Vatia สงครามชิงบัลลังก์เกือกม้า

ตอนที่ 4 : 4:หญิงปริศนา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 ต.ค. 62

 ค่ำคืนที่แสนครึกครื้นรื่นเริง อันเป็นงานเฉลิมฉลองให้แด่ท่านหญิงแห่งจักรพรรดิวงศ์ เนื่องในโอกาศวันครบรอบพระชนมายุ 17 รอบปีในวันนี้ และงานที่ว่าก็กำลังจะเริ่มขึ้น

 "โอ้ท่านหญิง ท่านหญิงเพค่ะ กระหม่อมแนะนำให้รู้จัก นี่เพค่ะลูกชายของกระหม่อม ตุบ! 'คำนับสิ'" 

 หญิงวัยสี่สิบต้นๆ แนะนำบุตรชายของตนด้วยน้ำเสียงอันมีจริตจะก้าน หันไปกระซิบกับบุตรพร้อมตบไปที่หลังดัง ตุบ เบาๆ และหันมายิ้มหวานให้หญิงตรงหน้าอีกครั้งรอชมการเคลื่อนไหวของลูกชายตน

 "เอ่อ ถวายคำนับท่านหญิงขอรับ"

 ชายหนุ่มลังเลเล็กน้อยแต่ก็ปฏิบัติตาม นั่นทำให้สาวรุ่นใหญ่พอใจขึ้นมาบ้างแม้ไม่มากก็น้อย

 "คำนับองค์ชายเช่นกัน"

 หญิงสาวที่ถูกแสดงความเคารพเมื่อครู่คำนับกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอ่อนหวาน เพื่อไม่ให้เสียมารยาท

 "องค์ชง องค์ชายอะไรกันเล่า ท่านหญิงก็พูดไป หึ หึ พวกเราแม้เป็นขุนนางชั้นสูง ไหนเลยจะเทียบเคียงกับท่านหญิงผู้เป็นบุตรีในจักรพรรดิราชูปถัมภ์ได้ แถมท่าน ยังเป็นหนึ่งในเจ็ดจักรพรรดิราชองครักษ์ รวมถึงท่านผู้เป็นแม่ทัพคอยปกปักรักษาดินแดน ให้พวกเราได้อยู่อย่างไร้ความกังวล อีกทั้งพิศโฉมอันงดงาม น่าถนุถนอม สง่างามยากจะหาหญิงใดเปรียบเปรย"

 หญิงคนเดิมจีบปากจีบคอสนทนากับสาวงามตรงหน้าอย่างฉะฉานทุกถ้อยคำ ดังว่าเป็นเรื่องที่พูดอยู่เป็นประจำวัน สีหน้าชื่นชมปนความหยิ่งทนงตน ทำให้โอเซียยิ่งเกร็งสีหน้านิ่งและคิดหน้าคิดหลังทบทวนวาจาก่อนจะกล่าวออกไป เพราะกลัวว่าคำพูดที่พูดไปโดยไม่คิดอาจจะโยงไปถึงเรื่องคลุมถุงชนได้ ทำไมเธอถึงรู้หน่ะหรอ ก็จะมีคนหวังดีที่ไหนที่อยู่ๆก็เดินมาแนะนำตัวบุตรชายของตนตั้งแต่ยังไม่เริ่มงานอย่างนี้เล่า

 "ราชินีกล่าวเกินไปแล้ว เอ่อ นี่ก็จวนจะถึงเวลางานเลี้ยงเริ่มแล้ว ข้าว่าท่านและองค์ชายเร่งเข้างานจะดีกว่า เดี๋ยวข้าก็ต้องไปหาเสด็จพ่อแล้วเช่นกัน คำนับราชินี คำนับเจ้าชาย"

 "เออะ คือท่านหญิง ท่านหญิง! โถ่ท่านหญิงนะท่านหญิง"

 ร่างบางพูดจบก็เดินออกไปโดยไม่สนใจคำเรียกร้องของหญิงอีกคน

 คุกลับใต้ดิน
 
 ชายวัยกลางคนสวมชุดเรียบง่ายคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยท่าทีสง่างาม

 "นางแก่นั่น มันบอกอะไรมารึยัง"

 ชายคนนั้นเอ่ยสุรเสียงคำรามไม่พอใจขึ้นมาทันที เมื่อพบไม่มีใครมารายงานตนก่อนที่ตนเองจะเปิดปากถาม ถึงกระนั้นก็ไร้เสียงตอบรับ

 "ข้าถามไม่ได้ยินหรือไร!"

 "อะ เอ่อ หญิงชราไม่พูดอะไรออกมาเลยขอรับท่านบารอน"

 ตุบ! เสียงมือหนากระทบกับกำแพงหินดังก้องไปทั่วบริเวณ ทำให้คนที่มารายงานต้องรีบหลบหนีทันที

 "ไม่ได้เรื่อง! ไม่ได้เรื่องสักคน! หึ้ย! แค่เพียงงานง่ายๆยังทำไม่สำเร็จ กะอีแค่ทำให้มันพูดมันยากเย็นตรงไหนข้าถามทีเถอะ! งานแค่นี้ยังล้มเหลวนับภาษาอะไรกับงานใหญ่ คงล้มไม่เป็นท่าละมั้ง!"

 ชายร่างใหญ่ตะโกนออกมาอย่างหัวเสีย เสียงก้อกไปทั่วได้ยินมาถึงห้องมืดห้องหนึ่ง ที่อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก ตอนนั้นเองคนในห้องก็พูดขึ้น

 "ข้านึกว่าใครที่ไหน ที่แท้เจ้าก็คือพระเชษฐา(พี่ชาย)ร่วมอุทรคู่พระบารมีนายเหนือแผ่นดินเซลิลนี่เอง ไม่คิดเลย ว่าเจ้าจะคิดก่อกบฏต่อน้องชายได้ลงคอ บารอน"

 บุคคลในเงามืดกล่าวอย่างเชื่องช้า น้ำเสียงที่ผ่านกาลเวลามานานทำให้คำพูดดูตะกุกตะกักแต่ก็สามารถสะกดถ้อยคำได้คล่องแคล่วไม่ผิดเพี้ยน

 "หุบปากเสีย!ยายแก่ อย่าได้กล่าวถึงคนคนนั้นให้ข้าได้ยิน หึ! ทีเวลาถามเรื่องอื่นเจ้าไม่ตอบ แต่ทีตอนนี้เจ้ากลับพูดสรรเสริญเจ้านั้นอย่างคล่องปาก ไม่ต่างจากสุนัขที่จงรักภักดีเห่าหอนได้แต่เรื่องเจ้านายมัน!"

 สุรเสียงบ่งบอกถึงความไม่พอใจพ่นใสหญิงชราอย่างไม่เกรงขนบธรรมเนียม ชายหนุ่มย่างก้าวมาที่หน้ากรงเหล็กที่ข้างใน ปรากฏหญิงชราผมขาว เนื้อหนังเหี่ยวย่น สวมชุดสีขาวที่ถูกถักร้อยอย่างปราณีต ประหนึ่งหญิงสูงศักดิ์ผู้ถูกลักพาตัว หากแต่ว่านางคือ              
Er'evla Uf'uter'er (เต็ม) เออร์เรฟว์ลา อุฟฟุทเทอเรอร์ (ผู้เปิดเผยเหตุการณ์อันจะเป็นไปในอนาคต) หรือเรียกง่ายๆว่า Erufer (ย่อ) เอรุฟเฟอร์ แห่งดินแดนนี้

 "แม้แต่สุนัขยังจงรักภักดีต่อนายมัน ไม่เหมือนใครบางคนผู้เป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์อันทรงปัญญาแท้ๆแต่กลับทำตัวต่ำทรามยิ่งกว่าเดรัจฉานผู้ด้อยปัญญากว่า เสียชื่อเผ่ามนุษย์ผู้มีอำนาจเกรียงไกรไปเกือบครึ่งทวีป"

 "นี้เจ้า!"

 เมื่อได้ยินความที่ว่ามา ไฟโทสะจึงแผดเผ่าความคิดของชายตรงหน้าหญิงชรา หากแต่ด้วยสติที่หลงลืมไปชั่ววูบก็กลับมา เขาจึงออกคำสั่งต่อผู้มีศักดิ์น้อยกว่าทันที หากแต่เป็นคำสั่งที่เต็มไปด้วยความพยาบาทมาดร้ายต่อหญิงชรา

 "พวกเจ้า! จงไปเตรียมตัวให้พร้อม ใกล้ได้เวลาฉีกภูผาแล้ว" ('ฉีกภูผา' สำนวนของชาวเซลิลที่แปลว่า การทำลายสิ่งกีดขวางที่ใหญ่โต หรือทำลายสิ่งที่สื่อถึงความใหญ่โต เช่น กำแพงเมือง กองทัพใหญ่ หรือแม้กระทั่งบุคคลที่มียศศักดิ์สูง)

 "เอ่อแล้วท่านเอรุฟเฟอร์..."

 "พานางมาด้วย"

 "แล้วจะให้นางไปอย่างระ..."

 "จะต้องให้บอกทุกเรื่องเลยหรือไงวะ! สมองมีไม่หัดคิดเสียบ้าง!"

 หลังจากด่าทอนายทหารเสร็จ บารอนก็ทำท่าจะเดินออกไปจากบริเวณนั้น แต่ก็ต้องหยุดชงักด้วยคำกล่าวของหญิงในกรงมืด

 "ว่าแต่ผู้อื่น มิหัดดูตัวเองเสียบ้าง"

 "หุบปากไปเสียยายแก่ อย่ามาทำเป็นพูดดี! เพราะอีกไม่กี่ชั่วอึดใจนับจากนี้ ข้าจะได้เป็นจักรพรรดิ!"

 ว่าจบชายหนุ่มก็เดินออกจากสถานที่นั้นมุ่งตรงไปอีกสถานที่อย่างเร็วไว เพื่อทำการใหญ่ให้เป็นไปด้วยความสำเร็จ

 ส่วนหญิงชรานั้นก็ได้แต่นั่งหลับตาลงแล้วควบคุมลมหายใจเข้า ออกตนให้สม่ำเสมอ จนจิตใจของนางจดจ่องในบางสิ่ง

 "เห้อ...หลังจาก 7 อาณาจักรสิ้นสุด 9 เผ่าพันธุ์แตกแยก แม้กายหยาบของเจ้าจะสลายไปแล้ว แต่เชื้อพันธุ์ของเจ้าก็ยังสืบวงศ์มาทุกยุคทุกเผ่าพันธุ์ แม้แต่มนุษย์เจ้าก็ไม่เว้นว่างเลย 
หึ หึ เจ้าขวานยักษ์ อะ! อ้า!"

 ในขณะที่หญิงชรากำลังคิดอะไรเพลินๆ ทันใดนั้นนางก็มีอาการปวดศีรษะขึ้นมาอย่างฉับพลัน

 และจู่ๆ ในความคิดของนางก็ปรากฏภาพประหลาดขึ้น ภาพชายหนุ่ม 5 คนและหญิงอีก 1 คน ทุกคนล้วนมีร่างกายที่แปลกประหลาด แต่ทว่ากลับเป็นความประหลาดที่ลงตัวทั้งสัดส่วน ขนาด และที่ตั้งของอวัยวะ ต่างอยู่อย่างเป็นระเบียบไม่บิดพริ้วน่ากลัว ดังสรวงสวรรค์ได้รังสรรค์พวกเข้าขึ้นมา หญิงชราสะดุดตากับชายคนหนึ่ง ที่สัดส่วนร่างกายส่วนใหญ่คล้ายมนุษย์ แต่ปรากฏเขาคู่หนึ่งบนศีรษะ และหางที่ดูคล้ายหางสัตว์บางชนิดซึ่งนางมองไม่ชัดนัก แต่บางอย่างกลับทำให้หญิงชรารู้ว่านั่นคือหางของสุนัขจิ้งจอก ดวงตานัยย์ตาสีมรกตจ่องมองมาที่นาง พร้อมยื่นมือที่มีแผ่นอะไรบางอย่างในแผ่นนั้นมีตัวอักษรเรียงต่อกันงดงาม และนางจำมันได้ดี 

 นี้หาใช้จินตภาพที่นางมโนขึ้นมา หากแต่เป็น...โลกแห่งความจำที่นางมิอาจลืมเลือน

 'มิลิน นี่คือกุญแจ กุญแจที่จะนำพาพวกเจ้าไปสู่พลังของข้า เจ้าจงรับมันไป มิลิน!'

 'ทำไมเจ้าไม่มอบให้พวกเขา'

 'ข้าไว้ใจเจ้า'

 'จงไปซะ!'

 'อ๊ะ! กรี๊ด!!!'

 หลักจากที่ชายคนนั้นมอบแผ่นอักษรนี้ให้ข้า เขาผลักข้าลงมาจากหอคอยสูงนั้น และจากนั้น...

 "เฮือก! เฮอ! ฮื่อ! เฮอ! ฮื่อ เฮอ" 

 หญิงชราสะดุ้งเฮือกใหญ่ นางหายใจเข้าออกอย่างทุรน จากสิ่งที่นางได้นึกคิด หลังจากหญิงชราได้หายอกหายใจอย่างคล่องแล้วนางได้หยิบบางสิ่งขึ้นมา

 "โอ...ทาเลอะ...ดะ อะ! อะไรกัน"

 ในขณะที่ร่างบางกำลังอ่านตัวอักษรประหลาดนั่น นางอ่านได้เพียงหนึ่งคำอยู่ๆ ตัวอักษรก็เลือนหายไปดังมนตร์เสก ทว่า...

 "เอ๋ อะไรของมัน"

 ตัวอักษรที่หายไปบัดนี้ ปรากฏอยู่เลือนลางบนแผ่นผ้า เสียงเอื่อยๆ สื่อถึงความไม่พอใจดังขึ้น ด้วยดวงตาที่ฝ้าฟางยากจะมองเห็น

 "ทำไมข้าไม่อ่านมันตั้งแต่ตอนนั้นน้า เฮ้อ"

 หญิงชราพูดด้วยความท้อแท้

 'กุญแจที่จะนำพวกเจ้าไปสู่พลังของข้า'

 "พวกเจ้าหรอ? เจ้ากำลังจะสื่ออะไรกันแน่กรีซ..."
 
 

 

1 ความคิดเห็น