ตำนานเมืองแห่งเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13,339 Views

  • 94 Comments

  • 235 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    204

    Overall
    13,339

ตอนที่ 76 : ตำนานที่ 76 ฝูงเดรัจฉาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 94
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    8 พ.ย. 61

ตำนานที่ 76 ฝูงเดรัจฉาน

 

เนื่องจากยังไม่สามารถดำริหาหนทางวิธีกลับออกไปนอกดินแดนพิเศษแห่งนี้ เจ้าชายอัสศาจึงทรงพระดำเนินตรงไปเรื่อย ๆ เท่านั้น ด้านหลังมีเจ้าชายไซนาเสด็จติดตามมาพร้อมกระต่ายขาวฝูงใหญ่

“ท่านพี่ ท่านจะไปที่ใดหรือขอรับ”

“พี่ยังไม่รู้” เพราะทรงตั้งพระทัยไว้ตั้งแต่แรกว่าจะอยู่ในเขตแดนเวทพิจัยจนกว่าจะถึงคืนวิธูเต็มดวงและออกตามหาทุ่งบุปผามายาในราตรีนั้น

“แล้วจะเดินไปเรื่อย ๆ เยี่ยงนี้หรือขอรับ”

“น้องเหนื่อยแล้วหรือ” เจ้าชายอัสศาทรงหันไปรับสั่งถาม

“ไม่ใช่ขอรับแต่สุริยาคล้อยต่ำมากแล้ว พวกเราควรหาที่พักและอาหารสำหรับราตรีนี้ก่อน ไม่ดีหรือขอรับ”

เจ้าชายอัสศาทรงแหงนมองท้องนภาซึ่งเริ่มกลายเป็นสีส้ม ไพรระหงรอบด้านมืดมัวมีแสงน้อยลงทุกที พระราชโอรสองค์โตจึงตรัสตอบรับถ้อยคำของพระอนุชา การเสด็จหลังจากนั้นจึงพยายามทอดพระเนตรหาพื้นที่โล่งพอให้ขึงกระโจมกันน้ำค้าง และต้องผ่านไปหลายอึดใจกว่าจะพบเจอพื้นที่ที่ต้องพระเนตร

ลานพักที่ทรงเลือกอยู่เบื้องหน้าพฤกษาใหญ่ขนาดหลายคนโอบ เจ้าชายทั้งสองพระองค์ต่างช่วยกันปัดกวาดกิ่งไม้แห้งไปวางสุมรวมไว้จุดเดียวและใช้คาถาสร้างเปลวเพลิงจุดไฟเผาท่อนไม้ บริเวณโดยรอบจึงสว่างโพลงขึ้นทันใด จากนั้นเจ้าชายอัสศาทรงรื้อผ้ากระโจมออกมาขึง

ลักษณะของมันเป็นผ้าผืนใหญ่คลุมบนเสาไม้ซึ่งประกอบให้เป็นท่อนยาวด้วยสลักยึด ไม้เสานี้จะถูกปักลงดินเพื่อไม่ให้โค่นลงง่าย ส่วนผ้ากระโจมถูกตัดเย็บในรูปทรงหกเหลี่ยมเมื่อขึงมุมทั้งหกลงกับพื้น จะมีชายผ้าด้านหนึ่งปล่อยยาวคล้ายประตูเข้าออก

เจ้าชายไซนามักบรรทมร่วมกับพระเชษฐาเสมอยามที่เข้ามาทดสอบในเขตแดนเวทพิจัย ดังนั้นจึงลงพระหัตถ์ทำงานอย่างรู้หน้าที่ ครั้นเสร็จเรียบร้อย ทรงหันไปคว้าจับเจ้าสัตว์มีขนใกล้พระวรกาย มันยอมให้จับง่ายดายจนพระองค์ยังแปลกพระทัย

“น้องจะทำกระไรหรือ” เจ้าชายอัสศารับสั่งถามขณะปูผ้าบนพื้นเพื่อรองนั่ง

“จับกระต่ายมาย่างกินอย่างไรเล่าขอรับ”

ผู้ฟังทรงถอนหายใจ “น้องใช้มนตราสร้างวิหายสะได้แล้วแท้ ๆ เหตุใดถึงไม่นำอาหารเข้ามาเล่า”

“โธ่! ท่านพี่ วิหายสะที่ข้าสร้างขึ้นเพียงแค่เก็บสิ่งของได้ แต่ไม่ได้มีความสามารถเก็บรักษาความสดใหม่ของอาหาร ถ้านำอาหารเข้าไปเก็บไว้ มันต้องเน่าเสียอยู่ดี สู้ข้ามาหาเนื้อในเขตแดนมิสะดวกกว่ารึ”

“พวกมันติดตามน้องมาตั้งนาน จะจับพวกมันมาฆ่าแกงไม่นึกสงสารมันบ้างหรือ” เจ้าชายอัสศายกเหตุผลอื่นมาโต้แย้ง

“กระไรกัน คราก่อน ๆ ที่เข้ามาทดสอบ ท่านพี่ยังไม่เคยว่ากล่าวคำใด”

โดนยอกย้อนกลับมาพานให้เจ้าชายพระองค์โตเกือบไร้คำโต้เถียง ก่อนจะฉุกนึกขึ้นได้ “น้องฆ่าพวกมันแถวนี้ ยามราตรีอาจมีพวกปราณินมาคอยรบกวน”

“ไม่ต้องห่วงขอรับ ข้าจะพามันไปเชือดที่ตรงโน้นและสร้างอาณาเขตมนตราไม่ให้กลิ่นคาวเลือดฟุ้งกระจาย” เจ้าชายไซนาตรัสพร้อมชี้พระดัชนีประกอบ พระหัตถ์อีกข้างจับรวบหูเจ้ากระต่ายชะตาขาดยกลอยจากพื้น

เจ้าชายอัสศาจึงสิ้นคำทัดทานได้แต่ปล่อยให้พระอนุชาหิ้วกระต่ายซึ่งอยู่นิ่งไม่ดิ้นหนี เสด็จลับหายไปจากครรลองพระเนตร ก่อนหันกลับมาเอ่ยรับสั่งแก่ฝูงกระต่ายรอบพระวรกาย

“อย่าถือโทษโกรธเคืองเลยนะ ขอเพื่อนเจ้ามาเป็นอาหารสักตัวหนึ่งเท่านั้น”

เมื่อห่างจากกระโจมที่พักมาไกลระยะหนึ่งแล้ว เจ้าชายไซนาทรงเรียกพระแสงมีดสั้นออกมาจากวิหายสะ กล่าวร่ายคาถาก่อนปักศัสตราลงกับพื้นดิน

เขตแดนเกียดกัน

ประกายแสงแห่งอำนาจเวทได้สำแดงล้อมพระวรกายของเจ้าชายไซนาพร้อมแผ่ขยายออกไปราวครึ่งเส้น เป็นพลังป้องกันบังคับให้พื้นที่ในอาณาเขตเป็นเอกเทศจากพื้นที่ด้านนอก แม้แต่สภาพอากาศยังถูกแบ่งแยกออกจากกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสภาพอากาศโดยรอบเปลี่ยนแปลงเกิดมีฝนตก พื้นที่ในเขตแดนจะไม่เป็นเช่นนั้นซึ่งเป็นไปตามการกำหนดเงื่อนไขของผู้ร่ายมนตรา นอกจากนี้เขตแดนยังป้องกันมิให้ผู้ใดข้ามผ่านนอกจากผู้ใช้คาถาและผู้ได้รับความยินยอม

หลังมนตราสัมฤทธิผล เจ้าชายไซนาจึงทรงเรียกพระแสงมีดสั้นอีกด้าม พระหัตถ์จับกระต่ายขนปุยกดลงกับพื้น เจ้าสัตว์ตัวน้อยยังคงนิ่งเฉยราวกับไร้ชีวิต ไม่ขัดขืนอย่างผิดวิสัยแม้กำลังถูกพรากลมหายใจ ราชนิกุลในราชสกุลอรุณาข้องพระทัยเช่นกันแต่เพราะดวงตากลมใสที่ได้ทอดพระเนตร บ่งบอกว่ามันยังมีลมหายใจ จึงไม่มีพระดำริลังเลอีก

ทรงกดศัสตรามีคมลงไปครั้งเดียว ชิ้นส่วนของมันก็แยกออกจากกันพร้อมเลือดสีแดงไหลนองทว่ายามที่ของเหลวสัมผัสกับพื้นพสุธาทุกอย่างพลันแปรเปลี่ยนกะทันหัน เจ้าชายไซนาชะงักมองความปั่นป่วนของเขตแดนอย่างแปลกพระทัย

อาณาเขตที่บันดาลไว้สลายไปในพริบตาพร้อมปรากฏแสงล้อมรอบตัวกระต่ายที่โดนตัดคอ มันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เมื่อเจ้าชายลำดับที่สองหันกลับมาจึงทรงเห็นมันนั่งอยู่เบื้องหน้า นัยน์ตาสีแดงของมันจ้องมองพระองค์ด้วยท่าทางที่คล้ายกำลังฉีกยิ้ม

เจ้าชายไซนาทรงขยับถอยหลังอย่างตื่นตระหนก ครั้งสุดท้ายที่ทรงรู้สึกหวาดกลัวสัตว์ร้ายในเขตแดนเวทพิจัยก็เมื่อตอนที่ทรงมีพระชันษาห้าปีซึ่งต้องเข้าทดสอบแต่เพียงผู้เดียว กระนั้นครานี้เจ้าตัวน่ารักขนปุยดูไร้พิษภัยกลับมีอำนาจกดดันมหาศาล

ทันใดนั้นเอง จากสัตว์ตัวเล็กสามารถหิ้วอุ้มได้ด้วยมือเดียวกลับยืดขยายใหญ่โต ขนาดตัวของมันสูงกว่าพระเศียรของเจ้าชายลำดับที่สอง ใบหน้าดุร้ายไร้เค้าเดิม ซี่ฟันแหลมคมพร้อมฉีกกระชากทุกสิ่ง

เจ้าชายไซนาทรงกระโดดถอยหนีเมื่อมันใช้ขาหน้าตะปบลงมา

พิสัยบัดดล

เรียกใช้มนตราอีกหน เจ้าชายไซนาพาองค์เองกลับไปปรากฏกายข้างพระวรกายพระเชษฐา ทว่าสถานการณ์ของอีกฝ่ายเลวร้ายไม่ต่างกัน เมื่อเจ้าชายลำดับที่หนึ่งตกอยู่ในวงล้อมของฝูงกระต่ายยักษ์หลายสิบตัว

“นี่มันเกิดกระไรขึ้น” เจ้าชายไซนาตรัสถามขณะที่พระเชษฐากำลังใช้คาถาซัดกันไม่ให้พวกมันรุมกลุ้มเข้าใกล้ ประสิทธิผลมนตราทำให้พวกมันแค่ถอยห่างออกไปเท่านั้นแต่ไม่อาจทำอันตรายใดแก่กระต่ายตัวมหึมาทั้งหลายได้

“หนีก่อนแล้วค่อยคุย” คู่สนทนารับสั่งตอบเสียงเครียด ไม่รั้งรอคำตอบรับ

ก้าวเวหา

เมื่อคาถาสัมฤทธิ์ พระวรกายของเจ้าชายอัสศาจึงถูกส่งให้ลอยสูงอยู่เหนือเจ้าสัตว์ร่างยักษ์ แต่ดูท่าว่าพระดำริจะตื้นเขินไปสักเล็กน้อย เมื่อเบื้องพระปฤษฎางค์มีกระต่ายร่างใหญ่โตกระโดดติดตามพร้อมอ้าปากเตรียมขย้ำ เจ้าชายพระองค์โตทรงรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน จังหวะที่กำลังเรียกใช้มนตราอีกบท เจ้าชายไซนากลับปรากฏกายพร้อมพระแสงดาบสีนิล พระอนุชาวาดศัสตราเพียงครั้งเดียว กระต่ายพิสดารตัวนั้นก็ถูกแบ่งเป็นสองซีก พานให้โลหิตสีแดงสาดกระเซ็นกระจายไปทั่ว

อย่างไรก็ดีราวกับการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องผิดพลาด เมื่อเสียงประหลาดลั่นคำรามก้อง พฤกษาโยกไหวคล้ายต้องพายุทั้งที่ไร้กระแสวาโย ท้องนภาสีส้มยามสายัณห์เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำไม่ต่างจากสีโลหิต

ยามนั้นเจ้าชายอัสศากำลังประทับอยู่บนคาคบ หลังจากใช้อำนาจเวทคาถาพามาถึงจุดที่ทรงยืนมั่นคงได้ทั้งสองพระบาท ฝ่ายเจ้าชายไซนายังลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ

ผู้เป็นพระเชษฐาทรงเหลียวมองด้านหลังเมื่อได้สดับเสียงอื้ออึงดังอู้มุ่งเข้ามาใกล้ แล้วพระพักตร์ต้องซีดเผือดเพราะได้ทอดพระเนตรฝูงสารสัตว์น้อยใหญ่ท่าทางเคียดแค้น นัยน์ตาของพวกมันเป็นสีแดง และมาหยุดยืนล้อมทั้งสองพระองค์ไว้เนื่องจากทั้งคู่ต่างอยู่บนที่สูง

กระนั้นใช่ว่าจะปลอดภัย

บนแขนงคาคบ เจ้าชายอัสศาต้องเผชิญฝูงลิงฝูงค่างพุ่งตรงเข้าหาด้วยจิตมุ่งร้าย คราแรกเจ้าชายอัสศาใช้มนตราสร้างดาบเวทคอยสกัดหวดเหวี่ยงเอาชีวิตพวกมัน จากนั้นจำต้องเปลี่ยนวิธีการเพราะบนพื้นที่สูงไม่อาจยืนนิ่งออกแรงได้เต็มที่ ซ้ำร้ายกิ่งพฤกษายังถูกโยกคลอนไหวเอนเหมือนพยายามทำให้พระองค์ล่วงลงไปยังพสุธาด้านล่าง ให้เป็นเหยื่อแก่ฝูงสัตว์สี่ขาซึ่งรอคอยรุมทึ้ง เจ้าชายอัสศาต้องใช้พระกรยึดกิ่งไม้ โหนพระวรกายเตะพระบาทใส่เจ้าสัตว์หน้าขนซึ่งพาตัวรุมเข้าใกล้ กระนั้นพวกมันยังดาหน้าเข้ามาราวกับไม่มีวันหมดสิ้น แม้การโจมตีทุกครั้งจะแฝงอำนาจมนตราที่ทำให้พวกพ้องของเหล่าเดรัจฉานกระเด็นไปไกลหรือดับชีพของพวกมันได้ก็ตาม

ส่วนเจ้าชายไซนาเองต้องฟาดฟันกับฝูงปักษาซึ่งโผบินเข้ารุมทึ้งโจมตีไม่หยุด ยิ่งทรงยืนอยู่กลางที่โล่ง ยิ่งกลายเป็นเป้าหมายชั้นยอด ทรงเหวี่ยงดาบครั้งหนึ่ง คมดาบอันกำเนิดจากอำนาจพลังเวทก็พุ่งออกไปทำลายศัตรูในแนวทิศทางนั้น ทว่าวิหคกลับฉลาดรู้ความสามารถหลบได้อยู่บ่อยครั้ง ยามใดที่เจ้าชายไซนาพลั้งเผลอเปิดช่องว่าง พวกมันจึงพุ่งเข้าโจมตีทิ้งรอยแผลและรอยกรงเล็บไว้มากมาย

“น้องไซนาหลบ!” เจ้าชายอัสศาทรงร้องตะโกนพร้อมขว้างลูกไฟเวทออกไปยังทิศทางที่พระอนุชาถูกเหล่าปักษารุมล้อม คาถาทำลายขนาดใหญ่ทำให้พวกมันกระเจิงบินหนีขณะที่บางตัวโดนอำนาจเวทถึงกับร่วงตกสู่พื้น

เจ้าชายไซนาใช้มนตราพิสัยบัดดลย้ายร่างมายังแขนงพฤกษาที่ประทับของพระเชษฐา คว้ากอดพระวรกายผู้มากชันษาพร้อมใช้พลังเวท

เพียงกะพริบพระเนตรทิวทัศน์เบื้องหน้าได้เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน คงเหลือแต่ผืนป่าดำมืดใต้ผืนฟ้าสีแดงและกิ่งก้านใบไม้ที่ไหวโยกรุนแรงราวกับโกรธกริ้ว

เจ้าชายไซนาทรงทรุดลงกับพื้น เรี่ยวแรงซึ่งถูกใช้เพื่อป้องกันอันตรายมาบัดนี้มันจางหายไปสิ้น ทั้งความเจ็บปวดคล้ายจะทวีความรุนแรงมากขึ้น

“น้องไซนาเป็นอย่างไรบ้าง” เจ้าชายอัสศารับสั่งพลางตรวจดูบาดแผลของผู้เป็นอนุชา ทรงตั้งพระหัตถ์สร้างวงเวทวัฏธาตุกำหนดอักษรคำสั่งเพื่อทุเลาร่องรอยการบาดเจ็บ

จงบรรเทา

“ท่านพี่พวกมันมาแล้ว” เจ้าชายไซนาทรงร้องเตือนระหว่างที่เจ้าชายพระองค์โตยังตั้งสมาธิกับเวทคาถา

พระฉวีและพระมังสาของเจ้าชายไซนาซึ่งเคยปริฉีกกำลังประสานกลับคืนดังเดิมอย่างเชื่องช้า เป็นชั่วครู่เดียวกับที่ป่าเบื้องหน้าระเบ็งเอ็ดตะโรด้วยเสียงฝีเท้านับร้อยนับพัน เสียงกิ่งไม้แห้งถูกเหยียบย่ำ เสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะเพราะถูกหักโค่นพานให้เจ้าชายลำดับที่สองร้อนรน

“ท่านพี่พวกมันมาแล้ว” ทรงเอ่ยย้ำ

“ใจเย็นไว้” ผู้เป็นพระเชษฐากล่าวปลอบกระทั่งบาดแผลที่อีกฝ่ายได้รับอันตรธานไปจึงทรงลุกขึ้นยืนพร้อมแบพระหัตถ์

“นำดาบสีนิลมาให้พี่”

เจ้าชายไซนาส่งพระแสงดาบให้พร้อมร่ายเวทคาถาผู้สืบทอด ก่อนปล่อยให้พระเชษฐาได้ถือครอบครองอย่างถนัดถนี่จากนั้นขยับไปยืนเบื้องพระปฤษฎางค์

เดรัจฉานทั้งหลายดาหน้าเรียงแถวเข้ามาในระยะสายพระเนตร ทรงกวาดมองไปทางใดก็เห็นพวกมันยืนแทรกอยู่ตามแนวไม้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์กินพืชอย่างกวางเก้ง หรือสัตว์กินเนื้ออย่างเสือ สัตว์บางชนิดขนาดตัวของมันยังเป็นปกติแต่บางชนิดกลับใหญ่โตอย่างผิดแผก และสิ่งที่เหล่าเดรัจฉานทุกตัวมีเหมือนกันคือดวงตาสีแดง

ครั้นพวกมันเห็นศัตรูจึงวิ่งกรูเข้าใส่คล้ายต้องการเหยียบย่ำให้จมดิน

เจ้าชายอัสศาขยับกำด้ามพระแสงดาบ ย่อพระชงฆ์ลงเล็กน้อยขณะรวบรวมจิตสมาธิควบคุมอำนาจเวทในตัวดาบ ทรงเหวี่ยงวาดศัสตราเป็นวงกว้างจากซ้ายไปขวาก่อเป็นคลื่นพลังพิฆาตทุกสิ่ง ไม่เว้นแต่พฤกษาใหญ่ลำต้นหนา มันถูกฟันโค่นลงในดาบเดียว เหล่าเดรัจฉานล้วนขาดครึ่งท่อนทว่าเพียงแค่ชั่วอึดใจเมื่อแสงปาฏิหาริย์บังเกิดล้อมรอบ พวกมันกลับกลายมามีชีวิตอีกครั้ง!

 

##### - ขอขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม - #####

 

คำศัพท์น่ารู้

เกียดกัน มีความหมายว่า กันไม่ให้ทำโดยสะดวก

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

0 ความคิดเห็น