ตำนานเมืองแห่งเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13,376 Views

  • 94 Comments

  • 235 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    241

    Overall
    13,376

ตอนที่ 93 : ตำนานที่ 93 หัวขโมย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 78
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    12 ธ.ค. 61

ตำนานที่ 93 หัวขโมย

 

หมู่บ้านวาลิกะยังคงถูกล้อมรั้วกันบุคคลภายนอกและยังมีขั้นตอนตรวจสอบการผ่านเข้าออกอย่างเข้มงวด ทว่าบรรยากาศภายในหมู่บ้านดูคึกคักมีชีวิตชีวากว่าเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน มีเด็กหญิงเด็กชายออกมาวิ่งเล่น ได้ยินเสียงพูดคุยเสียงหัวเราะ ชาวบ้านหลายคนสีหน้าสดชื่นแจ่มใส

เจ้าชายอัสศาแจ้งบอกจุดประสงค์ในการมาเยือนให้แก่ทหารยามได้รับทราบ ประกอบกับทั้งพระองค์และดารากะต่างสวมเสื้อคลุมเจ้าพนักงานเวท นายทวารจึงอนุญาตให้พวกเขาผ่านเข้าไปได้

ทั้งสองตรงไปยังอาคารซึ่งกำหนดให้เป็นสำนักอำนวยการ ที่นั่นเป็นอาคารชั้นเดียว หลังบานประตูมีโต๊ะทำงานสำหรับเจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่คนและชั้นวางของ พื้นที่ใช้สอยด้านในดูแคบกว่าที่เห็นจากขนาดด้านนอก อาจเพราะมีการกั้นห้องถึงสองห้อง

“ขอรบกวนขอรับ” เจ้าชายอัสศาทรงออกพระโอษฐ์ เจ้าพนักงานหญิงผู้หนึ่งจึงหันมาหาและขานเสียงรับ

“พวกเรามาจากหน่วยสืบสวนที่หนึ่งสังกัดปราชญ์ตุลาการขอรับ ต้องการขอตรวจสอบรอบหมู่บ้าน”

“ได้เจ้าค่ะ แต่การสืบสวนหาสาเหตุการระบาดของโรคเป็นหน้าที่ของหน่วยสืบสวนที่สองอยู่แล้ว”

เจ้าชายอัสศาถึงได้สังเกตลายปักบนเสื้อคลุม หญิงสาวตรงหน้าอยู่สังกัดปราชญ์ตุลาการเช่นเดียวกัน

“ต้องขออภัย แต่โรคระบาดเกี่ยวข้องกับการชุมนุมเมื่อหลายวันก่อน”

“เจ้าค่ะ” เธอพยักหน้ารับ “ได้อ่านรายงานหรือยังเจ้าคะ”

“ขอรับ ได้อ่านแล้ว”

“ต้องการคนนำทางหรือไม่”

“ไม่เป็นไรขอรับ ขอบคุณ พวกเราแค่มาแจ้งให้ทราบเผื่อมีข้อกำหนดใดต้องปฏิบัติเป็นพิเศษ”

“ตอนนี้สถานการณ์ของโรคดีขึ้นแล้ว มีเฉพาะอาคารบางหลังที่กำหนดขั้นตอนการผ่านเข้าออก”

ผู้ฟังพยักพระพักตร์รับทราบ ก่อนขอตัวกลับออกมา ยามนั้นดารากะจึงได้อ้าปากถาม “เจ้ามองหาสิ่งใด”

“เรายังไม่แน่ใจนัก” พระสุรเสียงเป็นดังคำพูด “ท่านกุณติกล่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดในช่วงนี้เกี่ยวเนื่องกัน โรคที่แพร่ระบาดจากลูกไม้ต่างถิ่น ทั้งที่ควรจะเป็นเมืองหน้าด่านที่เกิดโรคแต่เหตุใดถึงกลายเป็นเมืองทางสุดบูรพาไปเสียได้”

“ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปที่ไม่รู้เรื่องย่อมเชื่อมโยงเข้ากับเภทภัยของการตระบัดสัตย์ได้ง่ายกว่า ถ้าแพร่ระบาดที่เมืองหน้าด่าน ย่อมต้องมีคนหักล้างว่าอาจเป็นสิ่งของต่างถิ่นที่ทำให้เกิดโรค”

“เจ้าก็มีความคิดดี ๆ เช่นกันนะ” เจ้าชายอัสศาตรัสชมเชย แต่ทำให้ดารากะขมวดคิ้วฉับ

“ความคิดข้าดีเสมอ เพียงแต่เจ้ายังไม่รู้เท่านั้น”

“เช่นนั้นแล้ว ไยต้องเป็นลูกไม้” ทรงไม่ได้จงใจตั้งคำถามให้พระสหายสนิทเอ่ยตอบ

ระหว่างที่ไตร่ตรองคาดเดา พวกเขาทั้งคู่ได้เดินชมสภาพแวดล้อมของหมู่บ้านไปพลาง

วาลิกะเป็นหมู่บ้านที่มีหลักการตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยตามหลักสามัญ นั่นคือเป็นพื้นที่อยู่ใกล้ธารน้ำ หมู่บ้านเล็ก ๆ ในอารุดีเวียและเขตกสิกรรมล้วนเป็นเช่นนั้น ต่างจากเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่ใช้น้ำซึ่งบังเกิดจากเครื่องมือเวท

ในพระดำริหวนนึกถึงข้อความที่ได้อ่านจากตำรา

การแพร่ระบาดของโรคร้ายแรงมักมาจากสัตว์ฟันแทะ แมงหรือแมลง น้ำดื่มและอาหาร ในทั้งหมดนี้ถ้าให้เลือกวิธีทำให้โรคแพร่ระบาด เลือกการกระจายทางน้ำไม่ง่ายกว่าหรือ ทั้งยังสืบสาวได้ยากว่าผู้ใดเป็นคนลงมือ ขณะที่กำลังตั้งพระทัยเสด็จไปสำรวจแหล่งน้ำ เสียงเรียกพระนามกลับดังขึ้นเสียก่อน

“เจ้าชายอัสศา! ดารากะ!” ครั้นทรงหันไปยังต้นตอของเสียงจึงได้พบกับมูชาและหญิงสาวผู้หนึ่งเดินเคียงข้างกันมา

“ฝ่าพระบาทมาด้วยกิจธุระใดหรือขอรับกระหม่อม”

“เรามาสืบความ”

“ว่าแต่เจ้า...” ดารากะพูดแทรก แววตาเป็นประกายใคร่รู้มองหญิงชายตรงหน้าสลับกันไปมา

“นี่พี่สาวของนิธา มีนามว่าไพอานา” มูชาเอ่ยแนะนำ

เมื่อถูกเอ่ยแนะนำหญิงสาวจึงค้อมศีรษะคำนับผู้เป็นเชื้อพระวงศ์พร้อมกล่าวทักทาย

จากนั้นจึงได้พูดคุยไถ่ถามกันอีกเล็กน้อยจนได้รู้ว่ามูชา รวมถึงพระสหายผู้มากวัยอย่างอัลซาดีและเนวิระถูกส่งให้มาช่วยเหลือเจ้าพนักงานในสังกัดปราชญ์แพทยา

“ไยพวกท่านถึงคิดว่าสาเหตุของโรคเป็นลูกไม้ ไม่ใช่น้ำดื่ม” เจ้าชายอัสศารับสั่งถามไพอานา

“เพราะมีแต่หมู่บ้านวาลิกะที่เกิดโรคระบาดเพคะ หลังตรวจสอบจึงพบว่าจุดร่วมของผู้ป่วยทุกคนเป็นลูกไม้มากกว่าอาหารอื่น อีกทั้งเมื่อคำนวณระยะการฟักตัวของโรคก็สอดคล้องกัน”

“ฝ่าพระบาทกำลังมองหาสิ่งใดหรือ” มูชาถาม

“เรากำลังมองหาจุดเชื่อมโยง” ตรัสตอบพลางเสด็จพระดำเนินนำไปยังลำธารเลียบหมู่บ้าน มองสายน้ำใสซึ่งไหลเอื่อยไปรอบอาณาจักร

“คนร้ายวางเพลิงเผาบ้านเรือนประชาชน สร้างเรื่องให้เกิดโรคระบาด พยายามปลุกระดมชาวบ้านด้วยข้ออ้างการตระบัดสัตย์ของพระบิดา ผู้ที่ก่อเหตุต้องไม่ใช่บุคคลเดียวแต่อารุดีเวียเล็กเพียงเท่านี้ จะวางแผนสมคบทำการใดย่อมต้องมีข่าวเล็ดรอดออกมาบ้าง” ที่กล้ารับสั่งสิ่งที่ติดอยู่ในพระดำริเนื่องจากทรงเชื่อพระทัยสหายทั้งสอง และสำหรับไพอานา ทรงเห็นว่าเธอไม่น่าจะมีพิษภัย

“พวกมันอาจสื่อสารกันด้วยมนตรา” ดารากะเสนอความคิดเห็น

“ใช้มนตราสื่อสารย่อมใช้มนตราจับข้อความสนทนาเหล่านั้นได้เหมือนกัน” ไพอานาเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม

เจ้าชายอัสศาพยักพระพักตร์ยืนยันเมื่อดารากะหันมาส่งสายตาเป็นเชิงถาม จากนั้นมูชาได้พูดขึ้นบ้างว่า “เกล้ากระหม่อมมีเรื่องประหลาดจะทูล”

ครั้นเกริ่นออกไปเช่นนั้นไพอานากลับส่งเสียงอุทานเป็นเชิงรับรู้ทันที เด็กหนุ่มจึงพยักพเยิดให้เธอพูด

“ใช่ว่าคนร้ายจะไม่พยายามแพร่กระจายโรคด้วยน้ำนะเพคะ แต่ทำไม่สำเร็จเสียมากกว่า เมื่อไม่กี่วันก่อนทหารไปพบว่าทางต้นลำธารเหนือหมู่บ้านวาลิกะไปไม่เกินยี่สิบเส้น มีซากวัวถูกทิ้งอยู่กลางลำธาร ที่ประหลาดคือซากวัวถูกล้อมด้วยอำนาจเวท คล้ายมีอาณาเขตมนตราคลุมไว้”

“ไม่ใช่ว่ามันโดนสัตว์นักล่าทำร้ายแล้วไปล้มตายอยู่ในน้ำ” ดารากะตั้งข้อสังเกต

“มันเป็นพันธุ์วัวเลี้ยง” มูชาตอบ “และน่าจะตายมานานเป็นเดือนแล้ว ซากของมันเน่าเละจนเหลือแต่กระดูก”

“อ้อ... แทนที่เลือดเนื้อของมันจะปนเปื้อนกับน้ำจนก่อโรค แต่น้ำที่ชาวบ้านใช้สอยกลับยังเป็นปกติ” เจ้าชายอัสศารับสั่งและมีพระดำริ แสดงว่าพวกมันคงลองทำมาหลายอย่างทว่าเพราะอำนาจที่ปกป้องอารุดีเวียมีพลังมากกว่า สิ่งที่พวกมันมุ่งมาดจึงไม่สำเร็จ จากนั้นจึงเปลี่ยนมาปนเชื้อโรคกับลูกไม้ และชายพ่อค้าก็หายไป

เจ้าชายอัสศาทรงเอะพระทัยฉุกนึกขึ้นได้

สถานที่ซึ่งพบตัวพ่อค้าเป็นครั้งสุดท้ายกับร้านสุราที่จิดิระเคยกล่าวถึงเป็นที่แห่งเดียวกัน

“เราคงขอตัวกลับก่อน” รับสั่งอย่างรวดเร็วฉับไวจนผู้ฟังต่างแปลกใจ ทว่าผู้มีพระยศกลับเพียงแย้มพระโอษฐ์และกล่าวขอบคุณบุคคลทั้งสองเพื่อเป็นการตัดบท

“ถ้าเช่นนั้นหากเกล้ากระหม่อมได้รับรู้ข่าวใดจะรีบแจ้ง” มูชาพูด

“ขอบคุณอีกครั้ง”

พวกเขาเดินออกจากหมู่บ้านโดยมุ่งตรงเข้าเมืองที่อยู่ข้างเคียงเพื่อกลับเมืองหลวงด้วยประตูเคลื่อนย้ายของร้านรับจ้างขนส่งวิพาเรีย

“จู่ ๆ เหตุใดจึงรีบกลับ” ดารากะถามด้วยความสงสัย

“เรามีนัดกับจิดิระและดาลัน”

คู่สนทนาก้มมองดูเงาบนพื้น “น่าจะอีกพักใหญ่กว่าจะเที่ยง ก่อนมาเจ้าทำเหมือนที่นี่จะให้ข้อมูลสำคัญ ข้ายังนึกว่าจะอยู่อีกนาน”

“เราก็ได้รับทราบเรื่องดี ๆ แต่สหายย่อมสำคัญด้วยเช่นกัน”

ดารากะไม่เชื่อถือรอยยิ้มบนพระพักตร์ของสหายผู้สูงศักดิ์เท่าใดนัก อีกฝ่ายคงคิดบางสิ่งได้แต่ไม่ยอมบอกเสียมากกว่า เขาไม่ต้องการคะยั้นคะยอถามกระนั้นอาการคันยิบ ๆ ด้วยความใคร่รู้กลับทำให้เขาทนไม่ไหว

“เจ้าคิดสิ่งใดได้จะไม่บอกข้าหรือ”

“รอสักหน่อย”

ดารากะพ่นลมหายใจเมื่อได้ยินคำตอบปัดแบบขอไปที

เมื่อไปถึงจุดนัดพบ ปรากฏว่าสหายทั้งสองมายืนรออยู่ก่อนแล้ว จิดิระเพียงแค่มองหน้าดารากะไม่ได้เอ่ยคำใดโดยมีเจ้าชายอัสศาคอยลอบสังเกต

ส่วนผู้ที่ส่งเสียงโวยวายเป็นดาลัน “เจ้าชายไหนว่าท่านจะไม่ให้ดารากะมาด้วย”

“เราบอกแล้ว”

“ทำไมรึ ข้าจะมากินข้าวด้วยไม่ได้หรือไร” ดารากะเอ่ยแทรกทันควัน ลอยหน้าลอยตาอย่างไม่ยอมถอย

“เจ้ามันขี้โกง” ดาลันต่อว่า “เวลาเจ้าสนุกสนานสังสรรค์กับเจ้าชายไม่ยอมเรียกพวกเรา ทีอย่างนี้ล่ะมาร่วมด้วย”

“เมื่อวานข้าไม่ได้ตั้งใจ”

เพราะทรงเห็นว่าดารากะและดาลันคงโต้ตอบสนทนากันยาวนาน เจ้าชายอัสศาจึงพยักพเยิดชักชวนให้จิดิระเดินเข้าไปในภัตตาคาร ทรงแจ้งบอกบริกรขอห้องอาหารส่วนตัวและก้าวพระบาทตามการผายมือเชื้อเชิญ หลังจากนั้นจึงหันไปชวนจิดิระพูดคุย

“เราได้ยินว่าเจ้าเคยไปร้านสุราปรีติโบยา”

“อืม... ดีนะ บรรยากาศดีแต่เจ้าชายอย่าไปเองจะเป็นการดีกว่า” จิดิระไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจความหมายที่ซ่อนไว้ในคำตอบแปลกประหลาดของตนหรือไม่ ทว่าเมื่อเห็นสหายเชื้อพระวงศ์พยักพระพักตร์จึงกล่าวต่อ “มีเครื่องดื่มไม่คุ้นชื่อที่ทำให้พูดไม่หยุด พนักงานบริการเครื่องดื่มก็น่าสนใจ”

“กระไรกัน เดี๋ยวนี้เจ้าริลองดื่มเมรัยแล้วรึ” ดารากะปรี่เข้ามาร่วมวง พลางวาดวงแขนกอดคอจิดิระ

“ร้านสุราใช่มีเฉพาะเมรัย” คนที่โดนกล่าวหาพูดแก้ตัว ก่อนเอ่ยดักทางเมื่อเห็นสหายอ้าปาก “แต่ข้าไม่พาเจ้าเข้าไปเด็ดขาด ข้ายังไม่อยากมีปัญหากับท่านลุงท่านป้า”

“เจ้าไม่พูด ข้าไม่พูด บิดามารดาข้าจักรู้ได้อย่างไร”

“ข้าพูดเอง” ดาลันโพล่งบอก เขายักคิ้วหลิ่วตาจากนั้นรีบเดินแทรกตัวผ่านประตูเข้าไปในห้อง ดารากะเดินตามเข้าไปขณะที่พูดบ่นดาลันไม่หยุดแต่เพียงไม่นานความสนใจของพวกเขาได้เปลี่ยนไปอยู่ที่อาหารมื้อกลางวัน

หลังเสร็จสิ้นการรับประทานอาหารพระสหายแต่ละคนต่างไม่มีจุดหมายใดเป็นพิเศษ จึงยกขบวนติดตามเจ้าชายไปยังหอตำรา เมื่อสอบถามจึงได้คำตอบว่าเจ้าชายลำดับที่หนึ่งต้องประสงค์อ่านบันทึกประวัติศาสตร์ของอาณาจักร

“ข้านึกว่าเจ้าจดจำได้ทุกตัวอักษรแล้วเสียอีก” ดารากะเย้า

“เราคิดว่าสมัยเมื่อยังเยาว์อาจอ่านถ้อยคำใดตกหล่นไป”

“พูดถึงเรื่องนี้แล้ว มีคนคิดว่าศิลาศักดิ์สิทธิ์ไม่มีฤทธิ์อำนาจด้วย” จิดิระเปรย บทสนทนากับษินาทำให้เขาเข้าใจความคิดของเจ้าพนักงานอาวุโสว่าเป็นเช่นนั้น

“ไม่ใช่ว่าคนผู้นั้นคือเจ้า” ดาลันท้วง

“ไยข้าต้องไม่เชื่อ”

“ก็เจ้าไม่เชื่อเรื่องคำสาป”

“มันไม่เกี่ยวกัน เจ้าโยงเรื่องราวไปมั่วแล้ว” จากนั้นอธิบาย “พวกเราประจักษ์ชัดว่าอารุดีเวียอุดมสมบูรณ์เพียงใด ลำธารทั่วอาณาจักรมาจากตาน้ำเล็กนิดเดียวบนศิขริน ขณะที่ไม่มีผู้ใดรู้แจ้งในคำสาป มันจึงเทียบกันไม่ได้”

“จะรู้แจ้งได้อย่างไร ในเมื่อผู้ใดที่ตระบัดสัตย์ก็สูญสิ้นชีวิตไปหมด”

“เจ้ายังพูดว่าพวกเขาเสียชีวิตเพราะตระบัดสัตย์” จิดิระแย้ง

กระทั่งดารากะต้องขยับเข้าไปขวางเป็นคนกลาง “ไม่ต้องทุ่มเถียงกัน คำสาปมันมีจริง และจิดิระก็ยังไม่ได้พูดว่าไม่เชื่อเรื่องคำสาปด้วย”

ทอดพระเนตรการกระทำดังกล่าวแล้ว เจ้าชายอัสศาจึงสัพยอก “เจ้าเติบใหญ่ขึ้นแล้วนะดารากะ รู้จักห้ามปรามสหายไม่ให้ทุ่มเถียงกันด้วย”

สองสหายจึงตาวาวร่วมมือกันโดยไม่ได้นัดหมาย โดยจิดิระแสร้งทำหน้าซาบซึ้ง ตบเบา ๆ ที่ไหล่ของดารากะ

“ไม่นึกเลยว่าคบหากันมานานจะมีวันนี้ได้ ข้าดีใจจริง ๆ”

ส่วนดาลันยกมือทำท่าปาดน้ำตาทั้งที่มุมปากยกยิ้มขำขัน “ข้าปลาบปลื้มใจนัก ท่านลุงท่านป้าคงปลื้มใจไม่ต่างกัน”

เจ้าตัวทำหน้าเหลอหลาก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นหงุดหงิดขึ้งโกรธ “พวกเจ้ารวมหัวกันแกล้งข้าอย่างนั้นหรือ”

ไม่มีผู้ใดตอบทว่าทั้งสามคนต่างส่งเสียงหัวเราะออกมา

และเป็นเจ้าชายอัสศาที่เสด็จพระดำเนินนำเข้าหอตำรา ดารากะเดินตามรั้งท้ายบ่นพึมพำไม่หยุด

พระราชโอรสพระองค์โตหยิบบันทึกประวัติการก่อตั้งอาณาจักรออกมาอ่านตามจุดประสงค์ ทว่าต่อให้อ่านบันทึกทวนย้อนเพิ่มขึ้นสักกี่รอบกลับไม่พบเบาะแสใดเพิ่มเติม เจ้าชายอัสศาทรงถอนหายใจ เงยพระพักตร์ขึ้นรับสั่งชวนสหายให้แยกย้ายกันกลับหลังเวลาเคลื่อนผ่านไปยาวนาน ทรงปลุกดารากะซึ่งฟุบนอนหลับอยู่บนโต๊ะก่อนนำบันทึกไปเก็บ ส่วนดาลันและจิดิระยังไม่ยอมคลายเวทที่เนรมิตสนามเตะลูกหนังและหุ่นจำลอง

เจ้าชายอัสศาเสด็จกลับมาประทับรอบนพระเก้าอี้ ทอดพระเนตรทั้งคู่นั่งหน้าดำคล้ำเครียดแข่งขันกันอย่างไม่ยอมแพ้ ไร้สรรพสำเนียงพูดคุยเพราะใช้มนตราวจีซ่อนเร้นโต้ตอบกันไปมา ด้วยไม่ต้องการสร้างเสียงดังรบกวนผู้อื่น และเป็นดาลันที่ยิ้มแฉ่งเมื่อหุ่นจำลองของฝ่ายตนทำประตูสุดท้ายได้ จิดิระฟุบหน้าลงอย่างเสียดาย จากนั้นจึงขยับลุก

พวกเขาส่งเสียงดังพูดคุยอีกครั้งเมื่อพ้นประตูหอตำรา โบกมือบอกลายามที่ถึงทางแยก เจ้าชายอัสศาจึงได้เริ่มต้นคุยกับกัลดริกา

“เขาที่ขโมยธาตุกมลมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรหรือ”

เขามีอำนาจไม่ต่างจากข้า จะจำแลงเป็นหญิงหรือชายก็ได้ ล่าสุดที่ข้าเจอ... เขาคือเด็กหนุ่มที่นำข่าวมารดาของท่านมาบอก”

เภคิน?

“อีกร่างเป็นชายหนุ่มที่สวมชุดสีขาว”

เจ้าชายอัสศาไม่สนพระทัยอีกร่างของหัวขโมยที่กัลดริกาพูดถึง แค่รู้ว่าอีกฝ่ายจำแลงเป็นเภคินก็เกินพอแล้ว

“เราน่าจะถามท่านแต่แรก” ทรงรู้สึกเสียดายเวลาช่วงบ่ายที่หายไปกับการอ่านบันทึกประวัติศาสตร์นัก

“เขารู้ว่าข้าอยู่กับท่าน เขาจะยอมมาพบหรือ อีกประการต่อให้พยายามเค้นคำตอบ เขาคงไม่ยอมบอกที่ซ่อนของธาตุกมลง่าย ๆ”

“ไม่มีหนทางอื่นนอกจากต้องลองดูก่อน” คำรับสั่งขอไปทีและไร้แผนการ พระองค์รู้จักเภคินที่เป็นเพียงเด็กหนุ่มไร้เวท ขณะตัวตนแท้จริงของอีกฝ่ายมีอำนาจมากมายมหาศาล ไม่ว่าการกระทำใดคงดูราวกับเด็กเล่นในสายตาของฝ่ายนั้น

ผ่านบานทวารเข้าไปในพระราชวังแล้วแทนที่จะเสด็จเข้าตำหนัก เจ้าชายอัสศาทรงเลือกพระราชดำเนินตรงไปสุสานของพระราชวัง ใช้เวลาช่วงสายัณห์อยู่หน้าป้ายหลุมศพ ไม่พูดคุยไม่เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด นอกจากทอดพระเนตรแผ่นศิลาจารึกนาม กระทั่งแสงสว่างรอบพระวรกายหมดสิ้นถึงได้ลุกขึ้นยืนเสด็จกลับ

 

##### - ขอขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม - #####

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

0 ความคิดเห็น