ตำนานเมืองแห่งเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13,408 Views

  • 95 Comments

  • 237 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    273

    Overall
    13,408

ตอนที่ 79 : ตำนานที่ 79 โรคระบาด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 107
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    14 พ.ย. 61

ตำนานที่ 79 โรคระบาด

 

อาจด้วยเหตุที่พวกมันมีลำตัวสีน้ำตาลแก่คล้ายเปลือกไม้ ซ้ำร้ายยังยึดเกาะลำต้นพฤกษาจนไม่มีว่างเว้น พระราชโอรสในราชาเคซินทั้งสองพระองค์จึงไม่ทันสังเกตว่าเบื้องหน้าคือถิ่นที่อาศัยของฝูงมด ครั้นกวาดพระเนตรมองรอบตัวกลับกลายเป็นว่า ทั้งสองพลั้งเผลอเข้ามาอยู่ในดงของพวกมันเสียอย่างนั้น ที่ยิ่งแย่คือเหมือนพวกมันจะรู้ตัวว่ามีผู้บุกรุก

เจ้าชายอัสศายกพระหัตถ์ส่งสัญญาณให้พระอนุชาขยับถอย เนื่องจากดำริว่าต่อให้พวกมันมีจำนวนเยอะและขนาดตัวใหญ่กว่าปกติ กระนั้นใช่ว่าพวกมันจะมีปีกพุ่งเข้ามาโจมตีพระอนุชาและพระองค์ได้

การก้าวพระบาทเคลื่อนถอยของเจ้าชายไซนาทำได้ไม่ลำบากด้วยทรงสามารถใช้งานอำนาจพิเศษ พื้นที่ว่างเปล่าจึงไม่ต่างจากพื้นราบแต่ยังทรงกระยึกกระยักลังเลเพราะเป็นห่วงพระเชษฐา เจ้าชายอัสศาเห็นเช่นนั้นจึงสร้างมนตรากระโจนย้ายไปยังพฤกษาอีกต้น เจ้าชายลำดับที่สองถึงยอมเคลื่อนถอยตามไป

อย่างไรก็ดี นอกจากมีตัวขนาดใหญ่แล้ว มดยักษ์ยังดุร้ายกว่าปกติ มันไม่ยอมปล่อยให้เหยื่อซึ่งหลงเข้ามาในเขตที่อยู่รอดออกไป เส้นทางที่พระราชโอรสทั้งสองพระองค์กำลังถอยหนีจึงมีมดนับร้อยต่อตัวกันคอยกั้นขวาง เสามดโอนเอนคล้ายจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่ทว่าพวกมันกลับดักหน้าได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ และมีอีกหลายตัวที่ไต่ขึ้นสูงก่อนทิ้งร่างลงมาราวกับห่าฝน

เจ้าชายอัสศาทรงชักพระแสงดาบ ตวัดสังหารพวกมันอย่างไม่รอช้า ครั้นมดเหล่านั้นขาดแล่งออกจากกัน กลับปรากฏหยาดน้ำกลิ่นเหม็นกระเซ็นใส่ เจ้าชายอัสศาเรียกมนตราป้องกันทันใด

โล่ชลัมพุ

ม่านปราการ

ฝ่ายผู้เป็นพระอนุชาก็ว่องไวไม่แพ้กัน

เมื่อของเหลวนั้นกระทบกับอำนาจมนตราถึงกับเกิดปฏิกิริยาส่งเสียงดังฉี่และควันขาว นั่นเท่ากับไม่ต้องคาดเดาเลย ถ้าโดนสรรพางค์เนื้อตัวจะเป็นเช่นใดเพียงแต่พวกมดมีมากมาย มันทิ้งตัวลงมาจากที่สูงกว่าไม่หยุดหย่อน ไม้ใหญ่ที่เจ้าชายอัสศาประทับอยู่ก็มีพวกมันไต่ปีนขึ้นมา

เตชพินาศ

เปลวเพลิงร้อนแรงด้วยอำนาจพลังธาตุสำแดงขึ้นเผาผลาญพวกมันกระนั้นกลับมีมดหลายตัวที่รอดพ้นอำนาจอัคคีคืบคลานไปตามเปลือกไม้อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“ขึ้นไปด้านบน” พระราชโอรสพระองค์โตตรัสสั่ง

ทว่าเจ้าชายไซนากลับใช้มนตราพิสัยบัดดลเคลื่อนย้ายมาปรากฏกายอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ของพระเชษฐา ทรงสอดพระกรรัดพระวรกายอีกฝ่ายแล้วเรียกมนตราอีกหน ครานี้การปรากฏองค์ของทั้งสองจึงอยู่เหนือยอดใบอ่อนไปอีก แต่ประสิทธิผลมนตราคาบเวหนครอบคลุมเฉพาะตัวผู้ใช้ เจ้าชายไซนาจึงต้องอุ้มพระเชษฐาไว้ด้วยท่าทางทุลักทุเล และพระบาททั้งสองข้างของเจ้าชายอัสศาสัมผัสได้แต่ความว่างเปล่า

“น้องทำเยี่ยงนี้มีแต่สร้างความลำบาก” ราชนิกุลองค์พี่รับสั่งคล้ายเหนื่อยหน่ายพระทัย “ปล่อยพี่ลงประเดี๋ยวนี้”

“แต่ว่า...”

“พี่ไม่เป็นกระไรหรอกน่า”

เจ้าชายไซนาจำต้องยอมคลายพระหัตถ์

เมื่อเจ้าชายอัสศาทรงเป็นอิสระ ระนาบมายาจึงถูกเรียกใช้ตามด้วยมนตราก้าวเวหา แต่เพราะประสิทธิผลของคาถาคงอยู่ได้เพียงชั่วอึดใจ เจ้าชายอัสศาจึงต้องเคลื่อนที่เข้าหาหมู่ไม้ ขยับหาที่ประทับแข็งแรงมั่นเหมาะ ตรัสดุเมื่อพระอนุชาติดตามเคลื่อนที่มาใกล้

“คราวหน้าน้องไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้อีก พี่สามารถเอาตัวรอดได้” ทรงฉุนเฉียวเพราะเจ้าชายไซนาทำราวกับพระองค์อ่อนแอไม่อาจปกป้องตนเอง นอกจากนั้นการกระทำดังกล่าวยังคล้ายดูถูกความรู้ความชำนาญในการเรียกใช้มนตราคาถา

“ข้าแค่ประสงค์ช่วยเหลือท่าน” เจ้าชายลำดับที่สองรับสั่งเสียงอ่อย

ผู้ฟังทรงพ่นลมหายใจเพื่อระบายความหงุดหงิด ทั้งไม่มีพระดำรัสปลุกปลอบขยายความ

เจ้าชายไซนาได้แต่ปิดพระโอษฐ์เงียบ ลอบมองพระพักตร์พระเชษฐา ทรงเห็นอีกฝ่ายขมวดพระขนงเพ่งมองไปด้านหลัง จึงเอี้ยวพระศอหันไปทอดพระเนตร ภาพที่ปรากฏคือเทียงผา แม้ระยะทางดูห่างไกลเกินกว่าที่ควรทว่านั่นคือศิขรินล้อมเมืองไม่ผิดแน่

“ท่านพี่” เจ้าชายไซนาส่งเสียงอย่างดีพระทัย

ขณะที่เจ้าชายอัสศาทรงกวาดพระเนตรสำรวจโดยรอบ พฤกษาที่พระองค์ประทับอาศัยไม่ได้สูงที่สุดในบริเวณนั้น วิสัยทัศน์บางจุดยังถูกบดบังด้วยยอดไม้

“น้องไซนา น้องลองขึ้นไปให้พ้นทิวไม้ ลองดูว่าเห็นศิขรินทางทักษิณหรือไม่”

พระราชโอรสองค์เล็กพยักพระพักตร์รับ เสด็จพระดำเนินบนอากาศอย่างคล้ายกำลังก้าวขึ้นบันได ไล่สายพระเนตรตามแนวสันภูผาซึ่งถูกบดบังด้วยเมฆหมอกตามระยะห่างที่เพิ่มขึ้น ก่อนกลับลงมาพร้อมทรงเอ่ยแจ้งสิ่งที่ได้ทอดพระเนตร

“เมื่อวานท่านพี่ไม่เห็นศิขรินหรือขอรับ”

“พี่ไม่เห็น” เจ้าชายอัสศาทรงนิ่งดำริทบทวน ทว่าจำต้องชะงักการไตร่ตรองไว้เพราะได้สดับเสียงขยับปีกแหวกอากาศ สิ่งที่ทรงเห็นทำให้พระองค์รีบคว้าพระกรของพระอนุชาและใช้คาถา

กำแพงดามระ

นั่นควรจะเรียกว่าพญาอินทรีเพราะตัวมันใหญ่ชนิดที่สามารถยกมนุษย์ให้ลอยจากพื้นได้อย่างสบาย กรงเล็บของมันไม่อาจผ่านมนตราป้องกันเข้ามาถึงตัว เจ้าชายอัสศาถึงได้มีโอกาสพิจารณารูปร่างของศัตรู

“มันเป็นสัตว์พิสดาร” ประโยคนั้นออกมาจากพระโอษฐ์ของเจ้าชายไซนา เนื่องเพราะอินทรีย์มีร่างและสองขาเหมือนสิงห์

กำแพงคาถาเริ่มแตกร้าว

เจ้าชายอัสศาทรงตวัดศัสตราหวังบั่นคอสัตว์ร้ายตรงหน้า มันใช้กรงเล็บแข็งแรงปัดคมดาบ แล้วกระพือปีกถอยห่าง พระองค์จึงวาดเหวี่ยงพระแสงดาบส่งอำนาจฤทธาตามไล่ล่ามันไป กระนั้นมันกลับหลบหลีกได้อย่างง่ายดาย

“ให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง” เจ้าชายไซนารับสั่ง ทรงกระโดดก้าวไปด้านหน้าโดยไม่รั้งรอให้พระเชษฐาทักท้วง พระแสงดาบอีกด้ามถูกเรียกออกมาจากวิหายสะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเจ้าชายลำดับที่สองจึงร่ายเวทเคลือบบนศัสตราอีกชั้น แม้อิทธิฤทธิ์จะไม่เทียบเท่าดาบสีนิล แต่วิธีดังกล่าวก็เป็นที่นิยมในหมู่นักเวทผู้ใช้อาวุธ

พระราชโอรสพระองค์เล็กใช้มนตราคาบเวหนผสานกับพิสัยบัดดลเคลื่อนที่ไปปรากฏพระวรกายในระยะหวังผลของอาวุธ ทว่าอินทรีย์ประหลาดก็หลบหลีกได้อย่างว่องไว เจ้าชายไซนาจึงเรียกใช้มนตราซ้ำพานให้การต่อสู้ระหว่างหนึ่งคนหนึ่งสัตว์คล้ายการละเล่นไล่จับ มนุษย์ผู้เข้าโรมรันจึงออกอาการหงุดหงิดยิ่งนัก ซ้ำร้ายฝั่งปราณินบินได้แทบไม่ได้ใช้อำนาจพลังเวทใด ใช้เพียงปีกและกรงเล็บเข้าโรมรันกับศัตรู เจ้าชายไซนาก็เหมือนจะสิ้นท่าไม่อาจต้อนสัตว์พิสดารให้จนมุมหรือแม้แต่สร้างบาดแผลยังเป็นไปได้ยาก

พันธนะ

วงเวทซึ่งหยุดการเคลื่อนไหวของปราณินทำให้เจ้าชายไซนาทรงหันมองผู้ร่ายคาถา มันรัดรึงปราณินให้อยู่กับที่และไม่อาจขยับตัว

“รีบจัดการ!” พระเชษฐาทรงร้องสำทับ

เพราะก้าวเวหาเป็นมนตราที่ก่อผลสัมฤทธิ์ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง เจ้าชายอัสศาจึงไม่อาจยืนนิ่งอยู่บนอากาศเช่นมนตราคาบเวหน รวมถึงประสิทธิผลคาถาล้วนมีขอบเขตการสำแดงฤทธิ์ตามอำนาจที่ผู้ใช้ถือครอง พระองค์จึงต้องพยายามเข้าใกล้อินทรีย์ร่างสิงห์

ทว่าจังหวะนั้น เจ้าชายไซนาเกิดเปลี่ยนพระทัย ทรงละพระแสงดาบหันมาใช้มนตราเวท ก่อลูกไฟจากอำนาจพลังให้สำแดงเหนือพระหัตถ์และขว้างไปที่ศัตรู

ศักดาบรรลัยจักร

เจ้าชายผู้ไร้เวททรงทราบทันทีว่าคาถาบทนี้ต่างจากมนตราทำลายที่พระองค์เคยใช้มานัก ทรงมองกลุ่มพลังที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้เป้าหมายขณะพยายามถอยห่าง อานุภาพของมันรุนแรงถึงขั้นอัดอากาศกระแทกเจ้าชายอัสศาให้กระเด็นออกไปอีก แต่เนื่องจากทรงลอยเคว้งอยู่เหนือแมกไม้จึงไม่ต้องหวั่นกลัวว่าจะไปปะทะเข้ากับวัตถุใดให้บาดเจ็บ ชั่วครู่หนึ่งจึงสร้างระนาบมนตราเพื่อหยุดการลอยไปตามแรง และปล่อยพระวรกายลงสู่ยอดพฤกษาหาที่มั่นเพื่อดูผลงานของพระอนุชา ทว่าบริเวณดังกล่าวกลับเต็มไปด้วยมดยักษ์ ดังนั้นแทนที่จะได้ทำดังประสงค์กลับต้องหันไปกำจัดตัวอันตรายที่รุกคืบเข้ามาเสียแทน

 

ระหว่างที่พระราชโอรสทั้งสองพระองค์ในราชาองค์ปัจจุบันกำลังต้องเผชิญกับภยันตรายในดินแดนสัมฤทธิ์ พระสหายที่เคยร่วมกลุ่มเข้าทดสอบในเขตแดนเวทพิจัยอย่างมูชา อัลซาดี และเนวิระกำลังถูกส่งตัวไปยังหมู่บ้านหนึ่งทางทิศตะวันออกซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไม่ไกล ที่เดินทางไปพร้อมกันเป็นกลุ่มทหารใหม่ซึ่งยังอยู่ในช่วงฝึกระเบียบของกองทัพ

เมื่อไปถึงพวกเขาทั้งสามได้พบว่าหมู่บ้านแห่งนั้นถูกล้อมรั้วกั้นเขตไม่ให้ผู้ใดผ่านเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาต กลุ่มทหารซึ่งถูกส่งมาให้ทำภารกิจต่างต้องเข้าไปในอาคารหลังหนึ่งเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า พวกเขาต้องสวมชุดขาว สวมถุงมือและผ้าปิดปากปิดจมูกก่อนถูกเรียกรวมแถว และได้รับคำอธิบายเกี่ยวกับหน้าที่คือการดูแลชาวบ้านที่ป่วยไข้ จากโรคระบาด

มูชารู้สึกได้ว่าทุกคนตระหนกตื่นกลัวกับคำดังกล่าวแต่เพราะยังอยู่ในแถวซึ่งต้องทำตามระเบียบจึงไม่มีใครกล้าส่งเสียงหรือเอ่ยถาม

หัวหน้ากองอธิบายเรื่องการปฏิบัติตัว ข้อควรระวังอีกเล็กน้อยก่อนอนุญาตให้พวกเขายกมือถาม และมีคนยกมือขึ้นทันทีเช่นกัน

“พวกเราจะไม่ติดโรคไปด้วยหรือขอรับ” คำถามถูกกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ไม่ดังเท่าเสียงตะโกนแต่ฟังชัด ส่วนผู้ตอบคำถามเป็นหญิงสาวซึ่งสวมชุดรัดกุมสีขาวไม่ต่างจากพวกเขา

“ถ้าปฏิบัติตามที่แจ้งเตือนไว้รับรองว่าจะไม่ติดโรคใด ๆ แต่ถ้ามีอาการอ่อนเพลีย มีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดท้องหรืออาการผิดปกติใด ให้รีบแจ้ง ที่หมู่บ้านมีเจ้าพนักงานเวทในสังกัดปราชญ์แพทยาประจำอยู่ตลอดเวลา ขอให้ทุกท่านไม่ต้องเป็นกังวล”

จากนั้นพวกเขาก็ถูกแบ่งกลุ่มกระจายไปแต่ละพื้นที่ที่รับผิดชอบ จวบกระทั่งหมดวันเหล่าทหารชุดใหม่ซึ่งเพิ่งถูกส่งมาประจำยังพื้นที่โรคระบาดจึงได้พักผ่อน

“เจ้าทั้งสองเป็นอย่างไรบ้าง” มูชารีบเข้าไปหาสหายสูงวัยที่ตนสนิทสนม เนื่องจากการแบ่งกลุ่มย่อยทำให้มูชาต้องไปอยู่ในส่วนของการเตรียมยาและสมุนไพร ฝ่ายเนวิระและอัลซาดีได้ติดตามเจ้าพนักงานเวทในสังกัดปราชญ์แพทยาเข้าไปดูแลคนป่วยในโรงเรือนที่เพิ่งปลูกแยกไว้ต่างหาก

ในยามนั้นพวกเขาจึงอยู่ในชุดเสื้อแขนสั้นและกางเกงผ้าขายาวเช่นปกติ เพราะมีกฎกำหนดให้ก่อนเข้าอาคารโรงนอนทุกคนต้องอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย

“พวกข้ายังปกติดี” เนวิระแกล้งเฉไฉ

“โธ่! ข้าหมายความอย่างนั้นเมื่อใดกัน ข้าหมายถึงชาวบ้านที่ติดโรคระบาด”

เพราะอารุดีเวียไม่เคยต้องประสบเหตุการณ์ผู้คนต้องป่วยไข้ล้มตายเป็นเบือด้วยโรคภัย คำว่า โรคระบาด จึงเป็นคำจำกัดความของโรคร้ายที่ไกลตัว แต่พวกเขาต่างเคยได้ยินถึงความโหดร้ายรุนแรงของภัยนี้ ทั้งจากนิทานและเรื่องเล่าของนักเดินทางต่างถิ่น

“ก็เจ็บป่วยนอนซม” อัลซาดีตอบ “ไว้วันพรุ่งเจ้าย่อมได้เห็น จะรีบร้อนไปไย”

“ข้าถาม เผื่อมีสิ่งใดที่ต้องระมัดระวัง”

“วันแรกพวกสังกัดแพทยายังไม่ให้เจ้าทำสิ่งใดหรอกนอกจากตามไปช่วยถือของ”

เนวิระจึงเอ่ยขึ้นมาว่า “เจ้าคงเห็นแล้วกระมังว่ามีทหารกองอื่นถูกส่งมาประจำก่อนหน้าพวกเรา ไหนยังมีเจ้าพนักงานเวทในสังกัดอื่นอีก”

“อืม... มีทั้งสังกัดปราชญ์มนตราและปราชญ์ตุลาการ”

สำหรับสังกัดปราชญ์มนตราคงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะเป็นสังกัดที่ไม่ต่างจากตัวแทนขององค์ราชา แต่การที่คนของสังกัดปราชญ์ตุลาการเข้ามามีส่วนร่วมด้วยนี่สิ มันเป็นเรื่องน่ากังขา เกิดโรคภัยไข้เจ็บจะเกี่ยวข้องกับสังกัดปราชญ์ตุลาการได้อย่างไร มูชาคิดอย่างสงสัย

“เจ้าว่าไม่น่าแปลกหรือ”

“ข้าว่ามันแปลกตั้งแต่ไม่ใช้เวทรักษาแล้วล่ะ” มูชาพูด

“คงเพราะมีคนป่วยเยอะเกินไป” อัลซาดีบอกในเชิงคาดเดา

สหายผู้มีอายุน้อยกว่าจึงถามต่อ “เยอะเท่าใด”

“อาจจะมีเพียงหนึ่งในสิบที่ไม่ติดโรค” เนวิระตอบ

จำนวนที่ได้ยินทำให้มูชาเบิกตาโตด้วยความตกใจ

 

##### - ขอขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม - #####

 

คำศัพท์น่ารู้

เทียง มีความหมายว่า กำแพง

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

0 ความคิดเห็น