ตำนานเมืองแห่งเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13,363 Views

  • 94 Comments

  • 235 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    228

    Overall
    13,363

ตอนที่ 114 : ตำนานที่ 114 เหตุโจมตียามค่ำคืน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 62
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    24 ม.ค. 62

ตำนานที่ 114 เหตุโจมตียามค่ำคืน

 

เจ้าชายอัสศาทรงแหงนพระพักตร์มองแสงแดดร้อนจ้าก่อนตรัสชักชวนให้ทุกคนเดินทางกลับ ปัญหาที่ทรงทิ้งค้างไว้ยังอยู่ในพระดำริ ข้อข้องพระทัยเกี่ยวกับชายผู้ได้รับบาดเจ็บในเมืองเหมืองแร่ซวานาดรีและถูกพาตัวหายไป ก่อนเขาจะปรากฏตัวกลายเป็นคนร้ายใช้คาถาวางเพลิง

ระหว่างเดินทางมีจิดิระคอยชวนพูดคุยเรื่องนี้ “ไม่ใช่ว่าท่านใช้มนตราป้องกันอื่น”

“ไม่ใช่ เราใช้เพียงมนตราพื้นฐาน” เจ้าชายอัสศารับสั่งตอบ ถึงทรงมีพลังเวทในกายทว่ายังคงสวมศิลาธาตุ ผลมนตราก่อขึ้นจากจิตสมาธิ พระองค์ย่อมสามารถกำหนดเลือกใช้อำนาจพลังธาตุได้ดังพระทัยนึก

แต่ผลสัมฤทธิ์คาถาของทุกผู้คนล้วนแตกต่างกัน เพราะฉุกพระทัยประเด็นนี้จึงตรัสกับจิดิระว่า “เช่นนั้นเรารบกวนเจ้าให้ทดลองรับกระสุนได้หรือไม่”

“พอได้แล้วเจ้าชายอัสศา!” ดารากะเดินนำอยู่ด้านหน้าหันกลับไปปราม เขาหยุดยืนและยกสองแขนขึ้นกอดอก พานให้ทุกคนชะงักฝีเท้าโดยพร้อมเพรียงกัน

“ขึ้นชื่อว่าอาวุธ มันย่อมไม่มีตา เจ้าจักทำเหมือนของเล่นได้รึ”

“เราทราบ เราไม่ได้ประมาท แต่มันจำต้องทดสอบ ไม่อย่างนั้นจะยืนยันได้อย่างไรว่าพลังเวทมีอำนาจเหนืออาวุธชิ้นนี้”

“เช่นนั้นถ้าพลังเวทของพวกเราทุกคนเหนือกว่าอาวุธชิ้นนี้ เจ้าไม่ต้องนำไปทดลองกับชาวบ้านทั่วไปอีกหรือ ชายผู้นั้นโดนผลของอาวุธอาจเพราะไม่ทันตั้งตัวก็เป็นได้”

ได้! ตกลงเราไม่ทดสอบสิ่งใดแล้วเจ้าชายอัสศารับสั่งตัดบทอย่างขอไปที ถ้าโต้เถียงคงไม่มีวันจบสิ้นเนื่องจากต่างคนต่างมีเหตุผลของตน

เราขออาวุธคืน

ข้าจะเก็บไว้ให้

ใช่เรื่องรึ เราเป็นผู้จ่ายอัฐซื้อมา ถ้าเจ้าจะเก็บไว้ต้องหาอัฐมาคืนเรา

ข้าแนะนำให้คืนเจ้าชายไปเสียดีกว่าดาลันเอ่ยแทรก ก่อนหันไปถามพี่ชายเพื่อขอเสียงสนับสนุนอาวุธชิ้นนี้แพงมาก ใช่หรือไม่ท่านพี่

ใช่

ครั้นเห็นสหายเชื้อพระวงศ์จ้องหน้ากดดันอย่างไม่ยินยอม ดารากะจำต้องส่งกล่องบรรจุอาวุธคืนไปให้ เจ้าชายลำดับที่หนึ่งนำมันเก็บไว้ในแก้วเวหน พลางมีรับสั่งอีกว่าช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอเภคินเลย เขาสบายดีหรือไม่

สามสหายมองหน้ากันเองก่อนก้าวเท้าเมื่อทั้งขบวนเริ่มเคลื่อนที่อีกหน

อย่าว่าแต่เภคินเลย แม้แต่มูชาก็ไม่ได้เจอจิดิระกล่าวบอก

ข้าว่าพวกเราหาเวลานัดเจอกันเถอะ มาเล่นเตะลูกหนังดีหรือไม่ ปีหน้าพวกเราจะได้เข้าแข่งขันกันอีกดาลันเอ่ยชวน จากนั้นเสนอให้นัดหมายรวมตัวกันฝึกซ้อม ก่อนประเด็นสนทนาจะลามไปถึงเรื่องการประลองเวทที่พวกเขาจะมีสิทธิ์เข้าร่วมในปีหน้าเช่นกัน

ครั้นถึงกำหนดตามแผนการจับกุมผู้ลักลอบขนดินปืนเข้าอาณาจักร กลุ่มทหารและเจ้าพนักงานเวทจากสังกัดปราชญ์ตุลาการสามารถคุมตัวพ่อค้าได้สำเร็จ หลังจากนั้นมีคำสั่งให้ขยายผลว่าดินปืนของกลางถูกนำไปใช้เพื่อการใดบ้าง

ทว่ายังไม่ทันดำเนินการกลับเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นเสียก่อน

ช่วงหัวค่ำในราตรีนั้นทุกอย่างยังปกติสุขเฉกเช่นที่เคยเป็นมา บ้านเรือนร้านรวงปิดสนิท ผู้คนต่างเข้านอนพักผ่อน คงมีสรรพเสียงดนตรีจากตรอกเริงรมย์ที่ยังบรรเลงรื่นเริงไม่ต่างจากช่วงงานเทศกาล

เจ้าชายอัสศาต้องสะดุ้งตื่นบรรทมเพราะคำขานปลุกของอาตมันสาว

ตื่นเถอะ ข้าสัมผัสได้ถึงอำนาจของธาตุกมล

จบประโยคคำพูดของนางเพียงไม่กี่อึดใจ เสียงกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นได้ดังขึ้นในฉับพลัน เจ้าชายอัสศาทรงรีบคว้าเสื้อทรงคลุมมาสวมทับ สวมรองพระบาทก่อนรีบเสด็จออกไปด้านนอก ข้าหลวงผู้พักอยู่ในตำหนักล้วนตื่นจากการหลับใหล

ครั้นพ้นชายคา ทรงเห็นว่าท้องฟ้าเป็นสีแดงฉาน จากนั้นบังเกิดเสียงระเบิดกึกก้องขึ้นอีกหน และมีนายทหารผู้หนึ่งตรงมาที่ตำหนักเพื่อแจ้งเรื่องราว

อาณาจักรถูกโจมตีทางน่านฟ้าขอรับกระหม่อม องค์ราชาต้านทานการโจมตีไว้แล้ว ฝ่าพระบาทไม่ต้องเป็นกังวล

อัสศา ธาตุกมลของข้า เสียงเตือนของกัลดริกาดังขึ้น

ท่านรับรู้ใช่หรือไม่ว่ามันอยู่ที่ใดทรงพระดำริสนทนากับนางขณะตอบรับทหารนายนั้นด้วยอาการพยักพระพักตร์ นายทหารผู้แจ้งข่าวจึงตบเท้าแสดงความเคารพ ก่อนออกวิ่งไปอีกทาง

ฝ่าพระบาทโปรดรออยู่ภายในตำหนักก่อน เกล้ากระหม่อมจะไปตรวจดูสถานการณ์ในเมือง

เจ้าชายอัสศาเหลือบพระเนตรมองผู้พูด บิซิลอยู่ในชุดเครื่องแบบราวกับเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า

ไม่เป็นไร เราไปเองเร็วกว่า

เพราะเขตแดนในพระราชวังระงับห้ามแต่เวทเคลื่อนย้ายซึ่งใช้อำนาจธาตุพิเศษ คาถาก้าวเวหาอันเป็นการประสมฤทธาของธาตุอื่นย่อมถูกยกเว้น ทรงใช้พลังเวทดีดพระวรกายให้ลอยสูง พลางกระโดดก้าวเปลี่ยนทิศทางด้วยระนาบมายา

ระหว่างนั้นทรงได้ยินเสียงเรียกพระนามจากองครักษ์ทั้งสองดังแว่วตามมา ทว่าเจ้าชายอัสศาไม่หยุดเคลื่อนไหวกระทั่งก้าวขึ้นไปยืนบนหลังคาพระที่นั่งว่าราชการ

จากมุมสูง เจ้าชายอัสศาได้ทอดพระเนตรผู้คนพลเมืองต่างออกจากบ้านเรือนมาคอยดูเหตุการณ์ คบเพลิงถูกจุดขึ้นจนสว่างไสว ลานหน้าพระราชวังมีแถวทหารยืนเตรียมพร้อมหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

ส่วนฟากฟ้าสูงขึ้นไปยังบังเกิดการระเบิดต่อเนื่องหลายครั้ง สะเก็ดประกายไฟแตกกระจายไม่ต่างจากดอกไม้ไฟทว่ามันไม่สวยงามเช่นบุปผาเพลิงสำหรับฉลองจบประเพณี

เจ้าชายอัสศาน้ำเสียงร้อนรนที่ดังขึ้นทำให้พระองค์หันไปมอง จึงเห็นว่าองครักษ์ทั้งสองติดตามขึ้นมาได้แล้ว

มีบางสิ่งอยู่บนนภาอิคาลาร้องทัก

เพราะความมืดจึงไม่อาจเห็นได้ชัดว่ามันคือสิ่งใด ที่พวกเขารู้คือมันลอยอยู่บนฟ้า

สารพันแจ้งประจักษ์

แม้ใช้อำนาจเวทกระนั้นเจ้าชายพระองค์โตยังไม่อาจระบุได้แน่ชัด ทอดพระเนตรจากรูปร่างโดยรวม มันไม่ต่างจากนกยักษ์ตัวใหญ่ที่กางปีกนิ่งโต้แรงลม มันบินวนเพื่อหันหัวมุ่งหน้าขึ้นทางเหนือ เมื่อผ่านอาณาจักรกลับปล่อยบางสิ่งให้ร่วงจากท้อง ทว่าวัตถุดังกล่าวต้องกระทบกับม่านพลังจนบังเกิดแสงวาบเป็นวงคลื่นก่อนระเบิดแตกกระจายส่งเสียงดัง

อัสศา เสียงของกัลดริกาดังเตือนอีกหน

เจ้าชายอัสศาจำต้องละความสนพระทัยไปทำกิจธุระที่นางต้องการ ทรงก้าวย่ำไปตามแนวกระเบื้องหลังคา ก่อนกระโดดลงบนพื้นชานลอยของอาคารพระที่นั่ง มีสององครักษ์ติดตามมาไม่ห่าง

เสียงจากการเคลื่อนไหวทำให้พระปิตุลาผู้ดำรงตำแหน่งปราชญ์มนตราและปราชญ์กลาโหมหันกลับมามอง พระราชโอรสพระองค์โตในองค์ราชาทรงค้อมคำนับเป็นเชิงทักทาย

“นั่นธาตุกมล แก้วมณีที่อยู่ในมือบิดาของท่าน” กัลดริการ้องบอก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความยินดี

ตูม! ตูม! ตูม!

เสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นอีกระลอก เจ้าชายอัสศาทรงเหลือบมองท้องนภาเบื้องบน ไม่ต่างจากผู้ดำรงตำแหน่งปราชญ์และองครักษ์ ขณะที่องค์กษัตริย์กลับยังยืนนิ่ง เมื่อสังเกตให้ดี พระองค์เห็นว่าด้านข้างพระบิดามีชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวยืนอยู่ด้วย

“ไฟไหม้!” ปราชญ์กลาโหมร้องอุทานพร้อมบันดาลปักษาให้แจ้งข่าวแก่หัวหน้ากองทหาร

เนื่องจากชานระเบียงอยู่ชั้นบนของพระที่นั่งซาพาร์ดิน ทำให้มองทิวทัศน์รอบด้านได้กว้างไกล นั่นทำให้เห็นเปลวเพลิงและกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นเหนือยอดไม้

แถวทหารด้านล่างทยอยเคลื่อนที่ผ่านวงเวทเพื่อไปจัดการกับเปลวอัคคี

ส่วนนกยักษ์ซึ่งวนเวียนอยู่เหนือน่านฟ้าอาณาจักรคอยทิ้งวัตถุระเบิดคุกคาม มาบัดนี้ได้หายไปแล้ว ท้องนภาที่เคยสว่างจ้าด้วยเปลวเพลิงกลับมาสงบเงียบเช่นเดิม

เจ้าชายลำดับที่หนึ่งคอยแต่จ้องมองแก้วมณีซึ่งส่องแสงเรืองรองสว่าง หางพระเนตรเห็นพระปิตุลาทั้งสองกำลังสนใจสั่งการเหล่าทหารและเจ้าพนักงานในสังกัด ครั้นธาตุกมลลอยสูงขึ้นจากพระหัตถ์ขององค์ราชา พระองค์ทรงรีบพุ่งตัวออกไปทันที

“จงเชื่องช้า”

ภาพที่ผ่านสู่จักษุกลายเป็นการเคลื่อนที่เอื่อยเฉื่อย ทั้งการเคลื่อนไหวของปราชญ์ผู้อยู่ในระยะประสิทธิผลมนตรา แม้แต่พระบิดาและธาตุกมล เจ้าชายเอื้อมพระหัตถ์เตรียมคว้าจับทว่ามันกลับถูกฉกชิงไปต่อหน้า เมื่อหันมองตามก็ปรากฏภาพนักเวทผู้มีนามว่ากราเวนยกยิ้มให้ด้วยท่าทีเหนือกว่า ขณะที่พระวรกายพุ่งผ่านเขาไป

เจ้าชายอัสศาทรงคลายคาถาพลางเรียกใช้มนตราระนาบมายาอย่างต่อเนื่องเพื่อเบี่ยงทิศพุ่งเข้าหาชายหนุ่ม อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด กระนั้นพระราชโอรสพระองค์โตยังไม่ยอมแพ้ ทรงกระโจนรุกไล่ต่อทันทีทันใดที่พลาดท่า

ราชาเคซินทอดพระเนตรพระราชบุตรไล่จับกราเวนอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยความตกพระทัย ทรงอยู่ในอาการตะลึงงันเป็นชั่วครู่ เพราะไม่คาดคิดว่าจะมีผู้ใดมองเห็นเขา เนื่องจากคราวนี้มีคนนอกอย่างปราชญ์มนตราและปราชญ์กลาโหมอยู่ด้วย กราเวนจึงไม่จำแลงร่างให้ปรากฏในสายตาของบุคคลอื่น ครั้นได้สติองค์ราชาจึงเปล่งพระสุรเสียงกร้าว

อัสศา! หยุดบัดเดี๋ยวนี้!

ผู้เป็นเจ้าของนามระงับอำนาจมนตรากลับมายืนบนพื้นชานระเบียงเบื้องพระพักตร์องค์ราชา

“เจ้ากำลังจะทำสิ่งใด”

“ลูก...” เจ้าชายอัสศาทรงไม่มีคำตอบให้ กระทั่งราชาเคซินต้องถามย้ำอีกหน

“บอกพ่อมา เจ้าทำกระไร”

“ขอพระราชทานอภัยพระพุทธเจ้าข้า” ปราชญ์มนตราส่งเสียงขัด ราชาเคซินจำต้องหันไปสนพระทัยผู้เป็นอนุชาร่วมอุทร

“ว่ามา”

“ไม่ใช่เหตุการณ์เพลิงไหม้ธรรมดาพระพุทธเจ้าข้า แต่เป็นการปล้นฆ่าของกลุ่มโจร”

“โจรอย่างนั้นรึ เราจะไปดู” ก่อนย้ำกำชับกับพระราชโอรสว่า “พ่อจะคาดโทษเจ้าไว้ก่อน เราต้องคุยกันหลังจากนี้”

ราชาเคซินสับพระบาทรวดเร็วกลับเข้าไปในตัวอาคาร เหลือไว้แต่พระราชโอรสพระองค์โตกับองครักษ์ผู้มีหน้าที่ติดตามดูแลความปลอดภัยให้เจ้าชาย และแม้อิคาลากับบิซิลจะมองไม่เห็น กระนั้นนักเวทในชุดคลุมสีขาวยังคงอยู่บนชานระเบียง

เจ้าชายอัสศาแบพระหัตถ์ “เราขอธาตุกมล”

“นี่นะหรือ” ชายหนุ่มชูแก้วมณีเรืองแสงให้เจ้าชายพระองค์โตทอดพระเนตร ก่อนกำมันไว้แน่นเมื่อสัมผัสได้ถึงอำนาจของกัลดริกาซึ่งล้อมรอบร่างกาย นางคงไม่ฝืนใช้พลังเพราะจะทำให้ร่างมนุษย์ผู้ถูกประทับตราเวททานอำนาจไม่ไหว กระนั้นนางย่อมต้องใช้หนทางอื่นฉกชิงมันไปจากเขา

“ท่านควรคืนมันให้เจ้าของ”

“แล้วผู้ใดคือเจ้าของ ท่านฟังคำโป้ปดจากนางแล้วมาใส่ไคล้ข้าหรือ”

พระราชโอรสชะงักไป

“อย่าฟังเขา เจ้าเภคินกำลังโกหก”

จริงอย่างที่นางกล่าว อีกฝ่ายกำลังทำให้ทรงไขว้เขว ครั้งหนึ่งกัลดริกาเคยกล่าวถึงอีกร่างของเภคิน ซึ่งคือชายหนุ่มผู้สวมชุดสีขาว และรูปลักษณ์ภายนอกตรงกับกราเวนพอดี ทั้งเมื่อคราวก่อนที่เรียกเภคินมาไต่ถาม เขายังบอกว่าหลอมตัวเองเข้ากับธาตุกมล

“ท่านโกหก ครั้งก่อนท่านยังกล่าวว่าธาตุกมลสลายไปแล้ว”

ผู้ฟังเลิกคิ้วและยกยิ้ม “คิดว่าท่านคงเข้าใจผิด คนที่ท่านกล่าวถึงคงหมายถึงเภคินกระมัง”

“พวกเขามีดวงจิตเดียวกัน” กัลดริกาบอกแย้งทันควัน “เขาคือผู้ที่ขโมยธาตุกมลของข้าไป ท่านต้องเชื่อข้า”

 เสียงของนางอาตมันเซ็งแซ่พานให้พระเศียรปวดตุบ ๆ จนเจ้าชายต้องระงับห้ามคำพูดของนาง “ท่านหยุดพูดก่อน” จากนั้นจึงเปิดพระโอษฐ์สนทนากับชายหนุ่ม

“ท่านจะบอกว่า ธาตุกมลเป็นของท่านอย่างนั้นรึ”

“ใช่ ย่อมเป็นเช่นนั้น”

“แล้วเหตุใดท่านถึงคิดเยี่ยงนั้น”

“เพราะข้าถือกำเนิดมาพร้อมศิลา ศิลาคือตัวข้า และข้าคือศิลา” กราเวนตอบพร้อมรอยยิ้ม

“แล้วเภคินเล่า ท่านรู้จักเขาได้อย่างไร และพวกท่านมีความสัมพันธ์กันอย่างไร”

“เขาดำรงอยู่มาก่อนข้าถือกำเนิด” กราเวนกล่าวตอบเพียงแค่นั้น ในเมื่อเขาไม่เอ่ยเจ้าชายอัสศาจำต้องพยายามไล่ต้อน

“แล้วไยท่านถึงคิดว่าคนที่ใส่ไคล้ท่านเป็นหญิง”

“เหตุใดข้าจะไม่รู้จักกัลดริกาผู้ดูแลเขตแดนเวทพิจัย นางเป็นเพียงบุหงาดอกเล็ก ๆ ที่ทะเยอทะยานปรารถนาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ นางแค่มุ่งหวังต้องการอำนาจของข้าเท่านั้น”

“เจ้าโกหก!เสียงของอาตมันสาวแผดก้องไปทั่ว สร้างความตื่นตระหนกให้กับสององครักษ์

แรกเริ่มพวกเขาเห็นเจ้าชายอัสศาคล้ายเจรจากับผู้ใดทั้งที่บนชานระเบียงว่างเปล่าไร้เงาผู้คน นั่นว่าแปลกประหลาดแล้ว ทว่าจู่ ๆ กลับมีเสียงของสตรีตวาดลั่นขึ้นมาอีก บิซิลและอิคาลาพยายามมองหาที่มา ทว่าเมื่อเห็นพระราชโอรสที่ตนต้องดูแลทรุดลงกับพื้น พวกเขาต่างถลาเข้าไปช่วยพยุงประคองอย่างรวดเร็ว

ฝ่าพระบาท!” พวกเขาร้องเรียก ก่อนบิซิลจะพูดว่า “ข้าจะไปตามแพทย์หลวง”

อิคาลาพยักพเยิดรับคำพร้อมช้อนพระวรกายของผู้สูงศักดิ์ยกขึ้น เพื่อพาย้ายไปยังห้องรับรองในพระที่นั่ง

 

##### - ขอขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม - #####

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

0 ความคิดเห็น