ตำนานเมืองแห่งเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13,376 Views

  • 94 Comments

  • 235 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    241

    Overall
    13,376

ตอนที่ 86 : ตำนานที่ 86 สูญเสีย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 104
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    28 พ.ย. 61

ตำนานที่ 86 สูญเสีย

 

“เราจัดการเอง” ราชาเคซินรับสั่งก่อนขยับพระวรกายไปถอดรองเท้าของหญิงสาวพานให้ข้ารับใช้ต่างร้องปรามเสียงหลง

องค์ราชา!

กระนั้นราชาเคซินกลับไม่มีทีท่าใส่พระทัย ทรงขยับกลับไปประทับด้านข้างคาเมเรีย ทอดพระเนตรพิจารณาลักษณะวงเวทบนผิวเนื้อ จากนั้นกรีดปลายพระอังคุฐด้วยเวทเพื่อใช้งานโลหิต

ขณะเดียวกันนิรภัตได้ขยับลุกขึ้นพร้อมผายมือเชิญเจ้าชายทั้งสองพระองค์ให้ขยับถอยห่าง สีพระพักตร์ของเจ้าชายอัสศายังเคร่งเครียดกังวลอยู่ตลอดเวลา

“ด้วยอำนาจแห่งข้าผู้เป็นส่วนหนึ่งของวัฏธาตุทั้งห้า” ครั้นราชาเคซินทรงกล่าวจบจึงแนบพระอังคุฐลงกับหน้าผากของนาง แสงสว่างวาบอุบัติขึ้นพร้อมอักขระธาตุสำแดงให้เห็น จากนั้นเมื่อร่ายคำคาถาจบช่วงวรรคก็แนบพระองคุลีกับหลังฝ่ามือซ้าย หลังฝ่าเท้าทั้งสอง และหลังฝ่ามือขวาตามลำดับ

องค์กษัตริย์วางพระหัตถ์บนศีรษะของหญิงสาว พระโอษฐ์ยังเอ่ยถ้อยคาถาอย่างต่อเนื่อง เส้นแสงและอักขระอักษรสำแดงขึ้นตามเจตจำนงและฤทธิ์เดช ปรากฏเป็นวงแหวนเวทและละอองไอเรณุธาตุล้อมร่างของคาเมเรียไว้

“ข้าขอสั่ง คำสาปร้ายจงสลาย!” สิ้นพระสุรเสียงผู้ใช้คาถา อำนาจปาฏิหาริย์พลันแสดงฤทธิ์รุนแรง ประกายแสงจ้าหมุนวนเคลื่อนไหว ขมวดรวมตัวที่ตราเวทคำสาปสีดำ สำแดงภาพพลังสองฝั่งต่างยื้อยุดฉุดกระชาก

ฟากหนึ่งคือคำสาปซึ่งหมายผลาญชีวิตหญิงสาวผู้หลับใหลไม่ได้สติ แม้อานุภาพถูกลดทอนไม่รุนแรงหนักหน่วงดังเดิม ทว่าเจตนามุ่งร้ายหมายขวัญกลับยังคงยึดมั่นหวังพรากลมหายใจอย่างไม่สิ้นสุด อีกฟากคือมนตราทำลายคำสาป ไออำนาจนวลลออห้อมล้อมห่อหุ้มความมุ่งมาดปองร้ายและดึงรั้งให้มันหลุดจากเจ้าของร่าง

คาเมเรียดีดดิ้นกรีดร้องด้วยความทรมานเจ็บปวด จนราชาเคซินจำต้องกดร่างของนางไว้

เจ้าชายอัสศายิ่งพระทัยเสีย ทรงพร่ำเรียกนามของนางไม่หยุดขณะที่เจ้าชายไซนาต้องจับยึดร่างพระเชษฐาไม่ให้เข้าใกล้

“ท่านนม! ท่านนม!

ช่วงเวลาที่อำนาจทั้งสองฝั่งประจันหน้าโรมรันบังเกิดขึ้นเพียงไม่กี่อึดใจทว่ายาวนานราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ในความรู้สึกของหลายผู้คน และในที่สุดคาเมเรียได้สำลักขย้อนโลหิตสีแดงออกมาพร้อมคาถาถอนคำสาปบรรลุผลสัมฤทธิ์ขจัดตราเวทและผลลัพธ์ชั่วร้ายให้มลายหายไป

นิรภัตจึงรี่เข้าไปใช้เวทฟื้นฟูกระทั่งข้าหลวงหญิงผู้ดำรงตำแหน่งพระนมในเจ้าชายลำดับที่หนึ่งฟื้นลืมตาขึ้น ฝ่ายเจ้าชายอัสศาก็ไม่รอช้าตรงเข้าไปจับประสานมือของนาง

“ท่านนม ท่านไม่เป็นไรแล้วนะ” พระราชโอรสพระองค์โตรับสั่งด้วยเสียงสั่นเครือ

คาเมเรียยกยิ้มอ่อนแรง “ก... เกล้ากระหม่อมไม่เป็นไรเพคะ” เสียงพูดเบาค่อยพานให้ความหวั่นกลัวปะทุในพระทัยผู้ฟังอีกครั้ง

“อัสศาเจ้าไม่ต้องกังวล นางต้องไม่เป็นไร” ราชาเคซินรับสั่งปลอบพระราชบุตร ก่อนมีพระราชกระแสดำรัสสั่งปราชญ์แพทยาฟื้นฟูสภาพร่างกายของข้าหลวงหญิงให้นางแข็งแรงขึ้นอีกเล็กน้อย

“เจ้าพักผ่อนก่อนเถอะ” พระสุรเสียงขององค์กษัตริย์นุ่มละมุนยามที่ตรัสกับนาง

หญิงสาวตอบรับด้วยการหลับตาลง ลมหายใจของนางทอดยาวจนผู้เป็นแพทย์คิดว่าไม่มีสิ่งใดน่าหวั่นใจ

เขาคลายคาถาและเพ็ดทูลกับองค์ราชา “อาการของนางไม่น่ากังวลแล้วพระพุทธเจ้าข้า จะย้ายนางไปพักที่ห้องเลยก็คงได้ อย่างไรยามสายัณห์ข้าพระพุทธเจ้าจะมาดูอาการให้อีกหน”

“ที่น่ากังวลกว่าคือคาถาของเจ้าชายอัสศา” ข้าหลวงเอ่ยแทรกเนื่องจากในเวลานั้นยังไม่มีผู้ใดกล้าคลายคาถาให้เหล่าชาวบ้านผู้ชุมนุมเลยแม้แต่ผู้เดียว

“พวกมันสมควรได้รับแล้ว” พระราชโอรสพระองค์โตตรัสอย่างแข็งกระด้าง ส่วนประโยคถัดมาทรงพูดกับพระบรมราชบิดา“ในหมู่ชาวบ้านมีโจรลักพาตัว ไหนจะลงมือทำร้ายคนจนได้รับบาดเจ็บ เยี่ยงนี้ไม่สมควรได้รับโทษหรือขอรับ”

“เรื่องโทษก็ให้จัดการไปตามสมควร แต่เจ้าไม่ควรใช้อารมณ์มากเกินไป” ราชาเคซินทรงเห็นเจ้าชายอัสศาก้มพระพักตร์คล้ายไม่ยอมรับจึงตรัสเอาพระทัยโดยหันไปสั่งความแก่ข้าหลวงว่า “ปล่อยพวกชาวบ้านไปอย่างนั้นก่อน ให้เป็นเยี่ยงอย่าง คราต่อไปจะได้ไม่มีผู้ใดออกมาเรียกร้องประท้วงสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นอีก”

“ขอบพระคุณขอรับพระบิดา” เจ้าชายลำดับที่หนึ่งแย้มพระโอษฐ์ถูกพระทัย

“วันนี้เจ้าแสดงฤทธิ์อำนาจให้ผู้คนเห็น แต่จงจำไว้ความสงบสุขที่แท้จริงของบ้านเมืองไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ถ้าเจ้าใช้อำนาจควบคุมผู้คนให้ตกอยู่ในความหวาดกลัว” องค์ราชาตรัสสั่งสอน “เจ้าก็ควรจดจำคำพ่อไว้เตือนใจด้วยนะไซนา”

พระราชบุตรทั้งสองต่างขานเสียงตอบรับ แต่พระสุรเสียงของเจ้าชายพระองค์โตเบาค่อยอย่างสำนึกในความหุนหันที่ตนก่อ

เจ้าชายอัสศาเสด็จตามเปลขนย้ายของพระนมที่นายทหารสี่นายมาช่วยหามกลับไปส่งยังตำหนัก ทว่าเมื่อถึง ทรงพบว่ามีคณะเจ้าพนักงานเวทซึ่งร่วมขบวนไปตรวจสอบค่ายทหารมารอเฝ้าอยู่ก่อนหน้าแล้ว ราชนิกุลผู้เป็นเจ้าของตำหนักแจ้งเหล่าอาคันตุกะให้นั่งรอชั่วครู่หนึ่ง เพื่อไปจัดระเบียบเรื่องการดูแลพระนมให้เข้าที่เข้าทาง

ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในพระที่นั่งซาพาร์ดินหรือช่วงเวลาเสด็จกลับตำหนัก เจ้าชายอัสศาทรงรู้สึกว่าเรื่องราวคราวนี้แปลกพิกล

คาเมเรียเป็นข้าหลวงต่างถิ่นเพียงผู้เดียวในพระราชวังจริง ทว่ามันดูเหมาะเจาะเกินไปที่นางนึกต้องการออกจากวังไปอาคารที่ทำการสังกัดปราชญ์แพทยาในวันนี้ และบังเอิญโดนลักพาตัวก่อนถูกลากเข้าไปเป็นเหยื่อในการชุมนุม ให้โง่งมเพียงใดย่อมต้องเดาได้ว่าเรื่องนี้ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดี ไหนจะเรื่องยาพิษที่นางได้รับ

ถ้าให้คาดเดาว่าพระนมได้รับพิษเมื่อใดคงเป็นการยาก แต่ที่แน่ ๆ มีหนอนอยู่ในตำหนัก

และประการสุดท้ายคือเรื่องคำสาป

เจ้าชายอัสศาไม่ทรงทราบว่าเหตุการณ์เป็นเช่นไรในวันที่พระองค์มีพระประสูติกาล ทว่าคงเป็นวันที่ยากลำบากไม่น้อย ข้าหลวงหญิงผู้หนึ่งสิ้นชีพ ผู้ทำหน้าที่เป็นพระนมโดนตราเวทคำสาปไปจวบกระทั่งทารกน้อยเติบใหญ่

“เราไม่เห็นประโยชน์ในการปิดบังเลยสักนิด” เจ้าชายอัสศาทรงทรุดองค์ลงประทับข้างเตียงของนาง ทอดพระเนตรใบหน้าซีดเซียวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนขยับลุกขึ้นยืนใช้จิตสมาธิสร้างอาณาเขตมนตราครอบคลุมทั้งห้อง อักขระคำสั่งเปล่งแสงบ่งอำนาจเวททั้งบนพื้นและผนังไม่มีที่เว้นว่าง แค่ชั่วพริบตามันได้จางราวไม่เคยบังเกิด ประทับนิ่งอยู่ชั่วครู่จึงเรียกใช้มนตราอีกหน

เขตอานน

เวทคาถาระดับขั้นสูงกว่ามนตราน่านอานนโดยมีประสิทธิภาพลบผลสัมฤทธิ์อำนาจเขตแดนของพระราชวัง ทรงกำหนดสร้างพื้นที่ยกเว้นเฉพาะเขตตำหนักเท่านั้น และตามด้วยการใช้คาถาอีกบท

วินิจชั่วพริบตา

ทรงมองหาสิ่งของที่ทำให้ท่านนมเจ็บหนัก ครั้นพบเจอครานี้จึงใช้มนตราพิสัยบัดดลเคลื่อนที่ไปยังห้องนั้น กล่าวคาถาซ่อนสิ่งของที่ทรงพบ และกลับไปยังห้องของพระนมเช่นเดิม เมื่อคลายคาถาถึงเสด็จออกมาจากห้อง

ด้านหน้าประตูมีข้าหลวงหญิงสองคน คอยยืนรอรับคำสั่ง

“รบกวนเตรียมอาหารอ่อนไว้ให้นางด้วย แต่ยามนี้ปล่อยให้นางได้พักผ่อนอย่าให้ผู้ใดเข้าไปรบกวน”

รับทราบเพคะ

หลังนางทั้งสองรับคำ เจ้าชายอัสศาจึงเสด็จไปยังห้องรับรองซึ่งปล่อยให้อาคันตุกะนั่งรออยู่นานสองนาน

“ต้องขออภัย” ทรงกล่าวก่อนย่อองค์ลงบนพระเก้าอี้

“ไม่เป็นไรมิได้ขอรับกระหม่อม” จันแดนเอ่ยอย่างนอบน้อม จากนั้นถามถึงอาการของพระนมอีกสองสามคำจึงเกริ่นเข้าเรื่อง

“ดารากะแจ้งว่าคาถาที่ฝ่าพระบาทใช้น่าจะเป็นธาราจองจำของสกุลตันตริณ”

เจ้าชายอัสศาทรงเหลือบมองพระสหายสนิทซึ่งแสร้งเบือนหน้าหนีก่อนตอบว่าใช่

“เกล้ากระหม่อมให้คนไปตามเจ้าสกุลมา เขาแจ้งว่าอำนาจมนตราระดับที่ฝ่าพระบาทใช้จำต้องให้ผู้เป็นเจ้าของคลายคาถา ถ้าอย่างไร...”

“วันนี้เรายังไม่ว่าง” เจ้าชายอัสศารับสั่งแทรกไม่รอให้คู่สนทนาพูดจบ

กุณติจึงเอ่ย “ในกลุ่มชาวบ้านมีโจรลักพาตัวมิใช่หรือ แทนที่จะได้พาเจ้าพวกนั้นไปสอบสวนระบุโทษต้องรอให้ฝ่าพระบาทสะดวกกว่าจะได้ดำเนินการ ไม่คิดว่ามันช้าไปรึ”

“แล้วท่านคิดว่ามันยังอยู่ให้ท่านจับกุมตัวหรือไร” เจ้าชายอัสศาตรัสถาม

แน่นอนว่าพวกเขามีความคิดตรงกันว่าเจ้าผู้ร้ายคนนั้นอาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มชาวบ้านผู้โดนมนตราสะกดไว้แล้ว ในเมื่อมันใช้คาถาจากอำนาจธาตุพิเศษได้เหตุใดต้องรั้งรอให้เจ้าพนักงานเวทของหลวงมาจับตัว

“ถึงกระนั้นหากปล่อยทิ้งไว้เกล้ากระหม่อมกังวลว่าจะสร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวเมืองมากขึ้น” ดริศนาลองกล่าวเกลี้ยกล่อมดูบ้าง แต่คราวนี้เจ้าชายอัสศาทรงดื้อดึงกว่าที่เคย ไม่ว่าผู้มากวัยกว่าทั้งสามจะพูดคำใดกลับไม่ยอมอ่อนข้อให้

“เรื่องชาวบ้านพระบิดาอนุญาตแล้ว เช่นนั้นไว้ท่านนมของเราหายดีเมื่อใด เราจะไปคลายคาถาให้ แต่ถ้าพวกท่านเร่งรีบ เราเชื่อว่าในอารุดีเวียคงไม่สิ้นไร้นักเวทผู้เชี่ยวชาญ ต้องขออภัย เราขออนุญาตสนทนาด้วยเพียงเท่านี้” ทรงลุกขึ้นพร้อมผายพระหัตถ์ส่งแขก

“ฝ่าพระบาทคิดว่าอนาคตภายหน้าจะไม่พึ่งพาพวกเกล้ากระหม่อมอีกแล้วอย่างนั้นหรือ” กุณติพูด “ทรงพิจารณาให้ดี ที่พวกเกล้ากระหม่อมมาร้องขอมิใช่เพื่อชาวบ้านผู้ถูกผนึก แต่พวกเกล้ากระหม่อมกำลังประเมินว่าควรลงมือช่วยเหลือฝ่าพระบาทมากน้อยเพียงใดต่างหาก”

และประโยคดังกล่าวทำให้ผู้ฟังใคร่ครวญซ้ำอย่างที่ชายหนุ่มต้องการ

“ได้! แต่ท่านนมของเราต้องมีคนดูแล”

“ประเดี๋ยวข้าไปเฝ้าท่านนมให้เอง” ดารากะขันอาสาโดยไม่ต้องให้ผู้ใดเอ่ยสั่ง

ทว่าเมื่อเด็กหนุ่มสามัญชนถูกพาไปถึงห้องพักของคาเมเรีย เขากลับต้องเอ่ยถามอย่างแปลกใจ “ท่านนมยังหลับอยู่นี่”

“ใช่... เจ้าแค่นั่งดูอยู่เฉย ๆ ไม่ต้องทำสิ่งใด” เจ้าชายอัสศารับสั่งต่อเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย “ไว้เรากลับมาแล้วจะอธิบายให้เจ้าฟัง”

เจ้าชายอัสศาเสด็จออกไปที่ลานหน้าพระราชวังพร้อมหัวหน้าหน่วยของสองสังกัด ทรงใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจเดียว เพื่อคลายคาถาผนึก

ผู้ชุมนุมทั้งหมดถูกทหารล้อมจับทันที

ขณะเดียวกันกุณติได้ประกาศข้อกล่าวหา “พวกท่านซึ่งรวมตัวกันอยู่ในที่แห่งนี้มีความผิดฐานลักพาตัวข้าหลวงหญิงคาเมเรีย ซาร์เลน ทำร้ายนางให้ได้รับบาดเจ็บ วางยาพิษซึ่งอาจทำให้นางถึงแก่ชีวิต รวมทั้งสิ้นสามข้อหา”

ชาวบ้านหลายคนมีท่าทีมึนงงแปลกใจ บางคนร้องตะโกนโวยวายว่าตนไม่ได้ทำเช่นนั้น บ้างด่าทอว่าถูกใส่ร้าย โดนทหารและเจ้าพนักงานเวทใส่ความจงใจกลั่นแกล้ง กุณติจึงประกาศซ้ำว่าทุกคนมีสิทธิ์แก้ต่าง ทว่ายามนี้ต้องถูกกุมตัว เขาเร่งให้ทหารและเจ้าพนักงานเวทในสังกัดพาคนทั้งหมดไปคุมขัง ค้อมศีรษะคำนับเจ้าชายลำดับที่หนึ่งก่อนขอแยกตัวตามไป

จันแดนและดริศนาจึงค้อมศีรษะกล่าวลาเช่นกัน

อย่างไรก็ดีก่อนที่เจ้าชายอัสศาจะได้เสด็จกลับเข้าวัง พระองค์ถูกพระสหายอื่นอย่างดาลัน จิดิระ นิธาและเมดิราดักขวางทางไว้ ทุกคนต่างเป็นห่วงอาการของพระนมคาเมเรีย

“นางไม่เป็นไรแล้ว พักอีกสักหน่อยคงอาการดีขึ้น” ผู้ถูกถามแย้มพระโอษฐ์ขณะมีรับสั่งตอบ

“ให้เกล้ากระหม่อมช่วยใช้มนตราฟื้นฟูดีหรือไม่เพคะ ท่านนมจะได้แข็งแรงโดยเร็ว”

“ขอบใจเจ้ามากนิธา แต่ท่านปราชญ์แพทยาจะเข้ามาช่วยดูให้ช่วงสายัณห์ เราคงไม่รบกวนเจ้าดีกว่า”

เด็กสาวมีท่าทีผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด องค์ราชนิกุลจึงตรัสเสริมอีกเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ดูตัดรอนเธอจนเกินไปนัก “ไว้รอให้ท่านนมหายดีแล้ว เราจะขอเชิญเจ้าไปฉลองด้วยกัน พวกเจ้าด้วย” ถ้อยคำสุดท้ายเจ้าชายอัสศารับสั่งกับสหายอีกสามคนที่เหลือ จากนั้นจึงมีพระดำรัสขอกลับเข้าวัง

ฟากฝ่ายของดารากะยังทำหน้าที่อย่างแข็งขันกระทั่งสหายเชื้อพระวงศ์กลับมาถึง ทว่าเขาต้องโดนไล่ให้กลับบ้านไปก่อนโดยไม่รับคำชี้แจงอย่างที่อีกฝ่ายเคยบอกไว้

“เจ้าว่าจะเล่าให้ข้าฟัง” เด็กหนุ่มสามัญชนทวงถาม

“รออีกสักพักไม่ได้หรืออย่างไรเล่า”

“ไยต้องรอ” กระนั้นเมื่อได้เห็นสายพระเนตรดุเข้มของสหาย เขาจำต้องยอมล่าถอยโดยมีองค์ราชนิกุลไปส่งถึงหน้าตำหนัก กระนั้นก่อนเดินทางกลับยังกล่าวย้ำว่า “ข้าเป็นสหายที่ไม่มีอำนาจเงินทองแต่หากเจ้าต้องการความช่วยเหลือ สามารถบอกข้าได้ทุกเมื่อ”

พระราชโอรสในองค์ราชาทรงยกยิ้มตอบรับ จากนั้นทรงพระดำเนินกลับไปยังห้องพักของพระนม ครั้นผลักบานทวารเข้าไป ทรงเห็นหญิงสาวในห้องกำลังพยายามพยุงตัวลุกขึ้น จึงรีบถลาเข้าไปหา

“ท่านนม! ท่านอย่าเพิ่งลุกขึ้น พักผ่อนต่ออีกสักเล็กน้อยเถอะ” ทรงห้ามปรามพลางช่วยประคองนางไว้ เมื่อหญิงสาวพยายามฝืนลุกนั่งเสียให้ได้

สีหน้าของนางดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าเริ่มกลับมามีสีเลือดไม่ดูซีดเซียว

“เกล้ากระหม่อมรู้สึกว่านอนมานานแล้วเพคะ”

“ท่านยังใช้คำแทนตัวเช่นนั้นอีกหรือ” เจ้าชายอัสศาทรงท้วงติง

“ก็ฝ่าพระบาทเป็นถึงเจ้าชาย”

ผู้ฟังจึงก้มพระพักตร์อยู่ชั่วครู่ถึงมีพระดำรัส “ถึงอย่างไรท่านก็เป็นมารดาของเรา” น้ำพระเนตรคลอหน่วยยามเงยพระพักตร์ขึ้นมองใบหน้านางอีกหน เจ้าชายอัสศาทรงคุกพระชงฆ์กับพื้นขณะที่คาเมเรียนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง

หญิงสาวไม่ได้มีทีท่าตกใจราวกับล่วงรู้

“ถึงจะไม่ทรงทราบ แต่แค่เกล้ากระหม่อมได้เลี้ยงดูฝ่าพระบาท ทั้งทรงมอบความรักให้เกล้ากระหม่อม คำสรรพนามเรียกขานเหล่านั้นก็ไม่มีความจำเป็นหรอกเพคะ”

เจ้าชายอัสศาจึงทรงกอดรัดนางไว้ดั่งเช่นที่เคยทำเสมอเมื่อเยาว์วัย ทรงมีพระดำริว่า ต่อไปจักดูแลนางให้มากกว่านี้ จะใส่ใจและพูดคุยกับนางให้มากกว่านี้ จะไม่ปล่อยปละละเลยให้นางต้องเป็นอันตรายอีก

คาเมเรียถอดกำไลข้อมือประดับแก้วเวหนที่ใส่ติดกายมาตลอดออก

“เจ้าชายอัสศาเพคะ” หญิงสาวเอ่ยเรียก เมื่อเจ้าของพระนามเงยพระพักตร์จึงกล่าวต่อ “ยื่นพระกรมาสิเพคะ”

ผู้เยาว์วัยทำตามที่นางเอ่ยอย่างว่าง่าย คาเมเรียสวมกำไลข้อมือชิ้นนั้นให้พร้อมร่ายถ้อยคำส่งต่อผู้ครอบครอง

“ท่านนม! ไม่สิ... ท่านมารดา ไยต้องให้เครื่องประดับชิ้นนี้แก่เรา” ทรงร้องถามด้วยพระอาการตื่นตกใจหลังคาถาสิ้นสุด

“เพราะคิดว่ามันคงมีประโยชน์แก่ฝ่าพระบาท”

“แต่มันเป็นของท่าน”

“ของมารดาก็เหมือนของของบุตร เพราะฉะนั้นจงอย่าปฏิเสธ แม่ตั้งใจมอบให้เจ้า”

วินาทีนั้นผู้ดำรงพระยศเจ้าชายจึงกันแสงออกมา ไม่ใช่เพราะดีพระทัยที่ได้สิ่งของมีค่า แต่เพราะคำเรียกขานจากนาง

เมื่อยังเยาว์ชันษาทรงน้อยพระทัยและโศกเศร้าที่พระมารดาไม่โปรด ครั้นรู้ความจริงว่าองค์ราชินีไม่ใช่พระมารดาที่แท้จริงก็พอทำพระทัยได้ กระนั้นหลายครั้งหลายคราที่มีพระดำริว่า หากได้อยู่กับมารดาจะเป็นเช่นไร ถึงมีพระนมคอยเป็นห่วงดูแลอบรมบ่มนิสัย กระนั้นยังมีช่วงที่ทรงตะขิดตะขวงเพราะรับรู้เข้าพระทัยว่าพระนมไม่ใช่มารดาที่แท้จริง

“ร้องไห้เป็นเด็กเล็ก ๆ เชียวไม่กลัวโดนล้อแล้วหรือ” เสียงถามของนางยังนุ่มนวลอ่อนโยนดุจเดิม

ประโยคสัพยอกทำให้เจ้าชายอัสศาทรงพระสรวลทั้งน้ำพระอัสสุชล “ไม่มีผู้ใดเห็นนอกจากท่าน เราไม่กลัวหรอก”

คาเมเรียแย้มยิ้มยกมือเช็ดหยาดน้ำบนพระพักตร์ของผู้ดำรงตำแหน่งพระราชบุตร

“เดี๋ยวเราไปยกอาหารมาให้ท่านดีกว่า ทานอาหารและพักผ่อนต่ออีกสักเล็กน้อย ท่านจะได้แข็งแรงโดยไว” เจ้าชายอัสศารับสั่งและทรงลุกขึ้นยืนอย่างขมีขมัน

หญิงสาวพยักหน้ารับ ทอดสายตามองตามจนบุตรในอุทรก้าวพ้นประตูห้อง จึงปิดเปลือกตาลงคล้ายพักสายตา ทว่าครานี้กลับเป็นการหลับไปตลอดกาลของนาง

 

##### - ขอขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม - #####

ความหมายคำราชาศัพท์

พระอังคุฐ          =          นิ้วหัวแม่มือ

พระองคุลี          =          นิ้วมือ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #52 Reviewhomnoii (@Reviewhomnoii) (จากตอนที่ 86)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 / 12:19
    กำไลนั้นน่าจะเป็นของที่แม่อัศชาลงมนต์ไว้ให้แสดงเป็นชายต่อแน่ๆ
    #52
    1
    • #52-1 กริน วียาบูท์ (@KrinStoryteller) (จากตอนที่ 86)
      28 พฤศจิกายน 2561 / 18:21
      เอ่อ... ต้องบอกท่านว่า... ไม่ใช่
      มันเป็นของที่ราชาเคซินมอบให้คาเมเรีย ...เท่านั้นแหละ
      #52-1