Vatia สงครามชิงบัลลังก์เกือกม้า

ตอนที่ 7 : 7:บัลลังก์เหนือดินแดนเกือกม้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    4 ธ.ค. 62

 ตำนานในสมัยโบราณกาลกล่าวไว้ว่า นานมาแล้วสมัยที่แผ่นมหาปฐพียังไม่โผล่พ้นผืนมหาสมุทร ได้มีวิญญาณบริสุทธิ์เจ็ดดวงที่ก่อกำเนิดจากความตาย หนึ่งในนั้นคือวิญญาณนามว่ามารีส ตามตำนานเทพบรรพชนได้บันทึกไว้ว่า วิญญาณนามว่ามารีสมีกายเป็นสตรีตั้งตนเป็นเทพีผู้ดูแลรักษาโลกหรือก็คือผู้ควบคุมธาตุทั้งเก้า พลังที่นำพาทั้งสมดุลและความวุ่นวายมาสู่วาเทีย แต่ด้วยพระนางปรารถนาจะมีบุตร พระนางจึงใช้ธาตุทั้งเก้าสรรค์สร้างบุตรของตนขึ้นมาได้แก่

 ธาตุแข็งทั้งมวลตั้งแต่ปลายเส้นผมจนถึงผืนแผ่นดิน

 ธาตุเหลวทั้งมวลตั้งแต่น้ำตาจวบจนท้องมหาสมุทร

 ธาตุอุณหภูมิทั้งมวล ความร้อนจนถึงความหนาวเย็น

 ธาตุอากาศทั้งมวลรวมทั้งสุญญากาศ และแรงดึงดูด 

 ธาตุชีวะทั้งมวลตั้งแต่ลมหายใจหรือแม้แต่การไหลเวียนของโลหิต

 ธาตุแสงและสีทั้งมวลรวมถึงคลื่นและอนุภาค

 ธาตุพลกำลังการสั่นเสทือน(เสียง)ทั้งมวล

 ธาตุแห่งรสชาติสัมผัสทั้งมวล

 ธาตุแห่งกลิ่นสัมผัสทั้งมวล

 พระนางสร้างบุตรของนางให้ไปอยู่ในวาเทียเชกเช่นบุตรคนอื่นๆ ของเทพบรรพชนทั้งเจ็ด พระนางเรียกบุตรของตนว่าเลฟหรือคำที่หมู่มนุษย์เรียกว่าภูติ

 "อ้าว! ในที่สุดท่านก็มาจนได้พันธมิตรของข้า เจ้าชายซารัสซีเม ผู้ปกครองผ่องชนภูติแห่งแสง"

 "ชื่ออะไรกัน แปลกชะมัด"

 ทาเกนหันไปกระซิบกับสองสาว

 "คงเป็นคำในภาษาโบราณหน่ะ"

 หญิงผมน้ำตาลตอบกลับ

 "ภาษาอะไรกัน ทำไมข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน" ชายหนุ่มยังไม่หายสงสัย

 "ให้ข้าเดานะ ใช้สระ อะ และ อา เป็นหลักคงไม่พ้นตระกูลภาษาในดินแดนเหนือ ข้าว่าน่าจะเป็นภาษาของชาวอาโยรา อารยธรรมที่ล้มสลายไปเมื่อสามร้อยปีก่อน" เป็นน้องบุญธรรมที่ตอบกลับไป

 ทั้งสามพยักหน้าพลางหันไปที่หญิงชรา แต่ทว่าหญิงสาวผมเงินกลับชะงัก

 "นะ นั้นท่านราชครู"

 หลักจากที่นางกล่าวทาเกนหันมามองหน้าโอเซียครู่หนึ่งและหันมองไปตามที่สายตาของสาวน้อยจดจ้องอยู่

 "ท่านราชครู! ใช่ท่านหรือไม่ ท่านก็โดนจับตัวไปหรือ" โอเซียไม่รอช้าตะโกนเสียงเรียกคนที่หมายตาไว้ในทันที

 ทันทีที่เสียงนั้นถึงหูชายชราเขาจึงหันมาตามเสียงและเจอกับศิษย์น้อย ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเสียใจปนกับความแค้น เขาทำท่าจะเดินไปหาแต่ก็ถูกรั้งโดยหญิงชราเสียก่อน

 "อย่าพึ่งเบ็นฮีต ยังไม่ถึงเวลา"

 เขาหันหน้ามามองที่หญิงชราก่อนจะพยักหน้า

 "อืม เจ้ารีเรน มั่วทำอะไรอยู่นะ ข้าภาวนาต่อเทพพระเจ้าทั้งสามผู้ศักดิ์สิทธิ์ ช่วยปกป้องพวกเรา จากภัยร้าย"

 "คุยอะไรกัน เงียบซะ! เอาหละคงจะได้เวลาแล้ว ซารัสซีเมเอามันออกมา"

 ว่าจบชายผมทองงดงามก็ล้วงมือเข้าไปในเสื้อตนและนำบางสิ่งออกมา มันมีลักษณะคล้ายเหล็กกล้าแต่กลับมีรัศมีเรือนรองออกมา

 "จงดูนี่ซะ พวกเจ้าคงเคยได้ยินเรื่องเล่าจากนิทานก่อนนอน เพื่อป้องกันการกลับมาของเทพบรรพชนผู้ชั่วร้ายผู้นั้น โมรอนผู้พิชิตจึงได้นำเหล็กกล้าจากอาวุธทั้งสามของสามเทพบรรพชน ด้ามจับดาบของเทพเมชิ ใบมีดขวานของเทพกงฟา และ อัญมณีจากหอกเวทของเทพผู้ชั่วร้ายกรีเซวาน ครั้งหนึ่งทั้งสามเคยรวมเป็นหนึ่ง ผู้ที่ครอบครองมันก็เท่ากับครอบดินแดนเกือกม้า ผู้คนจึงเรียกมันว่าบัลลังก์เกือกม้า แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้บัลลังก์เหนือดินแดนถูกแยกออกเป็นสามส่วน แต่ไม่เป็นไร เพียงเท่านี้ ข้า ก็สามารถครองดินแดนนี้ได้โดยไม่อาจมีใครต้านได้"

 บารอนกล่าวพรรณนาสัพคุณในสิ่งที่ตนกำลังถืออยู่แต่ในขณะนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งตะโกนขึ้น

 "มีคนมะ อึก!" ชายชุดเกราะเงินยังไม่ทันกล่าวจบลูกธนูแหลมก็เข้าแทรกกลางปากพอดิบพอดี

 "ได้เวลาแล้วเบ็นฮีต พาพวกเขาหนีไป!" หญิงชรากล่าวกับชายข้าง เขาก็พยักหน้ากลับแล้วเดินออกมาทันที

 เคล๊ง! เสียงดาบเหล็กกระทบกันอย่างรุนแรงบงบอกว่าการประดาบในครั้งนี่ไม่ใช่การซ้อมรบแต่อย่างใด

 "เจ้าพวกโง่ มัวทำอะไรอยู่จัดการพวกมัน!" เมื่อผู้เป็นเจ้านายสั่งการเหล่าผู้ใต้คำบัญชาก็ทำตามอย่างไม่ผลัดผัน

 ท่ามกลางสถานการณ์วุ่นวายเบ็นผู้มียศถึงราชครูก็พาวอเรีย ผู้เป็นเอรุฟเฟอร์เดินมาหาผู้เป็นใหญ่ที่ตอนนี้ถูกจับมัดอยู่

 "องค์จักรพรรดิ!"
 
 "แก้มัดและพาพวกเขาออกไป"
 
 ผู้เป็นใหญ่สั่งการทันทีเมื่อเห็นคนที่กำลังจะมาช่วย เบ็นเริ่มแก้เชือกออกจนตอนนี้ทั้งสี่จึงเป็นอิสระ

 "องค์จักรพรรดิ ตอนนี้รีเรนยกพลส่วนหนึ่งมาช่วยท่าน พวกเราได้เตรียมเรือไว้แล้วรีบไปกันเถอะก่อนที่พวกมันจะรู้เรื่อง"

 คนถูกเรียกว่าองค์จักรพรรดิพยักแล้วกล่าวกลับไป

 "เจ้าพาเด็กๆไป ส่วนข้าจะอยู่จัดการที่นี่"

 เขาสบตากับชายชราตรงหน้าแล้วมองมาที่ทั้งสาม แต่ทาเกนก็ขัดขึ้น

 "ไม่นะท่านพ่อ ท่านก็ไปด้วยกันสิ"

 "ไม่พวกเจ้าต้องไป! หากไม่รีบจะไม่ทันการ เร็ว!"

 "ไม่! หากท่านอยู่ข้าก็จะอยู่ด้วย"

 ทาเกนปฏิเสธเสียงแข็งนัยย์ตาเหลืองอำไพจ้องมองใบหน้าผู้เป็นบิดาอย่างไม่ยอมฟังคำสั่ง

 "ข้าก็จะอยู่ด้วย ข้าเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการคนนับหมื่น ผู้เป็นจักรพรรดิราชองครักษ์ ข้าจะอยู่ช่วยท่านพ่อและท่านพี่"

 "ข้าด้วยๆ ข้าก็ปฏิญาณตนว่าจะภักดีต่อจักรพรรดิวงศ์ ข้าก็จะช่วยปกป้องพวกท่านเช่นกัน"

 เสียงอีกสองเสียงดังขึ้นทำให้ชายทั้งสองหันมามองตามเสียงทั้งสองนั้นอย่างพร้อมเพรียง แต่ก็มีเสียงอีกเสียงดึงความสนใจคนทั้งหกไป

 "คนนับหมื่นหรอ อืม แล้วคนนับหมื่นที่ว่าอยู่ไหนกันละ ท่านหญิงเทอร์ร่า"

 "เจ้า สการ์เลียน!"

 ร่างบางใช้น้ำเสียงกระแทกตอกกลับพลางจ้องหน้าอย่างโมโห แต่ทันใดนั้นชายผู้ได้ชื่อว่ายิ่งที่สุดในดินแดนก็ชักดาบขึ้นมาแล้วตวัดดาบไปที่ชายคนนั้นทันที

 เพล้ง! คนสวมผ้าคลุมสีทองชักดาบออกมาอย่างทันท่วงทีจึงทำให้เกิดเสียงกระทบกันของเหล็กกล้า

 "สการ์เลียน เสียทีที่ข้าไว้ใจเจ้า เสียทีที่ข้ารักเจ้าเชกเช่นลูกคนหนึ่ง!"

 "รักหรอ หึ ท่านเรียกสิ่งนั้นว่ารักงั้นหรอ ที่ท่านไว้ใจข้าและอวยยศตำแหน่งให้ข้า ก็ไม่ใช่เพราะข้าหรือที่เป็นผู้พิชิตอ่าวเวลัส หากว่าข้าไม่ทำ ท่านก็คงจับข้าขังรอวันประหารเพียงเพราะข้าฆ่าคนที่คิดจะฆ่าข้าละมั้ง"

 ตอนนี้โทสะของร่างหนาในชุดเกราะเงินเริ่มสุมขึ้นเป็นกองไฟแห่งความอาฆาต เขามองหน้าของชายตรงหน้าพร้อมกัดฟันกร่อน

 "ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่ได้เป็นผู้พิชิตอ่าวอะไรนั้น ข้าก็ยังนำเจ้าเข้าวังอยู่ดี เจ้าไม่คิดบ้างหรือไงคนตั้งมากมายร่วมกันต่อสู้ในทะเลนั้น พวกเข้านั้นกล้าหาญสังหารคนนับร้อย แต่เจ้าเพียงแค่ลั่นคันศรจนลูกธนูปักกลางอกประมุขของเจ้าพวกนั้น เจ้าคิดว่ามันสามารถเปรียบเทียบกันได้หรือ ระหว่างคนที่สังหารศัตรูนับร้อยด้วยความกล้า แต่อีกคนกลับสังหารผู้บัญชาการคนเดียวด้วยความขลาด เจ้าคิดว่าคนไหนสมควรจะได้อวยยศมากกว่ากันเล่า!"

 "ท่านพ่อ! สการ์เลียนเจ้าพอเสียเถอะอย่าให้มันบานปลายไปมากกว่านี้"

 "อย่ามายุ่ง!"

 สการ์เลียนตะโกนกลับจนทาเกนผงะถอยหลังไป

 "ได้! งั้นข้าจะแสดงให้ดู ว่าข้าแข็งแกร่งพอจะฆ่าท่านได้"

 ว่าจบดาบสีเงินของทั้งสองก็บรรเลงเข้าหากันอย่างไม่มีใครยอมใคร

 เพล้ง! "ก็เอาสิ หากเจ้าจะเป็นคนเนรคุณฆ่าคนที่พาเจ้าออกจากขุมนรกก็เชิญ!"

 เพล้ง! ชึก! ดาบเงินจากผู้สูงศักดิ์ฟาดลงที่ขาของคนตรงหน้าจนเขาล้มลง แต่ผู้ได้ชื่อว่ารองแม่ทัพไม่ยอมแพ้มือขวาจับดาบที่ค้ำพื้นอยู่ยกขึ้นฟันไปที่ท้องของร่างใหญ่ทันที ชึก! "อ้า!"เสียงแสดงถึงความเจ็บปวดดังขึ้น แต่คนฟันยังไม่พอแค่ เขาทำท่ายกดาบขึ้นหมายจะฟาดลงที่กลางหลังแต่ เคล้ง! ผลัก ดาบเหล็กกระทบกับโล้เงินแล้วก็โดนผลักออกจนเขาล้มไปกองกับพื้น หญิงสาวที่ใช้โล้เงินเมื่อครู่พยุงร่างหนาพาเดินหายไปที่หลังท้องพระโรงพร้อมคนอีกสี่คน

 "แฮก! แฮก! ถึงแล้วเพค่ะ เรืออยู่ตรงนั้นรีบเถิดเพค่ะ"

 ระยะทางอาจจะใกล้แต่ด้วยทางที่ยกชันทำให้การเดินลงมายากลำบากถึงกับทำให้ทั้งสองเหนื่อยหอบ

 "อืม แฮก! แฮก!"

 "ซารีทางนี้เร็ว"

 คนทั้งสองเมื่อเห็นมือที่เคลื่อนไหวของชายหนุ่มก็รีบวิ่งมาและจวนจะถึงแต่ทว่า

 คลื่น! ซ่า! คลื่นน้ำถูกพัดตีกันจันเกิดเสียง และก็บังเกิดเงาโผล่พ้นระดับน้ำขึ้นมา เงาใหญ่มหึมาสูงเท่าท้องพระโรงขาว มันมีลักษณะเหมือนงูยักษ์บนหัวของมันมีปลายแหลม หางที่โผล่ขึ้นมามีลักษณะคล้ายหางปลาแสงจันทร์ที่ส่องมาทำให้ครีบหางสะท้อนแสงสีชมพูอมม่วงออกมา มันมีดวงตาสีน้ำเงินและฟันใหญ่เท่าคนได้หนึ่งคน

 โครก! มันกู่ตะโกนร้องออกมาเป็นเสียงยาว เสียงของมันเหมือนกับคนนอนกรนแต่เสียงที่มันพ่นออกมานี้น่าจะเท่ากับเสียงกรนของชายนักรบถึงหลายพันคนรวมกัน

 "พวกเราพายเรือไปอีกฝั่งหนึ่งก่อนเร็ว!"

 โอเซียที่ดูจะมีสติที่สุดในตอนนี้ตะโกนเรียกสติคนอื่นๆ แล้วช่วยกันพายเรือไปอีกฝากให้หากจากเงายักษ์นั่น แต่ว่าคนที่กำลังบาดเจ็บก็กระโดดออกจากเรือแล้วเดินไปที่ชายหาด ทาเกนเห็นเช่นนั้นก็กระโดดออกและเดินตามไปด้วย โอเซียทำท่าจะตามไปแต่ก็ถูกหญิงชราห้ามไว้

 "ท่านหญิงอย่าตามไป ตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้แล้ว"

 "ข้าจะไปปล่อยนะ!"

 โอเซียดิ้นไม่หยุดซารีและเบ็นจึงช่วยกันรั้งไว้ แต่โอเซียก็ดิ้นไปเรื่อยๆจนเมื่อได้ยินเสียงๆหนึ่งนางก็หยุดชะงัก

 "ท่านพ่อ! อึก!"

 ภาพที่นางเห็นคือชายวัยกลางคนถูกชายสวมผ้าคลุมสีทองแทงเข้าที่ลำคอ และทาเกนที่ถูกหอกยาวปักเข้ากลางอก น้ำตาเริ่มเจิ่งนอง ความคิดในด้านลบและความอาฆาตถูกผลักดันขึ้นเหนือสติของนาง

 "ท่านพ่อ! ท่านพี่!"

 โครก! เสียงของเงานั้นกลบเสียงตะโกนของหญิงสาวจนหมดสิ้น เงานั้นโน้มลงมาที่ร่างไร้วิญญาณทั้งสองแล้วคาบเอาร่างทั้งสองนั้นเข้าไปในปาก เสียงกระดูกดัง กรอบ แกรบ เหมือนกำลังเคี้ยวขนมปังอบกรอบ เลือดไหลลงมาตามร่องฟันใหญ่นั้น ร่างบางที่นั้นอยู่บนเรือพร้อมคนทั้งสาม แม้แต่คนที่ยืนดูอยู่ที่ท้องพระโรงตอนนี้ต่างพากันชะงักนิ่ง

 ด้วยความเงียบจึงทำให้เสียงขบเขี้ยวของสัตว์ประหาดนั้นดังก้องกว่าเดิม

 ด้านล่างตรงหาดทรายปรากฏชายสองคน คนหนึ่งใส่ชุดเกราะเงินสวมผ้าคลุมสีทอง คนหนึ่งสวมเสื้อสีออกทองปักลายดอกดาวเรืองรูปร่างสมส่วนหนวดเคราถูกจัดไว้เป็นระเบียบ มือขวาของเขาถือวัตถุบางอย่างที่มีรัศมีสีเขียวเรืองรองออกมา

 "จงดูซะอำนาจของบัลลังก์เหนือดินแดนเกือกม้า หึ เพียงหนึ่งยังสามารถโค้นผู้ครองดินแดนเซลิลลงได้ หากมีครบ ความฝันก็ไม่เป็นเพียงความฝันอีกต่อไป"  

1 ความคิดเห็น