เพลินคิมหันต์

ตอนที่ 10 : นางฟ้าหรือว่านางมาร (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 114
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    18 ส.ค. 59

 

เรื่องที่ไม่สมควรบังเอิญก็ดันมาเจอ เมื่อเพลินดาราเดินออกมาจากงานจนถึงลานจอดรถแต่ก็ต้องพบกับเกร็ดทรายคนที่เธอไม่อยากพบอยากเจออีกเลยในชีวิต เพลินดาราพยายามเลี่ยงที่จะเผชิญหน้าแต่ดูเหมือนเกร็ดทรายจะสังเกตเห็นเธอพอดีและเป็นคนเดินเข้ามาทักเธอก่อน ส่วนภาพฟ้ายังโอนโอบไหล่ปลอบโยนเธออยู่ข้าง ๆ

 

"อ้าวหวัดดีจ้าเพิ้ง เธอมางานสัปดาห์หนังสือด้วยเหรอ แต่เอ้ หนังสือยังไม่ออกนี่ มาดูงานคนอื่นเหรอ" เจ้าของเสียงหวานหัวเราะในลำคออย่างพึงพอใจปรายตามองไปที่อีกฝ่ายราวกับผู้ชนะ

 

เพลินดารานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าจะได้เจอนางมารใครคราบของนางฟ้าผู้แสนดี ภายใต้หน้ากากอันสวยงามที่ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเธอว่าเกร็ดทรายนั้นเป็นคนร้ายกาดแค่ไหน และจำเป็นต้องปั้นหน้าทักทายไปตามมารยาท

 

"หวัดดีเกด มาดูหนังสือจะกลับแล้วหล่ะ" เพลินดาราเอ่ยเสียงห้วนอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อได้ยินคำทักทายแถมคำถากถางจากเกร็ดทราย

 

"ต้องขอโทษทีนะที่ไม่ได้โทรไปบอกเรื่องคิวสัมภาษณ์ในงาน ทางทีมงานติดต่อเพิ้งไม่ได้เขาเลยเปลี่ยนใจติดต่อมาที่เกดแทน อีกอย่างเกดคิดว่าเพิ้งคงจะอยู่ในสภาวะที่ยังไม่พร้อม...เพราะกำลังทำใจ เกดเลยรีบตอบรับกับทางนั้นไปแทน หวังว่าเพิ้งคงจะเข้าใจในความหวังดีของเกดนะ" ใบหน้าของเกร็ดทรายแลดูเห็นใจอีกฝ่าย ทั้งที่สายตามองดูยังไงก็ตรงกันข้าม

 

"เกด... กรุณาอย่าทดสอบความอดทนอดกั้นของฉันให้มากนักนะ.... ความอดทนของฉันมันมีขีดจำกัดและมันไม่ได้มีมากนักหรอก"  เสียงเครียดลอดไรฟันกล่าวออกมาอย่างเน้นถ้อยคำ หลังจากได้ยินถ้อยคำถากถางจากคนที่เธอไม่อยากเจอที่สุดในโลกเธอพยายามที่จะไม่สนใจว่าเกร็ดทรายพูดอะไรแต่มันก็ทนไม่ไหวขึ้นมาจริง ๆ ความอดทนอดกลั้นของเธอแทบจะขาดผึงเมื่อได้ยินมาว่างานของเธอต้องถูกยกเลิกทั้งหมดและเปลี่ยนมาเป็นของเกร็ดทรายแทน มือเรียวเล็กกำมือพี่ชายแน่นเพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่าเรื่องนี้เธอพร้อมที่จะจัดการเอง หลังจากที่ภาพฟ้าบีบมือเธอเพื่อเตือนสติ

 

"โอ๊ะโอ๋... เสาหินอย่างเธอร้อนเป็นโมโหเป็นด้วยเหรอเพิ้ง โวยวายหน่อยมั้ยอกจะได้ไม่แตกตาย" ได้เห็นสีหน้าที่โกรธจนขาวซีดของอีกฝ่ายทำให้เกร็ดทรายนึกสบายใจขึ้นมา นึกสนุกอยากให้เพลินดาราโวยวายขึ้นมาบ้าง จะได้ช่วยกระพือข่าวที่ว่าความสวยความใสภายนอกนั้นไม่เป็นความจริงในเมื่อเพลินดาราก็ซ่อนความร้ายเอาไว้ภายใต้ความสวยใส

 

"เธอต้องการอะไรอีกเกด" เพลินดาราขยับริมฝีปากสั่นระริก น้ำเสียงที่เอ่ยอย่างเย็นเยียบไม่น่ากลัวเท่าสายตาเย็นชาจ้องมองมาที่เกร็ดทรายอย่างรังเกลียด แมวขโมยอกตัวตัวนี้เสียจนไม่อยากจะมองหน้า

 

"ทุกอย่างที่เป็นของเธอ" เพลิงดาราต้องเบิกตากว้างให้กับคำตอบที่เบาบางราวกับเสียงกระซิป และสุดแสนจะน่าด้านของเกร็ดทราย

 

"เธอได้ภพไปแล้วนี่ แล้วยังจะต้องการอะไรอีก" เพลินดาราแย้งใส่คนจงใจกวนประสาท แต่เกร็ดทรายก็ไหวไหล่ราวกับว่าไม่แยแสใด ๆ

 

"ใช่ฉันได้มาแล้วฉันก็จะถนอมเอาไว้ให้ดี จะดูแลแทนเธอให้อย่างงามเลยเพิ้ง ฉันจะบอกอะไรเธอให้นะเพิ้ง อาหารที่มันไม่มีกลิ่นสีและรดชาด แค่ลิ้มลองคำเดียวไม่ถูกใจ คนชิมก็อยากจะเอาไปเททิ้งให้หมามันกินแล้วคนส่วนใหญ่จะชอบอาหารรถชาติจัดจ้าน แซปถึงใจ แกงจืดอย่างเธอคงจะไม่เข้าใจ"

 

ภาพของเกร็ดทรายและภูชิตควงแขนกันลอยเข้ามาชัดเจนในความทรงจำ คิดถึงขึ้นมาทีไรน้ำตาแทบจะแตกออกมาอีกทำนบ ยังดีที่เก็บตัวทำใจอยู่หลายวัน เธอถึงทนฟังคำพูดถากถางของเกร็ดทรายได้ แต่ไม่วายที่จะให้บทเรียนกับอีกฝ่าย

 

 "ใช่ฉันยอมรับว่าฉันจืดชืดเหมือนแกงจืด แต่จะให้ฉันแซบถึงใจเหมือนแกงกะหรี่อย่างเธอฉันก็ทำไม่ได้ มันไม่ใช่ความถนัด ไม่ได้ชำนาญการอย่างกับผู้เชี่ยวชาญอย่างเกด" แทบจะเป็นครั้งแรกที่เพลินดาราตอบโต้เกร็ดทรายด้วยถ้อยคำที่เจ็บแสบบ้าง เดิมที่ก็คิดที่จะปล่อยผ่านไม่สนใจแต่มันไม่ไหวจริง ๆ

 

"เพิ้ง ปากดีไปเถอะ ฉันจะแย่งทุกอย่างของแกเอามาเป็นของฉันให้หมดคอยดู ยอดขายหนังสือ คนรัก ความเป็นที่หนึ่ง ฉันจะต้องเหนือกว่าเธอทุกด้าน ชื่อเสียงเงินทอง อะไรก็ตามแต่ เธอเตรียมตัวเตรียมใจไว้ได้เลย เพิ้ง เพื่อนรัก " เกร็ดทรายขยับเขามาใกล้ พร้อมกับจับเบา ๆ ที่ใบหน้าของเพลินดารา ดวงตาวาวโรจน์จ้องมายังร่างบอบบางด้วยความเกลียดชังโดยที่ไม่ปกปิดสายตาเลยแม้สักนิด

 

มือเรียวเล็กถูกเพลินดาราสะบัดออก พร้อมกับตอบโต้ "ฉันว่าเธอควรห่วงตัวเองจะดีกว่า เกร็ดงู เอ้ย เกร็ดทราย ผู้ชายคนที่เธอได้ไปมันก็แค่ผู้ชายที่หลงแต่รูปลักษณ์ภายนอก

หลงนมสิริโคนของเธอ เธอควรจะดูแลให้มันเต่งตึงตลอดเวลานะ เดียวสิริโคนมันจะทะลุออกมาได้ หน้าก็ควรระวังสิริโคนกับฟิลเลอร์ที่เธอฉีดมันห้อยย้อยลงมาอยู่ที่ปลายคาง ส่วนหางตาก็ระวังเรื่องตีนกาเอาไว้ด้วยยิ่งเธอโวยวายมันก็ยิ่งขึ้น ส่วนผิวที่ขาวเพราะอาบน้ำแร่แช่กูต้ามานั่นเธอก็ระวังเอาไว้ให้ดีละกันโรคตับมันจะถามหา เผื่อเธอจะตายไปก่อนวัยอันสมควรไม่ได้ยั่วผู้ชายเพิ่มอีกซักร้อยสองร้อย"

 

"แกนังเพิ้ง .... ที่แกพูดมาทั้งหมด แกมันก็แค่อิจฉาฉัน ที่แกสวย แกอึ๋ม แกเด้ง ไม่ได้อย่างฉัน  อ้อที่สำคัญยอดขายนิยายที่มันน้อยนิดกว่าฉันมาก ขนาดสำนักพิมพ์จะพิมพ์ขายยังคิดแล้วคิดอีกเลย กลัวว่าต้องขาดทุนเพราะขายไม่ได้ ไม่เหมือนนิยายของฉันที่ยอดขายถล่มทลายจนคนอย่างเธอต้องอิจฉา" ยิ่งฟังเกร็ดทรายยิ่งโมโห ทำให้เสียงโต้ตอบเริ่มดังเพิ่มขึ้น จนเป็นจุดสนใจให้ผู้คนที่ผ่านไปมาหันมามองด้วยความสงสัย

 

"เรื่องยอดขายฉันคงเถียงกับเธอไม่ได้ แต่เรื่องคุณค่าของนิยายของฉันฉันมั่นใจในความเป็นนิยายสีขาวของฉัน นิยายที่มันสนุกได้โดยไม่ต้องบรรยายถึงฉากความรุนแรงอะไร มันก็มีความสนุกของมันอยู่ในตัว  อ้อลืมบอกไปในเมื่อผู้ชายที่เธอได้ไปมันเป็นประเภทหลงแต่รูปเธอก็ช่วยรักษาภาพลักษณ์ที่สวยแต่รูปจูบไม่หอมของเธอเอาไว้ อย่าปล่อยอะไร ๆ ให้มันหย่อน มันยานไปซะก่อนล่ะ เพราะเดียวมันก็ต้องออกไปหากินข้างนอกอยู่ดี"

 

"มันจะหย่อนจะยานยังไงฉันก็ยังได้ใช้อยู่ดี ไม่เหมือนกหรอก คบกับภพมา 6 ปี ทำได้ดีที่สุดก็แค่จับมือกัน"

 

"ฉันรักนวลสงวนตัว ของดีไม่จำเป็นต้องฟรี"

 

"แต่ฉันก็จะแสดงให้เห็นว่าฉันจะประสบความสำเร็จในความฟรีของตัวเอง"

 

พูดจบเกร็ดทรายก็เดินเข้ามากระแทกไหล่ของเพลินดาราจนเกือบจะปลิวตามลมไป และเดินเข้าประตูไปโดยไม่หันกลับมามองเพลินดาราอีกเลย

 

เพลินดาราตัวเล็กกว่าเกร็ดทรายมากอีกทั้งโดนชนโดยที่ไม่ทันตั้งตัวเลยทำให้ร่างกายเสียสมดุลเกือบจะล้มไปจูบพื้นพสุธา ดีที่ว่าเธอคว้าท่อนแขนของภาพฟ้าพยุงตัวเองเอาไว้ได้ก่อน  เธอเจ็บใจตัวเองนักที่อ่อนแอมากเกินไป จนทำให้อีกฝ่ายสามารถจะเหยียดหยามตัวเองอย่างไรก็ได้ โดยที่ตัวเธอแทบจะทำอะไรเกร็ดทรายไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำ

 

เรื่องนี้เธอเป็นผู้ถูกกระทำมาตั้งแต่ต้น ถูกหักหลังจากคนรักแถมทั้งสองคนยังประกาศตัวต่อหน้าสารธรณะว่ารักกันหวานชื่นโดยมีเธอเป็นเหยื่อของคนที่ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจคนรักโดยที่ไม่เคยคิดหวาดระแวงอะไรมาก่อน แถมตั้งเป้าหมายเอาไว้สูงล้ำถึงขนาดต้องพากันเข้าสู่ประตูวิวาน์ สร้างครอบครัวที่แสนสุขสันต์มีบ้านหลังเล็ก มีลูกหลานตัวเล็กตัวน้อยวิ่งเต็มบ้าน

 

สุดท้ายภาพความหวังทุกอย่างก็พังครืนเมื่อภูชิตเองก็ยอมรับกับเธอว่าเขาได้หมดรักกับเธอเป็นที่เรียบร้อย แถมได้คนรักใหม่อย่างรวดเร็วจนเธอตามไม่ทันและไม่คาดคิดมาก่อนว่าผู้หญิงคนใหม่ของภูชิตจะเป็นเกร็ดทราย

 

ภาพฟ้าที่ยืนเงียบอยู่ตลอดตั้งแต่เกร็ดทรายเริ่มเดินเข้ามาและจากไป เขาเคารพในการตัดสินใจของน้องสาว ภาพฟ้าขบกรามแน่นแทบอยากจะกระโจนไปขย้ำคอผู้หญิงปากเสียคนที่เดินเชิดหน้าไปก่อนหน้านี้ ไม่อยากจะแช่งแต่ก็ขอนิดนึงเถอะเพื่อความสบายใจ สาธุ.....ขอให้สะดุดขอบปูนล้มหน้าคว่ำจนสิริโคนที่หน้าอกแตกไปเลยละกัน..

 

ภาพฟ้าจูงมือเพลินดาราที่เอาแต่ยืนนิ่งไม่ขยับกลับขึ้นรถและกลับบ้านทันที ตลอดทางเพลินดาราแทบจะไม่พูดอะไรอีกเลย จนทำให้พี่ชายอย่างเขาอดกังวลไปกับเธอไม่ได้ บรรยากาศรอบด้านเงียบสงบแต่เขาเข้าใจดีว่าภายในใจของน้องสาวนั้นเกิดคลื่นลูกใหญ่ขึ้นมาแล้ว พยายามเหลือเกินที่จะสอดมือเข้าไปช่วย แต่ทว่าคงไม่เป็นผลดีต่อเพลินดารา ในเมื่อเรื่องนี้น้องสาวของเขาพยายามที่จะจัดการทุกอย่างเองเขาเองก็ต้องยอมรับในการตัดสินใจของเธอ

 

ตลอดเวลาที่อยู่ในรถเพลินดราคาใช้ความเงียบเป็นเครื่องปลอบใจพร้อมกับนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ ภาพของภูชิตและเกร็ดทรายยังคงวนเวียนอยู่ในสมอง แต่วันนี้เธอก็ได้ทลายกำแพงแห่งความกลัว และตอบโต้เกร็ดทรายกลับไปบ้าง ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้ทำเมื่อความสะใจ แต่ที่เธอทำเพราะต้องการปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองเอาไว้ ในเมื่อเกร็ดทรายจงใจจะหาเรื่อง เธอเองก็ไม่อยากปล่อยเอาไว้

 

พอถึงบ้าน เพลินดาราก็ไม่ได้พูดอะไรกับภาพฟ้านอกเสียจากบอกว่าปวดหัวอยากพักผ่อน ส่วนภาพฟ้าก็ปล่อยให้เพลินดาราอยู่กับตัวเองอีกสักพัก เขารู้ดีน้องสาวของเขาโตแล้วต้องคิดและตัดสินใจด้วยตัวเองอีกทั้งเธอเองพึ่งผ่านเรื่องแย่ ๆ มาหลายเรื่องต้องใช้เวลาในการเยียวยาอีกสักหน่อย เขาจึงไม่พยายามกวนใจเธอและตามใจอย่างที่สุด

 

หลังจากก้าวเข้ามาในห้องนอนเพลินดาราก็ทิ้งตัวลงบนที่นอน พร้อมกับคิดไปถึงที่ว่าบันไดแห่งความสำเร็จมันมีกี่ขั้นกัน ทำไมเธอถึงก้าวขึ้นไปเท่าไหร่ก็ไม่ถึงมันสักทีไอ้ความสำเร็จที่ว่านี่ อุตส่าห์เรียนจับจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ด้วยคะแนนเกรียตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองแล้ว แต่ทำม้าย... ทำมาย... ชีวิตถึงอาพับอยู่ในขั้นอับโชคนัก ชีวิตรักก็ห่วยแตก หน้าที่การงานก็อยู่ในขั้นขาลงแบบสุด ๆ ไหนจะถูกพักงานยังไม่พอ แต่ต้องมาเป็นผู้ต้องหาคดีเมาแล้วขับ ให้เสียเกรียติประวัติ ชื่อเสียงวงค์ตระกูล "รักสวนแก้ว" อีกด้วย คงเป็นเธอเพียงคนเดียวสินะที่ทำให้ครอบครัวต้องมัวหมองเมื่อเทียบกับภาพฟ้าพี่ชายของตัวเอง

 

สถาปนิกหนุ่มอนาคตไกล แต่เลือกที่จะทำกิจการในครอบครัวโดยใช้วิชาความรู้ของตัวเอง นอกจากเป็นสถาปนิกแล้วภาพฟ้ายังเป้นเจ้าของกิจการโรงงานผลิตน้ำมันหอมละเหย ที่ใช้สมุนไพรในไร่ฟ้าเพลินดาวเป็นส่วนประกอบของสินค้า กิจการรุ่งเรื่องเพราะผู้บริหารไฟแรงสร้างความก้าวหน้าให้กับครอบครัว ผิดกับเธอเสียอีกที่ทำให้ครอบครัวต้องหม่นหมองลงเรื่อย ๆ

 

ยิ่งคิดยิ่งเสียใจกับความโง่เง่าของตัวเองนัก ทั้ง ๆ ที่คิดว่าตัวเองฉลาดเหลวไหลทั้งเพ โง่ในเรื่องความรัก ไม่เคยรู้เท่าทันคนเลยแม้แต่นิด แถมจะทำอะไรก็ไม่เคยคิดหน้าคิดหลังสร้างความเดือดร้อนกับคนรอบตัวไปหมด หลังจากที่เกิดเรื่องในคืนนั้น เพลินดาราแทบจะตัดขาดจากโรคภายนอก ชัดดาวน์ตัวเองนั่ง ๆ นอนอยู่ที่บ้านประมาณ เกือบสัปดาห์ กว่าจะเรียกความมั่นใจกลับมาได้อีกครั้งและพร้อมที่จะเผชิญความจริง แต่วันนี้ก็ต้องพังครืนลงมาอีกครั้งเมื่อได้พบกับเกร็ดทรายที่งาน เธอไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความจริงได้ แถมพอมีนักข่าวมรุมสัมภาษณ์เธอก็ไม่สามารถดึงสติตัวเองกลับมาได้ ทำให้ต้องวิ่งหนีออกจากงานมาอย่างคนขี้แพ้ ทั้ง ๆ ที่รับปากกับภาพฟ้าเอาไว้แล้วว่าเธอจะผ่านทุกอย่างไปให้ได้ แต่ก็ทำไม่ได้ในที่สุด

 

ในสมองของเธอสับสน วกวนวุ่นวายไปหมด แทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจำทำอย่างไรกับชีวิตตัวเองหลังจากนี้ ภาพแรกที่ปรากฏขึ้นในสมอง ห้องนอนในบ้านไม้ไผ่ บ้านพักตากอากาสที่ถูกสร้างไว้สำหรับเพลินดาราเวลากลับไปพักที่บ้าน ใบหน้าเปื้อนยิ้มของบิดามารดา และคนงานในไร่ ไร่ผัก แปลงสมุนไพร แปลงนาข้าว ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนปรากฏขึ้นมาในสมองที่ขาวโพลนมาหลายวันของเพลินดารา ราวกับว่าไม่มีที่ไหนที่สามารถเป็นที่พักพิง พักหัวใจ พักสมองได้เท่ากับสถานที่ที่เรียกว่าบ้านของตัวเอง ที่ที่ไม่มีทั้งเกร็ดดาวและภูชิต ไม่มีนักข่าวมาคอยสัมภาษณ์ ไม่มีคนมาคอยจ้องดูถูกเหยียดหยาม มีเพียงแค่ท้องนาสีเหลืองทอง แปลงผักสีเขียว ไร่ชาไร่สตอร์เบอร์รี่ และคนงานในไร่ที่มีแต่ความน่ารักและความจริงใจเท่านั้น

 

คงถึงเวลาจริง ๆ แล้วที่จะต้องส่งตัวและหัวใจกลับไปดูแลที่ บ้านไร่ อย่างน้อยจะได้ลืมภาพความใจร้ายใจดำของคนในเมืองหลวงไปได้บ้าง ไม่กี่อึดใจ การตัดสินใจเด็ดขาดก็เกิดขึ้นในสมอง ได้เวลาเอ่ยคำอำลาแล้วจริง ๆ กับกรุงเทพมหานครเมืองแห่งแสงสี พาตัวและหัวใจไปพักที่บ้านไร่ ฟ้าเพลินดาว คงจะดีที่สุด เพราะเธอเองก็ทนอยู่ร่วมเมืองกับบรรดาคนใจร้ายไม่ไหวแล้ว ไม่อยากบังเอิญเดินเจอกันหรือต้องปั้นหน้าทักทาย ๆ ทั้ง ๆ ที่ในใจไม่อยากเอ่ยคำเสวนาหรือมองหน้าเสียด้วยซ้ำ

 

หลังจากตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ค่ำวันนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับกรุงเทพจึงหยุดอยู่แค่นั้นทั้งหมด และนี่คือการที่เพลินดาราตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิต ถูกต้องยิ่งกว่าการตัดสินใจคบหาภูชิตเป็นแฟนเสียด้วยซ้ำ ในเมื่อตัดสินใจแน่นอนเพลินดาราจำเป็นต้องบอกภาพฟ้าเป็นคนแรกซึ่งภาพฟ้าเองก็ไม่ขัดข้องแถมสนับสนุนให้เพลินดารากลับไปพักกายพักใจคงจะเป็นยารักษาอาการบาดเจ็บร้ายแรงในขณะนี้ได้เป็นอย่างดีที่สุด โดยที่เขาไม่ต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลัง แถมที่ไร่ยังมีอีกหลายคนที่พร้อมจะดูแลน้องสาวที่แสนจะบอบบางของเขาได้

 

เพลินดาราตื่นแต่เช้าก่อนเวลาที่ตั้งเอาไว้มาก การเตรียมเก็บข้าวของตั้งแต่เมื่อวานดูเหมือนว่าจะไม่สลักสำคัญอะไรเท่าไหร่ ความสำคัญอยู่ที่การเตรียมใจมากว่า เธอจำเป็นต้องเดินทางคนเดียวไปพร้อมกับรถกระบะคู่ใจ และไม่ได้นั่งเครื่องบินไปเหมือนเมื่อก่อน ภาพฟ้าติดงานที่โรงงานไม่สามารถไปส่งเธอได้ ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจเอาไว้แล้ว แต่ก็ติดงานสำคัญจริง ๆ

 

เดิมทีภาพฟ้าก็ร้องห้ามเมื่อรู้ว่าน้องสาวต้องออกเดินทางไปเพียงคนเดียว แต่ด้วยเพราะเพลินดาราไม่อยากให้ภาพฟ้าต้องมาเสียงานเพราะเธอ เลยใช้เวลาเกลี้ยกล่อมอยู่นานกว่าภาพฟ้าจะยอมอนุญาต แต่ก็กำชับเรื่องการเดินทางกับเธอหลายเรื่อง เหตุผลของเธออยากขับรถเที่ยวไปด้วยระหว่างทาง ค่ำที่ไหนนอนที่นั่นและจะไม่เข้าใกล้สถานที่อันตรายเด็ดขาด คงใช้เวลาหลายวันกว่าจะถึงเชียงราย พร้อมกับสัญญาว่าจะติดต่อหาภาพฟ้าทุกชั่วโมง

 

เพลินดาราใช้เวลาเก็บของอยู่จนเกือบครึ่งวันจากที่ว่าไม่มีอะไรมากเก็บไปเก็บมาเจ้าตัวเองยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะขนทุกสิ่งทุกอย่างกลับไปด้วยได้หมดหรือไม่ เฉพาะลังหนังสือก็ปากเข้าไป 4 ลังเข้าไปแล้ว ไหนจะเหล่าบรรดาของสะสมของเธออีก กรงกระต่ายขนาดใหญ่อีก 1 กรงเสื้อผ้าและเหล่าบรรดาของใช้ส่วนตัวทั้งหลายแหล่ยิ่งเก็บก็ยิ่งเหมือนยิ่งเพิ่มขึ้นเก็บเท่าไหร่ก็ไม่หมดสักที กว่าจะเรียบร้อยก็เล่นเอาเหนื่อยจนลิ้นห้อย

 

หลังจากเก็บของเสร็จเธอก็กินข้าวกลางวันและกลับขึ้นมาบนบ้านอาบน้ำและนอนผักผ่อนให้เต็มที่เพราะในวันรุ่งขึ้นต้องออกเดินทางแต่เช้า

 

 

 

 

ชอบก็บ๊อกกก ไม่ชอบก็บ๊อกกก กันได้นะคะ ขอคอมเม้นสำหรับกำลังใจนิดนุงก็ยังดี

 

 

ดาวนับล้านดวงจันทร์นับร้อย

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

11 ความคิดเห็น