ตำนานเมืองแห่งเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13,398 Views

  • 94 Comments

  • 237 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    263

    Overall
    13,398

ตอนที่ 77 : ตำนานที่ 77 เผาผลาญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 97
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    10 พ.ย. 61

ตำนานที่ 77 เผาผลาญ

 

“พวกมันไม่เป็นกระไรเลย!” เจ้าชายไซนาร้องอย่างตื่นตระหนกก่อนหันมองพระเชษฐาเมื่อได้สดับคำรับสั่ง ทว่าอีกฝ่ายกลับพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะตรัสทัดทาน

“ฝากระวังหลังด้วย”

“ท่านพี่!” พระราชโอรสพระองค์เล็กในราชาเคซินได้แต่ส่งเสียงเรียกตามไป ทอดพระเนตรพระเชษฐาฝ่าบุกเข้าไปกลางฝูงเดรัจฉานอย่างไร้ความกลัวเกรง ทรงกวัดแกว่งดาบรวดเร็วชนิดที่ไม่ว่าเงาดาบพาดผ่านไปทางใด เจ้าสัตว์พิสดารน้อยใหญ่ซึ่งขวางอยู่ในทิศทางนั้นต้องขาดเป็นสองท่อน กระนั้นด้วยอำนาจเวทแปลกประหลาดพวกมันกลับฟื้นคืนดุจเดิมทุกครั้ง เจ้าชายไซนาทรงรู้สึกสำนึกเสียพระทัยที่เอาแต่เกียจคร้านในการร่ำเรียนมนตราขึ้นมาในนาทีนั้น หากทรงจดจำใช้งานมนตราได้เพิ่มเติมอีกเพียงเล็กน้อย พระองค์คงไม่เป็นตัวถ่วงพระเชษฐาเช่นนี้

ฟากฝ่ายเจ้าชายอัสศาเมื่อได้ใช้งานพระแสงดาบในพระหัตถ์ ยิ่งรู้สึกว่าศัสตรายิ่งเข้าทางทั้งน้ำหนักและอำนาจการทำลาย มิหนำซ้ำความคุ้นชินซึ่งเคยบังเกิดยามเห็นครั้งแรกได้ผุดแทรกขึ้นให้ทรงรู้สึกแน่ชัด นอกจากนั้นการรับมือเดรัจฉานปราศจากสมองดีแต่มุ่งเข้ากัดขย้ำด้วยฟัน เขี้ยวหรือใช้เขาทึ้งกระชากศัตรูจึงเป็นเรื่องง่าย จะมีสิ่งที่ทรงรู้สึกหนักพระทัยคือ พวกมันล้วนคืนสภาพได้ ถ้ายังคงเป็นอย่างนี้ต่อไปคงเป็นองค์เองที่หมดเรี่ยวแรงเสียก่อน

อย่างไรก็ดีชั่วจังหวะหนึ่ง พระดำริบางอย่างได้สำแดงวาบ

ขณะที่เหวี่ยงพระแสงดาบฟาดฟันเจ้าหมีร่างใหญ่ซึ่งถลาเข้ามาใกล้ ทรงสร้างวงเวทเรียกใช้มนตราธาราจองจำอันเป็นคาถาทำลายประจำตัวอพัตรา ตามด้วยอสิธาราที่ทำให้เสือเหลืองคาดดำร่างยักษ์สลายกลายเป็นละอองแสงในพริบตา จากนั้นทรงหันไปตวัดคมอาวุธใส่กุญชรสีทะมึนซึ่งชูงวงสูงข่มขู่ เหลือบพระเนตรกลับไปมองยังทิศทางเดิมปรากฏว่าละอองเรณุธาตุกลับรวมตัวกันคืนชีพเป็นเสือโคร่งตัวเขื่องอีกหน

วจีซ่อนเร้น

เจ้าชายอัสศาทรงส่งถ้อยคำให้พระอนุชาใช้มนตราพิสัยบัดดลพาพระองค์ออกจากจุดนั้น อึดใจต่อมาจึงทรงย้ายไปอยู่รอบนอกฝูงเดรัจฉาน

“ไปอีก” ทรงออกคำสั่งแก่พระอนุชา

เจ้าชายไซนาใช้มนตราอีกหน ครานี้ทั้งสองพระองค์จึงปรากฏตัวห่างออกไปราวสี่ถึงห้าเส้นจากตำแหน่งเดิม รอบด้านยังเป็นดงพฤกษาใบหนา นภาและบุหลันสีโลหิตทำให้บรรยากาศน่ากลัวเพิ่มขึ้นอีกอักโข

“ท่านพี่ทราบหนทางกำจัดพวกมันแล้วหรือขอรับ” เจ้าชายไซนาตรัสถาม

“จะว่ารู้ก็ตอบไม่ได้เต็มปากนัก” รับสั่งตอบ “ที่ทราบแน่คือการที่พวกมันคืนสภาพได้ดังเดิมทุกคราวเพราะพวกมันเป็นเพียงร่างมนตราไม่มีแก่น”

“ท่านพี่หมายถึงมีผู้ร่ายคาถาควบคุมพวกมันอยู่ แต่น่าแปลก...” เจ้าชายไซนาทรงกล่าวประโยคสุดท้ายอย่างข้องพระทัย “ผู้ใดจะมีอำนาจมากถึงเพียงนั้น เดรัจฉานที่มุ่งทำร้ายพวกเรามิใช่แค่ตัวสองตัว”

“ถ้าคิดในแง่ว่าอาณาเขตแห่งนี้เป็นสถานที่ทดสอบย่อมไม่น่าแปลกใจสักเท่าใด แต่เท่าที่พี่จดจำได้ พระบิดาเคยกล่าวไว้ กว่าเขตแดนเวทพิจัยจะเปิดให้ผู้เล่าเรียนมนตราเข้าทดสอบได้ ต้องใช้เวลาสำรวจอยู่หลายสิบปี และที่เจาะจงต้องให้เข้าทดสอบในช่วงสัปดาห์จันทร์เพ็ญเพราะหมอกมนตราและไอเวทเจือจางกว่าช่วงอื่น”

เมื่อทรงมองสบพระนัยนากับพระอนุชา อีกฝ่ายกลับสั่นพระพักตร์ “ไม่เคยมีผู้ใดเล่าเรื่องอาณาเขตเวทพิจัยให้ข้าฟังเลยขอรับ”

“แม้แต่องค์ราชินีนะหรือ”

“ขอรับ พระมารดาไม่เคยกล่าวสิ่งใด”

เจ้าชายอัสศาทรงนิ่งคิดอีกครู่ก่อนมีพระดำรัส “เรื่องนั้นช่างเถอะ ตอนนี้พวกเราตามหาผู้ร่ายเวทก่อนดีกว่า”

“ขอรับ”

“มนตราสรรพพิถีสามารถตามหาได้ทุกสิ่ง ทว่ามันต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก ระหว่างนั้นพี่คงต้องขอพึ่งน้อง”

“ท่านพี่หมายความว่า...” เจ้าชายไซนาไม่กล้ารับสั่งต่อเพราะกลัวว่าความคิดของพระเชษฐาจะบ้าดีเดือดอย่างพากันไปอยู่ท่ามกลางฝูงเดรัจฉานดุร้าย กระนั้นพระดำริที่ทรงหวั่นเกรงกลับตรงกับความประสงค์ของเจ้าชายอัสศา

ผู้มีพระชันษามากกว่าทรงกล่าวปลอบ “พวกมันน่ากลัวเพราะมีจำนวนมากเท่านั้น พี่จะแนะมนตราให้น้องสักบท” จากนั้นจึงเรียกใช้มนตราสร้างแสงสว่างที่พระหัตถ์ซ้าย ส่วนพระหัตถ์ขวาหักกิ่งไม้ท่อนเล็กแถวนั้น ย่อองค์ลงนั่ง เกลี่ยปัดพื้นให้เรียบใช้แทนกระดานเขียน ทรงเขียนลำดับมนตราให้พระอนุชาได้ทอดพระเนตร

“ส่วนดาบพี่คงต้องขอยืมไว้ก่อน น้องมีศัสตราอื่นอีกหรือไม่” เจ้าชายอัสศาทรงถาม

เจ้าชายไซนามีอาวุธมากมายเก็บไว้ในวิหายสะเนื่องจากได้รับพระราชทานมาจากองค์ราชินี ถึงกระนั้นพระองค์กลับไม่เชี่ยวชาญศัสตราใดสักชิ้น เมื่อทูลแก่พระเชษฐาจึงได้รับถ้อยคำตอบกลับว่า

“พี่ถามเผื่อในกรณีที่ต้องป้องกันตัวยามฉุกเฉิน ถ้าน้องถนัดใช้เวทจงใช้เวท อย่างน้อยจงป้องกันตนเองให้ได้ ไม่ต้องห่วงพี่”

เจ้าชายไซนาทรงนึกสะท้อนในพระอุระ ทรงมีพระดำริว่าสมควรเป็นเช่นนั้นหรือ ข้อความประโยคดังกล่าวสมควรเป็นพระองค์ที่ต้องตรัสออกไป พระเชษฐาเป็นผู้ใช้เวทจากศิลา ขณะพระองค์ถือกำเนิดพร้อมอำนาจธาตุทั้งห้า ทรงสมเพชในความเลินเล่อเอาแต่เล่นของตนเสียเหลือเกิน แม้แต่การเข้ามาทดสอบในดินแดนสัมฤทธิ์คราวนี้ ถ้าไม่เพราะทรงคิดชั่วแล่นว่าดินแดนระดับสูงน่าจะเหมือนอาณาเขตอื่น คงไม่ทำให้พระเชษฐาต้องพะว้าพะวังคอยเป็นห่วง

“อย่าทำหน้าเยี่ยงนั้น” เจ้าชายอัสศารับสั่งปลอบอีกหนพลางยกพระหัตถ์ขึ้นแนบพระปรางของพระอนุชา “เราสองคนเป็นพี่น้อง เกิดเหตุใดสมควรช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน”

“ข้าคงทำให้ท่านพี่ลำบาก” พระสุรเสียงของเจ้าชายไซนาสั่นเครือ

“มิใช่อย่างที่เจ้าพูด ถ้าเจ้าไม่ได้มาด้วย อย่างพี่หรือจะได้มีโอกาสใช้ดาบดีที่ดารากะชมนักชมหนา ไหนจะหลบหนีจากเหล่าเดรัจฉานได้ง่ายดาย” ผู้พูดแย้มพระโอษฐ์ ทรงผินพระพักตร์สดับฟังเสียงอู้คล้ายป่าแตกซึ่งดังใกล้เข้ามา

“เตรียมตัวเถอะ” เจ้าชายอัสศาตรัสเตือนพร้อมกล่าวย้ำเรื่องเวทคาถา “จดจำมนตราที่พี่บอกเมื่อสักครู่ได้หรือไม่ ให้น้องลองใช้ดู”

เมื่อพระเชษฐาพยักพระพักตร์ส่งสัญญาณ เจ้าชายไซนาจึงคว้าจับพระอังสาของอีกฝ่าย

พิสัยบัดดล

ทั้งสองพระองค์ปรากฏกายอีกครั้งเหนือฝูงสัตว์นับพันเบื้องล่าง เจ้าชายอัสศาทรงคอยท่าอยู่แล้วจึงฟาดพระแสงดาบกระทบพสุธา ก่อเป็นวงคลื่นพลังพิฆาตรุนแรง สามารถแม้แต่ถอนรากถอนโคนไม้ใหญ่ให้เอนล้ม มวลอากาศโบกสะบัดโหมกระหน่ำ เดรัจฉานต่างปลิวกระเด็นล้มตายไม่ต่างจากใบไม้ร่วง พนาหนาทึบบดบังแสงจันทร์สว่างกลับล้มราบแปรเปลี่ยนเหลือเพียงเนื้อที่รกเรื้อไร้ไพรระหง

พระราชโอรสในราชาเคซินทรงยืนอยู่ท่ามกลางท่อนไม้ใหญ่ล้มขวางสะเปะสะปะ

เจ้าชายอัสศาทรงปักพระแสงดาบลงกับพื้นก่อนใช้คาถา

สรรพพิถี

ละอองแสงเรณุธาตุมากมายจึงสำแดงชัดให้ทอดพระเนตร ธาตุทั้งห้าก่อรวมตัวเป็นเดรัจฉานรอบพระวรกายทว่าเหนืออื่นใดต้องมีอำนาจเวทที่เชื่อมโยงคอยควบคุมพวกมันอยู่ เจ้าชายกำลังมองหาพลังที่ว่านั่นเพียงแต่ในดินแดนนี้คือแหล่งรวมเรณุธาตุ มันจึงคล้ายการมองหาเข็มในอรรณพ

ขณะเดียวกันสัตวชาติที่เคยถูกผลาญล้างก็ค่อย ๆ ฟื้นฟูคืนสภาพกลับมา เมื่อร่างกายครบส่วนสามารถเคลื่อนไหวได้ พวกมันจึงพุ่งหาราชนิกุลทั้งสองด้วยความเกรี้ยวกราดโหดร้ายดุจเดิม สรรพสำเนียงคำรามลั่นจนปฐพีสะเทือน

เจ้าชายไซนาทดลองใช้มนตราเวทตามที่พระเชษฐาแนะนำ ทรงกล่าวคาถาไล่ตามลำดับ ประสมอำนาจตามขั้นตอน จบถ้อยอักขระสุดท้ายจึงปรากฏเป็นวงเวทเว้นตำแหน่งที่ประทับ

เตชพินาศ

เปลวอัคคีสีส้มแดงประกายน้ำเงินพลันบังเกิด เผาผลาญเดรัจฉานอริที่อยู่ในเขตผลสัมฤทธิ์ เพลิงลุกไหม้ร่างของพวกมัน ด้วยเวลาเพียงเสี้ยวอึดใจศัตรูก็มลายไปสิ้นโดยพวกมันไม่มีสิทธิ์ดิ้นรนวิ่งหนีและไม่ทันได้ส่งเสียงกรีดร้องเจ็บปวด มิหนำซ้ำเมื่อถูกเผาไปแล้วกลับไม่อาจฟื้นคืนได้อีก พวกที่เหลือรอดจากประสิทธิผลของเวทคาถาคงรับรู้ได้เช่นกัน มันจึงรี ๆ รอ ๆ ดูท่าทีทั้งที่ก่อนหน้าไม่เคยกระทำ

“พบแล้ว” เจ้าชายอัสศาคลายคาถาพร้อมรับสั่งกับพระอนุชา “มันอยู่ทางหรดีห่างออกไปราวยี่สิบเส้น”

“ไม่ต้องไปตามหาผู้ใช้คาถาแล้วก็ได้กระมังขอรับ ข้าจักใช้มนตราเตชพินาศสังหารพวกมันให้สิ้น”

“น้องไซนาประมาทไปแล้ว น้องรู้มิใช่หรือ มนตรามีประโยชน์มากมายแต่คาถาทุกบทล้วนมีข้อจำกัด”

“แต่ข้ายังไม่ทันรู้สึกเหน็ดเหนื่อย” เจ้าชายไซนาทรงตอบเนื่องจากทรงนึกว่าพระเชษฐาจะห่วงเรื่องพละกำลังร่างกายในการใช้คาถา

“มนตราที่พี่แนะนำให้ ใช้สำหรับลิดรอนพลังเวทของปรปักษ์ พลังนั้นจะถูกชักนำกลับมายังผู้ใช้คาถา ส่วนมนุษย์เราเป็นเพียงภาชนะหนึ่ง ถ้าพลังเวทที่ได้รับมาล้นกระจายออกไปแต่โดยดีก็นับว่าโชคดีไป แต่ถ้าไม่ใช่เล่า?” เจ้าชายอัสศาทรงอธิบาย

ถึงแม้ปราชญ์และนักเวทจะมีการศึกษาศาสตร์มนตรามาต่อเนื่องยาวนานเป็นพันปี ทว่าอำนาจมนตราเวทคาถายังมีรายละเอียดข้อมูลเร้นลับที่พวกเขาไม่อาจไขปริศนาหาความกระจ่างได้ทั้งหมด

เจ้าชายลำดับที่สองจึงยอมเรียกใช้มนตราพิสัยบัดดลเคลื่อนย้ายเปลี่ยนสถานที่ไปยังทิศทางที่พระเชษฐาทรงแจ้งไว้แต่โดยดี

ถึงกระนั้นหนทางเบื้องหน้าหาใช่พ้นผ่านสะดวกสบาย ยามที่ทั้งสองพระองค์ปรากฏกายหลังผลสัมฤทธิ์มนตราพิสัยบัดดลสิ้นสุด กลับต้องเผชิญหน้าคู่ต่อสู้ตัวโตซึ่งหวดอาวุธเข้าใส่อย่างไม่คิดบอกกล่าว

พิสัยบัดดล

ทั้งสองพระองค์ทรงรอดมาได้ด้วยความว่องไวของเจ้าชายไซนาที่ใช้เวทคาถาซ้ำอย่างทันท่วงที ขณะเดียวกันเจ้าชายอัสศาทรงตวัดพระแสงดาบบั่นร่างของมันจนกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย โดยไม่รั้งรอพิจารณารูปลักษณ์ความสามารถของศัตรูด้วยซ้ำ

“รีบไป” ผู้เป็นพระเชษฐาร้องสั่ง

ทว่ากลับไม่อาจหนีพ้นและราวกับว่ามนตราพิสัยบัดดลจะไร้ผล เพราะเมื่อหลังจากอำนาจของคาถาสิ้นสุด ทั้งสองพระองค์กลับเคลื่อนย้ายจากจุดเดิมไปเพียงไม่ไกล

“ผลสัมฤทธิ์ของมนตราผิดเพี้ยนไป” เจ้าชายไซนารับสั่ง คราแรกทรงเอะพระทัยกับความผิดแปลกนี้เช่นกัน แต่เพราะเป็นช่วงฉุกละหุก จึงมิใคร่พิเคราะห์สังเกต ก่อนทั้งคู่จำต้องกระโดดหนีขวานเล่มโตซึ่งเหวี่ยงฟาดลงมาทั้งที่เจ้าสัตว์พิสดารตนนั้นยังไม่สามารถคืนสภาพได้สมบูรณ์ด้วยซ้ำ

เตชพินาศ

เจ้าชายไซนาเรียกใช้คาถา

เปลวเพลิงลุกพรึบขึ้นทันใด ทว่าพริบตาต่อมามันกลับดับสนิทลงทันควันเช่นกัน เจ้าชายไซนาทอดพระเนตรอย่างตกตะลึง จังหวะเดียวกัน ท่อนแขนซึ่งถูกแยกส่วนออกจากร่างกายของฝั่งอริ ได้จามขวานลงมาหวังสังหารเจ้าชายลำดับที่สองให้สิ้น

เจ้าชายอัสศารีบพุ่งพระวรกายออกไป ทรงยกพระแสงดาบสีนิลขึ้นรับคมขวานได้ทันท่วงที เพียงแต่เรี่ยวแรงของปราณินมีมากมายเกินกว่าที่จะต้านทานได้ไหว หากไม่ได้ดาบในพระหัตถ์ พระองค์อาจถึงแก่พระชนม์ชีพทันทีก็เป็นได้

“เรียกคาถา” ผู้เป็นพระเชษฐาทรงร้องตะโกนเมื่อพระเนตรเห็นร่างกายของสัตว์พิสดารตัวใหญ่ยักษ์กำลังฟื้นคืนสมบูรณ์

“แต่...”

“ร่ายคาถา บัดเดี๋ยวนี้!

 

##### - ขอขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม - #####

 

คำศัพท์น่ารู้

ไพรระหง มีความหมายว่า ป่าสูง

อรรณพ มีความหมายว่า ห้วงนํ้า, ทะเล, มหาสมุทร

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

0 ความคิดเห็น