ตำนานเมืองแห่งเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13,352 Views

  • 94 Comments

  • 235 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    217

    Overall
    13,352

ตอนที่ 81 : ตำนานที่ 81 เจ้าของดินแดน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 102
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    18 พ.ย. 61

ตำนานที่ 81 เจ้าของดินแดน

 

บุหลันเคลื่อนขึ้นสู่ท้องนภาแล้วแต่พระราชโอรสทั้งสองยังต้องมะรุมมะตุ้มอยู่กับสัตว์พิสดารมากอำนาจเวท

คู่ต่อสู้หนนี้คล้ายถอดแบบมาจากกระต่ายขาวทว่ารูปร่างเล็กบางอ้อนแอ้นอรชรไม่ต่างจากสตรี สวมเสื้อผ้ารุ่มร่ามกรุยกราย ทว่าพลังเวทมากกว่าเจ้าหน้าวานรและแข็งแกร่งกว่าอินทรีย์ร่างสิงห์

อสนีคะนอง

จบคำคาถาจากพระโอษฐ์ของเจ้าชายไซนา ประกายแสงโชติช่วงวาบจากฟากฟ้าพลันฟาดใส่ร่างปราณิน ด้วยฤทธามนตรา ร่างของมันจึงถูกห้อมล้อมด้วยความสว่างไสวซึ่งเปี่ยมด้วยพลังการทำลาย

เจ้าชายลำดับที่สองทรงจ้องมองอย่างคาดหวัง ในพระทัยก็นึกตำหนิค่อนขอดในความเปิ่นเขลาขององค์เอง แม้นจะเกียจคร้าน ทว่าพระองค์โดนเคี่ยวกรำให้ฝึกฝนมนตราเวทมาตั้งแต่เยาว์วัย มีคาถาหลายบทที่ทรงจดจำลำดับคาถาได้แม่น แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเลอะเลือนประการใด ก่อนหน้านี้ถึงได้ลืมไปสิ้น

กระนั้นก็ตาม เมื่อประสิทธิผลมนตราสิ้นสุดลง ปราณินเบื้องหน้ากลับไร้ร่องรอยอาการบาดเจ็บ ขณะที่พระราชโอรสในราชาปัจจุบันบอบช้ำเต็มที

มหิภาระ

พันธนะ

คาถาสองบทถูกเรียกใช้ต่อเนื่องก่อนผู้ใช้คาถาอย่างเจ้าชายอัสศาจะโจนพุ่งพลางเหวี่ยงพระแสงดาบสังหาร ทว่ากระต่ายสาวเพียงโบกมือ อำนาจเวทของอริกลับสลายไปสิ้น เมื่อเธอปัดมืออีกครั้ง พลังคมดาบซึ่งเคยพิฆาตทุกสิ่งพลันเบี่ยงไปอีกทาง

พระดำริของเจ้าชายอัสศาหมุนเร็วจี๋

ที่พลังมนตราไม่สร้างริ้วรอยบาดแผลหรือสลายหายไปง่ายดาย อาจเพราะพลังอำนาจของอีกฝ่ายเหนือกว่า หรือไม่เพราะความสามารถของมันคือสลายมนตรา

ในยามนั้นพระมัตถลุงค์ของพระองค์ตื้อล้าจนขบคิดสิ่งใดไม่ออก ตลอดระยะเวลาสามวันที่ผ่านไม่มีทิวาใดที่ทรงได้หยุดพักจริงจัง เนื่องจากเหล่าสัตว์พิสดารต่างดาหน้าถาโถมมุ่งหวังฉีกกระชากพระมังสาสรรพางค์กายอยู่ทุกเมื่อ ทุกหยาดพละกำลังถูกรีดเค้นเพื่อเอาชีวิตรอด

ถอย! เจ้าชายอัสศาทรงร้องตะโกนบอกพระอนุชา เมื่อเห็นบนใบหน้าของปราณินยกยิ้มน่าขนลุก มนตราก้าวเวหายังใช้การได้ดีแม้ทรงเหน็ดเหนื่อยร่อแร่

ทว่าพริบตาต่อมามันกลับปรากฏกายตรงหน้า เจ้าชายอัสศารีบยกดาบกันท่อนแขนเรียวบางข้างนั้น มันใช้เพียงฝ่ามือก็หยุดศัสตรามากฤทธิ์ได้แล้ว พานให้รู้สึกว่าพระแสงดาบสีนิลทื่อทู่ลงอย่างไม่น่าเป็นไปได้

“กัลดริกาต้องการพบท่าน”

เจ้าชายอัสศาชะงักไปเมื่อได้สดับถ้อยคำประโยคนั้น ทรงไม่ได้รับรู้จากโสตประสาทแต่มันเป็นเสียงที่ดังก้องในห้วงพระดำริ และเพราะอาการชะงักงันทำให้ผู้เป็นพระราชโอรสพระองค์โตถูกจับเหวี่ยงจนลอยเคว้ง รู้สึกองค์อีกทีเมื่อพระขนองกระแทกกับวัตถุแข็ง

ทรงรีบลุกขึ้นขยับจับพระแสงดาบมั่นอย่างระมัดระวังพลางกวาดพระเนตรสำรวจรอบพระวรกาย

“ต้องขออภัยที่ข้าใช้วิธีเชื้อเชิญท่านรุนแรงไปสักเล็กน้อย”

“ท่านกัลดริกา!” เจ้าชายอัสศาทรงร้องอุทานชื่อนาง

“ขอบพระคุณที่ท่านยังจดจำข้าได้”

เบื้องหน้านั้นคือหญิงสาวผู้มีเส้นผมและนัยน์ตาสีอ่อน ชุดกระโปรงสีเหลืองทำให้ผิวขาวจัดดูซีดเซียว เจ้าชายอัสศารู้สึกตระหนกเนื่องจากอาตมันแห่งบุหงาไพรฑูรย์มีรูปร่างไม่ต่างจากหญิงสาวผู้ซึ่งเจริญวัยเต็มที่ มิหนำซ้ำร่างกายยังไม่ต่างจากมนุษย์มีชีวิต

เจ้าชายอัสศาทอดพระเนตรสำรวจโดยรอบอีกหน

ที่แห่งนั้นมีการตกแต่งเหมือนบ้านหลังหนึ่ง มีโต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวางของหรือที่กลางโต๊ะยังมีแจกันดอกไม้ตั้งวางประดับ เมื่อสอดส่องสายพระนัยนาออกไปนอกหน้าต่าง เจ้าชายอัสศาทรงได้เห็นบุปผาอัญมณีเบ่งบานชูช่อ

“ท่านเหน็ดเหนื่อยมากแล้ว พักสักหน่อยดีหรือไม่” กัลดริกาพูดพลางผายมือเชิญเจ้าชายให้นั่งลง

ผู้เป็นแขกยอมทำตามจากนั้นทรงกล่าวถาม “อนุชาของเราเล่า เขาจะปลอดภัยหรือไม่”

“อ้อ... เขาจะปลอดภัย” นางตอบรับก่อนรินน้ำจากกาส่งให้ พร้อมเอ่ยชวนคุยถามสารทุกข์สุกดิบราวกับสหายที่ไม่ได้พบเจอมานาน

“เรามีเรื่องข้องใจต้องการถาม” เจ้าชายอัสศาเกริ่น “วันนั้นที่ท่านหายไปเพราะประสงค์กลับมายังดินแดนนี้หรือ” พระปุจฉาสื่อถึงเมื่อหลายปีก่อนที่ธำมรงค์ของนางหายไปหลังจากการลอบเข้ามาในเขตแดนเวทพิจัย

“ข้าโดนจับได้” นางตอบพร้อมเสียงกลั้วหัวเราะ “แต่ท่านไม่ต้องกังวล ถึงโดนจับได้ ข้าแค่กลับมาอยู่ในดินแดนของข้า”

“ท่านไม่ได้โดนลงโทษหรือโดนทำร้ายใช่หรือไม่”

“ไม่หรอก ตอนนี้ข้าเป็นเพียงอาตมัน ถ้าท่านลืม”

“ตอนนี้?

กัลดริกายกยิ้ม “รูปร่างของข้าเหมือนมนุษย์เพศหญิงใช่หรือไม่” ก่อนรูปลักษณ์ของนางจะเปลี่ยนไปเป็นบุรุษร่างสูงผิวสีเข้มทั้งสำเนียงคำพูดที่เปล่งออกมายังทุ้มเข้มห้าวหาญ

สีพระพักตร์ของเจ้าชายอัสศาแสดงออกถึงพระอาการตะลึงระคนกังขา

“ตัวข้าเป็นกลุ่มก้อนอำนาจเวท ดังนั้นความหมายของอาตมันที่ท่านทราบจึงอาจแตกต่างจากความหมายในความคิดของข้า”

“หมายถึง...” ทรงสับสนจนเรียบเรียงความคิดไม่ถูก จากนั้นจึงนึกย้อนกลับไปที่จุดตั้งต้น เจ้าชายอัสศาถามนางเกี่ยวกับวัฏธาตุทั้งห้าและคำตอบที่ได้รับตรงกับที่ทรงศึกษาเล่าเรียนมาตลอด จึงทรงถามถึงวิธีกำเนิดของนาง ขณะนั้นกัลดริกาได้คืนรูปลักษณ์ให้กลับเป็นหญิงสาวเช่นเดิมแล้ว

“การกำเนิดของข้าเป็นเช่นเดียวกับบุปผามายาแต่ก่อจากการควบรวมอำนาจที่เหนือกว่าเพราะถูกกำหนดให้เป็นผู้ครอบครองดินแดนแห่งนี้”

“ดินแดนแห่งนี้? ท่านหมายถึงเฉพาะเขตแดนเวทพิจัย?”

กัลดริกาสั่นศีรษะปฏิเสธ “ดินแดนในความครอบครองของข้ากว้างใหญ่กว่าอาณาจักรอารุดีเวีย” นางทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างราวกับกำลังระลึกความหลัง

อย่างไรก็ดีประโยคของนางทำให้เจ้าชายอัสศามีพระดำริเชื่อมโยงกับสิ่งที่พระบิดาเคยตรัสไว้

อารุดีเวียเป็นผู้เลือกราชาผู้ครองบัลลังก์

ก่อนฉุกพระทัยได้ว่านางถูกกักขังให้อยู่แต่ในเขตแดนเวทพิจัย

“มีกระไรหรือ” นางถาม ทำให้เจ้าชายอัสศาต้องดึงองค์เองออกมาจากภวังค์ความคิด ทรงสั่นพระพักตร์ก่อนกล่าวอีกว่า

“เรามีเรื่องสอบถามและขอความช่วยเหลือสักเล็กน้อยได้หรือไม่” ทรงวกกลับสู่สาเหตุที่ทำให้ต้องเร่งร้อนเข้ามาตามหานาง

“มีมนตราใดที่จักทำให้เรา... เป็นชายโดยแท้จริงได้หรือไม่”

กัลดริกาเลิกคิ้ว ทั้งแววตาและสีหน้าของนางบ่งบอกถึงความสงสัย

ในพระอุราของเจ้าชายมีแต่ความอึดอัด ทรงรู้สึกวุ่นวายในพระทัยกับปัญหาที่ไร้ทางออก ทอดพระเนตรท่าทางของนางซึ่งยังนั่งเงียบคล้ายรอฟังจึงมีรับสั่ง “แท้จริงแล้วเราเป็นหญิง”

ตลอดเวลานับแต่รู้ความจริง ทรงกังวลว่าความลับนี้จะถูกเปิดเผย ทรงรู้สึกว่าองค์เองเป็นตัวประหลาดที่ผิดแผกจากบุคคลทั่วไป นั่นยังไม่รวมถึงปัญหาซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคต พระองค์คงไม่อาจเข้าสมรสกับหญิงใดได้ หากขึ้นครองบัลลังก์ทั้งที่ผิดเพศ สักวันหนึ่งคงต้องโดนกดดันให้เข้าพิธีเสกสมรส เมื่อนั้นความลับคงถูกเปิดเผย

ทุกความรู้สึก ทุกสิ่งที่คิดพะวงหลุดระบายจากพระโอษฐ์ของเจ้าชายอัสศาอย่างง่ายดาย เพราะทรงกักเก็บความหวั่นกลัวไว้จนในพระทัยทุกข์ระทม

ปฏิกิริยาของกัลดริกาก็ไม่ต่างจากมนุษย์มีชีวิต นางเอื้อมมือกุมพระหัตถ์ของผู้ดำรงพระยศเจ้าชายไว้คล้ายต้องการปลุกปลอบให้เข้มแข็ง

“ท่านมีหนทางบ้างหรือไม่ท่านกัลดริกา”

“ข้าเสียใจด้วย”

คำตอบของนางทำให้ทรงถอนหายใจทว่าประโยคต่อมาที่นางกล่าวกลับจุดความหวังขึ้นทันใด

“ตอนนี้ข้าไม่มีพลังมากพอที่จะช่วยเหลือท่านได้” นางยกยิ้มเศร้า “ที่ข้าเหลือแต่อาตมันและต้องถูกขังอยู่ในดินแดนแห่งนี้เพราะ ธาตุกมลถูกขโมยไป ข้าจึงไม่มีฤทธาช่วยเหลือท่านได้” นางพูดอธิบาย

เจ้าชายอัสศาทรงแย้มยิ้มเมื่อได้ยินถ้อยคำ บังเกิดพระดำริว่าเรื่องราวแสนง่ายดาย กำลังจะออกพระโอษฐ์เสนอความช่วยเหลือทว่าก็มีความคิดผุดแทรกให้ยั้งพระทัย ทรงลังเลเพราะการเสนอความช่วยเหลือโดยขอสิ่งแลกเปลี่ยน มันสมควรเรียกว่าการช่วยเหลือหรือไร

“ถ้าท่านไม่รังเกียจ ลองทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนกับเราดีหรือไม่”

“อย่างไรรึ” หญิงสาวถามเพื่อขอความกระจ่าง

“เราจะติดตามหา ธาตุกมลมาคืนท่าน โดยข้อแลกเปลี่ยนคือ เราต้องการให้ท่านใช้มนตราเปลี่ยนร่างกายของเราให้เป็นบุรุษ ไม่ใช่เป็นเพียงมนตราเงามายาที่ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด”

“ได้!” กัลดริกายิ้มตอบรับรวดเร็วไม่ลังเล ใบหน้าของนางดูงดงามขึ้นอักโข แม้แต่เจ้าชายอัสศามีร่างกายเป็นหญิง ในพระทัยยังเต้นโลดกับความพิไลตรงหน้า

“ว่าแต่ธาตุกมลคือสิ่งใด มีลักษณะเช่นใด”

“มันคือผลึกซึ่งรวมไว้ด้วยอำนาจธาตุทั้งห้า”

เจ้าชายอัสศาขมวดพระขนง คำอธิบายดังกล่าวควรจะหมายถึงผลึกห้าธาตุไม่ใช่หรือ

“เหมือนธำมรงค์นี้หรือไม่” ทรงยื่นพระหัตถ์ซึ่งสวมใส่ศิลาห้าธาตุไปให้นางได้ยล

“รูปแบบลักษณะเช่นเดียวกัน แต่ธาตุกมลมีอำนาจกล้าแข็งกว่า”

อำนาจกล้าแข็งกว่าหรือ เจ้าชายอัสศาทรงทบทวนและชื่อศิลาเวทชิ้นหนึ่งได้ผุดวาบขึ้นมา หรือว่า...

“เราคิดว่ารู้จักศิลาชิ้นหนึ่ง มันน่าจะมีอำนาจคล้ายธาตุกมลของท่าน แต่คงต้องให้ท่านยืนยัน” แต่ถ้าศิลาศักดิ์สิทธิ์คือธาตุกมลจริงคงเป็นเรื่องใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ของอารุดีเวียผูกพันอยู่กับอานุภาวะของศิลา ถ้าส่งมันให้กับกัลดริกา อาณาจักรอารุดีเวียจะไม่ล่มสลายหรือ

“แต่ศิลานั้นมีความสำคัญต่ออาณาจักร” ทรงบอกแก่คู่สนทนา

“ท่านลืมแล้วหรือ... ข้าเป็นผู้ครอบครองดินแดนแห่งนี้และท่านคงไม่รู้ ก่อนที่ธาตุกมลจะถูกขโมยไป ผืนดินแถบนี้เคยอุดมสมบูรณ์มาก มองไปมีแต่ไพรพนาเขียวชอุ่ม ถ้าธาตุกมลได้กลับคืนสู่เจ้าของแม้แต่ทะเลทรายนอกภูผาหิน ข้าก็จะทำให้มันกลับมาเต็มไปด้วยแมกไม้อีกครั้ง”

คำกล่าวของนางทำให้เจ้าชายอัสศาเชื่ออย่างสุดพระหทัย ไร้ความกังขาคลางแคลงอย่างน่าประหลาด

“แต่ข้าคงไม่สามารถออกไปได้”

“แล้วหนทางแบบคราวก่อนใช้ไม่ได้รึ”

“ข้าย่อมต้องโดนจับได้” นางหลุบตาลงคล้ายครุ่นคิดก่อนหันมองสบพระเนตรพระราชโอรสพระองค์โต “มีอีกหนทาง แต่อาจสร้างความลำบากให้ท่าน”

“อย่างไร ขอให้ท่านช่วยอธิบาย”

กัลดริกามีท่าทางอึกอักลังเลกระนั้นกลับยอมเอ่ย “ให้ข้าตราเวทบนร่างกายของท่าน นั่นจะทำให้ฤทธาของข้าและร่างกายของท่านเชื่อมโยงกัน”

เจ้าชายอัสศานิ่งงัน ถ้าทำเช่นนั้นไม่ใช่ว่าพระองค์จะถูกควบคุมโดยนาง

“ข้าเข้าใจว่าวิธีการนี้อาจทำให้ท่านกังวล ขอให้ท่านนำศิลาที่ว่าเข้ามาในดินแดนด้วยวิธีเดียวกับครั้งก่อนก็พอ อ๊ะ!...” กัลดริกาส่งเสียงอุทานพลางทำท่าเหมือนนึกสิ่งใดได้

“มีกระไรหรือ”

“ถ้าศิลาชิ้นนั้นไม่ใช่ธาตุกมล เขาคงระแคะระคายว่าข้ากำลังตามหาและทวงของคืน”

“เขา?

“ใช่ ชายผู้ขโมยธาตุกมลไปจากข้า”

เจ้าชายอัสศากำลังประสงค์เอ่ยถามเรื่องราวที่มาที่ไป ทว่ากัลดริกาช่างรู้พระทัยบอกเล่าให้ทรงฟังโดยไม่จำเป็นต้องออกพระโอษฐ์

“เมื่อนานมาแล้วตั้งแต่ที่แผ่นดินแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยพงไพรไร้ผู้คน มีมนุษย์กลุ่มหนึ่งอพยพย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกราก” แค่นางเกริ่นต้นเรื่อง เจ้าชายอัสศาพลันนึกถึงประวัติศาสตร์การตั้งอาณาจักรขึ้นทันที

“แรกเริ่มนั้นเป็นเพียงหมู่บ้านขนาดเล็กไม่กี่สิบหลังคาเรือน ก่อนจะขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นเมืองขนาดย่อม ในกลุ่มมนุษย์เหล่านั้นมีคนผู้หนึ่งสัมผัสการดำรงอยู่ของข้าได้ เขาจึงบอกว่าจะกันดินแดนส่วนหนึ่งไม่ให้ผู้ใดเข้ามารุกรานรบกวนและขอให้ข้าช่วยปกป้องคุ้มครองพวกเขา สำหรับข้าเอง ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ที่เข้ามาอาศัยในดินแดนก็ไม่ต่าง ข้ามีหน้าที่เพียงดูแลแผ่นดินแห่งนี้ กระทั่งวันหนึ่ง มีเด็กชายตัวเล็ก ๆ ก้าวล่วงล้ำเข้ามา อาจเพราะข้าอยู่ตัวคนเดียวมาเนิ่นนานจึงนึกสนุก ปรากฏตัวให้เด็กคนนั้นเห็นและพวกเราก็ได้กลายเป็นเพื่อนกัน” กัลดริกายิ้มอย่างมีความสุข แต่เจ้าชายอัสศาทรงคาดเดาได้ทันที เด็กชายผู้นั้นเองคงเป็นต้นเหตุให้ธาตุกมลของนางถูกขโมย หรือไม่ก็เป็นเด็กชายผู้นั้นที่เป็นหัวขโมย!

 

##### - ขอขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม - #####

 

ความหมายคำราชาศัพท์

พระมัตถลุงค์     =          มันสมอง

พระอุรา             =          อก

พระหทัย            =          ใจ

คำศัพท์น่ารู้

อานุภาวะ มีความหมายว่า อำนาจ, ฤทธิ์เดช, ความยิ่งใหญ่

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #49 อัลโฟน (@mint_caoos) (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 / 20:28

    ในที่สุดก็ตามอ่านทันถึงตอนล่าสุด ฟฟฟฟ เจ้าชายจะร่างชายหรือร่างหญิง รีดเดอร์ก็เอาใจช่วยอยู่ดีค่ะ #โดนโบกข้อหานอกเรื่อง

    เรื่องคำราชาศัพท์นี่ รีดเดอร์ว่าแล้วแต่คนชอบจริงๆค่ะ แบบลางเนื้อชอบลางยา สำหรับเราชอบมาก ถ้าเรื่องเป็นแนวราชา /กษัตริย์ /เจ้าหญิงเจ้าชายแล้วใช้คำราชาศัพท์ จะรู้สึกอิน ( อย่างนิยายแปลเรื่องราชินีแห่งแอตโทเลีย เรื่องนั้นใช้คำราชาศัพท์ในการแปล อ่านแล้วชอบสำนวนแปลมากก รู้สึกว่าตัวละครที่เป็นราชาราชินีในเรื่องดูเท่ขึ้น 555+ทั้งๆที่เคยอ่านเวอร์ชั่นอังกฤษมาก่อนแล้ว แต่ก็ติดใจเวอร์ชันแปลไทยอยู่ดีค่ะ แต่เพื่อนของรีดเดอร์กลับไม่ชอบ บอกว่าอ่านแล้วมันขัดตา 555+ ) แต่เรื่องของไรท์เตอร์ สำหรับรีดเดอร์คนนี้คืออ่านได้เรื่อยๆเพลินๆ หลังๆมาเริ่มชวนให้ปวดตับ มีปมมีอะไรต่อมิอะไรลุ้นเรื่อยๆ แต่ตัวละครกับคำบรรยายบางจุดยังชวนให้งงๆ อยู่ ต้องอ่านซ้ำหลายรอบถึงได้รู้ว่าใครเป็นใคร กำลังทำอะไร + บางทีจำตัวละครไม่ค่อยได้ด้วย ก็เลยอาจจะมึนๆอ่านๆข้ามไปบ้าง แต่รวมๆแล้วชอบนะคะ จะคอยติดตามอ่านอยู่เรื่อยๆ :))

    ป.ล.ว่าแต่มีรูปตัวละครเเบบเต็มตัวไหมคะ อยากลองวาดแฟนอาร์ตเจ้าชายอัสศาจัง XD

    #49
    2
    • #49-1 อัลโฟน (@mint_caoos) (จากตอนที่ 81)
      19 พฤศจิกายน 2561 / 20:35
      ป.ล.พอดีไอดีปัจจุบัน Lepititprince เมื่อวานจู่ๆก็เข้าไม่ได้ชั่วคราว ( และไม่รู้ว่าจะเข้าได้ตอนไหน...) ก็เลยใช้
      ไอดีเก่ามากๆมาเม้นท์ค่ะ XD หวังว่าไรท์เตอร์จะจำได้
      #49-1
    • #49-2 กริน วียาบูท์ (@KrinStoryteller) (จากตอนที่ 81)
      19 พฤศจิกายน 2561 / 21:36
      โอ้! คิดถึง และขอบพระคุณมากสำหรับคำติชม ส่วนจุดที่งุนงงคงต้องขอให้ท่านช่วยเหลือแล้วล่ะ อย่างหลายฉากที่อ่านทวนแล้วผู้เขียนงงเอง จะมีการแก้ประโยคอยู่แล้ว อย่างดึงชื่อตัวละครกลับมาใช้ จะพยายามอธิบายคร่าว ๆ ว่าเขาเป็นใคร แต่อย่างว่า ตัวประกอบเยอะ ผู้เขียนก็พยายามวนดึงมาใช้เพราะไม่อยากคิดชื่อใหม่เหมือนกัน (หัวเราะ) ส่งเรื่องภาพ ขออนุญาตแปะเป็นลิงก์
      https://drive.google.com/open?id=1zkLHpi5kuuXdES06Jys3DmmY-XXROy0I
      #49-2