ตำนานเมืองแห่งเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13,352 Views

  • 94 Comments

  • 235 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    217

    Overall
    13,352

ตอนที่ 54 : ตำนานที่ 54 คำมั่นที่ต้องยึดถือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 199
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    24 ก.ย. 61

ตำนานที่ 54 คำมั่นที่ต้องยึดถือ

 

หนังสือแจ้งขอให้สังกัดปราชญ์ศึกษาธิการระงับการทดสอบในเขตแดนเวทพิจัยถูกส่งถึงภริกวาผู้ดำรงตำแหน่งปราชญ์ลำดับที่หกในเช้าถัดมา ในเอกสารเขียนเหตุผลชี้แจงเช่นเดียวกับที่เจ้าพนักงานรายงานให้ผู้เป็นปราชญ์ลำดับที่หนึ่งรับรู้ ลำดับขั้นต่อไปคือปราชญ์ทั้งสองต้องนำเรื่องนี้รายงานในที่ประชุมต่อหน้าองค์ราชาเพื่อขอความเห็นชอบจากผู้ดำรงตำแหน่งปราชญ์ลำดับอื่นและขอพระบรมราชโองการปฏิบัติงาน

ปราชญ์มนตรารายงานข้อมูลเนื้อหาตามที่เจ้าพนักงานเวทในสังกัดเอ่ยแจ้ง เรื่องที่ลิ่มไม้บ่งอาณาเขตของผู้เข้าทดสอบในเขตแดนเวทพิจัยเกินจากแผนภาพจำลองพื้นที่ ทั้งเรื่องที่มีเจ้าพนักงานเวทในสังกัดองค์ราชาเข้าไปดูการทำงานและพูดสั่งให้คนของเขาดำเนินการหลายสิ่งหลายอย่าง เพียงแต่วิรัจรู้จักแยกแยะแม้จะขัดเคืองใจเช่นเดียวกับที่เจ้าพนักงานในสังกัดรู้สึก เพราะแม้แต่ผู้ที่ดำรงปราชญ์ยังไม่ริอ่านก้าวก่ายงานในสังกัดอื่น กระนั้นได้แต่เก็บความขุ่นเคืองไว้พูดคุยกับพระเชษฐาในภายหลัง

“ขอให้วิรัจและท่านภริกวารีบดำเนินการตามนั้น”

“พระพุทธเจ้าข้าขอรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม”

ครั้นการประชุมสิ้นสุดผู้ดำรงตำแหน่งปราชญ์มนตรายังติดตามองค์ราชาไปยังห้องทรงงานซึ่งมิดชิดรโหฐาน

“เจ้ามีเรื่องใด” ราชาเคซินเสด็จพระราชดำเนินนำไปประทับบนเก้าอี้รับรองพร้อมผายพระหัตถ์เชื้อเชิญพระอนุชา

“ข้าพระพุทธเจ้าแค่ต้องการทราบว่าคนผู้นั้นเป็นใคร มีที่มาที่ไปอย่างไร” เมื่อเห็นองค์ราชาเลิกพระขนงจึงกล่าวต่อ “เจ้าพนักงานเวทที่อยู่ในสังกัดของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท”

“ไยต้องทราบ... เราไม่ได้ยียวน” รีบตรัสประโยคหลังเมื่อเห็นสีหน้าของคู่สนทนา “เขาไม่ได้มีจิตคิดร้ายและไม่มีวันทรยศต่อแผ่นดินนี้ เท่านั้นย่อมเพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ”

“แต่ไม่มีผู้ใดรู้ที่มาที่ไปมิหนำซ้ำยังไม่มีผู้ใดรู้ที่อยู่ของเขา”

ราชาเคซินพยักพระพักตร์รับ ปราชญ์มนตรารู้ถึงเพียงนั้นคงเพราะส่งคนไปติดตามสืบหามาแล้วเป็นแน่

“เขาทำงานเป็นการลับ ทั้งไม่ใคร่ปฏิสัมพันธ์กับผู้ใด จะไม่รู้ที่อยู่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”

“ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทไม่ไว้พระทัยข้าพระพุทธเจ้าถึงเพียงนั้นเลยหรือ”

“ไม่ใช่ไม่ไว้ใจ แต่มันเป็นคำสัญญาที่เราต้องยึดถือ” ทรงนิ่งคิดไปครู่ก่อนรับสั่งว่า “ยังจำครั้งที่พระราชชนกมีกระแสรับสั่งก่อนการประลองคัดเลือกในประเพณีนวรัตนะได้หรือไม่”

องค์ราชาตรัสถามย้อนความ

ก่อนวันจัดงานประลองมนตราในประเพณีนวรัตนะจะมีการประลองคัดเลือก ให้เหลือผู้ผ่านเข้ารอบเพียงไม่กี่คนเพื่อต่อสู้ชิงชัยในวันจริง ปีนั้นอดีตองค์ราชารัชกาลก่อนประกาศแจ้งสละราชสมบัติ งานประเพณีประลองต่อสู้จึงคึกคักเป็นพิเศษ ยิ่งมีข่าวลือว่าเจ้าชายผู้คว้าชัยในการประลองอยู่ทุกปีจะสละสิทธิ์เข้าร่วม ยิ่งมีผู้คนมากมายแห่แหนลงชิงชัย

“ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทหมายถึงถ้อยรับสั่งใด ในวันนั้นอดีตองค์ราชาตรัสมากมายเหลือเกิน” วิรัจกล่าวถามเนื่องจากไม่ประสงค์ทวนย้อนทุกประโยค

เพราะมีข่าวลือว่าพระเชษฐาจะสละสิทธิ์เข้าร่วมประลอง ราชาเคซินซึ่งขณะนั้นยังคงดำรงพระยศเป็นเจ้าชายจึงได้รับพระราชโองการให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์เพียงแต่เขากลับดื้อแพ่งติดตามไปด้วย แม้ไม่ทราบว่าข่าวลือที่แพร่สะพัดออกไปมีที่มาจากแหล่งใด แต่เพราะรู้ว่าความประสงค์นั้นของพระเชษฐาเป็นเรื่องจริง จึงหวังช่วยเกลี้ยกล่อมให้อดีตองค์ราชาเข้าพระทัยเหตุผล

“ครั้นขึ้นเป็นราชาแล้วจักต้องยึดถือคำมั่นสัญญาไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถครองบัลลังก์นี้ไม่ยาวนาน ทั้งไม่อาจดำรงสกุลให้มีอำนาจสืบต่อไป”

“เขาผู้นั้นเกี่ยวข้องกับคำมั่นด้วยหรือ”

ราชาเคซินไม่ได้ตอบรับเป็นคำพูดเพียงแค่พยักพระพักตร์ ก่อนรับสั่งถาม “เขาคงทำการใดให้เจ้าขุ่นเคือง”

“พระพุทธเจ้าข้า” ตอบกลับไปแล้วปราชญ์มนตราพลันเกิดอาการลังเลเพราะไม่ได้พบปะคนผู้นั้นโดยตรง เขาเองเพียงแต่ฟังสิ่งที่เจ้าพนักงานในสังกัดบอกเล่า “แต่เพียงเล็กน้อย”

เขาเชื่อมั่นอุปนิสัยของเจ้าพนักงานเวทในสังกัดที่ตนคัดสรรเข้ามาทำงาน ทั้งคอยสังเกตตรวจตราพฤติกรรมของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาอยู่เสมอกระนั้นใช่ว่าจะเข้าถึงทุกทิฐิในจิตใจของทุกผู้คน จึงนึกเปลี่ยนใจกลับคำตอบ

“บางครั้งเขาก็ทำตัวน่าโมโหจริง ๆ นั่นล่ะ แต่เรื่องที่เขายุ่มย่ามล้วนเป็นเรื่องที่อาจส่งผลกระทบต่ออาณาจักรทั้งสิ้น ถ้ามองข้ามนิสัยเสียบางอย่างไปจะเข้าใจว่าคำสั่งของเขาไม่ใช่มุ่งร้าย”

“ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทกำลังหมายความว่าการที่พื้นที่ในเขตแดนเวทพิจัยเพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่ออาณาจักร”

“เราไม่ทราบ” องค์ราชาตรัสตามตรง “ถ้าจะตรวจสอบจริงคงเป็นงานใหญ่ เจ้าว่าเขตแดนเวทพิจัยจะมีพื้นที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อด้านหนึ่งเป็นศิขริน อีกด้านก็ถูกวังหลวงและสำนักมนตราเวทปิดล้อมไว้ ตึกอาคารหรือภูผาไม่มีเท้าก้าวเดินให้ขยับได้”

องค์ราชารับสั่งเพียงแค่นั้นปราชญ์มนตราเข้าใจได้ทันควัน

“ข้าพระพุทธเจ้าจะรีบตรวจสอบ” ผู้พูดรีบลุกขึ้นยืน โค้งคำนับกล่าวลาก่อนเร่งร้อนถอยเท้าออกจากห้อง นึกโทษตัวเองที่ควรเอะใจเรื่องนี้มากกว่าสงสัยชายนิรนามผู้นั้น

แม้ว่าจะมีการเปิดเขตแดนเวทพิจัยให้เป็นสถานที่ทดสอบสำหรับผู้เล่าเรียนมนตรามาหลายร้อยปีแล้วก็ตาม ทว่าดินแดนแห่งนั้นยังคงเป็นอาณาเขตพิศวงซึ่งไม่อาจเห็นความเป็นไปภายในแม้ใช้มนตราสอดส่องจากด้านนอก บางคราวป่านั้นก็เงียบสงบไม่ต่างจากพนาไพรสัณฑ์ทั่วไปภายในอาณาจักร บางคราดินแดนนั้นก็บ้าคลั่งเต็มไปด้วยอาถรรพ์

วิรัจตรงกลับไปยังตึกที่ทำการในสังกัดปราชญ์มนตราพร้อมเรียกหาเจ้าพนักงานเวทขั้นหนึ่งทั้งหมด เขาคิดวางแผนสิ่งที่ต้องทำขณะเดินตรงไปยังห้องเก็บแผนภาพจำลองพื้นที่ทั้งอาณาจักร

แผนภาพเหล่านี้ปราชญ์แห่งนครมีไว้ในครอบครองเช่นเดียวกัน แต่เนื่องด้วยงานของสังกัดปราชญ์มนตราครอบคลุมเกี่ยวกับการใช้เวทคาถาจึงเชื่อมโยงกับทุกสังกัดและคล้ายหน่วยสนับสนุนให้เจ้าพนักงานในสังกัดอื่นเรียกใช้

รอไม่นานกลุ่มบุคคลที่เขาเรียกหาได้ทยอยเปิดประตูเข้ามา

“คงได้ยินเรื่องที่เจ้าพนักงานเวทสังกัดองค์ราชาแจ้งให้ลงข่ายมนตรารอบอาณาเขตเวทพิจัยใหม่แล้วกระมัง” วิรัจเกริ่นซึ่งผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาทั้งหกคนที่ประกอบด้วยหญิงและชายต่างขานเสียงรับ

“ก่อนหน้าจะถึงราตรีวันเพ็ญ เราจะทำการรังวัดพื้นที่ในอาณาจักรใหม่ทั้งหมดและรังวัดพื้นที่เขตแดนเวทพิจัยรอบนอกใหม่อีกครั้ง”

ผู้ฟังบางคนต่างลอบสบตากัน

หลังมีผู้ริเริ่มสอบเขตพื้นที่อาณาจักรตั้งแต่เมื่อพันปีก่อน จากนั้นไม่เคยมีผู้ใดคิดทวนสอบซ้ำ พื้นที่ของอาณาจักรร่วมสามล้านไร่ ระยะทางโดยรอบสิบกว่าโยชน์ ต่อให้เป็นผู้ใช้เวทที่เชี่ยวชาญมีพลังกล้าแข็งมากเพียงใดก็ไม่อาจสร้างอาณาเขตมนตราครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่เช่นนี้ได้

“เรารู้ว่างานนี้อาจเกินความสามารถ เราจะแจ้งขอความร่วมมือจากปราชญ์แห่งนครและปราชญ์กลาโหมด้วย”

“ฝ่าพระบาทกังวลเรื่องพื้นที่เขตแดนเวทพิจัยซึ่งซ้อนทับออกมาด้านนอกหรือ เมื่อเช้าพวกเกล้ากระหม่อมเพิ่งไปตรวจสอบ ด้านนอกเขตแดนยังไม่พบการซ้อนทับของมิติ”

“อธิบายให้ละเอียดที”

ผู้ที่ถูกตั้งคำถามมีนามว่าจันแดน ชายหนุ่มร่างสูงผอมบางผู้ถือครองอำนาจธาตุพิเศษ

แม้ผู้ศึกษาเวทจะทราบคุณสมบัติของธาตุตามที่ตำราได้บันทึกไว้ กระนั้นมีแต่ผู้ถือครองจึงจะทราบความสามารถของอำนาจธาตุโดยละเอียด

“มองจากภายนอก เขตแดนเวทพิจัยจักคล้ายพนาทั่วไปแต่ภายในนั้นเป็นอีกดินแดนหนึ่ง”

“เรื่องนั้นเราก็สัมผัสได้”

“ดินแดนนั้นคล้ายเป็นอีกพื้นที่หนึ่งถูกวางซ้อนทับลงบนพื้นที่ปกติโดยมีเส้นอักขระคาถาควบคุมบังคับไม่ให้พื้นที่ของเขตแดนเวทพิจัยกลืนกินพื้นที่ด้านนอก”

“ถ้าพื้นที่ด้านนอกโดนกลืนกินแล้วจะเป็นเช่นใด”

“เรื่องนี้เกล้ากระหม่อมคงให้คำตอบไม่ได้” จันแดนกล่าวตอบ “ตามที่ฝ่าพระบาทแจ้งเกี่ยวกับเจ้าพนักงานเวทสังกัดองค์ราชา...”

“เราทูลถามความกับองค์ราชาแล้วแต่การคงอยู่ของชายผู้นั้นเป็นความลับ ไม่อาจบอกกล่าวแก่ผู้ใด”

“แค่เชิญมาสนทนาชั่วประเดี๋ยวก็ไม่ได้เลยหรือ”

“แค่ติดตามสืบหาที่อยู่ ชายผู้นั้นยังสามารถรอดพ้นไปได้” หญิงสาวผู้เป็นหัวหน้าหน่วยเครื่องมือมนตราผู้เป็นเจ้าของนามดริศนาพูดบอก อีกหนึ่งหน้าที่รับผิดชอบซึ่งเธอได้รับมอบหมายคือสายสืบประจำสังกัด

“ก็เจ้ามันไร้ฝีมือ” จันแดนพูดแขวะสั้น ๆ

“ยังดีกว่าเจ้าที่แม้แต่ใบหน้าของชายผู้นั้นก็ยังไม่เคยเห็น”

“พวกเจ้าทั้งสองคนไม่ต้องแสดงความสนิทสนมกันต่อหน้าเราก็ได้” วิรัจพูดอย่างนึกอ่อนใจ ทั้งสองจึงกล่าวปฏิเสธ

“ขออภัยขอรับกระหม่อม”

“ไม่ได้เป็นเช่นที่ฝ่าพระบาทตรัสเลยเพคะ”

“สรุปเรื่องนี้ เจ้าจะแนะนำว่าอย่างไรจันแดน” วิรัจถามอีกครั้ง

“รังวัดพื้นที่รอบนอกเขตแดนเวทพิจัยก็เพียงพอขอรับกระหม่อม ได้ผลอย่างไรค่อยนำมาพิจารณาอีกที”

“เช่นนั้นเท่ากับว่าผลรังวัดของผู้เข้าทดสอบในเขตแดนจะใช้การไม่ได้ใช่หรือไม่” เจ้าพนักงานเวทอีกคนเอ่ยถาม

“คาดว่าคงจะเป็นดังที่ท่านว่า แต่ถึงอย่างไรก็ขอให้ท่านกตมะแจ้งสังกัดปราชญ์ศึกษาธิการให้ลงภารกิจรังวัดใหม่อีกครั้ง”

“หลังลงข่ายมนตรา เจ้าก็ลองไปตรวจสอบรังวัดด้วยตนเองเลยสิ” ดริศนาพูดเสนอ

“ขออภัยท่านหญิง เรื่องนี้ข้าขอผ่าน ข้าขอยอมแพ้” จันแดนก้มศีรษะยอมรับโดยดุษณี

วิรัจเห็นว่าเริ่มพูดคุยนอกเรื่องกันมากแล้วจึงกล่าวสรุปยกหน้าที่รังวัดรอบเขตแดนเวทพิจัยให้กตมะและบอกให้จันแดนติดตามไปช่วยเหลือ

“เราต้องการเห็นรายงานเร็วที่สุด” เขาย้ำก่อนบอกให้ทุกคนแยกย้าย

ที่โถงทางเดินด้านนอกห้อง อณิรายืนรอหัวหน้าหน่วยของเธออยู่ก่อนแล้ว ครั้นเห็นกตมะและคารัญเดินออกมาจึงนำกระดาษในมือไปส่งให้

“เจ้าพนักงานเวทสังกัดองค์ราชาส่งรูปแบบข่ายมนตรามาให้เจ้าค่ะ”

เมื่อได้ยินประโยคนั้นจันแดนจึงถลาเข้าไปดูด้วยพร้อมเอ่ยถามว่า “แล้วคนผู้นั้นอยู่ที่ใด”

“ป่านนี้คงกลับไปแล้วกระมัง เขาเพียงแค่นำเอกสารมาส่ง”

จันแดนไม่รอช้ารีบวิ่งกลับเข้าไปในห้องเดิมทันที

ภายในตึกอาคารของหน่วยงานราชการล้วนแต่ลงมนตราห้ามใช้เวทคาถาจะมียกเว้นเฉพาะห้องปฏิบัติงานที่ใช้มนตราได้อิสระ หลังกลับเข้าไปในห้อง เขาเปิดหน้าต่างปีนเหยียบกรอบไม้ก้าวเท้าสู่ด้านนอก ครั้นร่างกายพ้นตัวอาคารหน้าต่างบานนั้นกลับปิดตัวลงอย่างฉับพลัน

ร่างของเขาลอยอยู่กลางอากาศด้วยอำนาจพลังเวทในกาย อำนาจพลังอากาศธาตุทำให้เขาควบคุมความว่างเปล่าได้ดั่งใจนึก จันแดนจึงก้าวเท้าเดินราวกับยืนบนพื้นเรียบ

เขามองหาชายในชุดคลุมเจ้าพนักงานเวทสังกัดองค์ราชา ทว่าท่ามกลางผู้คนที่สัญจรบางตากลับไม่มีผู้ใดใกล้เคียงกับชายผู้นั้น

“ข้าเดาว่าเขาน่าจะถือครองอำนาจธาตุพิเศษเหมือนกัน” ประโยคชวนสนทนาทำให้เขาหันไปหาที่มาของเสียง เป็นหญิงสาวผู้ทำงานในสังกัดเดียวกันเช่นดริศนา เธอเท้าข้อศอกอยู่กับขอบหน้าต่าง เมื่อเห็นเขา เดินกลับมาหาจึงใช้มือดันบานหน้าต่างไว้ให้

“แต่น่าจะเชี่ยวชาญเวทคาถามากกว่าเจ้าเป็นสิบเท่า” หญิงสาวกล่าวต่อพลางเบี่ยงตัวหลบให้เขาก้าวกลับเข้ามาด้านใน

“เจ้าคงล้อเล่น ผู้ถือครองอำนาจธาตุพิเศษมีเพียงหยิบมือ ยิ่งเป็นผู้ที่อยู่ในเมืองหลวงด้วยแล้วล้วนรู้จักกันแทบทั้งสิ้น”

“แล้วเจ้าคิดว่า มีหนทางใดที่คนผู้หนึ่งหายไปจากสายตาอย่างฉับพลันแม้แต่ใช้มนตราตรวจจับตำแหน่งก็ไม่อาจพบเจอ” ดริศนาถามก่อนเอ่ยความคิดของตน “ไม่แน่ว่าเขาอาจเป็นคนในตระกูลของเจ้า เพียงแต่ไม่เปิดเผยตัวและที่สำคัญสามารถใช้มายาจำแลงโดยไร้ร่องรอยไอเวท”

“เขาใช้มายาจำแลงด้วย?

“ใช่! ชายที่อณิราเจอกับผู้ที่ข้าเคยติดตามเป็นคนละคน และข้าได้ไปสืบค้นประวัติเหรียญตราประจำตัวของเขาแล้วเช่นกัน เหรียญนั้นถูกสร้างในสมัยองค์ราชาไฮรีช”

“ราชวงศ์อรุณารัชกาลแรก” เขาพึมพำนึกทวน

“ที่สำคัญมันมีเพียงเหรียญเดียวเท่านั้น เจ้าคิดว่าเรื่องนี้ควรเป็นไปเยี่ยงไร” ดริศนายิ้ม พูดถามความคิดเห็นของชายหนุ่มในประโยคสุดท้าย

“เหรียญนั้นคงถูกส่งต่อมารุ่นต่อรุ่น”

“ถ้าความทั้งหมดกระจ่างแล้วอย่าลืมบอกข้าด้วยล่ะ” คำพูดทิ้งท้ายของเธอไม่เชิงเป็นคำสั่งกระนั้นจันแดนตั้งใจว่าถ้าเขาทราบที่มาของชายนิรนามจะเล่าความให้เธอฟังอย่างที่หญิงสาวต้องการ

 

##### - ขอขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม - #####

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

0 ความคิดเห็น