พรหมรัก บัลลังก์ใจ

ตอนที่ 7 : บทที่ 4 ตัวผมนี่แหละคืองานของคุณ (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 684
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    5 ม.ค. 60

 

4. ตัวผมนี่แหละงานของคุณ

 

            รถตู้คันใหญ่แล่นทยานเข้าสู่ประตูรั้วคฤหาสน์การันต์กันตะระ แล้วปล่อยให้แก้วกานดากับปณิธานลงตรงหน้าบ้าน เมื่อทั้งสองคนเดินเข้ามาถึงห้องโถงใหญ่ใจกลางบ้าน ก็พบว่าทั้งคุณธนิตและคุณหญิงจินดามณีนั่งรออยู่ก่อนแล้ว สีหน้าและแววตาของผู้เป็นมารดาไม่ต้องบอกก็รู้ว่าดีใจแทบจะกระโดดกอด น้ำตาหน่วยเล็กไหลซึมอยู่ตรงหางตื้นตันใจเสียจนไม่คิดว่าในชีวิตจะมีอะไรทำให้ดีใจได้เท่านี้อีกแล้ว ส่วนคุณธนิตที่ยืนอยู่เบื้องหลัง อารมณ์ทั้งดีใจทั้งปราบปลื้มและตื้นตันเป็นที่สุด ในเมื่อต้องจุดพลุฉลองที่ตัวเองสามารถปลดแอกการเป็นผู้บริหารระดับพันล้าน แล้วยกเอาตำแหน่งอันทรงเกรียตินี้ถวายพานให้ลูกชายสุดที่รักเพียงคนเดียวไป

            ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่เต็มใจเลยสักนิด แถมถูกบังคับกลาย ๆ จากพ่อผู้ที่ป่วยหนักสารพัดโรค บังคับทางอ้อมให้เจ้าลูกชายที่ปลีกวิเวกอยู่เมืองนอกเมืองนารีบหอบผ้าหอบผ่อนกลับมาประเทศไทย แล้วประเคนบริษัทที่สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงทั้งชีวิต ให้เอาไปดูแลให้เติบโตต่อจากรุ่นพ่อ เจริญงอกงามกว้างไกลไปกว่านี้อีก

            แต่กว่าเจ้าลูกชายจอมติ๊สสุดจะรักชีวิตอิสระตัดสินใจเก็บกระเป๋ากลับมาได้ ก็เปลืองสมองเปลืองแรงไปหลายส่วนที่ต้องขบคิดแผนการอันแยบยล และไม่ให้เจ้าลูกชายที่ฉลาดระดับอัจฉริยะไอคิวเกินร้อยแปดสิบอย่างปณิธานเชื่อได้ว่า พ่อผู้ซึ่งแข็งแรงมาโดยตลอดและไม่เคยเจ็บป่วยถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลแล้วต้องรีไทน์ตัวเองออกมานั่ง ๆ นอน ๆ อยู่บ้าน

            ความจริงก็คืออยากไปเที่ยวรอบโลกกับภรรยาสุดที่รัก แต่ก็ต้องแกล้งป่วยให้อีกฝ่ายนั้นเชื่อว่าเขาป่วยด้วยโรครุมเร้าจริง ๆ ถึงขนาดยอมลงทุนเล่นละครบทพ่อที่ป่วยเป็นโรคหัวใจและเตรียมตัวตรอมใจตายหากลูกชายไม่ยอมกลับบ้าน โดยมีปวีณาและคุณหญิงจินดามณี ร่วมเล่นละครฉากสำคัญด้วยโดยเฉพาะฉากเรียกน้ำตา เกือบจะโพล่งไปแล้วว่าหากไม่ยอกลับมาภายในหนึ่งเดือน ลูกชายก็จะไม่ได้เห็นหน้าพ่อคนนี้อีกต่อไปด้วยเพราะอาการป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ

            ในที่สุดลูกชายที่ได้ชื่อว่าฉลาดหาตัวจับยากของเขาก็เชื่อเอาง่าย ๆ แถมหอบกระเป๋าใบโตมายืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว คิดไปแล้วก็น่าจะซื้อรางวัลออสการ์มาแจกตัวแสดงร่วมกันซักคนละ สองตัว ในฐานะที่ร่วมแสดงจนสมบทบาท แต่หารู้ไม่ว่าคนอยู่ทางไกลใช่ว่าจะรู้ไม่ทัน เพียงแต่ทนดูน้ำตาคุณหญิงแม่ไม่ไหว อีกทั้งพ่อผู้ที่อยากจะเที่ยวรอบโลกคนนี้อายุเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ตัวเขาเลยต้องตัดสินใจเดินทางกลับมาประเทศไทยให้สิ้นเรื่องสิ้นราว และไม่ต้องทนต่อลูกตื้ออันไร้ขอบเขตและเหตุผลประกอบเป็นล้าน ๆ ในการหว่านล้อมให้เขากลับมาทั้ง ๆ ที่ไม่อยากจะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ทางอีกฟากของโลกมาได้  

            “เป็นอย่างไรลูกมาเหนื่อย”คุณหญิงจินดามณีกอดลูกชายไปด้วย หอมไปด้วยพร้อมกับทักไปด้วย ส่วนคนอยู่ในอ้อมกอดก็ดูท่าว่าอิหลักอิเหลื่ออยู่นิดหน่อยเพราะความคิดถึงโจ่งแจ้งของผู้เป็นมารดา ไม่ว่าเขาจะตัวเล็กตัวใหญ่หรือโตแค่ไหน แต่เมื่อยู่ใกล้มารดาทีไรทำราวกับว่าเขานั้นพึ่งจะผ่านช่วงอายุห้าขวบมาก็ไม่ปาน และวิธีการแสดงความรักที่ไม่เปลี่ยนไปเลยก็คือกอดแล้วหอมแก้มซ้ายแก้มขวาแล้วมาจบลงที่กาจูบหน้าผากอีกครั้ง

               “คุณแม่ครับอายุ สามสิบสามนะ ไม่ใช่สามขวบกอดหอมต่อหน้าประชาชียังไงก็อายเป็นนะคุณแม่          

               “แล้วทำไมไม่กลับมาซะตั้งนานล่ะลูก แม่จะได้กอดหอมตอนนั้นให้พอไม่ต้องเก็บมาหอมตอนนี้หรอก”

               “งานผมยุ่งครับ”

               “ยุ่งอะไรกัน ได้ข่าวทีไรก็หอบกล้องเข้าป่าไปทุกทีไม่รู้ว่าลิงว่าข้างมันน่ามองกว่าแม่กว่าพอยังไงกัน ลูกแม่ถึงได้แต่เข้าไปในป่า ไม่กลับมาหาแม่เลย"

               "โถคุณแม่ครับ คุณแม่คนสวย คุณแม่สุดทีรัก ผมคิดถึงที่สุดเลย"

               "อย่ามาปากหวาน ไม่มีขนมให้" คุณหญิงจินดามณีตีต้นแขนลูกชายตัวดีไปแรง ๆ ด้วยความหมั่นไส้ในท่าทางคลอเคลียร์แบบเด็ก ๆ 

               “ถ้าพ่อไม่ใกล้ตายแกคงจะไม่กลับมา” ประธานใหญ่อย่างธนิตจำเป็นต้องพูดแทรกไปด้วยพร้อมกับบีบน้ำตาอีกสองหยด และแสดงอาการเจ็บหน้าอกเสริมขึ้นมาอีกพอแนบเนียน

               “ออสก้าสักตัวไหมครับคุณพ่อ ผมเชื่อแล้วว่าไม่สบาย ไม่ต้องทำภาพให้เห็นก็ได้ ไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่"

               "ฮึ แกนี่มันน่าจริง ๆ " ผู้เป็นพ่อกล่าวเก้อ ๆ เมื่อลูกชายแสดงทีท่าว่ารู้ทัน 

               "เอาเป็นว่าดีแล้ว ลูกกลับมา เหนื่อยไหมลูก" มารดาพูดแทรกมาอีกครั้ง พร้อมกับจัดปกเสื้อของลูกชายให้เข้าที่ไปด้วย  

            "เหนื่อยครับ คุณแม่ รอนานจนขาแข็ง เพราะใครบางคนขาดวินัยไม่รักษาเวลา ผมต้องยืนรอจนเมื่อยแล้วเมื่อยอีก เอาฮิลลูดอยสามหลอดมานวดก็ไม่หาย”

             "หนูแก้วไปรับช้าเหรอ แต่พ่อเห็นว่าออกไปตั้งแต่เช้าแล้วนะ"

            "ครับสายไป 35 นาที 24 วินาที" ปณิธานพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง

            "พอดีมีอุบัติเหตุนิดหน่อยค่ะท่าน แก้วเลยไปถึงช้า" แก้วกานดายื่นหน้าเข้ามาแก้ตัวเสียงอ่อย ไม่ใช่สิมันเป็นการอธิบายต่างหาก

          "เหตุสุดวิสัยเอาล่ะ เดียวค่อยคุยกัน ลูกพึ่งมาถึง เหนื่อยๆ ไปอาบน้ำอาบท่าก่อนให้หายร้อน แล้วลงมาทานข้าวกัน”

            “ครับ” ปณิธานรับปาก ก่อนจะตวัดสายตาคมกริบ ชำเรืองมองไปทางสาวร่างเล็ก ว่าที่เลขาคนสนิทที่กำลังจะเริ่มลุยงานกันในอีกไม่ช้านี้

            คนถูกมองก้มหน้างุดจนแทบจะชิดอก น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวางเดี๋ยวจะพลอยล่มไปเปล่า ๆ สู้นั่งนิ่ง ๆ ปล่อยให้เรือรอยไปกับสายน้ำจะดีกว่าปลอดภัยทั้งเรือ เอ้ย..ร่างกายและเงินเดือนในกระเป๋า

          แล้วจำใจต้องปลีกตัวออกมาจากสถานการณ์ที่หมิ่นเหม่ต่อการตกงานกะทันหัน เอี้ยวตัวไปหยิบสัมภาระของเจ้านายคนใหม่ของเธอขึ้นไปไว้บนห้องนอน โดยมีจิ๋วแจ๋วคอยติดตามช่วยแบกระเป๋าที่ดูเหมือนตู้เย็น ขึ้นไปไว้บนห้องนอนใหญ่ที่เธอเกนแม่บ้านมาปัดกวาดเช็ดถูเอาไว้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วรอให้อีกฝ่ายมาถึง

           ห้องนอนห้องนี้ ใหญ่รองจากห้องของเจ้าของบ้านคือท่านประธานและคุณหญิง อยู่ทางด้านปลีกขวาของตัวบ้าน ภายในห้องนอน ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์ โทนสีนวล พื้นไม้ลามิเนตเคลือบสีอย่างดี ด้านในตบแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์งานไม้ทั้งหมดแบ่งเป็น  2 โซน โซนแรกห้องหนังสืออยู่ทางด้านซ้ายมือเมื่อเปิดประตูเข้ามา  มีโต๊ะทำงานไม้สักสีน้ำตาลเคลือบด้วยสีไฮกรอสเป็นมันวาว ด้านข้างมีชั้นวางหนังสือเข้าชุดกับวอลเปเปอร์ทั้ง 4 ด้าน

            บนโต๊ะที่ถูกจัดวางอุปกรณ์เครื่องเขียนเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบ เพื่อให้พร้อมสำหรับเป็นห้องทำงานเผื่อวันใดเจ้านายของเธออยากที่จะทำงานในห้องนี้ อีกโซนหนึ่ง เป็นโซนทางด้านขวามือ มีเตียงนอนขนาดใหญ่ถูกจัดไว้กลางห้อง ผ้าปูที่นอนสีขาวถูกรัดตึงไว้เข้ากับมุมขอบเตียง  ทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้เพื่อให้พร้อมกับการใช้งาน ซึ่งแก้วกานดา เองได้เข้ามาจัดเตรียมไว้ตังแต่เมื่อทราบกำหนดการ การเดินทางกลับของเจ้านายคนใหม่ของเธอ

         “จิ๋วแจ๋ว เอากระเป๋าคุณเปรมวางไว้ที่หน้าตู้เสื้อผ้าเดียวแก้วจัดเองให้คุณเปรมเอง”

แก้วกานดาจัดเรียงเสื้อผ้าของชายหนุ่มไว้อย่างเป็นระเบียบ เรียงแยกเป็นเฉดสีเพื่อให้ง่ายต่อการหยิบใช้สอย ของใช้ส่วนตัวจัดเตรียมไว้ให้อย่างครบถ้วน   ชุดลำลองที่ต้องใส่เตรียมวางไว้ให้บนเตียงนอน ทุกอย่างพร้อม หน้าที่ ที่สองในวันนี้ของเธอนั้นถือได้ว่าเสร็จสิ้นอย่างเกือบสมบูรณ์ เหลือกระเป๋าอีกเพียงแค่หนึ่งใบเท่านั้นที่ยังไม่ได้จัด 

            เธอหันหลังเดินไปถึงหน้าประตูเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าต้องออกไปเอาแจกันดอกไม้อีกใบมาวางที่โต๊ะทำงาน และไม่ได้ทันสังเกตเห็นเรียวแขนหนาที่ยื่นออกมาจากนอกห้องด้านหน้าประตู ขวางเธอไว้

นิ้วเรียว เกาะเกี่ยวไว้กับขอบประตูอีกด้าน เพื่อกันไม่ให้เธอเดินออกจากห้องก่อนที่ชายหนุ่มร่างสูงจะยื่นใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรเข้ามาในห้อง ปลายจมูกโด่ง ๆ ของเขาเกือบจะชิดกับจมูกของเธอหากไม่เว้นช่วงจังหวะถอยหลังหนีไปหนึ่งก้าวก็คงจะได้ชนกัน

            ใบหน้าหล่อเหลาจ้องมองนิ่ง ราวกับว่าสิ่งที่เห็นคือ ก้อนดินก้อนกรวด ไม่แววตาถึงความเสน่ห์หาลึกซึ้ง และบ่งบอกได้ถึงอารมณ์คนมอง ท่าทางคงจะอารมณ์บูดเต็มทน หญิงสาวก้มหน้าลงพร้อมกับพยายามพาตัวเองลี้ภัยหนีออกจากห้องและอนาเขตของเจ้าของที่ยืนหน้าบูดอยู่หน้าประตู ออกไปตอนนี้ก็จะดีก่อนที่จะถูกหักคอทิ้งไว้ภายในห้อง เพราะดูจากสภาพอารมณ์แล้ว ไม่มีทางที่เธอจะเดินออกไปดี ๆ ได้เลยนอกเสียจากถูกจับโยนออกไป

            “มานี่ก่อน ผมมีเรื่องที่ต้องตกลงกับคุณ” ปณิธานเอื้อมมือหนา รั้งข้อศอกน้อย ๆ ของแก้วกานดาไว้ก่อน แล้วกระชากตัวเธอกลับเข้ามาภายในห้อง ขณะที่เธอกำลังจะเดินสวนออกไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #31 Sukanya Paileeklee (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2558 / 14:54
    คำสะกดผิดเยอะจัง
    #31
    0
  2. #4 มิ้ลค์ อธิชนัน (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 เมษายน 2558 / 11:21
    สนุกมากค่าาา
    #4
    0
  3. #3 AssasinX25 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 เมษายน 2558 / 23:01
    รออ่านค่ะสนุกมาก
    #3
    0