ตำนานเมืองแห่งเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13,339 Views

  • 94 Comments

  • 235 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    204

    Overall
    13,339

ตอนที่ 6 : ตำนานที่ 6 เจ้าไม่ต้องเร่งร้อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 872
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    18 มิ.ย. 61

ตำนานที่ 6 เจ้าไม่ต้องเร่งร้อน

 

กว่าเจ้าชายอัสศาจะเสด็จกลับเข้าวังก็ยามดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลับเหลี่ยมภูผาซึ่งล่าช้ากว่าที่เคยเป็นมา ดังนั้นเมื่อทรงก้าวพ้นประตูราชรถจึงได้เห็นพระนมยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่บนชานพักของตำหนัก

“เกล้ากระหม่อมเป็นห่วง” นางเอ่ยเพียงถ้อยคำสั้น ๆ แค่นั้นราชนิกุลองค์น้อยทรงรีบสาวพระบาทเข้าหา คว้าจับมือนางแกว่งไกวด้วยพระอาการอ้อนเอาใจ

“เราฝึกฝนการใช้มนตราอยู่” ทรงกวักพระหัตถ์เรียกองครักษ์ให้เชิญของมาส่ง เจ้าชายอัสศาทรงหยิบของที่อยู่ภายในกล่องขึ้นมาอวดอย่างตื่นเต้น

“นี่คือพู่กันมายาใช้สำหรับเขียนวงเวทแล้วเราจะเรียกใช้มนตราได้ เดี๋ยวเราจะเรียกใช้มนตราให้ท่านนมดู”

“ต้องไว้ก่อนเพคะ ยามนี้ขอให้ฝ่าพระบาทไปผลัดเปลี่ยนพระภูษาและสรงน้ำก่อน พระกระยาหารค่ำวันนี้องค์ราชาจะเสด็จมาร่วมโต๊ะเสวยด้วย”

“พระบิดาหรือ” พระพักตร์ของเจ้าชายเบิกบานดีพระทัย

“ใช่เพคะ เช่นนั้นเก็บพู่กันมายาไว้ก่อนแล้วรีบไปสรงน้ำกันเถอะเพคะ”

ไม่จำเป็นต้องให้คาเมเรียเอ่ยย้ำ หน่อเชื้อกษัตริย์ผู้เยาว์วัยทรงวิ่งถลานำหน้าไปจนเหล่าข้ารับใช้ต้องเร่งก้าวเท้าตาม ทันทีที่ถึงห้องสรงทรงปลดเปลื้องพระภูษาด้วยพระองค์เองโดยไม่รั้งรอเหล่าข้าหลวง ครั้นนางในสองนางซึ่งเตรียมน้ำสรงอยู่ในห้องเห็นเช่นนั้นจึงรีบมาช่วยปรนนิบัติ

คาเมเรียเพิ่งตามเข้ามาถึง พูดถามถึงน้ำสรงกับนางเหล่านั้นได้ความแล้วจึงเอ่ยไล่ออกไป ไม่มีนางข้าหลวงเล็ก ๆ คนใดกล้าชักสีหน้าออกอาการด้วยรู้กิตติศัพท์ดีว่าพระนมของพระราชโอรสองค์โตในกษัตริย์เคซิน กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูเจ้าชายด้วยความทะนุถนอมยิ่งนัก นางมักเป็นผู้ปรนนิบัติพัดวีเจ้าชายพระองค์น้อยด้วยตัวเองเสมอ

“ทรงเริ่มเติบใหญ่แล้ว ไม่อายนางสาว ๆ บ้างหรือเพคะ” ประโยคนั้นระคนด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ

เจ้าชายอัสศาจึงแย้มพระโอษฐ์ด้วยท่าทางกระมิดกระเมี้ยน พระปรางกลายเป็นสีระเรื่อ ยกพระหัตถ์ปกปิดพระคุยหฐานด้วยกิริยาเขินอาย

“เราไม่ทันคิด”

“เกล้ากระหม่อมหยอกเล่นเพคะ ทรงยังเยาว์นัก นางเหล่านั้นคงไม่รู้สึกกระดากอายใด” คาเมเรียพูดพลางพาเจ้าชายให้ทรงพระดำเนินไปยังพื้นซึ่งทำเป็นแอ่งเว้าสำหรับชำระพระวรกายก่อนลงอ่างสรง “ถึงกระนั้น เกล้ากระหม่อมต้องการให้ฝ่าพระบาทระมัดระวังพระกิริยา ทรงเจริญเติบโตขึ้นทุกวัน อย่าให้นางเหล่านั้นนำฝ่าพระบาทไปพูดในทางเสื่อมเสียได้”

“อืม ครั้งหน้าเราจะระวัง”

ห้องสรงมีอ่างใหญ่ซึ่งพื้นสระต่ำลึกกว่าพื้นตำหนัก น้ำในสระอุ่นร้อนด้วยพลังมนตราเวท ข้างกันเป็นพื้นต่างระดับที่องค์ราชนิกุลกำลังประทับ

คาเมเรียตักน้ำอุ่นในสระขึ้นมาสรงพระเกศาและพระสรรพางค์ ชำระพระองคาพยพด้วยสมุนไพรกลิ่นหอม ระหว่างนั้นเจ้าชายอัสศาได้รับสั่งเล่าเรื่องชั้นเรียนมนตราและสหายใหม่ไม่หยุด

ตามปกตินางจะปล่อยให้เจ้าชายอัสศาได้สรงน้ำในสระเล่นอีกครู่หนึ่ง ทว่าครั้งนี้ทรงปฏิเสธการลงเล่นน้ำด้วยเพราะประสงค์เฝ้าพระบิดาโดยเร็ว

“องค์ราชาจะเสด็จมาตามกำหนดการเพคะ” นางเอ่ยทักท้วง

“เช่นนั้นเราจะฝึกการใช้วงเวทไว้อวดพระบิดา” เจ้าชายตรัสถึงสิ่งที่ตั้งพระทัยขณะปล่อยให้พระนมทรงพระสุคนธ์บนพระฉวี เมื่อเรียบร้อยดีแล้ว จึงทรงลุกยืนพลางกระชับผ้าซับพระองค์และเสด็จพระดำเนินออกไปด้านนอก

พื้นที่สำหรับแต่งพระองค์ถูกกั้นแบ่งด้วยสาณีฉลุจากไม้เนื้อแข็ง ส่วนผู้ที่ตามมาปรนนิบัติช่วยแต่งองค์ให้ยังเป็นพระนมคาเมเรียเช่นเดิม ไม่มีนางข้าหลวงอื่นใดกล้าเข้ามายุ่มย่ามวุ่นวาย

ค่ำนั้นทรงสวมฉลองพระองค์สีฟ้าอ่อนตัดกับผ้ารัดบั้นพระเอวสีน้ำเงิน เส้นพระเกศาสีน้ำตาลเข้มถูกปล่อยให้ละพระศอเฉกเช่นปกติ

“ถ้าไม่ประสงค์สรงน้ำเย็นก่อนเข้าบรรทม อย่าทรงออกพระกำลังมากจนมีพระเสโทนะเพคะ” คาเมเรียกล่าวดักทาง เจ้าชายอัสศาจึงได้ดำรัสตอบรับคำกำชับกำชานั้นอย่างเป็นมั่นเหมาะ

“เราจะฝึกฝนการใช้มนตราแต่เพียงเล็กน้อย”

ตำหนักของพระราชโอรสองค์โตในกษัตริย์เคซินมีห้องโถงใหญ่สำหรับฝึกฝนการใช้มนตราเช่นกันแต่เพราะเจ้านายผู้เป็นเจ้าของตำหนักไม่อาจใช้พลังเวทได้ ห้องโถงนี้จึงถูกปิดไว้มาตลอด

ลักษณะภายในของห้องนั้นไม่ต่างจากห้องฝึกฝนในชั้นเรียนมนตรา เป็นห้องปิดทึบที่ผนังทุกด้านลงอักขระเวทไว้ ทำให้แม้ไม่มีช่องพระบัญชรแต่อากาศภายในกลับโปร่งสบาย

เจ้าชายอัสศาทรงถือพู่กันมายาไว้ในมือ ระงับพระปัสสาสะและลงมือเขียนวงเวทมนตราพื้นฐาน

การเรียกใช้มนตราด้วยวงเวทมีขั้นตอนข้อกำหนดที่ชัดเจน เริ่มต้นด้วยต้องเขียนวัฏจักรความสัมพันธ์ของธาตุทั้งห้า ระบุอักษรคำสั่งมนตราภายในวงเวท นั่นหมายความว่ายิ่งมนตราซับซ้อนทรงพลัง ต้องการระบุรายละเอียดตำแหน่งเป้าหมายของผลสัมฤทธิ์ชัดเจนมากเท่าใด อักษรคำสั่งย่อมต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนั้น หลังจากที่เจ้าชายอัสศาทรงฝึกฝนทดลองสร้างมนตราด้วยอักษรคำสั่งจำนวนสี่คำ ปรากฏว่ามนตรานั้นได้สลายหายไปไม่บังเกิดผลเพราะทรงพลาดพลั้งคลายพระปัสสาสะก่อนจะเขียนวงเวทเสร็จสิ้น

“เขียนได้แค่สามคำเองหรือนี่” ทรงบ่นพึมพำกับพระองค์เอง

นับตั้งแต่ที่ทรงเริ่มต้นศึกษามนตราเวทจนถึงบัดนี้ เจ้าชายอัสศาได้เรียนรู้การเขียนวงเวทมาแล้วร่วมแปดสิบบท แต่วงเวทเหล่านั้นมีไว้สำหรับผู้ถือครองเวทแต่กำเนิด หลังจากที่ได้รับตำราเพื่อทดสอบของชั้นเรียนพู่กันมายา ทรงสังเกตเห็นว่าตำราเรียนวงเวทของผู้ใช้พู่กันมายาจะต่างจากผู้มีพลังเวท  มนตราที่มีระบุไว้ในตำราล้วนแต่เป็นมนตราพื้นฐานของผู้ใช้พลังเวททั้งสิ้น

แต่คงไม่ใช่เรื่องแปลก ทรงมีพระดำริอยู่ในพระทัย ในเมื่อตำรานี้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อผู้ไร้ซึ่งพลัง

“องค์ราชาเสด็จมาถึงแล้วเพคะ”

เสียงเอ่ยเตือนนั้นทำให้เจ้าชายพระองค์น้อยออกจากภวังค์ความคิดพร้อมแย้มพระโอษฐ์กว้าง

“พระบิดาเพิ่งมาถึงหรือ”

“ตอนนี้พระองค์ประทับอยู่ที่ห้องอาหารแล้วเพคะ” คาเมเรียพูดตอบ เจ้าชายจึงทรงวิ่งนำไปโดยไม่รั้งรอ สองพระหัตถ์โอบอุ้มตำราและพู่กันมายาไว้แน่น

เรื่องที่กำลังทรงมีพระดำริหาหนทางเพื่อเพิ่มความสามารถให้ใช้งานวงเวทได้มากกว่าสามอักษรคำสั่งถูกพักวางไว้เพราะพระประสงค์ในชั่วขณะนั้นคือการอวดพู่กันมายาให้พระบิดาทอดพระเนตร

ห้องอาหารของตำหนักอยู่ส่วนหน้าทางปีกซ้ายติดกับพระอุทยาน บานทวารของห้องนั้นถูกเปิดกว้างทำให้เจ้าชายอัสศามองเห็นพระบิดาโดยง่าย

“พระบิดา” ทรงร้องเรียกพร้อมวิ่งตรงเข้าไปหาก่อนชะงักพระบาทก้มพระเศียรเคารพตามธรรมเนียม พระนมที่เดินตามหลังมาไม่ได้กล่าวตักเตือนกับพระกิริยาที่ดูไม่สุภาพ เนื่องเพราะนางจะเข้มงวดเคร่งครัดก็ต่อเมื่อเจ้าชายอยู่นอกตำหนักเท่านั้น

“นี่คือพู่กันมายาที่ทำให้ลูกใช้มนตราได้ขอรับ”

“อ้อ... เจ้าเพิ่งเริ่มต้นในชั้นเรียนพู่กันมายาวันแรก อาจารย์ของเจ้าก็ให้มันมาใช้แล้วรึ” ผู้เป็นกษัตริย์ตรัสถาม แม้จะมีผู้กราบบังคมทูลถวายรายงานเกี่ยวกับพระราชโอรสองค์โตให้ทรงทราบมาก่อนแล้วก็ตาม

“ขอรับ ลูกเรียกใช้มนตราได้แล้วด้วย”

“ดีแล้ว ๆ จงขยันหมั่นเพียรเข้าไว้ล่ะ” ราชาเคซินทรงพระสรวลพร้อมอุ้มพระโอรสองค์น้อยขึ้นบนพระเก้าอี้ หลังทรุดองค์ลงประทับ เหล่านางข้าหลวงได้ยกพระกระยาหารมาถวาย

เจ้าชายอัสศาทรงตื่นเต้นกับชั้นเรียนพู่กันมายานักจึงทูลเล่าเรื่องถวายไปพลางขณะที่เสวย

“ลูกจะตั้งใจจดจำฝึกฝนวงเวทเพื่อให้ทดสอบผ่านโดยเร็วนะขอรับ” รับพระกระยาหารอีกคำเสร็จก็ตรัสอีกว่า “ลูกประสงค์จะเข้าเขตแดนเวทพิจัยยิ่งนัก ถ้าเป็นไปได้ลูกต้องการผ่านดินแดนสัมฤทธิ์ก่อนครบอายุสิบห้า”

ประโยคคำพูดของพระราชโอรสทำให้ราชาเคซินชะงักพระหัตถ์

เขตแดนเวทพิจัยอยู่ในการปกครองดูแลของพระองค์ ทั้งครั้นที่ยังทรงพระเยาว์ก็เคยผ่านการทดสอบในดินแดนแปลกแยกแห่งนั้นมาแล้ว จึงทรงทราบดีว่าพื้นที่ภายในอันตรายต่อผู้ไร้พลังเวทเพียงใด

“เจ้าไม่ต้องเร่งร้อนไปหรอก อัสศา” พระสุรเสียงนั้นนุ่มนวลราบเรียบแฝงด้วยความเอ็นดูห่วงใย “การใช้มนตราสำคัญที่พื้นฐาน แม้เจ้าจะเร่งร้อนจดจำฝึกฝนวงเวทก็ไม่ได้ทำให้เจ้าเรียกใช้มนตราได้คล่องแคล่ว อีกทั้งในเขตแดนเวทพิจัยนั้นอันตรายนัก พ่อเป็นห่วงกลัวเจ้าจะเป็นกระไรไป”

“ไม่ใช่ว่า ภายในเขตแดนปลอดภัยต่อชีวิตผู้ทดสอบหรือขอรับ”

“จะเรียกว่าปลอดภัยอย่างเต็มปากเต็มคำย่อมไม่ถูกต้องนัก เพียงแต่มีพลังเวทป้องกันไม่ให้ผู้ทดสอบถึงแก่ชีวิต โดยผู้ทดสอบจะถูกส่งออกมาจากเขตแดนก่อนสิ้นลมหายใจ เจ้าเข้าใจคำที่พ่อพูดหรือไม่ อัสศา”

“พระบิดาหมายถึงผู้ทดสอบจะต้องบาดเจ็บหนักจนจวนเจียนหมดลมหายใจหรือขอรับ”

“ใช่ อีกข้อแม้หนึ่งคือผู้ทดสอบสามารถไปถึงพื้นที่ซึ่งวางมนตราส่งตัวไว้ คนผู้นั้นจะถูกส่งออกมาจากเขตแดนทว่าผู้ที่รู้จักรักษาตัวรอดจนถูกส่งกลับออกมาอย่างปลอดภัยกับผู้ที่เจ็บหนักถึงชีวิตกลับมีอัตราครึ่งต่อครึ่ง เพราะเหตุนั้นถึงได้มีกฎเว้นระยะการทดสอบของผู้ที่ไม่ผ่านการทดสอบในแต่ละครั้ง” ราชาเคซินทรงมีพระราชดำรัส ก่อนตรัสสั่งสอนพระราชโอรสในอุทรต่อไปอีกว่า

“การเรียกใช้มนตราใช่สำคัญเพียงแค่พลังอำนาจที่ถือครอง สิ่งสำคัญคือความเข้าใจอย่างถ่องแท้ทะลุปรุโปร่ง มีกำลังกายและพลังชีวิตที่กล้าแข็ง ต่อให้เจ้าถือครองอำนาจพลังธาตุมากมายแต่ไร้ซึ่งพลังกายทั้งพลังชีวิตยังอ่อนด้อย มนตราเวทที่เจ้ามุ่งหวังเรียกใช้ย่อมไม่อาจสัมฤทธิ์ดังปรารถนา เจ้าไม่จำเป็นต้องเร่งรีบลูกรัก”

เจ้าชายอัสศาทรงสดับด้วยท่าทีสงบนิ่งก่อนพยักพระพักตร์ตอบรับ

หลังจบมื้อพระกระยาหารค่ำ องค์ราชาเคซินยังคงประทับอยู่ ณ ตำหนักนั้นกระทั่งส่งโอรสผู้เยาว์วัยเข้าบรรทม ทรงเฝ้ารอจนเจ้าชายอัสศาเข้าสู่นิทรารมณ์แน่แล้วจึงได้มีกระแสพระราชดำรัสกับพระนมที่รอรับใช้อยู่ไม่ห่าง

“อย่าเข้มงวดเคร่งครัดกับอัสศาให้มากนัก ถึงเจ้าต้องการให้เขาขึ้นครองราชย์เป็นราชาปกครองอารุดีเวีย แต่ใช่ว่าอารุดีเวียจะยอมรับผู้ที่มีชัยในประเพณีนวรัตนะเท่านั้น”

“ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท”

“เรื่องทดสอบมนตรานี่ก็เช่นกัน เราจะอนุญาตให้อัสศาเข้าสู่อาณาเขตเรียนรู้ได้ก็ต่อเมื่อเขามีอายุสิบขวบแล้วเท่านั้น”

“ข้าพระพุทธเจ้าไม่เข้าใจ เหตุใดต้องมีพระชันษาสิบปี” คาเมเรียเอ่ยถามเพราะท่านจอมเวทแห่งหอคอยศิลาศักดิ์สิทธิ์ก็กล่าวไว้เช่นนั้น

“สำหรับผู้ที่เกิดมาไร้พลังเวทจะเริ่มใช้มนตราเพื่อเชื่อมประสานการรับรู้อำนาจพลังธาตุในกายได้ก็ต่อเมื่อมีอายุสิบปีขึ้นไป” เจ้าผู้ครองนครทรงอธิบาย เบือนพระพักตร์กลับไปหาพลางทอดพระเนตรนางที่นั่งอยู่กับพื้น

“อารุดีเวียมีกฎและธรรมเนียมมากมาย แม้เราจะไม่ใช่ผู้เคร่งครัดปฏิบัติตามกฎและธรรมเนียมเหล่านั้นโดยไม่มีบิดพลิ้ว กระนั้นเราไม่ประสงค์ให้บุตรต้องกลายเป็นคนไร้ค่าเพราะความไม่รู้ของคนต่างถิ่น”

คาเมเรียกัดฟันก้มหน้าลงเพื่อซ่อนแววตาเจ็บช้ำโกรธเคือง

“เข้าใจหรือไม่” ผู้ที่อยู่บนพระแท่นมีพระราชดำรัสถามย้ำด้วยน้ำเสียงเข้มห้วน

“เพคะใส่เกล้าใส่กระหม่อม” หญิงสาวได้แต่คิดด้วยความน้อยใจ อย่างนางหรือจะกล้ากล่าวปฏิเสธทั้งที่เขาเองก็รู้ดีที่สุด

 

##### - ขอขอบคุณสำหรับทุกการติดตามและขออภัยที่มาเพล - #####


 

ความหมายคำราชาศัพท์

พระปราง = แก้ม                       พระคุยหฐาน = อวัยวะที่ลับ

พระเกศา = ผม                          พระสรรพางค์ = ร่างกาย

ทรงพระสุคนธ์ = ทาเครื่องหอม    พระฉวี = ผิว

ผ้าซับพระองค์ = ผ้าเช็ดตัว          สาณี = ฉาก

พระบัญชร = หน้าต่าง                 ทรงพระสรวล = หัวเราะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

0 ความคิดเห็น