ตำนานเมืองแห่งเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13,362 Views

  • 94 Comments

  • 235 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    227

    Overall
    13,362

ตอนที่ 56 : ตำนานที่ 56 เอะใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 176
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    28 ก.ย. 61

ตำนานที่ 56 เอะใจ

 

หลังผ่านพ้นการทดสอบระดับปัญจอาณาเขต ผู้เล่าเรียนมนตราแทบไม่มีความจำเป็นต้องเข้าชั้นเรียนเพื่อศึกษาเวทคาถาอีก ที่จริงแล้วก่อนหน้านั้นมีผู้เล่าเรียนหลายต่อหลายคนที่ทยอยงดชั่วโมงเรียนของตน เจ้าชายอัสศาก็ทรงทำเช่นดังกล่าวทว่ายังมีบางวิชาที่ยังทรงเข้าชั้นเรียนอย่างต่อเนื่อง อาทิ ศาสตร์และเวทแห่งการรักษา หรือวิชาภาษาต่างประเทศ

ครั้นทรงมีเวลาว่างก็เสด็จไปหอตำราหาเอกสารบันทึกอ่านเช่นปกติ วันนั้นทรงหยิบตำรากายวิภาคจากบนชั้นวางขึ้นมาอ่าน ทว่าเปิดตำราไปได้เพียงไม่กี่หน้า เสียงอูอาซึ่งดังใกล้พระกรรณกลับทำให้พระองค์รีบปิดเล่มตำราลงเสียก่อน

“ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องช่วยงานที่บ้านหรือ” ทรงหันไปเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มผู้ซึ่งยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง

ดารากะยิ้มเผล่คว้าหยิบตำราในมือของเจ้าชายลำดับที่หนึ่งไปเปิดดู “ไม่คิดว่าตำราจากต่างถิ่นจะมีรูปภาพเยี่ยงนี้ให้ยลด้วย ไม่เช่นนั้นข้าคงหยิบยืมมาอ่านนานแล้ว”

เจ้าชายอัสศาทรงมีสีพระพักตร์เอือมระอากับนัยน์ตาเป็นประกายของพระสหายยามที่มองรูปวาดเปลือยของสตรีเพศบนหน้ากระดาษ ทรงดึงตำรากลับคืนมาและนำมันวางเก็บบนชั้น

“รูปพวกนี้มีไว้เพื่อศึกษาหาความรู้ หาใช่ดูเพื่อคิดอกุศล เราว่าเจ้าหมกมุ่นเกินไปแล้วนะ” รับสั่งพร้อมก้าวพระบาทเสด็จพระดำเนินนำออกจากหอตำราโดยมีดารากะรีบสาวเท้าเดินมาเทียบข้าง

“หมกมุ่นกระไรกัน ข้าแค่อยากรู้อยากเห็นตามประสา เจ้าก็เถอะที่มาเปิดตำราเพราะอยากรู้เหมือนกันไม่ใช่รึ”

ผู้เป็นเชื้อพระวงศ์ฟังถ้อยประโยคของพระสหายแล้วเกิดรู้สึกขัดเขิน นั่นทำให้ดารากะหัวเราะชอบใจ เพราะนัยหนึ่งประโยคนั้นหมายถึงพระอุปนิสัยที่เป็นมาของสหายเชื้อพระวงศ์ ส่วนอีกนัยคือคำสัพยอกว่าอีกฝ่ายก็ต้องการเห็นนางในภาพเช่นกัน

เจ้าชายอัสศาทรงฉิวจนต้องแสร้งพ่นลมหายใจก่อนเปลี่ยนไปสนทนาเรื่องอื่น

“เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด”

“ทีแรกข้าว่าจะไปหามูชา แต่บังเอิญเดินมาเจอเจ้าจึงเดินตามมา”

ผู้ฟังทรงเหล่มองอีกฝ่ายทันที “ตกลงไม่ว่าไปที่ใด เราจำต้องกางอาณาเขตมนตราไว้ตลอดเลยหรือ”

“แสดงว่าเจ้าไม่รู้สึกเลยใช่หรือไม่” ดารากะถามอย่างดีใจ คู่สนทนายอมพยักพระพักตร์รับ

ดารากะกำลังฝึกฝนเวทคาถาบทหนึ่งซึ่งสามารถสำรวจสอดแนมผู้เป็นเป้าหมายโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้สึกตัว และเจ้าตัวได้ฝึกฝนต่อยอดให้สามารถลบสัมผัสตัวตนจากการรับรู้ของฝ่ายตรงข้าม มันเป็นอีกหนึ่งมนตราที่สร้างสรรค์จากคุณสมบัติของอำนาจธาตุโลหะ

แม้ผู้ใช้เวทจากศิลาห้าธาตุจะเรียกใช้มนตราจากธาตุใดก็ได้ กระนั้นส่วนมากล้วนแต่พยายามฝึกฝนเวทคาถาที่ใช้อำนาจพลังธาตุหลักในกายเป็นส่วนใหญ่ ว่ากันว่าการทำเช่นนั้นมีโอกาสทำให้จิตสมาธิสัมผัสธาตุที่ถือครองได้ในที่สุด หรือคือสักวันหนึ่งจะสามารถสร้างมนตราโดยไม่จำเป็นต้องใช้ศิลาห้าธาตุ

“แล้วเจ้ายังจะไปหามูชาหรือไม่”

ดารากะขานเสียงในลำคอตอบรับ “มูชากับพวกท่านพี่อัลซาดีจะลงประลองในปีนี้ ข้าจึงคิดว่าก็น่าจะจับคู่ฝึกซ้อมกันได้และข้าจะร่วมด้วย เจ้าล่ะสนใจหรือไม่”

“เรากำลังคิดจะสมัครเข้าเป็นพนักงานเวท แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเข้าสังกัดใดดี”

“ไม่เข้าสังกัดปราชญ์มนตรารึ เจ้าชายวิรัจดำรงตำแหน่งปราชญ์อยู่ด้วยนี่นา”

“คงไม่ไหว สังกัดปราชญ์มนตรามีแต่ผู้ถือกำเนิดพร้อมพลังเวท” เหตุผลที่บอกกับพระสหายเป็นเช่นนั้น แต่ความจริงส่วนหนึ่งทรงกังวลว่าหากสมัครเข้าสังกัดปราชญ์มนตรา ผู้คนจะเล่าลือในทางเสียหาย

เดินคุยกันมาจนถึงหน้าประตูใหญ่ของสำนักมนตราเวทหลวง พวกเขาจึงเลี้ยวซ้ายไปทางทิศตะวันออกและตรงไปตามถนน เขตตะวันออกมีแต่บ้านเรือนที่มีอาณาเขตบริเวณ ทั้งการปลูกสร้างก็ใหญ่โตงดงาม ต้องเดินเลี้ยวเข้าไปในอีกเขตถนนหนึ่ง บ้านเรือนจึงมีขนาดย่อมเล็กลง

ดารากะรี่ตรงไปเคาะระฆังที่แขวนอยู่หน้าประตู รออยู่ครู่หนึ่งประตูหน้าถึงถูกเปิดออกพร้อมหญิงรับใช้ที่เยี่ยมหน้าออกมา

“ท่านดารากะ อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ”

“อรุณสวัสดิ์เช่นกันขอรับ ข้ามาหามูชา”

เมื่อบอกความต้องการของตน หญิงรับใช้จึงเชื้อเชิญผู้มาเยือนเข้าไปด้านใน พาไปนั่งรอยังห้องรับรองก่อนที่เด็กหนุ่มบุตรชายผู้เป็นเจ้าของบ้านจะออกมาหา

มูชาเอ่ยทักพระราชโอรสในองค์ราชา ต่อจากนั้นถึงเอ่ยทักทายสหายอายุน้อย

ดารากะเข้าเรื่องธุระที่ต้องการมาหาอย่างไม่อ้อมค้อม “ถ้าตกลงวันพรุ่งจะได้เริ่มกันเลย ช่วงเช้าซ้อมประลองการต่อสู้ด้วยมนตราและช่วงบ่ายก็ซ้อมเตะลูกหนัง”

“ตกลงเจ้าไม่ต้องช่วยงานของทางบ้านหรือ” มูชาถามคำถามที่อีกฝ่ายยังไม่ได้เอ่ยตอบเจ้าชายลำดับที่หนึ่ง

“พอข้าบอกบิดาว่าจะเตรียมตัวเพื่อลงประลองในประเพณีนวรัตนะ ท่านกลับดีใจส่งเสริม อีกประการยังมีเวลาว่างช่วงเช้าและย่ำค่ำให้ข้าทำงานอื่น”

“อื้อฮือ! ได้ยินเช่นนั้นข้าคิดว่าเจ้าเป็นคนขยันขันแข็งขึ้นมาเทียว”

“ข้าเป็นบุรุษที่ขยันขันแข็งอยู่แล้ว” ดารากะรีบรับสมอ้าง

นั่งคุยกันอีกครู่หนึ่งเขาก็เอ่ยชวนให้ไปทานอาหารยังเมืองรองทางตะวันตก แต่เมื่อเอ่ยปากออกไปย่อมจำต้องส่งมนตราสื่อสารแจ้งข้อความบอกแก่ดาลัน จิดิระและเภคินด้วย จนกลายเป็นใช้เวลาออกไปเที่ยวเล่นด้วยกันอีกเช่นเคย

เจ้าชายอัสศาได้เสด็จกลับมาถึงตำหนักยามเข้าไต้เข้าไฟพร้อมลูกไม้ชนิดหนึ่งซึ่งมีจำหน่ายมากในเมืองที่เพิ่งไปเยี่ยมเยือน ราชนิกุลผู้เป็นเจ้าของตำหนักไม่เคยท่องเที่ยวเถลไถลจนดึกดื่นเพราะทราบว่าพระนมคอยรอรับเสด็จอย่างเป็นห่วงกังวล

“ท่านนมว่าร่างกายของเราประหลาดกว่าผู้อื่นหรือไม่” เจ้าชายลำดับที่หนึ่งรับสั่งถาม แม้จะเติบใหญ่มากแล้วกระนั้นนางข้าหลวงผู้เลี้ยงดูยังคอยช่วยสรงน้ำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

คาเมเรียชะงักไปชั่วพริบตาก่อนจะขยับมือใช้ใยพืชขัดพระฉวีดังเดิม

“เพราะทรงเริ่มเจริญพระชันษา พระวรกายจึงคล้ายผิดแปลกไปบ้าง เหล่านี้เป็นเรื่องปกติเพคะ สรงน้ำในอ่างหรือไม่เพคะ” นางเปลี่ยนไปถามเรื่องอื่นในประโยคสุดท้าย เจ้าชายอัสศาจึงละความสงสัยกับสิ่งที่ข้องพระทัย ขยับพระวรกายกระโดดลงน้ำ

สระสรงนั้นถูกเจ้าชายลำดับที่หนึ่งใช้พลังมนตราปรับระดับพื้นเป็นขั้น ให้มีส่วนที่ตื้นและลึกสำหรับว่ายน้ำได้อย่างถนัดถนี่ หลังลงแช่อยู่ในอ่างทรงวาดมือใช้พลังเวทบังคับก่อกำเนิดเป็นสัตว์ประหลาดร่างยักษ์โผล่ศีรษะขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ครั้นคลายคาถา ชลาสินธุ์พลันร่วงหล่นเป็นสายคล้ายพิรุณโปรยปราย ทรงลูบปาดหยาดน้ำออกจากพระพักตร์ก่อนแหวกว่ายไปกับชลจรอันสำแดงขึ้นจากมนต์กฤติยา

คาเมเรียยกยิ้มประดับใบหน้าแต่ในใจกังวลครุ่นคิด นางปฏิบัติตัวเช่นปกติกระทั่งออกจากห้องของเจ้าชายอัสศาเมื่อทรงเริ่มฝึกจิต กลับไปที่ห้องของตนผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและลอบออกจากพระราชวังตามเส้นทางลับ ตรงไปยังหอคอยกลางจัตุรัสศิเวดัสอันเป็นที่ประดิษฐานศิลาศักดิ์สิทธิ์

ที่แห่งนั้นมีบุคคลซึ่งนางต้องการพบยืนชมความงามของดวงศศิธรอยู่ก่อนแล้ว

การพบกันระหว่างเธอและเขาไม่ได้มีการนัดหมายล่วงหน้าทว่าถ้าหญิงสาวประสงค์พูดคุยกับเขา เธอทำได้เพียงมายังหอคอยนี้เท่านั้น

“เจ้าชายอัสศาทรงเริ่มสงสัยแล้ว”

“ไม่ใช่ว่าเจ้าเตรียมใจไว้ตั้งแต่คิดทำการหรือ” เขาถามกลับ

นางเดินกลับไปกลับมาใบหน้าเต็มไปด้วยความปริวิตก “ไม่มีเวทคาถาบทอื่นบ้างหรือเจ้าคะ”

มนตราไม่อาจแปรเปลี่ยนสิ่งที่เป็นมา เป็นอยู่และเป็นไปได้ ถือกำเนิดเป็นสิ่งใดย่อมเป็นสิ่งนั้น มีสองหนทางที่ข้าพอแนะนำได้คือบอกความจริงหรือใช้มนตราอีกบท”

“มนตราอีกบท?” คาเมเรียถามอย่างใคร่สนใจ

“ลบความทรงจำของทุกผู้คนและใส่ความทรงจำใหม่เข้าไป”

“และความทรงจำของเจ้าชายเล่า จะเป็นเยี่ยงไร”

“สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของเจ้า พระองค์และทุกคนจะรับรู้เพียงว่าทรงถือกำเนิดมาพร้อมพลังเวทที่มีอยู่” เขาบอกก่อนเดินเข้าไปใกล้นางและแตะปลายนิ้วลงบนหน้าผาก คาเมเรียสะดุ้งตกใจพร้อมก้าวถอยไปด้านหลัง

“แต่เจ้าคงต้องถอนมนตราคำสาปในกายเสียก่อน”

“ท่านเคยกล่าว คำสาปนี้ไม่ร้ายแรงถึงขั้นคร่าชีวิต”

“ถ้าเจ้าฝืนใช้มนตราที่ข้าแนะนำทั้งที่ยังมีคำสาปติดกาย เจ้าอาจถึงแก่ชีวิต” เขาอธิบาย “อีกเหตุผลหนึ่งที่ข้าควรบอกให้รู้ไว้ พลังชีวิตของเจ้าอ่อนแอลงมาก ต่อให้ไม่คิดใช้มนตราที่เสนอแนะก็ควรหาผู้แก้คำสาปให้เสีย องค์ราชาย่อมได้กระมังถ้าเจ้ายอมบอกพระองค์”

“เป็นท่านไม่ได้หรือ” คาเมเรียถามทั้งที่รู้ว่าคำขอนี้ไม่อาจเป็นไปได้และอีกฝ่ายทำเพียงยกยิ้มไม่ตอบคำใด

เขามีพลังมาก เชี่ยวชาญเวทคาถามากกว่าผู้ใดทั้งปวงในอารุดีเวียแม้ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดแต่คาเมเรียรับรู้ได้จากสิ่งที่เขาเคยทำเพื่อช่วยนาง

“แล้วเขาจะไม่เป็นไรหรือ จะเหมือนกับไอริยาที่ช่วยข้าหรือไม่” หญิงสาวถามด้วยความห่วงใยต่อผู้ที่ถูกกล่าวถึงในประโยค แม้เขาจะทำให้นางเจ็บช้ำกระนั้นอีกเสี้ยวหัวใจหนึ่งยังคงรักและห่วงใยเขาอยู่เสมอ

“พระปรีชาสามารถขององค์ราชาไม่ใช่เรื่องที่ใครจะปั้นแต่งได้ วันนั้นถ้าพระองค์อยู่กับเจ้า ไอริยาคงไม่ต้องออกแรงทำการใดด้วยซ้ำ”

คาเมเรียแค่นหัวเราะและคิดอย่างคับแค้นใจ “ถ้าพวกมันไม่รู้ล่วงหน้าว่าองค์ราชาเสด็จออกนอกเมืองหลวง ก็คงไม่มีทางเกิดเรื่องเช่นกัน”

ที่หญิงสาวเจ็บแค้นไม่ใช่แค่พวกมันมุ่งร้ายหวังชีวิตแต่พวกเลวทรามนั่นยังคิดพรากลมหายใจบุตรของนาง หากไม่ได้ไอริยาช่วยใช้มนตราต้านทานจนสิ้นลม นางและบุตรคงไม่มีชีวิตอยู่มาจนถึงป่านนี้ นางพยายามอยู่อย่างเจียมตนเพื่อรอให้ความปรารถนาบรรลุผล จะได้มองดูพวกมันเจ็บแค้นยิ่งกว่าตาย!

เสียงหัวเราะของเขาเรียกความสนใจให้คาเมเรียหันกลับไปมอง

“ถ้าเจ้าหวังแก้แค้นต้องถอนมนตราคำสาปเสียก่อน คำสาปที่ได้รับและติดตัวเจ้าอยู่อาจไม่มีฤทธิ์ปลิดชีพเจ้าได้ในวันนี้วันพรุ่ง กระนั้นมันยังคงเป็นคำสาปที่ผู้ร่ายคาถามุ่งหวังทำร้ายเอาชีวิตเจ้า ผลสัมฤทธิ์ของมันยังคงอยู่แม้ผู้ใช้เวทจะดับสิ้นไปแล้วก็ตาม”

สีหน้าของเธอคงบ่งบอกเด่นชัดว่าภายในใจกำลังคิดสิ่งใด คาเมเรียบอกกับตัวเองยามที่ได้ยินประโยคของอีกฝ่าย

อย่างไรก็ดีข้อเสนอทั้งสองยังยากต่อการตัดสินใจ “ข้าคงต้องขอเก็บไปคิดดูก่อน”

“แล้วแต่เจ้าสะดวก”

“ขอขอบคุณท่านมากที่คอยให้ความช่วยเหลือมาตลอด” หญิงสาวกล่าวพร้อมค้อมคำนับก่อนหมุนตัวหันหลังเดินลงจากหอคอย ชายผู้นั้นยังคงอยู่ที่เดิมพลางพึมพำเสียงเบา

“ข้ามิได้เป็นคนดีถึงเพียงนั้นหรอก... คาเมเรีย”

 

##### - ขอขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม - #####

 

คำศัพท์น่ารู้

ชลาสินธุ์ มีความหมายว่า ห้วงน้ำ, สายน้ำ

ชลจร มีความหมายว่า สัตว์นํ้า

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

0 ความคิดเห็น