ตำนานเมืองแห่งเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13,357 Views

  • 94 Comments

  • 235 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    222

    Overall
    13,357

ตอนที่ 146 : ตำนานที่ 146 ลอบออกจากเมือง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 43
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    30 มี.ค. 62

ตำนานที่ 146 ลอบออกจากเมือง

 

อย่างไรก็ดีเจ้าชายอัสศากลับเสด็จถึงตำหนักหลังองครักษ์ทั้งสอง

“พวกเกล้ากระหม่อมมาถึงตำหนักครู่ใหญ่แล้ว” บิซิลเอ่ยทัก กอดอกยืนถมึงทึงไม่ต่างจากยักษ์ปักหลั่น มีอิคาลายืนอยู่ไม่ห่าง

“ไม่ใช่ว่าฝ่าพระบาทรีบเสด็จกลับเพราะหิวหรือ”

“ใช่ แต่เราไม่ประสงค์ทานอาหารที่ตำหนัก” รับสั่งพลางยื่นห่อของฝากให้พวกเขา ตามด้วยคำสั่งกำชับอีกประโยค “เราซื้อมาฝากพวกท่าน เราจะพักผ่อนแล้ว ห้ามผู้ใดรบกวน”

“ท่านกุณติแจ้งว่าหลังท่านปราชญ์ประชุมเสร็จจักแจ้งผลสรุปและแผนการดำเนินงานให้ทราบ”

“พระสหายฝากถามมาอีกว่าฝ่าพระบาทหาหนทางติดตามเขาได้แล้วหรือ ถึงไม่มีทีท่าร้อนรน” อิคาลากล่าวเสริม

“ยัง... แต่เรื่องของวันพรุ่ง ย่อมเอาไว้วันพรุ่ง” คำรับสั่งขอไปทีพานให้องครักษ์หนุ่มซึ่งเห็นพระราชโอรสในราชาเคซินมาตั้งแต่วัยเยาว์แปลกใจ กระนั้นเพราะผู้ดำรงพระยศไม่รั้งอยู่ให้พวกเขาซักถาม ชายหนุ่มทั้งสองจึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้

เจ้าชายอัสศาเสด็จกลับเข้าห้องบรรทม

แต่เดิมถ้าหากผลักบานทวารและยื่นหน้าเข้าไป จะสามารถมองเห็นพระแท่นได้ทันที เจ้าชายพระองค์โตจึงย้ายพระสาณีมาตั้งกั้นหน้าประตูเพื่อบังสายตาของบุคคลภายนอก เผื่อกรณีมีผู้อื่นเข้ามาในห้อง พระบิดาจะได้มีเวลาซ่อนตัว

“ลูกเองขอรับ” พระราชบุตรทรงส่งเสียงร้องบอกหลังงับบานทวารเรียบร้อย

ครั้นเสด็จพ้นพระสาณี ทรงพบว่าราชาเคซินกำลังนั่งฝึกจิตอยู่บนตั่ง

“ทรงหิวหรือไม่ขอรับ” ตรัสถามพร้อมนำพระกระยาหารออกมาจากแก้วเวหน ทว่าคู่สนทนากลับเบี่ยงประเด็นไปพูดคุยเรื่องอื่น

“การพิจารณาคดีวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง”

เจ้าชายอัสศาแสร้งทำเป็นให้ความสนพระทัยกับการจัดวางพระกระยาหาร กระนั้นเมื่อพระบรมราชบิดายังทรงเงียบรอฟังคำตอบ สุดท้ายแล้วพระองค์จำต้องเอ่ย “เขาหนีไปได้ขอรับ มีคนมาช่วย พวกเขาทำถึงขั้นถล่มอาคารที่ทำการสังกัดปราชญ์ด้วยซ้ำ”

“เจ้าคิดว่าจะจัดการได้หรือไม่” ในพระทัยของราชาเคซินประสงค์เสด็จออกไปช่วยเหลือ แต่ถ้าเรื่องที่พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพทราบถึงหูคนทั่วไปจักก่อปัญหาให้ตามมา อดีตกษัตริย์ถึงเลือกหนทางอื่น

“ไม่ใช่เพียงแค่ลูกขอรับ แต่ยามนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานเวทเกือบทุกสังกัด พระบิดาไม่ต้องห่วงกังวลขอรับ ราตรีนี้ลูกจะพาพระบิดาออกนอกอาณาจักร” ทรงเปลี่ยนไปรับสั่งถึงเรื่องอื่นในประโยคสุดท้าย

“อืม” ราชาเคซินทรงไม่โต้แย้งและลงมือเสวยพระกระยาหารร่วมกับพระราชบุตร

กระทั่งนภากลายเป็นสีดำมืดต้องใช้แสงจากตะเกียงส่องนำเส้นทาง เจ้าชายอัสศาจึงเรียกหาเภคิน ทรงร่ายคาถาให้อดีตองค์กษัตริย์ตกอยู่ในห้วงนิทรา จากนั้นซ่อนร่างของพระองค์ไว้ในพื้นที่พิเศษซึ่งอุบัติขึ้นเพราะอำนาจของธาตุกมล

ทรงพระดำเนินออกจากห้อง ผ่านนายทวารด้วยอากัปกิริยาปกติ แต่เนื่องจากฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้เสียก่อน ดังนั้นแทนที่จะออกไปนอกตำหนัก ทรงก้าวพระบาทเลี้ยวไปอีกทาง จนกระทั่งถึงห้องหนึ่งก็ยกพระหัตถ์เคาะบานประตู

ผู้ที่เปิดประตูให้เป็นบิดาของดารญา เนื่องจากสมาชิกในครอบครัวของเด็กสาวพักอาศัยอยู่รวมกันในห้องเดียว

“เราประสงค์พูดคุยกับท่านหญิง”

“ฝ่าพระบาท นี่ดึกแล้ว เกล้ากระหม่อมคิดว่าคงไม่เหมาะ”

 “เราจักพาพวกท่านออกนอกเมือง ขอให้พวกท่านตัดสินใจว่าจะไปหรือไม่” เพราะเป็นยามดึกสงัดดังที่อีกฝ่ายกล่าว ข้าหลวงทั้งหลายต่างหลับนอนพักผ่อน คงเหลือแต่ทหารเฝ้ายามโดยรอบตำหนัก ทำให้ผู้ดำรงพระยศไม่หวั่นกลัวว่าผู้ใดจะมาได้ยิน

คนถูกถามหน้าตาตื่นงงงัน

“ท่านลองไปพูดคุยกับบุตรสาวเถอะ” ทรงเอ่ยเร่ง “เราไม่มีเวลารอพวกท่านทั้งราตรี”

ชายหนุ่มหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องโดยเปิดบานประตูทิ้งไว้

เจ้าชายอัสศาทรงยืนนิ่งตัวตรง กระนั้นพระกรรณยังแว่วยินประโยคโต้เถียง

“เจ้าคิดว่าออกไปอยู่นอกอาณาจักรแล้วจะทำงานหรือหากินอย่างไร”

“แต่อยู่ในตำหนักเจ้าชายลำดับที่หนึ่งพวกเราไม่ได้ทำสิ่งใดเช่นกัน”

“แล้วไยเจ้าไม่กลับไปที่สกุล”

“ท่านมารดาจักกลับไปก็ได้ แต่ข้าไม่มีทางกลับไปอีก”

“เจ้าเดียดฉันท์กระไรนัก ถึงอย่างไรท่านเดวีก็เลี้ยงดูพวกเราอย่างดี”

“เลี้ยงดูเพราะต้องการใช้งานต่างหาก พวกท่านทั้งสองโชคดีที่ใช้งานอำนาจเวทได้เพียงเล็กน้อย แต่เชื่อเถอะสักวันดิภัคย่อมต้องถูกสั่งให้ไปสังหารผู้อื่นเช่นเดียวกัน”

“เจ้าเอากระไรมาพูด” เสียงมารดาของเด็กสาวเบาลง

สารพันได้สดับ

จะกล่าวหาว่าพระองค์ไร้มารยาทก็ย่อมได้ แต่ประเด็นนี้น่าสนใจยิ่งนัก

“พวกท่านเชื่อนิมิตของข้าหรือไม่เจ้าคะ ข้ารับใช้ในสกุลมิใช่เพียงทำงานดูแลทำความสะอาด คนผู้ใดมีอำนาจเวทมากสักหน่อยย่อมถูกสั่งให้รับหน้าที่มือสังหาร คอยฆ่าคนตามที่ท่านเดวีรับงานมา”

“ถ้าไม่ยินยอมท่านเดวีจะทำการใดได้” เสียงถามประโยคนี้ทุ้มต่ำอย่างเสียงของบุรุษ

“พวกเขาถูกประทับตราเวทไว้ ถ้าขัดขืนจะถูกทรมานให้เจ็บปวดเจียนตาย”

“ไม่น่าเชื่อ” มารดาของดารญาพึมพำ

“ท่านมารดาไม่เชื่อก็ช่าง แต่ข้าจักพาดิภัคไปกับข้าด้วย”

สิ้นสุดคำพูดนั้น เจ้าชายอัสศาทรงยินเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ สักอึดใจถัดมาดารญาได้ปรากฏตัวพร้อมแบกน้องชายไว้บนหลัง วงแขนคล้องถุงผ้า

“เกล้ากระหม่อมพร้อมแล้วเพคะ”

องค์ราชนิกุลก้าวพระบาทเข้าไปในห้องพร้อมบอกให้เธอวางน้องชายลง “เราต้องสะกดท่านให้นอนหลับ เนื่องจากเราจะซ่อนท่านไว้ในวิหายสะ เพียงแต่วิหายสะที่เราสร้างมันมืดมิดไม่เหมาะกับการเข้าไปอยู่ทั้งที่ยังมีสติรู้ตัว”

“ทราบแล้วเพคะ”

“พวกท่านอาไม่ไปด้วยหรือ” รับสั่งถามโดยทำราวกับไม่ได้ยินถ้อยคำใด

“ไปขอรับ” บิดาของดารญาชิงตอบ

เจ้าชายอัสศากล่าวขออภัยพร้อมร่ายคาถาสะกดให้ทุกคนหลับใหล จากนั้นร่ายเวทอีกบทเพื่อดึงร่างทุกคนให้เข้าสู่วิหายสะ

“คราแรกพวกเราตกลงกันว่าแค่ช่วยเหลือบิดาของท่าน” เสียงเภคินดังขึ้นข้างพระกรรณ พร้อมร่างกายของเด็กหนุ่มที่ค่อย ๆ ก่อร่างขึ้นชัดเจน

“อนุชาของเราเคยบ่นว่าท่านหน้าเลือดนัก ที่แท้ก็เป็นจริง”

“ข้าแค่รักษาผลประโยชน์ของตัวเอง”

“เรายังมิได้ทำสิ่งใดให้ท่านเสียประโยชน์” เจ้าชายอัสศาเร่งเสด็จออกจากตำหนัก ครั้นทหารยามเห็นพระองค์ พวกเขาก็เอ่ยถาม

“ฝ่าพระบาทจะเสด็จที่ใดหรือขอรับกระหม่อม”

“ธุระนอกวัง คงกลับเมื่อรุ่งสาง”

นายทหารระดับล่างไม่มีผู้ใดขัดขวางเมื่อได้รับคำตอบ หนทางออกจากพระราชวังหลวงต่อจากนั้นเป็นไปโดยสะดวก เจ้าชายอัสศาเสด็จเลียบรั้วพระราชวังไปทางเหนือ เมื่อเข้าเขตไพรทึบ ร่มเงาไม้บดบังแสงจันทรา พระองค์ตรัสบอกเภคินว่า

“เราจะใช้มนตราพิสัยบัดดลผ่านอาณาเขต”

“ได้ขอรับ” เภคินสำแดงร่างค้อมศีรษะรับคำสั่งอยู่เบื้องพระพักตร์ “ข้าคงไม่ได้ติดตามไปด้วย เพราะไม่อาจออกนอกอาณาเขตได้”

องค์ราชนิกุลพยักพระพักตร์รับรู้

“กรุณาอย่าตุกติกนะขอรับ”

ผู้ฟังไม่ได้ตอบรับ เพียงแต่รับสั่งว่า “เมื่อกลับมา เราจะคลายคาถาให้ท่าน ข้อพันธะของพวกเราจักได้สิ้นสุด”

เภคินคำนับลาอีกหน รอยยิ้มของเขายังประดับเกลื่อนใบหน้า

เจ้าชายทรงเรียกใช้มนตรา พริบตาเดียวก็ออกมายืนอยู่นอกขอบเขตศิขริน พนาเขียวชอุ่มกลายเป็นผืนทรายแห้งแล้ง อุณหภูมิลดต่ำ อากาศหนาวเย็นต่างจากช่วงกลางวัน แต่เพราะไม่มีพงไพรบดบังทัศนวิสัยทำให้มองเห็นได้กว้างไกล

พระราชโอรสเรียกพระภูษาออกมากาง จากนั้นดึงร่างของพระบรมราชบิดาออกมาจากวิหายสะและคลายคาถาสะกด

ราชาเคซินทรงลืมพระเนตรตื่นจากบรรทม ขยับพระวรกายลุกขึ้นนั่งอย่างกระฉับกระเฉง ทรงพึมพำหลังกวาดพระเนตรสำรวจ “ออกมาอยู่ข้างนอกแล้วจริงด้วย” พระนัยนาหมองเศร้าลงชั่วครู่ ก่อนพระสุรเสียงพระราชบุตรจะดึงความสนพระทัยให้กลับมาสู่ปัจจุบัน

“จัดการเรื่องเรือนพักเถอะขอรับ”

“นั่นสิ สร้างแค่บ้านหลังเล็ก ๆ คงพอกระมัง”

ทั้งสองพระองค์เคยปรึกษาตกลงว่า ราชาเคซินควรสร้างที่พักใกล้กับศิขรินโดยต้องบันดาลกำแพงสูงล้อมรอบเพื่อพรางสายตาผู้คนที่เดินทางผ่านทะเลทราย

“เล็กนักคงไม่ได้ขอรับ พอดีว่าลูกหาผู้ดูแลพระบิดามาด้วย” ทรงเลี่ยงใช้คำ แม้ความประสงค์ข้อหนึ่งคือต้องการให้ครอบครัวของดารญามาคอยรับใช้อดีตองค์กษัตริย์ แต่เพราะพวกเขาทั้งสี่อยู่ในพระราชวังด้วยฐานะอาคันตุกะ เจ้าชายอัสศาย่อมไม่กล้าบังคับออกคำสั่ง

“อัสศา เจ้า...” ราชาเคซินถึงกับไร้ถ้อยคำ ไม่ต่างกับครอบครัวของเด็กสาวที่เมื่อฟื้นคืนสติและพบเห็นว่าองค์กษัตริย์ยังมีพระชนม์ชีพ

“เรื่องอื่นเอาไว้สนทนากันทีหลังเถอะขอรับ พระบิดาว่าจะบันดาลเรือนพักมิใช่หรือ” เจ้าชายอัสศาทรงกระตุ้นเตือนเพื่อขัดขวางการสนทนาซักถาม

ราชาเคซินระบายพระปัสสาสะ ก่อนโบกพระหัตถ์ให้ทุกคนถอยห่าง จากนั้นวางทาบกับผืนทราย ร่ายคาถาสร้างวงเวท อักขระลวดลายบังเกิดขึ้นบนพื้น แสงแห่งอานุภาพฤทธาสำแดงเดชแข่งกับรัศมีดวงบุหลัน สั่งการเม็ดทรายให้เกาะกลุ่มรวมตัว แปลงสภาพเป็นผาศิลายืดตัวพุ่งหาท้องฟ้าและหยุดชะงักเมื่อสูงขึ้นไปสักประมาณสองวา

อดีตองค์กษัตริย์ทรงลุกขึ้นยืนเมื่อเนรมิตสิ่งก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ทรงพระราชดำเนินนำพวกเขาเข้าไปด้านใน

ทางเข้าเป็นช่องทางเล็ก ๆ ติดศิขริน เส้นทางเดินมีกำแพงทั้งสองข้างคล้ายก้นหอย เนื่องจากเมื่อพ้นผนังบังสายตา จะพบสวนกว้างและอาคารสีน้ำตาลไม่ต่างจากสีของเม็ดทราย

เจ้าชายอัสศายังมีนัดหมายกับเภคิน จึงเพียงนำสิ่งของจำเป็นออกมาจากวิหายสะ ไม่ว่าจะเป็นคนโทน้ำ วัตถุดิบสำหรับทำอาหาร เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม และถวายมณีย้ายพิสัยให้แด่พระบรมราชบิดา เผื่อว่าพระองค์จะเดินทางไปที่ใดจากนั้นทูลลา

อย่างไรก็ตามก่อนกลับเข้าอาณาจักร พระองค์ยังไม่ลืมทดสอบบางสิ่ง

ทรงแบพระหัตถ์กำหนดจิตสมาธิเรียกธาตุกมล ทว่ามันกลับไม่ปรากฏอย่างที่ต้องประสงค์

“เภคินไม่มีทางปล่อยให้ข้าชิงธาตุกมลกลับคืนมาง่าย ๆ อยู่แล้ว” กัลดริกาส่งเสียงเอ่ยชวนคุย

“เราแค่ต้องการทดสอบ” ทรงเรียกใช้มนตราพาพระวรกายกลับเข้าอาณาจักร และได้พบหน้าเภคินทันทีเมื่อประสิทธิผลของคาถาสิ้นสุด

“เราพร้อมคลายคาถาให้ท่านแล้ว”

ทิวทัศน์รอบพระวรกายเปลี่ยนไปอีกหน จากไพรวันเต็มไปด้วยพฤกษชาติกลายเป็นลานกว้างกลางเมือง ด้านข้างเป็นหอคอยสูง สถานที่ประดิษฐานศิลาศักดิ์สิทธิ์ กระนั้นรอบด้านกลับไร้เงาผู้คน ไม่มีแม้แต่ทหารยามเฝ้าหอคอย

เภคินไม่ได้กล่าวอธิบาย เขาโบกมือครั้งหนึ่ง เพื่อให้ปรากฏร่างเด็กชายที่องค์โอรสเข้าพระทัยมาตลอดว่าเป็นน้องชายของอีกฝ่าย

“เจ้าชายไซนาตราเวทรอบอาณาจักรไว้แล้ว ท่านเพียงแค่ร่ายคาถา” เภคินท่องลำดับคาถาให้คู่สนทนาได้ฟัง

“คาถาไม่มีปัญหา” อาตมันสาวบอกย้ำ น้ำเสียงรื่นเริงยินดีอย่างไม่อาจระงับ

“แต่เรามี” รับสั่งแทรก “กาเยนทรีย์ผู้สังเวยหมายถึงผู้ใด”

และแน่นอนว่าคำตอบของเภคินคือเด็กชายผู้ยืนนิ่งราวกับไร้ชีวิต

“ท่านจะให้เราฆ่า... เขาหรือ”

“ไม่ได้ฆ่า หลังคาถาสัมฤทธิผลเขาก็ยังมีลมหายใจ”

แต่ท่านต้องการให้เรากระชากดวงจิตของเขาออก และชักนำดวงจิตของท่านเข้าไปแทนที่!

“แล้วอย่างไร ข้าไม่มีกายเนื้อ ถ้าไม่ทำเยี่ยงนี้ท่านจักใช้วิธีใดสร้างกายเนื้อให้ข้า”

“มีร่างทหารจักรวรรดิทางเหนือตั้งมากมาย” เจ้าชายอัสศาทรงเสนอแนะด้วยอากัปกิริยาหงุดหงิด

“ข้าไม่เอา! พวกมันใช้เวทไม่ได้” เภคินปฏิเสธเสียงแข็ง

“แล้วมันกระไรนัก แค่เพียงใช้เวทไม่ได้”

“ท่านน่าจะทราบดี” เด็กหนุ่มตอบเสียงขื่น ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นห้วนกระด้างในวินาทีถัดมา “ถ้าท่านไม่ยินยอม จงคืนธาตุกมลของข้ามา”

เจ้าชายอัสศากำพระหัตถ์แน่น ปกติแล้วถ้าต้องการคืนธาตุกมล องค์ราชนิกุลต้องกำหนดจิตสมาธิเรียกมันออกมาจากตราเวท แค่ครานี้ทรงจงใจไม่ยอมทำตามคำสั่ง

“ท่านบังคับข้าเอง”

จบคำพูดของอีกฝ่าย พระหัตถ์ขวาพลันปวดแสบปวดร้อนสาหัส หลังพระหัตถ์สำแดงวงแหวนตราเวท ก่อนแก้วมณีใสจะอุบัติลอยพ้นพระฉวี เจ้าชายอัสศาทรงทรุดลงกับพื้น ดิ้นทุรนทุรายเพราะความเจ็บปวด

“ธาตุกมลของข้า” กัลดริกาไม่คิดยินยอมให้เภคินได้มันไปเช่นกัน!

 

##### - ขอขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม - #####

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

0 ความคิดเห็น