ตำนานเมืองแห่งเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13,387 Views

  • 94 Comments

  • 235 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    252

    Overall
    13,387

ตอนที่ 64 : ตำนานที่ 64 เพื่อลบล้างคำเล่าลือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 136
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    14 ต.ค. 61

ตำนานที่ 64 เพื่อลบล้างคำเล่าลือ

 

คาเมเรียมองเสื้อทรงคลุมในมือซึ่งรับมาจากพระราชโอรสอย่างแปลกใจ ท่าทางของนางคงปรากฏอยู่ในสายพระเนตร แม้นเจ้าชายอัสศาเติบใหญ่จนไม่หลงเหลือเค้าความไร้เดียงสาเช่นวันวาน กระนั้นยังทรงทอดรอยยิ้มอ่อนเปี่ยมด้วยความรัก ความเคารพนับถือนางผู้เลี้ยงดูไม่เสื่อมคลาย

“เราไม่ได้ขัดคำท่านนม เพียงแต่เห็นว่าคงมีเวลาว่างจึงลองไปสมัครเป็นเจ้าพนักงานเวทเพื่อฝึกฝนฝีมือ”

“จำได้ว่าฝ่าพระบาทมีลงเรียนวิชาเวทรักษา” นางถาม

“เราลดเวลาเรียนลงแล้ว ถึงอย่างไรเราคงไม่เก่งกาจเท่าผู้ถือครองอำนาจธาตุไม้ ต้องการเพียงเรียนรู้ไว้ใช้ยามฉุกเฉินเท่านั้น” จากนั้นจึงรับสั่งถามถึงน้ำสรงว่าเตรียมไว้พร้อมแล้วหรือไม่ นางตอบรับพร้อมเดินตาม

ครั้นถึงห้องสรงนางกลับออกอาการเก้กังจนเจ้าชายอัสศาทอดพระเนตรอย่างแปลกพระทัย คาเมเรียถึงได้สาวเท้าเข้าไปช่วยปรนนิบัติเช่นเคย

อาการของนางเกิดจากความลังเลตัดสินใจไม่ได้เกี่ยวกับความลับซึ่งยังปิดบังอยู่ หญิงสาวกังวลว่าหากพูดเรื่องหนึ่ง จำต้องขยายความถึงเรื่องอื่นไปด้วย ดังเช่นที่เคยบอกแก่เจ้าชายอัสศาไว้ นางไม่ได้เลี้ยงดูพระราชโอรสในองค์กษัตริย์ให้มุ่งมั่นฝังใจอยู่กับการแก้แค้น เพราะแผนการเริ่มต้นมาตั้งแต่ที่นางมีชีวิตรอดแล้ว!

นางคิดวนเวียนอยู่กับแต่เรื่องนั้น ก่อนเปลี่ยนใจลองขอเข้าเฝ้าองค์ราชาดูสักครา

“พระนมจะไปที่แห่งใดหรือเจ้าคะ” ข้าหลวงหญิงผู้ดูแลกวาดพื้นทำความสะอาดอยู่บริเวณหน้าตำหนักร้องทัก ผิดสังเกตที่เห็นนางออกมาด้านนอก เนื่องจากปกติพระนมของเจ้าชายอัสศามักจะหมกตัวอยู่แต่ในตำหนัก มียกเว้นยามที่ตามเสด็จ

“ข้าต้องตอบรึ” คาเมเรียตอบกลับเสียงเรียบ มองผู้ถามด้วยใบหน้านิ่งเฉยกระนั้นคู่สนทนากลับลนลานหลบสายตาพลางแก้ตัวไปว่า “เผื่อ... เผื่อเจ้าชายอัสศาเสด็จกลับมาและถามถึงท่านเจ้าค่ะ”

“อ้อ... เช่นนั้นรบกวนให้แจ้งเจ้าชายว่าข้าไปพระที่นั่งซาพาร์ดิน”

“เจ้าค่ะ รับทราบเจ้าค่ะ”

คาเมเรียพยักหน้ารับก่อนหมุนตัวก้าวเท้าออกไป หญิงสาวผู้นั้นถอนหายใจอย่างโล่งอก

จะกล่าวว่าพระนมซึ่งเป็นข้าหลวงตำแหน่งสูงสุดในตำหนักดุร้ายก็ไม่อาจพูดได้เต็มปาก นางเข้มงวดและละเอียดถี่ถ้วน ไม่มีละเว้นผู้ผิด ไม่แบ่งฝ่ายเข้าพวกกับผู้ใด ข้าหลวงซึ่งถูกส่งมาใหม่หวังประจบประแจงนางต้องถูกส่งตัวกลับไปทุกครั้ง ทุกผู้คนที่ทำงานรับใช้เจ้าชายพระองค์โตในตำหนักจึงเกรงอำนาจนางนัก ส่วนตัวเธอเองได้แต่รับผิดชอบงานทำความสะอาดไม่เคยได้ใกล้ชิดรู้จักนิสัยคาเมเรีย จึงหวั่นเกรงไปล่วงหน้ากลัวทำให้นางขุ่นเคือง

“คุยกระไร หน้าเจ้าซีดเชียว” ข้าหลวงอีกนางซึ่งสนิทสนมกับเธอเดินผ่านมาเอ่ยถาม ในมือของฝ่ายนั้นมีตะกร้าผ้าที่คงกำลังจะนำไปซักทำความสะอาด

“ไม่มีกระไร ข้าแค่ทักนางธรรมดาแต่รู้อย่างนี้เงียบปากไว้เสียดีกว่า”

“ทักว่ากระไร” อีกฝ่ายถามต่อ

“ข้าถามว่านางกำลังจะไปที่ใด”

“อ้อ... แล้วนางตอบเจ้าหรือไม่”

“นางว่าจะไปตำหนักซาพาร์ดิน”

“อ้าว! นางก็ตอบแต่โดยดีแล้วเจ้าจะบ่นไปไย”

“ก่อนตอบนางจ้องข้าเขม็ง” เธอทำท่าประกอบ “ข้านึกว่าทำสิ่งใดผิดเสียอีก”

“เจ้าคิดมาก ข้าไปทำงานก่อนล่ะ” ประโยคแรกคู่สนทนาพูดพร้อมเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนเอ่ยบอกขอตัวกลับไปทำหน้าที่ของตนทว่าเมื่อเดินพ้นสายตาบุคคลอื่น เธอวางตะกร้าในมือลง ล้วงหยิบกระดาษแผ่นเล็กเขียนข้อความด้วยปากกา เสร็จเรียบร้อยจึงกำไว้ในมือร่ายคาถาสองสามคำจนปรากฏแสงล้อมรอบ จากนั้นเมื่อแบมือขึ้นมา กระดาษแผ่นน้อยได้หายวับไป

กระดาษข้อความถูกอำนาจมนตราส่งถึงมือผู้รับซึ่งประทับอยู่ ณ พระที่นั่งราจาร์ เบื้องพระพักตร์องค์ราชินีมีลูกไฟขนาดเล็กสำแดงขึ้นจากความว่างเปล่า ครั้นพระนางเอื้อมพระหัตถ์แตะสัมผัส มันกลับกลายเปลี่ยนเป็นกระดาษแผ่นน้อยในทันควัน

“หึ! นางจิ้งจอก! ข้ายังคิดว่าเจ้าจะซ่อนหางได้นานแค่เพียงใด” ราชินีพันริกากำกระดาษไว้ในพระหัตถ์ เรียกใช้พลังเวททำลายจนมันกลายเป็นผุยผง ขณะทรงลุกขึ้นยืนจากตั่ง

“ข้าจะไปเข้าเฝ้าองค์ราชา” คำรับสั่งของผู้เป็นเจ้านายทำให้ข้าหลวงชายผู้หนึ่งรีบวิ่งไปยังตำหนักหน้าเพื่อแจ้งพระราชประสงค์แก่ผู้รับใช้ใกล้ชิดองค์ราชา

ส่วนองค์ราชินี พระนางทรงนวยนาดขึ้นรถลากเนื่องจากในเขตพระราชวังหลวงไม่ยินยอมให้ผู้ใดใช้เวทคาถาจากอำนาจธาตุพิเศษเด็ดขาด นอกจากนี้ราชินีพันริกาไม่ทรงโปรดการเสด็จพระราชดำเนินด้วยองค์เองระหว่างอาคาร ทั้งการใช้รถม้าเดินทางระยะใกล้ยังใช้เวลามากกว่าการเดินเท้า ผลสรุปจึงมาตกอยู่ที่การมีรถลากประจำยังพระที่นั่งราจาร์

ใช้เวลาชั่วครู่หนึ่งพระนางจึงเสด็จไปถึงพระราชมหามณเฑียรไชยและนับเป็นเวลาประจวบเหมาะพอดีที่คาเมเรียยังรั้งพูดคุยอยู่กับทวารบาลผู้เฝ้าอยู่ด้านหน้าห้องทรงงาน

“เจ้าชายอัสศากำลังเข้าเฝ้าอยู่หรือ” องค์ราชินีแสร้งรับสั่งถามทั้งที่กระจ่างแจ้งแก่พระทัย เมื่อนายทวารตอบปฏิเสธจึงตรัสกับพระนมของเจ้าชายลำดับที่หนึ่ง

“เป็นเพียงข้ารับใช้สมควรหรือที่จะขอเฝ้าองค์ราชาโดยไม่มีเหตุอันควร”

“ข้าพระพุทธเจ้าย่อมมีเหตุอันควรเพคะ” คาเมเรียยิ้มตอบซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ผู้มองมีพระราชดำริขุ่นเคืองพระทัยทุกครั้งที่ได้ทอดพระเนตร

“ถ้าเจ้าว่ามีเหตุอันควร จงบอกแก่เรา เราจักนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ แทนเจ้าเอง”

“ข้าพระพุทธเจ้าไม่มิบังควรหาญกล้าใช้งานองค์ราชินีหรอกเพคะ” นางเพ็ดทูล ก่อนหันไปกล่าวถ้อยคำกับทวารบาล “ขอขอบคุณท่าน วันนี้ฤกษ์ไม่ดีเสียแล้ว ข้าคงต้องขอตัวก่อน” หญิงสาวค้อมศีรษะให้แก่ราชองครักษ์ผู้เฝ้าประตูก่อนหันไปคำนับลากับพระมเหสีในองค์กษัตริย์ จากนั้นจึงถอยเท้าออกไปสองสามก้าวและหันหลังกลับ

องค์ราชินีพันริกามองตามหลังนางด้วยความชิงชัง ก่อนต้องยอมละสายพระเนตรเมื่อทวารบาลเปิดประตูห้องทรงงานให้

“ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทใช้พระนมของเจ้าชายอัสศาทำสิ่งใดหรือเพคะ นางถึงมายังพระที่นั่งนี้” ผู้เป็นราชินีส่งพระสุรเสียงถามเมื่อก้าวพระบาทเข้าไปในห้อง กระนั้นราชาเคซินกลับไม่แม้แต่เงยพระพักตร์ขึ้นมอง

“ถ้าเจ้าต้องการทราบ ไยไม่ถามนาง”

“โปรดอย่ารวนหม่อมฉัน หรือใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทนัดนางมาสำเริงสำราญถึงที่นี่”

ผู้ฟังถึงกับหยุดพระหัตถ์ ทรงมองหญิงสาวผู้ร่วมเรียงเคียงหมอนด้วยสายพระเนตรเย็นชา “เจ้ามีธุระใดจงรีบกล่าว เรามีงานต้องจัดการอีกมาก”

ราชินีพันริกากำพระหัตถ์แน่น เบือนพระพักตร์หนีเพียงครู่จึงมีรับสั่ง

“หม่อมฉันมาทูลเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทไปงานเลี้ยงน้ำชาที่คฤหาสน์สกุลดารศิญเพคะ เหล่าผู้เฒ่าตั้งใจที่จะปรึกษาหารือเรื่องงานฉลองวันคล้ายวันเกิดของดารญา การเสด็จครั้งนี้อาจทำให้เรื่องนินทาเบาบางลงบ้าง”

เหตุที่งานฉลองวันคล้ายวันเกิดของเด็กสาวผู้หนึ่งมีความสำคัญ นั่นเพราะเธอเป็นผู้ถือครองอำนาจอากาศธาตุกล้าแข็งสูงสุดในปัจจุบัน นับแต่อดีตอาณาจักรอารุดีเวียได้ให้การยกย่องต่อผู้ใช้งานกระแสกาลเสมอมาแม้นทุกวันนี้ความสำคัญของตำแหน่งนักพยากรณ์จะลดลงมากแล้วก็ตาม

“เรานึกว่าเจ้าประสงค์ให้คำเล่าลือเสียหายแพร่กระจายไปมากกว่านี้เสียอีก”

“องค์ราชาเพคะ ถึงอย่างไร หม่อมฉันยังได้ชื่อว่าเป็นคนในสกุลอรุณา” พระนางทรงกัดพระทนต์พูด ข่มพระอารมณ์ไม่ให้ใช้ประโยคประชดประชัน “แม้คำสัตย์จะไม่มีผลกระทบต่อพวกเราเพราะความฉลาดเฉลียวของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท กระนั้นย่อมไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะยอมรับได้”

“เจ้ามีธุระแต่เพียงเท่านี้?

“ใช่เพคะ” ผู้ดำรงพระยศราชินีกระแทกเสียงตอบรับ

“เราจะไปร่วมงานนั้น ถ้าหมดธุระแล้วเชิญออกไปได้”

พระนางพยายามข่มกลั้นต่อความโมโหโกรธา ทอดพระเนตรพระสวามีที่จดจ่ออยู่กับเอกสารตรงหน้าโดยไม่นึกสนพระทัยนางผู้เป็นชายา การกระทำของเขาถือว่าตระบัดสัตย์หรือไม่ พระนางนึกถามองค์เอง เขาจัดหาข้ารับใช้ สิ่งของปรนเปรอตามที่นางต้องประสงค์ ยามอยู่ต่อหน้าสาธารณชนก็ให้เกียรติเชิดชู ไม่เคยทำสิ่งใดให้นางต้องอับอาย แต่เขาช่างเย็นชาหมางเมินราวกับเป็นบุคคลที่ไม่เคยรู้จัก

องค์ราชินีพยายามกล้ำกลืนน้ำพระอัสสุชลซึ่งหลั่งรินไว้ในพระอุระ ความเจ็บปวดที่ได้รับยิ่งทำให้พระนางเกลียดชังหญิงผู้นั้นและบุตรของมัน ทรงได้แต่ระบายความแค้นเคืองด้วยการกระแทกพระบาทยามทรงพระราชดำเนินออกจากห้องพร้อมถ้อยคำหนึ่งดังก้องอยู่ในพระดำริ

สักวันหนึ่ง ข้าจะกำจัดพวกเจ้าสองแม่ลูกให้จงได้!!!

 

บรรยากาศในห้องทรงงานขององค์กษัตริย์กลับมาเงียบสงบเช่นเดิมกระทั่งมีเสียงพูดของคนผู้หนึ่งได้ดังขึ้น

“ปีนี้ เจ้าต้องการให้มีปาฏิหาริย์ใด”

ราชาเคซินสะดุ้งตกพระทัย รีบหันมองที่มาของประโยคคำถาม เขาเป็นชายในชุดคลุมยาวสีขาว กำลังยืนพิงกรอบหน้าต่างด้วยท่าทางคล้ายไม่อินังขังขอบ

“เหตุใดต้องตกใจถึงเพียงนั้น”

“เรากำลังใช้ความคิดเพลิน ๆ”

“ทั้งที่เพิ่งโดนภรรยาราวีนะหรือ”

ผู้ฟังส่ายพระพักตร์เหนื่อยหน่ายและทำราวกับมันไม่ใช่เรื่องที่น่าให้เก็บนำมาคิด ก่อนวกเข้าสู่หัวข้อที่อีกฝ่ายได้เอ่ยถามไว้

“ท่านถามถึงปาฏิหาริย์เพราะต้องการช่วยลบล้างคำเล่าลือช่วงนี้หรือ”

“ถูกต้อง”

“แล้วท่านไม่ทราบต้นตอของคำเล่าลือบ้างหรือไร”

คำตอบที่ได้รับกลับมามีเพียงความเงียบขณะที่อีกฝ่ายยังประดับรอยยิ้มบางบนใบหน้า

“เราแค่ต้องการทราบว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงกว่านี้หรือไม่”

“ข้านึกว่าเจ้าจะถามถึงความประสงค์ของอีกฝ่าย”

“จากสภาพการณ์นี้ย่อมเดาได้ คงตั้งใจหวังใช้พลังประชาชนก่อจลาจลเพื่อล้มล้างราชาองค์ปัจจุบัน”

“เจ้ารู้เรื่องอยู่แล้ว” คู่สนทนาถามด้วยท่าทางแปลกใจ

“ไม่เลย ถึงได้ต้องการทราบว่าท้ายที่สุดแล้วจะรุนแรงสักเพียงใด”

“ลองถามแม่หนูดารญาดูสิ ถึงจะอายุยังน้อยแต่คงได้รับการสั่งสอนศาสตร์พยากรณ์มาเต็มเพียบแล้ว”

“นางก็เหมือนท่าน ถึงจะยังเยาว์วัยแต่ก็บอกกล่าวเรื่องราวแต่เพียงเล็กน้อย” ราชาเคซินทรงพูดคล้ายบ่นกับองค์เอง “เรื่องปาฏิหาริย์ เราขอเป็นนกซามูดรา[1]คู่ ให้มันโผบินมาจากทิศทักษิณวนรอบจัตุรัสศิเวดัส จากนั้นบินไปเกาะบนหลังคาอาคารแถวนั้นที่สามารถมองเห็นจากจัตุรัสได้ชัด ให้พวกมันไซ้ขนแสดงความรักต่อกันสักพักก่อนบินจากไป อีกอย่างตอนที่มันโบยบินให้ปรากฏละอองเรณุธาตุตามเส้นทางด้วย”

“เจ้าคิดว่าข้าเป็นกระไร! เครื่องมือเวทสารพัดประโยชน์ของเจ้ารึ” ได้ฟังคำขอของกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองพานให้ชายในชุดเสื้อคลุมสีขาวถึงกับนึกฉุน

“ท่านเป็นผู้ถามเราเอง” ราชาเคซินทรงตอบหน้าตาย ก่อนตรัสปรามาส “หรือท่านจะกลับคำเพราะไม่สามารถทำได้”

“จงคอยดู” เขาทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนหายร่างไปในพริบตาเช่นเดิม

ราชาเคซินแย้มพระโอษฐ์สมพระทัย ถือว่านั่นเป็นการแก้แค้นเล็กน้อยจากพระองค์

ครู่หนึ่งต่อมาบานทวารห้องทรงงานได้ถูกเปิดออกอีกครั้ง ผู้ที่ก้าวเข้ามาเป็นข้าหลวงคนสนิทพร้อมคำแจ้งรายงาน “คณะราชทูตจากฟรันซ์โกมาถึงแล้วพระพุทธเจ้าข้า”

ราชาเคซินจึงเสด็จออกไปต้อนรับ

นับแต่ซาร์มัลเนียส่งทูตมาผูกสัมพันธไมตรีอย่างเป็นทางการเมื่อหลายปีก่อน หลังจากนั้นไม่นานจักรวรรดิฟรันซ์โกจึงได้ส่งราชทูตเข้ามาในอาณาจักรบ้างและพยายามผูกสัมพันธ์ด้วยการค้าขาย การลงทุนตั้งกิจการในอาณาจักร องค์ราชายินดีรับข้อเสนอบางอย่างไว้ถ้าพิจารณาแล้วว่าไม่เป็นผลเสียต่ออาณาจักร

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประจักษ์ชัดเจนคือซาร์มัลเนียและฟรันซ์โกไม่ใคร่ถูกชะตากันสักเท่าไหร่นัก

สถานที่รับรองคณะราชทูตเป็นห้องโถงในพระที่นั่งซาพาร์ดิน ทูตของจักรวรรดิฟรันซ์โกค้อมคำนับพระองค์อย่างนอบน้อมและให้เกียรติยามที่พบ ทรงเชิญอีกฝ่ายนั่งบนเก้าอี้เพื่อโอภาปราศรัย ทั้งฟรันซ์โกและซาร์มัลเนียเป็นประเทศที่เจริญด้านอุตสาหกรรม เหล่าราชทูตถึงมักชวนพระองค์สนทนาเกี่ยวกับความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอยู่เสมอ ทั้งสองประเทศแสดงออกว่าต้องการได้รับสิทธิ์สัมปทานเหมืองแร่โลหะในอารุดีเวีย เพียงแต่แร่โลหะของอาณาจักรไม่ได้มีไว้เพื่อการซื้อขายกับชนชาติอื่นเช่นเดียวกับศิลาธาตุ

หลังสนทนาเรื่องทั่วไปอยู่ครู่หนึ่ง ราชทูตจากต่างแดนจึงเปิดเผยจุดประสงค์ในการมาเยือน

“ฟรันซ์โกทราบว่าทางอารุดีเวียมีระบบขนส่งที่แสนวิเศษอย่างประตูเคลื่อนย้ายอยู่แล้ว ทว่าการขนส่งสินค้าระหว่างเมืองโดยใช้ถนนยังเป็นเรื่องยากลำบากต้องใช้ม้าและเกวียนในการเดินทาง พวกเราจึงต้องการมาลงทุนสร้างระบบขนส่งด้วยรถไฟให้”

ราชาเคซินสอบถามรายละเอียดของพาหนะที่เรียกว่า รถไฟอีกเล็กน้อย ก่อนตรัสว่าขอให้ทางฟรันซ์โกส่งข้อมูลทางเทคนิคมาให้ศึกษาอีกครั้งหนึ่ง

“อีกประการ พวกเราเห็นว่ากองทหารของอารุดีเวียมีความเข้มแข็งกันเป็นอย่างมาก จึงประสงค์จะส่งทหารของจักรวรรดิมาฝึกซ้อมร่วม”

“เรื่องนั้นคงยากสักหน่อย” ราชาเคซินรับสั่งปฏิเสธ “ท่านมาเยือนอารุดีเวียหลายครั้ง คงทราบว่าเหล่าทหารล้วนแต่เป็นผู้ใช้เวท หากไม่ใช่ผู้มีพลังเวทแล้วคงไม่อาจรับการฝึกได้”

“แต่ยุคสมัยนี้มียุทโธปกรณ์มากมายซึ่งอาจทรงอานุภาพมากกว่าพลังเวทของชาวเมืองในอารุดีเวีย ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทให้เหล่าทหารศึกษารับทราบไว้ย่อมไม่เสียหาย ถ้าอย่างไรพวกเราจะส่งอาวุธตัวอย่างให้ทอดพระเนตรก่อน”

“ท่านยังไม่ต้องรีบร้อน การรับเทคโนโลยีจากต่างชาติหมายถึงการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมประเพณีของอาณาจักร เราคงต้องขอศึกษาให้ถ้วนถี่” องค์ราชาทรงตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะกังวลว่าการตอบรับไมตรีอันแสนมากล้นจะก่อความยุ่งยาก จะตัดสัมพันธ์ก็อาจสร้างความขุ่นข้องให้อีกฝ่าย ทรงต้องการให้อารุดีเวียเป็นกลางไม่สนับสนุนสนิทสนมกับชาติใดเป็นพิเศษ

 

##### - ขอขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม - #####



[1] นกอัลบาทรอส เป็นนกทะเลขนาดใหญ่ นกวัยรุ่นจะเริ่มมีพฤติกรรมจับคู่กัน เมื่อจับคู่ได้แล้วจะใช้เวลานานบางทีอาจถึง 2 ปี เพื่อทำความรู้จักกัน ช่วยกันสร้างรัง ก่อนถึงการผสมพันธุ์จริง ๆ ซึ่งบางชนิดอาจใช้เวลานานถึง 3-9 ปี และเมื่อจับคู่ผสมพันธุ์กันแล้วจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันซึ่งอาจจะถึง 20 ปี หรือนานกว่านั้น ซึ่งกิริยาที่นกแสดงออกว่าชอบพอกัน คือ การไซ้ขนให้กัน สลับกันทำหน้าที่ให้กัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #45 le pitit prince (@mint173990) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 / 10:23
    อีกใจก็ไม่ชอบพระนางพันริกา แต่ก็แอบเห็นใจพระนางอยู่นิดหนึ่งแฮะ...TT
    #45
    1