ตำนานเมืองแห่งเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13,363 Views

  • 94 Comments

  • 235 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    228

    Overall
    13,363

ตอนที่ 16 : ตำนานที่ 16 ทองไม่รู้ร้อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 510
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    8 ก.ค. 61

ตำนานที่ 16 ทองไม่รู้ร้อน

 

แม้จะหงุดหงิดในพระทัยที่ไม่ว่าทำสิ่งใดล้วนต้องพบเจออุปสรรคไม่เป็นดังหวังกระนั้นเจ้าชายพระองค์น้อยยังคงเก็บสีพระพักตร์ขุ่นเคืองไว้อย่างมิดชิด กระทั่งกลับมาถึงตำหนักและได้พบหน้าพระนมผู้เลี้ยงดูแล้ว เจ้าชายอัสศาถึงได้มีพระดำรัสบ่นให้นางฟัง

เราไม่เข้าใจ ถึงจะใช้พู่กันมายาแต่ผู้ใช้เวทสามารถใช้มนตราได้เช่นเดียวกับผู้มีพลัง สำนักมนตราช่างไม่มีความเป็นธรรม

คาเมเรียยกยิ้มบาง ไม่มีที่แห่งใดบนโลกใบนี้มีความเที่ยงธรรมแท้จริงอยู่แล้วเพคะนางไม่เคยกล่าวปลอบโยนเออออไปกับเจ้าชายพระองค์น้อยเพื่อให้ทรงหลงวนอยู่ในโลกแห่งความเพ้อฝัน คำพูดคำกล่าวของนางที่มีต่อทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้พร่ำสอนให้เจ้าชายอัสศารู้จักในแง่มุมที่ทุกสรรพสิ่งเป็นไป

พระองคุลีของฝ่าพระบาทยังไม่เท่ากันเลย พระหัตถ์ทั้งสองข้างก็ไม่ได้เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว ถ้าทรงดำริว่าสำนักมนตราไม่เป็นธรรม เหตุใดไม่ทรงดำริว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะมีเหตุผลเล่าเพคะ

นางเข้มงวดกวดขันให้เจ้านายน้อยฝึกฝนตนไม่ว่างเว้นเนื่องจากหวังให้พระองค์มีสิทธิ์ขึ้นครองบัลลังก์กษัตริย์ปกครองอาณาจักรอารุดีเวียแต่นางไม่ได้มีจิตมุ่งร้าย คาเมเรียจึงไม่กล้าละเลยคำเตือนที่ได้รับมา

ถ้าเป็นเช่นนั้น กว่าที่เราจะได้ผ่านดินแดนสัมฤทธิ์ คงอีกหลายปีและไม่แน่ว่าพลังเวทของน้องไซนาคงนำหน้าเราไปไกลโข

คาเมเรียก็กังวลกับเรื่องนี้

ถ้าคิดพิจารณาตามหลักของเหตุและผลรวมถึงสิ่งที่เป็นมาในประเพณีนวรัตนะ ไม่มีทางที่ผู้มีพลังเวทอ่อนด้อยจะคว้าชัยได้และน้อยนักที่ผู้ไร้พลังเวทแต่กำเนิดจะติดอันดับหนึ่งในเก้าของผู้เชี่ยวชาญมนตรา

แต่นางไม่อาจจะกล่าวคำที่ทำให้เจ้าชายพระองค์น้อยหมดแรงกำลังใจ ทั้งยังเชื่อว่าคำขอและคำสัญญานั้นจะเป็นจริง

อย่าเพิ่งคิดสิ่งใดให้วุ่นวายเลยเพคะ ฝ่าพระบาทควรใส่พระทัยกับปัจจุบันตรงหน้า เกล้ากระหม่อมเชื่อว่าความเพียรและความวิริยะอุตสาหะที่ทรงมีจะทำให้ฝ่าพระบาทบรรลุผลสำเร็จดังหวัง

เราต้องประสงค์ให้เป็นดั่งคำที่ท่านกล่าว

เจ้าชายอัสศามีพระดำริว่าคงได้แต่ปฏิบัติตามกฎที่มีกำหนดไว้ แม้ว่าพระองค์จะทรงมีอำนาจทว่าอำนาจนั้นเป็นของพระบิดาจึงไม่ปรารถนาให้บิดาผู้เป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรเสื่อมเสียพระเกียรติจากสาเหตุที่พระราชโอรสวางอำนาจบาตรใหญ่ ถึงเจ้าชายอัสศาจะเคยเอาแต่พระทัยกับท่านอาจารย์อธิการมาก่อนก็ตาม

สายัณห์วันนั้น องค์ราชาเคซินเสด็จพระราชดำเนินมาร่วมโต๊ะเสวยกับเจ้าชายอัสศาพร้อมนำกำหนดการเรื่องวันสมรสของญาติผู้พี่ที่เคยสนทนากันไว้มาแจ้ง

“เจ้ายังจำได้หรือไม่ ที่เคยคุยกับพ่อเรื่องคำสาปและคำสัตย์ในพิธีสมรสเมื่อครั้งก่อน”

“จำได้ขอรับ” พระราชโอรสองค์น้อยทรงกล่าวตอบ

“วันจันทร์สว่างที่สิบเอ็ดที่จะถึงนี้ พระภคินีของเจ้าจะเข้าพิธีเสกสมรส พ่อต้องไปเป็นประธานในพิธี เจ้าจะไปด้วยหรือไม่”

“ไปขอรับ” เจ้าชายอัสศารับสั่งอย่างยินดี

ครั้นถึงวันเวลาดังกล่าว ราชนิกุลองค์น้อยทรงฉลองพระองค์สีกรมท่าเกือบดำพื้นเรียบไร้ลายปักซึ่งข้าหลวงในองค์กษัตริย์นำมาส่งให้เมื่อหลายวันก่อน ตามแนวคิดธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาว่า แขกเหรื่อที่ไปร่วมงานมุ่งหมายเพื่อแสดงความยินดีกับเจ้าภาพผู้เป็นเจ้าของงาน มิใช่ประโคมแต่งกายเพื่อมาโอ้อวดประชันขันแข่ง

แล้วเสด็จไปสมทบกับพระบิดายังพระที่นั่งราจาร์อันเป็นเรือนหลวงที่ประทับขององค์ราชาเคซิน

เจ้าชายพระองค์น้อยทรงลงมายืนรออยู่นอกรถม้าเพียงครู่ องค์ราชาและองค์ราชินีจึงได้เสด็จออกมา ทั้งสองพระองค์อยู่ในชุดฉลองพระองค์สีทึบเช่นเดียวกัน

“เดี๋ยวเจ้าไปรถม้าคันเดียวกับพ่อ”

“เหตุใดต้องให้เจ้าชายอัสศามานั่งเบียดเสียดในรถม้าคันเดียวกันด้วยเจ้าคะ” องค์ราชินีตรัสแย้งขึ้นมาทันที

ขณะที่เจ้าชายอัสศาก้มพระพักตร์มิได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด

“ก็ไปที่เดียวกัน เราประสงค์นั่งรถม้าไปกับบุตรชายของเราไม่ได้หรือ”

“แล้วเหตุใดท่านไม่แจ้งก่อนว่าเจ้าชายอัสศาจะเสด็จด้วย ข้าจะได้ให้ไซนาติดตามมาพร้อมกัน”

“ไม่ใช่เจ้ารึที่บังคับขู่เข็ญให้ไซนาฝึกซ้อมมนตราเพื่อเตรียมทดสอบในวันเพ็ญที่จะถึง” องค์ราชาทรงโต้กลับ

“อย่ามัวแต่ร่ำไร หากเจ้าไม่พอใจจักไม่ไปย่อมไม่มีผู้ใดว่าเจ้าได้” รับสั่งจบ พระองค์ทรงหันมายื่นพระหัตถ์ให้พระราชโอรสที่ประทับรออยู่ จับจูงพระหัตถ์เล็กของเจ้าชายผู้ทรงพระเยาว์ให้ก้าวขึ้นรถม้าแล้วจึงก้าวพระบาทตามเข้าไป

องค์ราชินีจำต้องทรงรถม้าคันนั้นอย่างไม่สบอารมณ์ แม้ทรงขุ่นเคืองแต่พระนางไม่อาจยอมให้บุคคลภายนอกระแคะระคายความสัมพันธ์อันระหองระแหงไม่ลงรอยกันระหว่างราชาและราชินีของนคร

ดังนั้นตลอดระยะเวลาเดินทางพระนางพันริกาจึงเบือนพระพักตร์บึ้งตึงเบนสายพระเนตรทอดมองออกไปนอกช่องบัญชรของรถม้า แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่พอพระทัยกับสภาพการณ์เช่นนี้

ฝ่ายเจ้าชายพระองค์น้อยได้แต่เหลือบพระเนตรขึ้นแอบมองอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ถึงจะทรงทราบว่าองค์ราชินีไม่ใช่พระมารดาที่แท้จริงกระนั้นตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่าน เจ้าชายอัสศาทรงเคารพพระนางพันริกาเช่นมารดาของตนเสมอมาจึงรู้สึกเศร้าพระทัยอยู่ไม่น้อยที่องค์ราชินีไม่โปรดพระองค์ถึงเพียงนั้น

กระทั่งสัมผัสถึงพระหัตถ์ของพระบิดาบนพระเกศาจึงได้เงยพระพักตร์ขึ้นหันไปสนพระทัยผู้ที่นั่งอยู่ข้างตัว

“ช่วงนี้เจ้าเล่าเรียนมนตราเป็นเช่นไร วันก่อนไม่เห็นเล่าให้พ่อฟัง”

เมื่อถูกชวนสนทนา เจ้าชายผู้ยังเยาว์วัยเกือบจะหลุดพระโอษฐ์เล่าเรื่องที่ทรงสัมผัสและควบคุมเรณุธาตุได้ดังเช่นที่เคยทำเพียงแต่ฉุกนึกได้เสียก่อนว่าประสงค์เก็บเรื่องดังกล่าวไว้เป็นความลับจนกว่าจะผ่านการทดสอบมนตราขั้นต้น จึงรับสั่งเล่าถึงเรื่องที่สามารถเรียกใช้มนตราจากวงเวททั้งแปดสิบบทแล้วแทน

“หึ” เสียงนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกค่อนขอดดูแคลน

ทั้งองค์ราชาเคซินและเจ้าชายอัสศาจึงชะงักการสนทนาพูดคุยไปโดยปริยาย ก่อนฝ่ายผู้เป็นบิดาจะมีพระราชดำรัสว่า

“อัสศาเจ้าเคยได้ยินสำนวนที่ว่า เสียงนกเสียงกา บ้างหรือไม่”

“หมายถึง ความเห็นของคนที่ไม่มีอำนาจ น่ะหรือขอรับ”

“อา...ใช่ คนเรามักจะชอบเมินเฉยกับเสียงนกเสียงกาแต่พ่อว่าถึงจะไม่ใช่เสียงนกเสียงกา คนเราก็ควรทำตัวเป็น ทองไม่รู้ร้อนเสียบ้าง เสียงหรือคำพูดใดที่หาประโยชน์ไม่ได้ เจ้าก็อย่าไปเก็บมาใส่ใจนัก เข้าใจคำของพ่อหรือไม่”

เจ้าชายน้อยแอบเหลือบพระนัยนาทอดพระเนตรพระพักตร์บูดบึ้งเคืองขุ่นที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีขององค์ราชินี ผู้ซึ่งประทับอยู่บนเบาะตรงข้ามก่อนแย้มพระโอษฐ์ขำขันตอบรับคำสั่งสอนของพระบิดา

อย่างไรก็ดี เมื่อรถม้าพระที่นั่งจอดนิ่งยังจุดหมายปลายทาง ราชาเคซินทรงพระราชดำเนินออกจากรถม้าเป็นลำดับแรกและยื่นพระหัตถ์ให้พระมเหสี

พระนางพันริกาวางพระหัตถ์ของตนบนฝ่าพระหัตถ์ของพระสวามีโดยไม่มีท่าทีอิดออดทั้งพระพักตร์ยังแต้มรอยแย้มพระสรวลเบาบาง

ทั้งสองพระองค์จับจูงพระหัตถ์ดำเนินเคียงคู่กันเข้าไปในสถานที่จัดงาน

ที่แห่งนั้นคือศาลาประจำเมือง อาคารทรงแปดเหลี่ยมสถานที่สาธารณประโยชน์ที่อนุญาตให้ชาวเมืองสามารถใช้สอยได้ในกรณีต่าง ๆ

ศาลาเมืองวันนั้นตกแต่งประดับประดาด้วยผ้าแพรและเถากอช่อดอกไม้ มีทั้งกุหลาบดอกเล็กสีชมพูบานเย็นถูกเสียบแทรกผูกช่อกับกล้วยไม้สีขาวเป็นพวงระย้าติดตกแต่งทั้งบนผนังทั้งขอบหน้าต่างซึ่งเปิดกว้างรับลมเย็นพัดโชยเอื่อย

มีเก้าอี้ม้านั่งยาวสำหรับแขกเหรื่อถูกจับจองจนเต็มทุกแถว ตรงกลางถูกเว้นไว้เป็นทางเดินทอดยาวจากประตูไปถึงลานพิธีด้านหน้าโดยใช้กระถางดอกทิวลิปตั้งวางเป็นระยะเพื่อเน้นการจัดแบ่งพื้นที่

พระเก้าอี้ที่ประทับสำหรับองค์ราชา ราชินีและพระราชโอรสพระองค์โตถูกจัดไว้ด้านหน้าฝั่งหนึ่ง

และเมื่อแขกผู้มาร่วมงานมงคลเห็นองค์กษัตริย์ต่างลุกขึ้นยืนแสดงความเคารพ กระทั่งองค์ประธานในพิธีประทับลงบนพระเก้าอี้แล้ว ชาวเมืองผู้มาร่วมงานจึงทรุดตัวนั่งลงเช่นเดิม

เจ้าชายอัสศาประทับอยู่ทางขวาขององค์กษัตริย์ ส่วนพระเก้าอี้ทางซ้ายเป็นพระที่นั่งขององค์ราชินี

จากนั้นไม่นานพิธีจึงเริ่มขึ้น

คู่บ่าวสาวเดินเคียงคู่เข้ามาในอาคารด้วยจังหวะการก้าวเท้าที่ไม่ช้าไม่เร็ว

ฝ่ายชายสวมเสื้อคลุมยาวสีเทาสว่างเงางามคล้ายทอจากอัญมณีปักลายรูปนกยูงรำแพนหางซึ่งเป็นลายปักเดียวกับที่อยู่บนชุดกระโปรงของเจ้าสาวแต่ชุดของเธอเป็นสีชมพูเพิ่มเน้นความงดงามหรูหราด้วยผ้าโปร่งบางสีขาวซึ่งตัดเย็บให้ซ้อนอยู่ชั้นนอก

ในระหว่างนั้น องค์ราชาเคซินทรงพระราชดำเนินออกไปยืนรอยังลานพิธีกระทั่งคู่สมรสหญิงชายมาหยุดยืนเบื้องหน้าถึงแบพระหัตถ์ให้ทั้งคู่วางมือลงมา

“วันนี้นับว่าเป็นวันที่น่ายินดียิ่ง” องค์กษัตริย์มีพระราชกระแสรับสั่งเกริ่นถึงความน่าปลาบปลื้มอิ่มเอมใจในวันมงคลที่ก่อเกิดจากความรักของคนทั้งคู่ พร้อมกับนำมือของคนทั้งสองให้มาเกาะกุมกันไว้และตรัสเริ่มพิธีสมรส

องค์ราชาเคซินทรงกล่าวร่ายคำคาถาบทยาวบทหนึ่ง พลังอำนาจในพระสุรเสียงปรากฏให้เห็นเป็นข้อความอักขระมากมายล้อมรอบพื้นอิฐแข็งเรียบที่บ่าวสาวยืนอยู่ จวบจนคำคาถาสิ้นสุดลงแล้วทั้งคู่จึงเริ่มกล่าวคำสัตย์

เจ้าชายอัสศาเสด็จมาร่วมพิธีเพราะต้องประสงค์แก้ไขข้อกังขาเรื่องคำสัตย์ที่ทำให้บุตรของคู่สมรสถือกำเนิดมาพร้อมพลังเวท พระองค์จึงจ้องจดจำวิธีขั้นตอนประโยคข้อความที่ทำให้คำสัตย์เห็นผลมากเป็นพิเศษ

โดยเริ่มต้นที่ฝ่ายชายผู้เป็นเจ้าบ่าว

เขายกมือขึ้นตั้งฉากกับพื้น ร่ายคำคาถาสามสี่คำจากนั้นเอ่ยนามของตนและถ้อยคำที่ต้องการปฏิญาณตั้งมั่น จบด้วยคำคาถาที่ยาวจนต้องสูดลมหายใจซ้ำ

นับตั้งแต่ที่เขาส่งเสียงเอ่ยถ้อยคาถาคำแรก แสงเรืองรองได้ปรากฏที่ฝ่ามือ ส่วนบทคาถาหลังคำปฏิญาณมันแสดงออกมาให้เห็นในรูปของอักขระสัญลักษณ์ที่ล่องลอยไหลวนลงไปบรรจุอยู่ในวงเวทที่องค์ราชาเคซินสร้างไว้ก่อนหน้า

จบการกล่าวสัตย์สาบานของฝ่ายชาย ถัดไปเป็นการกล่าวคำสาบานของฝ่ายหญิงซึ่งถ้อยประโยคและลำดับขั้นตอนเหมือนกับที่ฝั่งเจ้าบ่าวได้ปฏิบัติ

ครั้นครบถ้วนแล้วบ่าวสาวจึงประกบฝ่ามือเข้าหากัน

ฉับพลันนั้น แสงสว่างเรืองรองอันก่อเกิดจากผลสัมฤทธิ์ของมนตราได้สำแดงโอบล้อมพวกเขาทั้งคู่ก่อนจะเหลือเพียงประกายแสงแวววาวล่องลอยอยู่รอบตัวและจางหายไป

“เราขอประกาศว่าท่านทั้งสองได้เป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องแล้ว” องค์ประธานมีกระแสพระราชดำรัสเป็นประโยคสุดท้ายเพื่อจบพิธีสมรสอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม งานมงคลสมรสไม่ได้สิ้นสุดเพียงเท่านั้น หลังพิธีกล่าวคำสัตย์สาบานยังมีงานฉลองที่เจ้าภาพเตรียมอาหารไว้เลี้ยงแขกเหรื่อผู้มาร่วมงานและการส่งตัวช่วงค่ำ

สมาชิกในครอบครัวขององค์กษัตริย์ร่วมเสวยพระกระยาหารเพื่อเป็นเกียรติกับคู่สมรสแล้วถึงได้เสด็จกลับ

“ลูกเคยคิดว่า พิธีสมรสของอารุดีเวียเป็นพิธีที่เรียบง่ายเพียงแค่กล่าวคำสาบานก็ถือว่าหญิงชายคู่นั้นเป็นสามีภรรยากันแล้วเสียอีกขอรับ” เจ้าชายอัสศาทรงเอ่ยขึ้นเมื่อก้าวเข้ามาอยู่ในรถม้าและกำลังเดินทางกลับ

“หลักคร่าว ๆ ก็ประมาณนั้น แต่พระภคินีของเจ้าแม้จะเป็นเชื้อสายราชวงศ์ที่ค่อนข้างห่างกระนั้นครอบครัวของนางยังเป็นที่นับหน้าถือตา คงไม่อาจจัดงานพิธีสมรสเล็ก ๆ ได้”

เจ้าชายอัสศายังมีข้อปุจฉาอีกมากทว่าเพราะทรงเห็นสีพระพักตร์บูดบึ้งขององค์ราชินีจึงทรงระงับพระโอษฐ์ไว้

 

##### - ขอขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม - #####

 

ความหมายคำราชาศัพท์

พระองคุลี = นิ้วมือ

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #11 le pitit prince (@mint173990) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2561 / 10:21
    องค์ราชาาาา !!!!!! คำพูดแต่ละประโยคนี่ปักฉึกกลางใจมากเพคะ ถ้ารีดเดอร์อย่างเราถูกตักเตือนแบบนั้น คงนอนกระอักเลือดอยู่ในรถม้านั่นแหละ 5555+ (เว่อร์ไปๆ)
    // ท่านนมนี่แนวคิดดีมากๆค่ะ ชอบแนวคิดในการสอนเจ้าชาย
    #11
    1