอยิ้มได้ ไม่ว่าจะเป็นวันนี้หรือในวันวานที่ล่วงเลยมาก็ตาม

 

...ขอบคุณจริงๆ...

 

0 ความคิดเห็น