ตำนานเมืองแห่งเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13,478 Views

  • 96 Comments

  • 240 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    57

    Overall
    13,478

ตอนที่ 141 : ตำนานที่ 141 แก้ไขความเข้าใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 41
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    20 มี.ค. 62

ตำนานที่ 141 แก้ไขความเข้าใจ

 

“ได้ เราตกลง” เจ้าชายอัสศาทรงตอบรับ เภคินจึงตั้งมือขึ้นมา

“กระไรหรือ”

“ต้องทำสัญญาด้วย”

“ท่านไม่เชื่อใจเราถึงเพียงนั้น” องค์ราชนิกุลเลิกพระขนง

“ไม่ใช่ท่านแต่เป็นนางต่างหาก ข้ากลัวว่าถ้าปล่อยให้ท่านถือธาตุกมลแล้ว นางอาจฉกฉวยไปทันที”

“เจ้าเล่ห์นัก” อาตมันสาวแค่นเสียง

“แล้วท่านจะยอมตกลงหรือไม่” เจ้าชายอัสศาทรงพระดำริถามนาง หลังได้รับคำตอบองค์ราชนิกุลจึงยกพระหัตถ์ประกบกับฝ่ามือของเด็กหนุ่ม

“ตกลง”

วงแหวนอักขระสว่างวาบและสลายหายไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งอักขระตราเวทไว้บนหลังพระหัตถ์กระนั้นอึดใจต่อมามันกลับสลายไปไม่เหลือแม้แต่ร่องรอย

เภคินลุกขึ้นยืน “ข้าจะไปรอที่ห้องบรรทมของราชาเคซิน”

“แล้วเรื่องสร้างวิหายสะ?”

“ธาตุกมลมีอำนาจมากอย่างที่ท่านคาดไม่ถึงเลยล่ะ” เภคินสลายร่างไปทันทีเมื่อกล่าวประโยคนั้นจบ

“ถ้าธาตุกมลมีอำนาจมาก ไยเขาต้องให้เราช่วยคลายคาถา” เจ้าชายอัสศาเปรยลอย ๆ แต่ก็คล้ายส่งพระปุจฉาเพื่อถามหาคำตอบอยู่ในที

“มีอำนาจมากแต่ก็ไม่อาจแปรเปลี่ยนให้ข้าหรือเขากลายเป็นมนุษย์” กัลดริกากล่าวตอบ คู่สนทนาจึงทรงพระดำริโต้ตอบขณะเปิดบานทวารเพื่อเสด็จออกจากห้องบรรทม ปรากฏว่าทั้งดารญาและครอบครัวต่างยืนรออยู่พร้อมหน้าพร้อมตา

“พวกเกล้ากระหม่อมได้ยินข่าวเรื่ององค์ราชา”

“อืม... ท่านอาทั้งสองจะไปเคารพพระศพหรือไม่”

“ถ้าไม่เป็นการมิบังควร”

“เยี่ยงนั้นกรุณาตามมาขอรับ” องค์ราชนิกุลเสด็จนำ

ราตรีนั้นเมืองหลวงของอารุดีเวียไม่ได้สงบเงียบดังเช่นที่ควรเป็น

ข่าวการสวรรคตของราชาผู้ปกครองเมืองแพร่สะพัดไปทั่ว ทำให้มีชาวเมืองมากมายเตร็ดเตร่อยู่บริเวณลานหน้าพระราชวัง มีผู้ทำเรื่องขอผ่านทวารวังจำนวนมาก เหล่าทหารหลวงยืนควบคุมดูแลความเรียบร้อยกันเป็นทิวแถว

มีผู้ใช้งานบันไดทางขึ้นผ่านโถงด้านหน้าของพระที่นั่งซาพาร์ดินเพียงเล็กน้อย ทว่าเมื่อขึ้นไปยังชั้นสอง เจ้าชายอัสศาทรงพบว่าผู้คนต่างยืนออเข้าแถวบริเวณหน้าห้องจัดเลี้ยงห้องหนึ่งอย่างหนาตา รวมถึงยังมีนายทหารยืนประจำตำแหน่งตามโถงทางเดินไปตลอดทาง

“พวกเขามาเคารพพระศพหรือ” เจ้าชายพระองค์โตรับสั่งถามกับทหารนายหนึ่ง

“ใช่ขอรับกระหม่อม ท่านปราชญ์ให้ย้ายพระศพองค์ราชาลงมา เพื่อจะได้สะดวกแก่ผู้มาเคารพพระศพขอรับกระหม่อม”

เจ้าชายอัสศาทรงขานเสียงรับรู้ จากนั้นหันไปผายพระหัตถ์เชิญสองผู้มากวัย ทั้งดารญาและน้องชายของเธอให้เดินต่อ

ผู้คนซึ่งยืนต่อแถวหน้าประตูเมื่อเห็นเจ้าชายพระองค์โตเสด็จมา ต่างหลีกทางให้ และเมื่อเห็นเด็กสาวนักทำนาย เสียงกระซิบกระซาบพูดคุยจึงดังขึ้นเล็กน้อย ดารญาเร่งก้าวเท้าออกนำหน้าบุพการีทั้งสอง ตามหลังเจ้าชายลำดับที่หนึ่งไปติด ๆ

ร่างขององค์ราชาบรรทมอยู่บนพระแท่นกลางห้องกว้าง ฟากหนึ่งมีชุดเก้าอี้รับรองซึ่งราชินีพันริกาทรงนั่งส่งเสียงกันแสงแสดงความโศกศัลย์อยู่บริเวณนั้น มีเจ้าชายไซนาประทับอยู่ข้างพระนางไม่ห่าง รวมถึงปราชญ์ทั้งแปด

เจ้าชายอัสศาทรงพระดำเนินพาครอบครัวของดารญาไปเคารพพระศพ พวกเขายืนนิ่งเป็นครู่ใหญ่ก่อนก้มศีรษะค้อมคำนับและถอยเท้าออกมา

“จะกลับเลยหรือไม่” ตรัสถามเด็กสาว

เธอไม่ใคร่ต้องการได้ยินถ้อยคำนินทาจึงตอบรับ ผู้ดำรงพระยศสั่งการให้นายทหารผู้หนึ่งไปส่งพวกเธอ ขณะที่พระองค์เสด็จพระดำเนินไปทรุดนั่งบนพระเก้าอี้รับรอง ทันใดนั้น เภคินพลันปรากฏตัวบนที่นั่งด้านข้าง

“คงต้องรอให้คนซากว่านี้”

เจ้าชายลำดับที่หนึ่งเพียงเหลือบพระเนตรมองไม่ได้โต้ตอบคำใด

นอกจากเจ้าสกุล คหบดีหรือผู้มียศตำแหน่ง ยังมีข้าหลวง เจ้าพนักงานเวทและนายทหารหลายนายทยอยมาเคารพพระศพ ในจำนวนนั้นมีทั้งพระสหายสนิทและเจ้าพนักงานในหน่วยสืบสวน เจ้าชายอัสศาทรงลุกขึ้นเสด็จเข้าไปหาเมื่อพวกเขาถอยเท้าออกมาจากพื้นที่ข้างพระแท่น

“เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่” ดารากะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ที่ยืนอยู่ด้านข้างคือดาลัน เจ้าตัวมีสีหน้าเหยเกจนผู้ดำรงพระยศต้องรับสั่งกระเซ้า

“เจ้าปวดท้องหรือดาลัน”

“เจ้าชาย...” เด็กหนุ่มได้แต่เพียงเรียกขาน ด้วยไม่อาจคิดหาคำพูดสวยหรูมาปลอบประโลมบำรุงขวัญให้แก่สหายได้ ทั้งยังนึกสงสารเศร้าใจที่สหายเชื้อพระวงศ์ต้องมาสูญเสียผู้เลี้ยงดูและบิดาในเวลาไม่ห่างกัน

“เราไม่เป็นไรหรอกน่า ความตายมันเป็นเรื่องธรรมชาติ” ตรัสอีกประโยคก่อนวกกลับเข้าธุระ “วิรายุถูกคุมตัวอยู่ในที่ทำการสังกัดปราชญ์มีทหารเฝ้ายามหรือไม่”

“มีขอรับกระหม่อม” กุณติเป็นผู้ให้คำตอบ ส่วนเจ้าพนักงานเวทผู้อื่นเดินทางกลับล่วงหน้าไปแล้ว ในวงสนทนาจึงมีเพียงพวกเขาสี่คน

“นาญิกากับเฮมาก็ยังจับตัวไม่ได้?”

“ยังจับตัวไม่ได้ขอรับกระหม่อม”

“เราคิดว่าพวกนางต้องกลับมาช่วยวิรายุ”

“แต่ที่ทำการสังกัดปราชญ์ตราเวทป้องกันไว้ไม่ใช่หรือ” ดาลันแย้ง

จังหวะนั้นเจ้าชายอัสศาทรงเหลือบไปเห็นจิดิระพอดี จึงตรัสเปลี่ยนเรื่อง “เราว่าเจ้าต้องแก้ไขความเข้าใจผิด” ดารากะมีสีหน้างุนงง แต่เมื่อเห็นสายพระเนตรขององค์ราชนิกุล เขามองตามไปก่อนหันกลับมาพูดตอบเสียงแข็ง

“ข้าเข้าใจถูกต้องทุกประการ”

“แต่อย่างไรก็น่าจะฟังที่จิดิระพูดสักหน่อย” เด็กหนุ่มร่างหนาออกความคิดเห็น ดารากะหันไปขึงตา “ไหนคราวนั้นเจ้าว่าเคยถามแล้วไม่ใช่รึ และเจ้านั่นก็ยอมรับกับเจ้าเองด้วย”

“แค่นินทาลับหลังเท่านั้นจะกระไรนักหนา” ผู้ดำรงพระยศรับสั่งคล้ายนึกระอา

“แต่จุดสำคัญคือเจ้าและมันเป็นสหายกัน มันทำเยี่ยงนั้นเท่ากับไม่จริงใจในการคบหา” ดารากะหันไปโต้ตอบ

“เราถึงบอกว่าสมควรแก่เวลา ยามนี้เหมาะที่จะพูดคุยกันเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิด อีกข้อหนึ่งราตรีนั้นจิดิระส่งข้อความมาหาเรา บอกว่ามีคนนัดให้ออกไปพบ”

“หมายความว่าอย่างไร เจ้าปิดบังข้ารึ!

“ไม่ได้ปิดบัง เราแค่ไม่ได้บอกเจ้า”

ดารากะท่าทางฉุนโกรธพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ ขณะที่สหายเชื้อพระวงศ์เพียงแค่เสด็จพระดำเนินผ่านหน้า เข้าไปหาบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในบทสนทนา

กุณตินึกขำขันทว่าเพราะบรรยากาศรอบกายมีแต่ความเศร้าสลด ทำให้ต้องพยายามเก็บสีหน้า และสาวเท้าเดินตามผู้ดำรงพระยศเหลือเพียงดาลันซึ่งอยู่คอยพูดปลอบ และช่วยสงบสติอารมณ์ของสหาย

“เจ้าไม่ต้องโมโหไปนะ เจ้าเป็นแค่สหาย ถ้าเจ้าชายอัสศาจะไม่บอกทุกเรื่องแก่เจ้าก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”

“นี่เจ้ากำลังซ้ำเติมข้ารึดาลัน”

“แหม... รู้แล้วหรือ” ดาลันแสร้งทำเป็นเขินอาย ก่อนรีบเผ่นแผล็วตามไปสมทบกับเจ้าชายอัสศา เมื่อเห็นว่าพวกเขากำลังเดินออกจากห้อง “ข้ารีบตามไปฟังเจ้าชายอัสศากับจิดิระคุยกันดีกว่า จะได้ไม่ตกข่าว”

ดารากะจำต้องรีบสาวเท้าตามไปด้วยเช่นกัน

พระราชโอรสพระองค์โตเสด็จนำไปอีกห้องซึ่งเงียบสงบและปราศจากบุคคลอื่น เมื่อพระองค์ประทับบนพระเก้าอี้ เหล่าพระสหายก็จับจองที่นั่งอย่างถือวิสาสะ กุณติยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ชั่วอึดใจก่อนทรุดตัวลงนั่ง

“ข้าเคยบอกให้เจ้าฟังแล้ว ไอ้ที่เจ้าจิดิระบอกมาไม่ได้ประโยชน์สักอย่าง” ดารากะรีบพูด

“อย่าอคติ”

คนถูกดุหน้างอ

เจ้าชายอัสศาทรงหันไปรับสั่งให้จิดิระเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้น

“ไม่มีกระไรมาก ท่านษินาชวนข้าไปดื่มสังสรรค์ แล้วเขาก็พูดถึงเรื่ององค์ราชากับเจ้าชายลำดับที่หนึ่ง”

“แต่เจ้าไม่ได้พูดถึงธรรมดา” ดารากะแย้งเถียงพร้อมลุกขึ้นยืนชี้หน้า

“เขาไม่ชอบองค์ราชา ข้าย่อมเออออไปกับเขา”

“เจ้าไม่ได้แค่เออออ เจ้าพูดจาไม่ดีด้วย”

“คำพูดใดไม่ดี” จิดิระถามกลับ

“เจ้าบอกว่าสมน้ำหน้า ที่เจ้าชายอัสศาและองค์ราชาจะได้ตายกันทั้งโคตร” ทว่าอีกฝ่ายกลับตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยไม่สะทกสะท้าน

“แล้วอย่างไร”

ดารากะหงุดหงิด เหลือบสายตามองสหายเชื้อพระวงศ์ ฝ่ายนั้นยังนั่งนิ่งไม่แสดงอาการทุกข์ร้อน

“โธ่เว้ย!” เขาสบถ “แล้วแต่พวกเจ้าเลย” ดารากะกระแทกตัวลงนั่ง กอดอกทั้งยังเบือนหน้าหนี

“จิดิระพูดอยู่ว่าเจ้าพนักงานเวทผู้นั้นไม่ชอบพระบิดา ถ้าจะพูดคุยให้ถูกคอย่อมต้องเออออเป็นพวกเดียวกันนั่นล่ะถูกแล้ว” เจ้าชายอัสศาทรงช่วยแก้ต่าง

“เจ้าเชื่อมัน?”

“ไยต้องไม่เชื่อ ถ้าเจ้าจดจำได้ จิดิระเคยพูดถึงเขามาแล้วครั้งหนึ่ง เอาเถอะจะโกรธเคือง เราก็ไม่อาจห้ามได้แต่เจ้ากับจิดิระไม่ได้เพิ่งรู้จักกัน ลองตรองดูเถอะ”

ดารากะสะบัดหน้าหนีทั้งเบะปาก

“เราต้องการทราบเรื่องท่านคหบดี” เจ้าชายอัสศาถามจิดิระ

“ข้าเคยเห็นเขาแค่สองครั้ง นอกจากนั้นเวลาที่เขาสั่งงานจักเป็นผู้อื่นนำเรื่องราวมาบอก วันที่กลุ่มโจรโจมตีหมู่บ้าน ข้าจะไปร่วมกับพวกเจ้าด้วยเช่นกัน แต่เจอท่านษินาเสียก่อน” เด็กหนุ่มเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นให้เหล่าสหายและชายหนุ่มหัวหน้าหน่วยสืบสวนฟังอีกครั้ง

 “เวทสร้างประตูเป็นมนตราของเฮมา” พระราชโอรสทรงกล่าวหลังจากที่ฟังเรื่องราวทั้งหมดจนจบ “ยามนั้นนางสมควรถูกจับคุมขังอยู่ในที่ทำการสังกัดปราชญ์” ทรงเรียกแผนที่ออกมาจากวิหายสะพลางอธิบายต่อ

“ต่อให้เป็นห้องคุมขังแต่ก็ยินยอมให้ใช้มนตราได้ ทว่าไม่อาจใช้เวทคาถาลอดผ่านผนังหรือกำแพงโดยเฉพาะผู้ถือครองอำนาจธาตุพิเศษ ยกเว้นพื้น จากนั้นใช้หมุดเวทที่เป็นแผ่นไม้ในการช่วยย้ายตำแหน่ง จุดบนแผนที่คือตำแหน่งที่เราเจอแผ่นไม้ เห็นที่เราทำสัญลักษณ์เหล่านี้หรือไม่”

องค์ราชนิกุลทรงชี้สัญลักษณ์ที่เป็นกากบาทอยู่ในวงกลม มันแตกต่างจากเครื่องหมายบอกพิกัดอื่นซึ่งใช้สัญลักษณ์วงกลมเพียงอย่างเดียว “ตำแหน่งเหล่านี้ เราเขียนไว้ตอนที่นิธาแจ้งว่าพบตัวนาง”

“หมายความว่านางปรากฏตัวเพื่อล่อให้พวกเราตามไปจับตัวอย่างนั้นหรือ”

“รู้แม้กระทั่งมนตราที่นิธาใช้?” จิดิระเอ่ยหลังสิ้นสุดประโยคคำถามของดารากะ

“เรื่องนั้นเราไม่แน่ใจ เพราะนิธาไม่ได้เล่าโดยละเอียดว่านางใช้วิธีใดถึงบังเอิญเจอเฮมา แต่อีกประเด็นยามที่ถูกคุมขัง ไม่เฮมาต้องสวมตรวนระงับพลังเวท”

เด็กหนุ่มผู้ฟังทั้งสามต่างเหล่มองหัวหน้าหน่วยสืบสวนเป็นตาเดียว

“ไยต้องมอง พวกเจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือว่าในสังกัดปราชญ์มีคนของวิรายุด้วย” กุณติเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบนิ่งราวกับประโยคคำพูดของเขาเป็นสิ่งที่ควรรู้กันอยู่แล้ว

“และท่านหัวหน้าแจ้งท่านปราชญ์ยูซิตแล้วใช่หรือไม่” ดารากะถาม

“แน่นอน แต่ไม่ใช่ว่าจู่ ๆ จะแจ้งข้อหาจับกุมได้เสียหน่อย”

“เพราะมัวแต่พิธีรีตองและชักช้าอย่างนี้นะสิ” บุตรชายช่างทำเครื่องมือบ่นต่อ แต่ถูกแทรกด้วยถ้อยรับสั่งของเจ้าชายลำดับที่หนึ่ง “เราว่าวิรายุคงไม่อยู่เฉยให้โดนตัดสินโทษหรอก”

“พวกเจ้าก็รู้ไว้ด้วย” กุณติหันไปพูดกับเด็กหนุ่มทั้งสาม “ผู้วัยวุฒิอย่างพวกข้ากำลังรอเวลาที่ว่านั่น”

 

##### - ขอขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม - #####

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

0 ความคิดเห็น