ตำนานเมืองแห่งเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13,475 Views

  • 96 Comments

  • 240 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    54

    Overall
    13,475

ตอนที่ 145 : ตำนานที่ 145 เสียหน้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 41
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    28 มี.ค. 62

ตำนานที่ 145 เสียหน้า

 

ต่อให้เหล่าตระกูลย่อยขอประกาศแยกตัว กระนั้นสภาพแวดล้อมโดยรวมของคฤหาสน์สกุลดารศิญยังคงเดิมทุกประการ บ่าวผู้ทำงานใช้แรงยังคงมีจำนวนเท่าเดิม สวนยังได้รับการดูแลให้สวยงามอยู่เสมอ ทางเดินสู่ตัวเรือนหลังใหญ่ยังสะอาดเอี่ยมไร้เศษใบไม้หรือพงหญ้ารก

นาญิกาและคีรันเดินตามข้ารับใช้ชายไปยังห้องรับรอง นั่งรอเพียงครู่หนึ่งหญิงชราเจ้าของบ้านก็เดินนำราชินีพันริกาเข้ามา

พวกเขาลุกขึ้นยืนพร้อมก้มศีรษะคำนับ

“ทิวาสวัสดิ์เพคะอดีตองค์ราชินี” นาญิกาจงใจกล่าวพานให้ราชินีพันริกาพระพักตร์บึ้งตึง จากนั้นแสร้งแก้คำพูด “เอ๊ะ! ไม่ใช่สิ ใต้ฝ่าละอองพระบาทยังนับว่าเป็นองค์ราชินีของอาณาจักรอยู่นี่นา”

“เจ้าให้ท่านน้านัดหมายข้ามาเพื่อเยาะเย้ยถากถางหรือ แล้วไม่ใช่เพราะวิรายุหรืออย่างไร ที่ทำให้ข้าเป็นเช่นนี้” พระนางตรัสตอบโต้ เพราะน้าสาวแจ้งข่าวว่ามีคนต้องการพบ ราชินีพันริกาถึงยอมเสด็จออกจากวัง ถ้าทรงทราบว่าเป็นหญิงผู้นี้พระองค์คงปฏิเสธ

เดวียับยั้งอาการฉุนเฉียวของหลานสาวด้วยการสั่งอีกฝ่ายให้นั่งลง

“หามิได้เพคะ” หญิงสาวรอกระทั่งผู้สูงวัยกว่าทั้งสองทรุดตัวลงบนเก้าอี้เรียบร้อยแล้ว เธอถึงย่อตัวลงที่เดิม “และข้าพระพุทธเจ้าขอทูลว่าท่านพี่วิรายุไม่ได้ประสงค์ทำให้องค์ราชาสวรรคตแม้แต่น้อย ข้าพระพุทธเจ้าเองเสียใจไม่แพ้กัน” นาญิกาตีสีหน้าเศร้าสลด

“ไม่ใช่เจ้าหรือที่ใช้คาถาควบคุมกับไซนา อย่าคิดว่าข้าไม่รู้เรื่องราวใด” พระสุรเสียงเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง

“ที่ข้าพระพุทธเจ้าทำ... เพื่อใช้ความสามารถของเจ้าชายลำดับที่สองในการกำจัดเจ้าชายอัสศาเท่านั้นเพคะ”

เดวีแค่เพียงปรายตามองผู้พูดไม่ได้เอ่ยถ้อยคำขัดการสนทนาแต่ประการใด นางขัดเคืองเพราะรับการว่าจ้างทำงานดังกล่าวเช่นกัน

“เจ้าใช้บุตรชายข้าเป็นเครื่องมือ ซ้ำร้ายยังลงมือในวันพิธีบวงสรวง... เจ้าคิดว่าข้าโง่งมนักเรอะ”

“หามิได้เลยเพคะ” หญิงสาวโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน เธอก้มหน้าลงคล้ายหวั่นกลัว “เป็นข้าพระพุทธเจ้าที่โง่เขลาเอง ไม่ได้คิดให้ถ้วนถี่รอบคอบ แต่ยามนี้การสังหารเจ้าชายลำดับที่หนึ่งย่อมไม่ส่งประโยชน์ใดแด่ใต้ฝ่าละอองพระบาทแล้ว” เธอเงยหน้าสบตาคู่สนทนาในประโยคสุดท้าย สีหน้ากิริยาแสดงถึงความเป็นห่วง

“ถึงเจ้าจะบอกยกเลิก ข้าก็ไม่คืนค่าจ้างให้หรอกนะ” เดวีกล่าวขัดทันควัน

“ข้าไม่ทำเยี่ยงนั้นหรอกเจ้าค่ะท่านน้า” ราชินีพันริกาตวัดเสียงตอบ “ถึงไม่เกิดประโยชน์ใดแต่ข้าต้องการฆ่ามันเพราะความเกลียดชัง ไม่ได้รึ”

“ข้าพระพุทธเจ้ามิได้คิดขัดขวางเพคะ”

“เจ้าพูดจาเยิ่นเย้อนอกเรื่องมานานพอดูแล้ว ตกลงต้องการพบข้าเพราะเหตุใด”

“ข้าพระพุทธเจ้ามาขอพึ่งพิงเพคะ”

“พึ่งพิงรึ ไยข้าต้องหาเรื่องใส่ตัวให้ความช่วยเหลือบุคคลที่หลวงต้องการจับกุม”

“ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ขอให้ช่วยเหลือโดยไร้สิ่งของตอบแทน ปีหน้าเจ้าชายลำดับที่หนึ่งคงเข้าร่วมการประลองเพื่อชิงตำแหน่งราชา ใต้ฝ่าละอองพระบาทจะยอมให้เจ้าชายทรงได้ชัยชนะไปหรือเพคะ”

“ผู้ใดจะยอม ข้าจะขัดขวางมันทุกทาง”

 “ขัดขวางด้วยวิธีใดหรือ ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้คิดปรามาส” นาญิการีบกล่าวเมื่อเห็นองค์ราชินีทรงถลึงตา “และข้าเองไม่ได้มีใจดูถูกความสามารถคนของท่านย่าด้วยนะเจ้าคะ แต่พวกท่านลองคิดดูสิ เจ้าชายลำดับที่หนึ่งรอดพ้นจากมือสังหารที่ท่านย่าส่งไปตั้งหลายครั้ง นอกจากนี้ต่อให้เจ้าชายอัสศาไม่อาจคว้าชัยได้ บัลลังก์ก็ไม่ได้อยู่ในกำมือของพวกท่านอยู่ดี ถ้าเทียบความสามารถกันแล้ว แม้สกุลอื่นไม่ได้ถือครองอำนาจธาตุพิเศษ แต่พวกเขามีพลังเวทสำหรับต่อสู้แข็งแกร่งเหนือกว่าสกุลดารศิญมากมาย พระชนมายุของเจ้าชายไซนาก็ยังไม่ถึงเกณฑ์ พวกท่านคิดจะจัดการเรื่องนี้กันอย่างไรหรือเจ้าคะ”

นาญิกาจับสังเกตทุกอากัปกิริยาของผู้ฟังทั้งสอง พวกนางเหลือบตาส่งสัญญาณให้แก่กัน แต่สีหน้าแบบนั้นหญิงสาวเดาว่าคงเห็นด้วยกับคำพูดของเธอไม่มากก็น้อย เธอลอบสบสายตากับคีรันซึ่งยืนเงียบอยู่ด้านหลังบ้าง เมื่อชายหนุ่มยกยิ้มพลางส่งสัญญาณตอบรับด้วยการพยักหน้า หญิงสาวจึงหันไปกล่าวต่อ

“ยามนี้พวกเราควรร่วมมือกันนะเพคะองค์ราชินี” เธอไม่จำเป็นต้องเอ่ยถามความคิดเห็นชักชวนหญิงชราเจ้าสกุลดารศิญ เพียงแค่มีเงินทองมากองให้ เดวีย่อมไม่ปฏิเสธ

“ร่วมมือกับเจ้ารึ”

“ไม่ใช่กับข้าพระพุทธเจ้าเพคะ กับท่านพี่วิรายุต่างหาก ถ้าใต้ฝ่าละอองพระบาทยอมให้ความช่วยเหลือ ท่านพี่วิรายุย่อมต้องตอบแทนอย่างดี”

“ข้ากลัวว่าจะเป็นการเลี้ยงอสรพิษไว้เสียมากกว่า”

“ใต้ฝ่าละอองพระบาทก็เป็นนักเวท ไยต้องกลัวพวกมันด้วยล่ะเพคะ” เธอถามหน้าซื่อตาใส ราชินีพันริกาส่งเสียงในพระศอค่อนแคะ พระนางเชิดพระพักตร์บ่งบอกว่าไม่ใคร่สนพระทัย กระนั้นนาญิกายังกล่าวต่อคล้ายไม่รู้สึกรู้สา

“อย่างน้อยที่สุดท่านพี่วิรายุต้องช่วยให้ใต้ฝ่าละอองพระบาทได้ประทับอยู่ในวังต่อไป ท่านพี่กล่าวว่าองค์ราชินีก็มีความสามารถมาก ไยถึงไม่ขึ้นครองบัลลังก์เสียเอง การประลองปีหน้าอย่างไรเสียเหล่าปราชญ์ที่ทรงเคยพ่ายแพ้ก็ไม่อาจร่วมได้...”

“ขอบใจที่ยอมบอกแก่ข้า แต่ในเมื่อเจ้าหลุดปากออกมาเช่นนี้ ไยข้าต้องให้พวกเจ้ามาช่วยเหลือ”

“เพื่อชัยชนะที่แน่นอนอย่างไรล่ะเพคะ ปีหน้าไม่ว่าจะเป็นเหล่าสกุลใหญ่หรือผู้คนในเมืองคงกระเหี้ยนกระหือรือกันน่าดู”

“ข้าจักตอบรับคำขอ... ต่อเมื่อพวกเจ้าหนีรอดเจ้าพนักงานและเหล่าทหารได้ครบสามวัน” ราชินีพันริกาทรงลุกขึ้นยืน เหยียดยิ้มให้เธอก่อนสาวพระบาทออกจากห้องไปโดยไม่รอคำตอบรับ

ครั้นองค์ราชินีพ้นออกจากห้องไปแล้วหญิงชราเจ้าสกุลพูดถามนาญิกาว่า “ให้ข้าส่งคนไปช่วยดีหรือไม่”

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านพี่หาวิธีการรับมือไว้แล้ว”

“แต่เจ้าพนักงานพวกนั้นคงตั้งใจทำงานกันอย่างแข็งขัน”

“ไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ ขอเพียงท่านย่าไม่ปากโป้งเป็นพอ” จบประโยคคำพูดของเธอ คีรันได้เรียกถุงใส่เหรียญออกมาจากแก้วเวหน ถือมันไปส่งให้เจ้าสกุลดารศิญ พร้อมกันนั้นนาญิกาก็ลุกขึ้น

“วันนี้พวกข้าคงต้องขอตัวก่อน” หญิงสาวคำนับ มีข้ารับใช้ของคฤหาสน์เข้ามาดูแลพาเธอไปหน้าประตูรั้วอย่างรู้หน้าที่

คีรันใช้อำนาจจากมณีย้ายพิสัยพาหญิงสาวเคลื่อนย้ายไปนอกเขตเมือง รอบด้านเป็นไพรวันสงบไร้ผู้คน ชายหนุ่มเดินตรงไปยังพฤกษาใหญ่ วางมือทาบลำต้น ฉับพลันบานประตูได้อุบัติขึ้นตรงหน้า เขาดันมันเปิดออก และผายมือเชื้อเชิญให้นาญิกาเดินเข้าไป

“กระไรกัน เรือนพักนี้ของท่านพี่อย่างนั้นหรือ” เธอถามพลางกวาดสายตามอง ภาพที่มองเห็นจากด้านนอกเป็นเพียงดงไม้ ทว่าเมื่อก้าวผ่านบานประตูเข้ามากลับเป็นห้องโถงกว้าง มิหนำซ้ำยังมีเครื่องเรือนครบครัน

เธอเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้บุนวมตัวหนึ่ง

“ใช่ขอรับ ท่านวิรายุให้สร้างไว้เผื่อใช้งานในกรณีฉุกเฉิน”

“แล้วเหตุใดต้องส่งข้ากับเฮมาออกไปนอกอาณาจักร ข้างนอกนั่นร้อนจนข้าจะไหม้ไปทั้งตัว อุตส่าห์มีที่ซ่อนดี ๆ ขนาดนี้แท้ ๆ” นาญิกาบ่นพึม อยู่กับวิรายุเธอเป็นผู้หญิงที่รู้จักสงบปากสงบคำแต่ไม่ได้หมายความว่าเธอต้องอดทนเมื่ออยู่กับลูกน้องคนสนิทของเขา

คีรันยังเงียบไม่เอ่ยตอบ

หญิงสาวหน้าบึ้ง “พาข้ามาที่นี่เพราะท่านพี่จะตามมาพบรึ”

“ใช่ขอรับ แต่คงต้องรอให้ท่านวิรายุปลดตรวนระงับพลังได้เสียก่อน”

“แล้วพวกเราไม่ต้องตามไปช่วยหรืออย่างไร”

“ไม่จำเป็นหรอกขอรับ ถ้าหลุดจากวงล้อมของเจ้าพนักงานเวทได้ พวกมันคงตามจับนายท่านไม่ทันแล้วล่ะขอรับ ถ้าอย่างไรข้าต้องการให้ท่านหญิงเตรียมอาหารไว้ได้หรือไม่ขอรับ ท่านวิรายุคงตามมาสมทบพอดีกับมื้อเย็น”

“มีของอย่างนั้นหรือ” นาญิกาถามท่าทีเปลี่ยนไปทันใด เพราะชื่นชอบการทำอาหารให้กับชายที่ตนปักใจ

“ข้าเตรียมไว้ให้พร้อมแล้วขอรับ”

เธอรีบลุกขึ้น เดินเข้าไปยังพื้นที่ส่วนครัวพร้อมลงมือจัดการวัตถุดิบทำอาหารอย่างคล่องแคล่ว ครั้นประตูที่พักสำหรับซ่อนตัวถูกเปิดออกอีกหน ปรากฏว่าผู้มาเยือนคือคนที่พวกเขารอคอย

“ท่านพี่” นาญิกาวิ่งเข้าไปโอบกอดราวกับเขาและเธอไม่ได้พบเจอกันมาแสนนาน

วิรายุทอดยิ้มอ่อนพร้อมพูดถาม “เป็นอย่างไร เจ้าปลอดภัยดีหรือไม่” พลางตระกองพาร่างหญิงสาวไปนั่ง

ส่วนคีรัน เขาไปจัดหาน้ำดื่มดับกระหายมาให้เจ้านายและเฮมา

“แล้วงานที่ข้าให้ไปทำ” วิรายุถามอีกประโยคหลังเธอตอบคำถามก่อนหน้า

“ยายแก่นั่นบอกว่าจะตกลง ถ้าท่านพี่รอดพ้นการจับกุมได้ครบสามวันเจ้าค่ะ” เธอรายงาน “ข้าไม่เข้าใจเลย ไยท่านต้องขอความช่วยเหลือจากนางด้วย ถึงอารุดีเวียไม่ได้กว้างใหญ่ไพศาล แต่ข้าเชื่อว่าพวกเราจะซ่อนตัวได้อย่างสบาย ๆ คนของท่านพี่หรือคนของข้าก็มีมากมาย”

“ข้าไม่ได้ต้องการหลบหนีหรือซ่อนตัว แต่ข้าต้องการที่มั่นเพื่อยึดบัลลังก์ จะมีที่ใดดีไปกว่าพระราชวังหลวงเล่า”

“หมายความว่าท่านจะเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในวังหลวง” นาญิกาทวนใจความ “แต่ท่านให้ข้าบอกนางว่า จะช่วยเหลือนางเพื่อขึ้นครองบัลลังก์ราชามิใช่หรือ”

“ข้าไม่ได้บอกว่าจะพูดความจริง” ชายหนุ่มพูดตอบพร้อมรอยยิ้มกว้าง

 

ดริศนาหยิบตรวนระงับพลังเวทซึ่งซ่อนอยู่ในพงรกขึ้นมาดูพลางคิดว่าหลังจากนี้เธอคงต้องปรับปรุง เพื่อไม่ให้มันถูกปลดออกง่ายดาย

“ท่านดริศนา บริเวณรอบ ๆ ไม่มีร่องรอยของพวกเขาเลยขอรับ”

“อืม” เธอขานเสียงรับในลำคอก่อนส่งปักษาสื่อสารไปบอกข่าวร้ายกับหัวหน้าหน่วยอื่นที่ซุ่มตัวอยู่รอบด้าน

ไม่นานนักเจ้าพนักงานเวทกลุ่มอื่นก็ตามมาสมทบ

“เจ้าบอกว่าเขาหนีไปได้” กุณติเอ่ยถาม เธอจึงโยนตรวนไปให้ “เขาทิ้งตรวนไว้ให้เจ้าดูต่างหน้าน่ะ”

“แล้วจะเอาอย่างไร” ษารัสสะถามต่อ

“จะเอาอย่างไร ย่อมต้องกลับไปรายงานท่านปราชญ์และวางแผนกันใหม่” ชายหนุ่มหัวหน้าหน่วยจากสังกัดปราชญ์แห่งนครพูดเสนอ

“หวังว่าคราวนี้คงไม่มีพวกคิดไม่ซื่อปล่อยพวกมันไปอีกหรอกนะ”

“เจ้าพูดอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร!

“พอเถอะน่า! พวกเจ้าทะเลาะกันก็ไม่เกิดประโยชน์ รีบกลับเถอะ ยิ่งชักช้าปล่อยเวลาเนิ่นนาน ย่อมมีแต่พวกเราที่เสียหน้า”

“เจ้าจะกลับหรือ” ดารากะกระซิบถาม พวกเขายืนฟังการปรึกษาหารือของเหล่าหัวหน้าหน่วยอยู่รอบนอก กระนั้นด้านหลังพวกเขายังมีนายทหารและเจ้าพนักงานเวทลำดับต่าง ๆ อีกจำนวนหนึ่ง รวมถึงองครักษ์ทั้งสองของเจ้าชายพระองค์โตด้วย

เหล่าเจ้าพนักงานเวทผู้ถือครองอำนาจธาตุพิเศษ กำลังกระจายตัวล้อมเป็นวงกลมเพื่อสร้างวงเวทเคลื่อนย้าย

“ข้ายังไม่กลับนะขอรับท่านพี่ พวกมันอาจซ่อนตัวอยู่แถวนี้ก็เป็นได้”

“ผู้หญิงคนนั้นถือครองธาตุพิเศษ ท่านว่าพวกเขาจะซ่อนตัวดูพวกเราเดินทางกลับและส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยอย่างนั้นหรือ” จิดิระเอ่ยถาม

“ตกลงเจ้าจะเอาอย่างไร” ดารากะเร่งถามเมื่อเจ้าพนักงานเวทเริ่มสร้างวงแหวนคาถา

“เราหิว คงต้องกลับไปทานข้าวก่อน”

ฮะ!

ท่านพี่!” ทั้งพระอนุชาและพระสหายต่างขานอุทาน

เมื่อวงเวทมนตราเคลื่อนย้ายบรรลุผลสำเร็จ แสงแห่งอำนาจฤทธาสว่างจ้าขึ้น และพริบตาต่อมาพวกเขาก็ยืนอยู่บนลานกว้างในอาคารรณสถาน

“เรากลับวังก่อน เจอกันวันพรุ่ง” จบถ้อยรับสั่ง พระองค์ใช้อำนาจเวทในมณีย้ายพิสัยทำให้หายวับไปในทันที ทิ้งองครักษ์ทั้งสองโดยไม่เหลียวแล ทั้งยังทิ้งความงุนงงไว้กับเจ้าชายไซนาและพระสหาย

 

##### - ขอขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม - #####

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

0 ความคิดเห็น