ตำนานเมืองแห่งเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13,352 Views

  • 94 Comments

  • 235 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    217

    Overall
    13,352

ตอนที่ 144 : ตำนานที่ 144 ชิงตัวผู้ร้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    26 มี.ค. 62

ตำนานที่ 144 ชิงตัวผู้ร้าย

 

จิดิระเปิดประตูออกมาจากบ้านโดยตั้งใจว่าจะเดินไปสมทบกับสหาย แต่ประจวบกับได้เห็นทั้งสองคนวิ่งตรงมาแต่ไกล

“เหตุใดถึงดูเร่งรีบกันนัก” เขาถามเมื่อทั้งคู่ก้าวเท้ามาถึงตัว

“เราจำได้ว่า เจ้าเคยพูดถึงแหวนซึ่งตรวจจับเวทที่เจ้าใช้งาน”

เขายกมันให้องค์ราชนิกุลทอดพระเนตรเนื่องจากจนกระทั่งป่านนี้เด็กหนุ่มยังสวมมันติดกาย มันเป็นแหวนทำจากศิลาสีทับทิม เจ้าชายอัสศาขอให้ผู้สวมใส่ถอดมันออกแต่โดนดารากะห้ามไว้

“แหวนจำพวกนี้ถ้าถอด คาถาย่อมเสื่อม”

“เท่ากับว่าจะตรวจสอบประสิทธิผลมนตราไม่ได้เลยหรือ”

“มันก็พอตรวจสอบได้อยู่ แต่ข้าสงสัยเรื่องหนึ่ง” ดารากะเอ่ย “เหตุใดเจ้าไม่ขอให้ท่านหญิงดารญาใช้อำนาจของนาง และขอให้นางเป็นพยาน”

“เพราะมันใช้การไม่ได้ คราวก่อนที่เราให้นางมาช่วยเนื่องจากมีทั้งพยานวัตถุและพยานบุคคล เราขอให้นางช่วยเหลือเผื่อว่าผู้ร้ายจะดื้อแพ่ง ต่างจากหนนี้ สมมติถ้าเป็นเราถูกจับ เราจะอ้างว่านางเชื่อถือไม่ได้เช่นกัน ไม่มีผู้ใดยืนยันได้ว่าภาพนิมิตที่นางเห็นเกิดขึ้นได้อย่างไร”

เนื่องจากมันทั้งเร้นลับและเป็นพลังอำนาจที่ในช่วงทุกหนึ่งร้อยปีจะปรากฏตัวผู้ถือครองเพียงบุคคลเดียว

เจ้าชายอัสศาชักชวนให้จิดิระเดินทางไปที่ทำการสังกัดปราชญ์มนตรา อย่างน้อยต้องลองให้เจ้าพนักงานในหน่วยเครื่องมือเวทลองตรวจสอบ ระหว่างนั้นทรงพระดำริคุยกับกัลดริกาว่า

“ท่านใช้งานกระแสกาลเวลาเพื่อทำนายนิมิตได้หรือไม่”

“ข้าไม่เคยทำเยี่ยงนั้น” อาตมันสาวส่งเสียงหัวเราะตามมา

เจ้าชายอัสศาทรงถามถึงเหตุผล

“ข้าไม่ได้ต้องการทราบเรื่องราวของบุคคลใด อ้อ... แต่ข้าคงทำได้เช่นกัน ทว่ามันอาจไม่ใช่ภาพนิมิตเช่นเดียวกับเด็กสาวผู้นั้น สำหรับข้าคือความตระหนักรู้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิด อย่างที่ข้ารู้ว่าตนเองจะดับสูญถ้าไม่ได้ธาตุกมลกลับคืนมา”

“ท่านทราบเวลาที่แน่ชัดหรือไม่”

“ยามนี้ข้ายังไม่อาจบอกได้”

ผู้ฟังมีพระดำริวางแผนว่าหลังจากเสร็จงาน สมควรต้องถามเภคินเสียทีว่าต้องการให้พระองค์คลายคาถาเมื่อใด

การตรวจสอบคาถาในเครื่องมือหรือศิลาต้องใช้ความเชี่ยวชาญพอสมควร ถ้าต้องการใช้มันเป็นวัตถุพยาน จำต้องได้รับการรับรองจากช่างทำเครื่องมือซึ่งไม่ได้อยู่ในสังกัดของหลวงด้วย หลังให้ดริศนาตรวจสอบและปรึกษาหารือกันอีกหน ปราชญ์ตุลาการยูซิตจึงยอมให้เพิ่มข้อกล่าวหากับวิรายุ

การพิจารณาคดีช่วงบ่ายเจ้าชายอัสศาและพระสหายเข้าร่วมชมในฐานะเจ้าพนักงานเวท โดยใช้ห้องพิจารณาคดีในอาคารที่ทำการสังกัดปราชญ์ตุลาการ เจ้าชายไซนาตามมาถึงทีหลัง และเมื่อทอดพระเนตรเก้าอี้ว่างข้างพระเชษฐา ก็พาองค์เองมาประทับทันใด

เมื่อยูซิต รวมถึงปราชญ์ผู้ทำหน้าที่สักขีพยาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวมตัวกันพร้อม วิรายุจึงถูกนำตัวเข้ามาในห้อง

เขาหยุดยืนกลางห้องด้วยท่าทางสงบนิ่ง สองมือกุมกันไว้ ข้อมือทั้งสองข้างยังถูกสวมตรวนระงับพลังเวท

ยูซิตเริ่มต้นด้วยการอ่านคำกล่าวหาให้ชายหนุ่มรับทราบ โดยข้อกล่าวหาแรกคือเรื่องที่เขาพลั้งมือสังหารราชาเคซินในงานประลองประจำปี

“ข้อกล่าวหาที่สองท่านเป็นผู้บงการสร้างความวุ่นวายในอาณาจักร เป็นผู้สั่งให้มีการควบคุมกำลังพลอันเป็นร่างทหารไร้ชีวิตให้โจมตีทำร้ายชาวบ้าน โจมตีเมืองหลวง เป็นผู้สั่งการให้ใช้คาถาควบคุมเจ้าชายลำดับที่สอง และสั่งการให้ลอบสังหารองค์ราชาในพิธีบวงสรวง อนุญาตให้ท่านแก้ต่าง”

“ข้อกล่าวหาแรกข้าคงไม่อาจแก้ต่าง” เขาพูดตอบเพราะประจักษ์พยานชัดแจ้ง ไม่ว่าจะพูดโต้แย้งอย่างไร ย่อมไม่มีวันหลุดรอด แม้ในใจเขายังคิดว่ามันเป็นอุบายของราชาเคซินก็ตาม

ชายหนุ่มคาดเดาว่าราชาเคซินคงทราบแผนการของเขาอยู่บ้าง และคงรู้ว่าเขาทำการคิดไม่ซื่อ แต่ระบบการปกครองของอารุดีเวียก็เป็นเช่นนี้ หากไม่มีหลักฐานเป็นวัตถุหรือพยานบุคคลแน่ชัด ย่อมไม่อาจตัดสินโทษผู้ใดได้

“ส่วนข้อกล่าวหาที่สองพวกท่านใส่ไคล้ข้ามากเกินไปกระมัง” และเผอิญเขามีความคิดเห็นว่ากฎข้อกำหนดบางอย่างมันคร่ำครึ สมควรแก่เวลาที่จะเปลี่ยนแปลงมันเสียที

การพิจารณาคดีไม่ทันได้ดำเนินต่อ กลับบังเกิดเสียงตูมตามก้องสนั่นพร้อมอาคารที่ทำการสั่นไหวโยก เสียงหวีดร้องของผู้คนดังขึ้นเป็นสัญญาณของเหตุร้าย ตามด้วยพื้นอาคารค่อย ๆ ทรุดเอียงกระเท่เร่ เจ้าพนักงานเวทต่างลุกจากที่นั่ง พยายามยันเท้าทรงตัวอยู่กับที่ ปล่อยให้โต๊ะเก้าอี้ไหลไปกองรวมกันยังผนังอีกฝั่ง

เหตุการณ์ไม่จบเพียงเท่านั้นเมื่อผนังอาคารถูกระเบิดทำลายจนกลายเป็นรู

อำนาจคาถาซึ่งตราไว้ทั่วทั้งอาคารมลายสิ้นไปในฉับพลัน

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว

จับเขาไว้ เขากำลังจะหนี” เสียงใครคนหนึ่งร้องตะโกนเมื่อข้างกายวิรายุปรากฏร่างหญิงสาวผู้ถือครองอำนาจธาตุพิเศษ แม้เธอจะสวมหน้ากากแต่การที่ปรากฏตัววับจากความว่างเปล่าย่อมบ่งบอกถึงคุณสมบัติของพลังเวทได้เป็นอย่างดี

วิรัจขยับก้าวไปวางมือกับผนัง

รุกขดินแดน

ประสิทธิผลของคาถาทำให้ผนังและพื้นห้องทุกตารางวาปกคลุมด้วยพืชคล้ายตะไคร่สีเขียว ที่สำคัญมันเป็นอาณาเขตระงับยับยั้งพลังเวท กระนั้นผลของมนตรายังมีช่องว่างบริเวณรูโหว่ของผนัง

วิรายุยังมีท่าทีสงบนิ่งแม้เหล่าเจ้าพนักงานเวทจะกรูเข้าจับกุมเขาจากทุกทิศทาง ชายหนุ่มมีฝีมือการต่อสู้ไม่ด้อยกว่าผู้ใด เมื่อผู้มีเจตนาเป็นปฏิปักษ์พุ่งเข้าใกล้ เขาได้ใช้ฝ่าเท้าเตะถีบไม่ปล่อยให้เข้าถึงตัว แม้แต่หญิงสาวที่มาช่วยเหลือยังแข็งแกร่งไม่ต่างกัน

หญิงสาวมองหาจังหวะ พอสบโอกาสเธอรีบคว้าท่อนแขนของวิรายุและดึงให้เขาพ้นจากอาณาเขตผ่านทางช่องผนังที่คาถาของวิรัจไม่อาจครอบคลุมถึง ที่น่าตื่นตะลึงคือ แม้วิรายุไม่ได้ถือครองอำนาจอากาศธาตุและยังถูกสวมตรวน กระนั้นเขากลับยืนเหยียบบนความว่างเปล่าราวกับเป็นถนนทางเดินสามัญ

เจ้าพนักงานผู้ถือครองอำนาจธาตุพิเศษติดตามออกไปอย่างไม่รอช้า ไม่เว้นแม้แต่เจ้าชายไซนาและเจ้าชายอัสศา ทว่าเมื่อก้าวพ้นชายคา พวกเขากลับถูกโจมตีทันทีโดยกำลังคนของอีกฝ่ายซึ่งซ่อนอยู่บนหลังคา พวกมันกระโจนเข้ารัดคอผู้ที่พลั้งเผลอไม่ทันระวังพร้อมใช้มีดสั้นคมกริบในมืออีกข้างปาดคออย่างเหี้ยมโหด เมื่อผู้ใช้คาถาไร้สติ ทั้งเขาและฆาตกรจึงร่วงสู่พื้น

หล่มพัตรมายา

เจ้าชายอัสศาทรงปรับเปลี่ยนผลสัมฤทธิ์คาถาบางส่วนเพื่อให้รองรับร่างของเจ้าพนักงานเวทผู้โชคร้ายไว้ ก่อนหันไปออกคำสั่งกับผู้ใช้คาถารักษา “ผู้ใดก็ได้ลงไปดูเขาที”

ดาลันราวกับรู้ว่าหน้าที่ดังกล่าวสมควรเป็นความรับผิดชอบของตน เขากระโดดลงไปดูผู้บาดเจ็บอย่างไม่ลังเล แต่เจ้าอริร้ายไม่ได้สิ้นฤทธิ์ง่าย ๆ มันถลาโจมตีเด็กหนุ่มทันควัน ทั้งยังกวัดแกว่งอาวุธคล่องแคล่ว ดาลันเอี้ยวตัวหลบหลีกครั้นได้ทีจึงซัดหมัดเข้าใส่พร้อมเวทเสริมแรงถูกเรียกใช้งาน

กำลังช้างสาร

ร่างปฏิปักษ์กระเด็นออกไปตามแรงทันที

“กระจอกแฮะ” เขาบ่นพึมพำก่อนรีบหันกลับไปดูเจ้าพนักงานเวทผู้ได้รับบาดเจ็บ

อย่างไรก็ตามใช่ว่าจะมีแต่ผู้พลาดพลั้งโดนจู่โจมโดยง่าย บางคนยังว่องไวป้องกันตัวได้

ฝ่ายเจ้าชายไซนาทรงมุ่งหน้ารุกไล่วิรายุและหญิงสาวปริศนาไม่ลดละ แม้การที่พระบิดาสวรรคตอาจเป็นเรื่องสุดวิสัยและเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ กระนั้นพระองค์ไม่ได้โง่งมถึงขั้นมีพระดำริตามไม่ทัน ในเมื่อปราชญ์ตุลาการประกาศข้อกล่าวหาที่สอง นั่นหมายความว่าวิรายุจงใจสังหารพระบิดา

พระแสงดาบสีนิลถูกเรียกออกมาใช้งาน ทรงตวัดเหวี่ยงศัสตราโดยมีเป้าหมายเพื่อพิฆาตศัตรูทั้งคู่ อีกฝ่ายยังหนีจากคมอาวุธได้ถึงจะเป็นไปอย่างทุลักทุเล เนื่องจากหญิงสาวผู้สวมหน้ากากไม่สามารถปล่อยมือจากวิรายุ และเขาเองยังไม่สามารถใช้พลังเวทด้วยเช่นกัน

“ลงไปที่พื้น” วิรายุร้องสั่ง

เธอใช้งานคาถาอีกบทพาชายหนุ่มไปยืนบนพื้นในพริบตาเดียว

เจ้าชายลำดับที่สองติดตามมาพร้อมยกศัสตราขึ้นสูงและฟาดลงไปเต็มแรง ผู้ถูกโจมตียกตรวนขึ้นรับ ไม่รู้ว่าควรเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้าย ตรวนผนึกพลังเวทแข็งแรงมาก กระทั่งกระทบกับดาบซึ่งฟาดฟันได้ทุกสิ่ง มันกลับไม่เกิดแม้แต่รอยบิ่น

เจ้าชายไซนาทรงทุ่มเทเรี่ยวแรงทั้งหมดพยายามกดให้คมดาบถึงตัวศัตรู

ฝ่ายหญิงสาวผู้สวมหน้ากากไม่อาจตามไปช่วยวิรายุ เพราะเธอต้องหันไปต่อกรกับเจ้าชายพระองค์โต

ชาวบ้านทั่วไปซึ่งชมดูเหตุการณ์อยู่ในบริเวณนั้นต่างวิ่งหนีกระเจิง การปะทะเริ่มขยายวงกว้างขึ้น กลุ่มที่มาช่วยเหลือวิรายุยังคงใช้งานร่างไร้ชีวิตของทหารทางเหนือ พวกมันไม่เจ็บ ไม่ปวดและไม่ตาย เมื่อโดนอำนาจเวทจนล้มลง พวกมันจะลุกขึ้นเข้าโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีเหน็ดเหนื่อย เจ้าพนักงานที่ต้องรับมือกับพวกมันทำได้เพียงใช้คาถาเผาหรือใช้มนตราผนึกจับกุม

กระนั้นสถานการณ์ในยามนี้ ฝั่งของวิรายุกำลังเสียเปรียบ พวกเขามีกำลังพลมากกว่าแต่ผู้ใช้เวทคาถาได้มีเพียงผู้เดียว

แต่แล้วจู่ ๆ ก็บังเกิดหมอกสีขาวหนาตาขึ้นเรื่อย ๆ ชายหนุ่มลอบยิ้ม ขณะยกเท้าต้านทานการบุกของเจ้าชายลำดับที่สอง

เขาไม่อาจใช้เวท ทำให้ดูคล้ายว่ากำลังตกเป็นรอง ทว่าเพราะพระราชโอรสพระองค์เล็กไม่ค่อยเชี่ยวชาญการต่อสู้  ทำให้มีช่องว่างให้เขาตอบโต้หลายต่อหลายหน

หมอกเริ่มหนาทึบบดบังทัศนวิสัยจนมองไม่เห็นแม้แต่มือตัวเอง นับว่าเป็นโอกาสดีแล้ว

“ท่านวิรายุ” เสียงเรียกของหญิงสาวดังอยู่ใกล้ ๆ ก่อนที่ท่อนแขนของเขาจะถูกคว้าจับอีกหน แต่จำต้องผละปล่อยในวินาทีถัดมา เมื่อเห็นเงาใบดาบถูกเหวี่ยงลงมาอย่างมุ่งร้าย แสงเรืองสีดำจากศัสตราคล้ายเงามัจจุราชซึ่งตามราวีเขาไม่สิ้นสุด ชายหนุ่มเอนตัวไปด้านหลังเพื่อหลบคมอาวุธซึ่งตวัดฟันคอ จากนั้นกระโดดหลีกเวทพันธนาการที่แสดงผลสัมฤทธิ์จากพื้น  เขาถอยเท้าไปชนร่างของบุคคลอื่น เพลิงอัคคีลุกพรึบเป็นวงกลมล้อมรอบตำแหน่งที่ยืน วิรายุจึงเห็นว่าฝ่ายนั้นเป็นพวกพ้อง

เปลวเพลิงขับไล่หมอกขาวแต่ป้องกันพวกเขาไม่ให้โดนรุกไล่ด้วยเช่นกัน

เจ้าชายอัสศาทรงร่ายคาถาพลางโบกพระหัตถ์ ปราการไฟดับลงทันใดพร้อมการหายไปของพวกคนร้าย

สายลมวูบใหญ่พัดพาหมอกขาวให้ลอยขึ้นสูงสู่ด้านบน ส่งผลให้พวกเขามองเห็นทุกสิ่งได้ชัดเจนอีกครั้ง

“ทางทักษิณห่างออกไปสี่เส้น” ดริศนาป่าวประกาศเสียงดัง

ระยะเท่านั้นยังไม่พ้นอาณาเขตเมืองหลวงด้วยซ้ำ เจ้าชายอัสศาทรงพระดำริ

“พาข้าไปด้วย” เหล่าพระสหายวิ่งตรงมาหา

เจ้าพนักงานหลายคนหายตัววับจากบริเวณนั้นบ้างแล้วไม่เว้นแม้แต่หญิงสาวหัวหน้าหน่วยเครื่องมือเวท

พระราชโอรสพระองค์โตเรียกมณีย้ายพิสัยออกมาถือพร้อมรับสั่งกับพระอนุชา “น้องตามไปก่อนได้เลย” จากนั้นทรงใช้อำนาจเวทซึ่งประจุอยู่ในมณีติดตามไป

ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือเจ้าพนักงานเวทต่างวิ่งพล่านตามจับตัวคนร้ายหลบหนีกันทั่วเมือง

ชายหนุ่มผู้แฝงตัวมุงดูร่วมกับชาวบ้านถอยเท้า หมุนตัวหันหลัง เดินหลบเข้าไปในตรอกแคบระหว่างอาคารสองหลัง

“ท่านหญิงไปกันเถอะขอรับ พวกมันคงวุ่นวายกันอีกพักใหญ่” เมื่อสิ้นสุดประโยคพวกเขาทั้งสองได้หายตัวไปจากจุดนั้นเช่นกัน

 

##### - ขอขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม - #####

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น