ตำนานเมืองแห่งเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13,347 Views

  • 94 Comments

  • 235 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    212

    Overall
    13,347

ตอนที่ 1 : ตำนานที่ 1 ความมุ่งหวังในวัยเยาว์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2141
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 91 ครั้ง
    8 มิ.ย. 61

ตำนานที่ 1 ความมุ่งหวังในวัยเยาว์

 

ในปีที่เจ้าชายอัสศามีพระชันษาครบห้าปี ทรงได้เข้าศึกษาในสำนักมนตราเวทหลวง วันแรกที่ทรงได้ก้าวพระบาทเข้าสู่ชั้นเรียน พระองค์เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นมุ่งมั่นสดใสของวัยเยาว์ ทว่าในปีถัดมาที่พระอนุชาได้เข้าศึกษา คำซุบซิบนินทาเปรียบเทียบกลับดังก้องกระหึ่ม

เจ้าชายพระองค์เล็กเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ความสามารถ แม้จะเยาว์ชันษาแต่กลับมีพลังเวทกล้าแกร่ง เพราะมีการกล่าวถึงเช่นนั้น เจ้าชายพระองค์โตผู้ไร้ซึ่งพลังเรียกใช้มนตราจึงถูกมองด้วยความคลางแคลงสงสัย กระนั้นถึงเจ้าชายอัสศาจะยังทรงไม่ประสา แต่เสียงนินทาที่ได้สดับกลับติดพระทัยจนต้องพยายามค้นหาคำตอบ

พระบิดา เหตุใดลูกถึงไม่อาจใช้มนตราได้เล่าขอรับเจ้าชายอัสศาตรัสถามข้อสงสัยกับองค์ราชาในเย็นวันหนึ่ง เมื่อพระบิตุราชเสด็จมาร่วมโต๊ะเสวยพระกระยาหารด้วย ราชาเคซินไม่ได้ตอบในทันทีแต่กลับมีพระกระแสรับสั่งถามกลับไปว่า

เหตุใดเจ้าถึงสงสัยเรื่องนี้

ลูกเล่าเรียนมนตราก่อนน้องไซนาตั้งหนึ่งปี แต่ยังไม่สามารถแม้แต่เรียกใช้เวทพื้นฐานได้

ผู้เป็นพระบิดานิ่งตริตรอง แม้จะทรงทราบเหตุผลแต่ไม่อาจกล่าวตอบไปตามจริง ทรงเฉไฉด้วยคำอธิบายที่เคยตรัสให้พระราชโอรสฟังไปแล้วครั้งหนึ่ง

คนเราล้วนเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน บางผู้คนเกิดมาแข็งแรง บางผู้คนเกิดมาอ่อนแอ พลังเวทติดตัวก็ไม่ต่างกัน วันนี้เจ้าไม่อาจเรียกใช้มนตราแต่ถ้าเจ้าฝึกฝนอยู่สม่ำเสมอ สักวันหนึ่งเจ้าจักใช้มนตราได้เองก่อนจะทรงถามกลับไปถึงที่มาของข้อสงสัย เพราะทราบพระอุปนิสัยของผู้เป็นโอรส เจ้าชายอัสศานั้นแม้จะยังเยาว์แต่กลับฉลาดเฉลียวรู้จักคิดพิเคราะห์จดจำ

เมื่อครั้งที่ทรงเยาว์ชันษากว่านี้ ราวหนึ่งถึงสองปีก่อนหน้า ทรงเห็นผู้คนรอบกายล้วนมีพลังเวทเรียกใช้มนตราคาถา จึงตรัสถามผู้คนด้วยความใคร่รู้หมายอยากใช้มนตราเฉกเช่นผู้อื่นกระนั้นเพราะการรับรู้ถึงพลังเวทเป็นสิ่งที่มีติดตัวมาแต่กำเนิด ผู้ใดไร้พลังจำต้องรอให้ร่างกายเติบโตจึงจะสามารถประสานการรับรู้อำนาจสำหรับการสร้างมนตรา เมื่อทรงได้รับคำอธิบายเช่นนั้นจึงได้แต่รอคอยวันที่พระวรกายเติบโตมากพอ

ทั้งเจ้าชายอัสศายังทรงมีพระดำริว่า วันเวลานั้นคงจะเป็นวันที่พระองค์เริ่มต้นเข้าศึกษาเล่าเรียน

ลูกได้ยินท่านอาจารย์และข้าหลวงพูดถึงพลังเวทอันกล้าแกร่งของน้องไซนาและตรัสต่อไปอีกว่า ลูกเองก็ควรใช้มนตราได้แล้ว

องค์ราชาได้แต่นิ่งเงียบครุ่นคิดเมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น ครู่หนึ่งจึงทรงกล่าวตอบ

พ่อไม่อยากให้เจ้าอิจฉาน้องชาย แต่ไซนากำเนิดมาพร้อมพรสวรรค์ น้องของเจ้าจึงมีพลังกล้าแกร่ง กระนั้นผู้ไร้พรสวรรค์ใช่ว่าจะไร้มนตราไปตราบสิ้นลมหายใจ หากเจ้าขยันหมั่นเพียรแล้วไซร้ พลังเวทของเจ้าต้องแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน

เจ้าชายอัสศาทรงเข้าพระทัยคำพูดทุกประโยคของพระบิดาเป็นอย่างดีแม้พระองค์จะบังเกิดความน้อยเนื้อต่ำพระทัยในโชคชะตาของตน กระนั้นไม่มีสิ่งใดดีไปกว่ามุ่งมั่นพยายามฝึกฝนเพื่อพัฒนาตน

อย่างไรก็ตาม นับจากมื้อค่ำวันนั้น คำนินทาเปรียบเทียบความสามารถระหว่างเจ้าชายพระองค์โตและพระอนุชาได้เงียบหายไปเช่นเดียวกันราวกับเสียงเล่าลือนั้นไม่เคยเกิดขึ้น

 

เพื่อให้ความมุ่งหวังของตนเป็นจริง เจ้าชายอัสศาจึงเริ่มต้นกิจวัตรแต่เช้าตรู่

ทรงฝึกพระแสงดาบ ฝึกศัสตราวุธเพื่อเพิ่มพูนความแข็งแรงของร่างกาย เข้าศึกษาในชั้นเรียนเวทกับอาจารย์ผู้ทรงความรู้ไม่เคยขาด ยามว่างอ่านตำราทบทวนความรู้ ตกเย็นฝึกจิตสมาธิเพื่อรับรู้การหมุนเวียนของพลังชีวิตและอำนาจแห่งธาตุในพระวรกาย

สำหรับอาณาจักรอารุดีเวีย การใช้มนตราอยู่บนพื้นฐานการดึงพลังธาตุในร่างกายออกมาใช้งาน อำนาจธาตุที่ก่อให้เกิดมนตราประกอบด้วยธาตุไม้ ไฟ ดิน โลหะและน้ำ นอกจากนี้ยังมีอากาศธาตุอันเป็นธาตุพิเศษซึ่งมีเฉพาะบางบุคคลเท่านั้นที่ถือครอง

อำนาจธาตุเมื่อถูกขับเคลื่อนโดยพลังชีวิตให้ผสมผสานสร้างสรรค์จะก่อเกิดเป็นมนตรา เนรมิตสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ บันดาลสิ่งที่ไม่มีให้อุบัติขึ้น เรียกการรวมเข้าด้วยกันของอำนาจธาตุและพลังชีวิตว่าพลังเวท ดังนั้นพลังเวทของแต่ละบุคคลจึงไม่เท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกาย พลังชีวิตและพลังอำนาจธาตุที่หมุนเวียนอยู่ในแต่ละบุคคล

ในทางกลับกัน นับตั้งแต่มีการศึกษาเรื่องพลังมนตรา ยังไม่มีผู้ใดระบุเหตุผลที่ชัดเจนของร่างกายซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาโดยไร้พลังเวท คงมีแต่ตำนานปรัมปราเก่าแก่ที่พูดถึงคำสาปซึ่งสืบทอดมาช้านาน

ท่านนมพระสุรเสียงแผ่วเบาอ่อนล้าของเจ้าชายอัสศาตรัสเอ่ยเรียกข้าหลวงหญิงซึ่งเลี้ยงดูพระองค์มาแต่อ้อนแต่ออก แม้ตั้งพระทัยมั่นคอยฝึกฝนเรียนรู้กระนั้นใช่ว่าจะไม่มีวันที่ทรงรู้สึกท้อถอย

ค่ำนั้นเป็นช่วงหลังเวลาครบกำหนดในการฝึกจิต เหล่าอาจารย์ที่สอนมนตราต่างพูดไปในทิศทางเดียวกันว่ายามที่ทำสมาธิฝึกจิต ผู้ใช้เวทย่อมต้องรับรู้ถึงพลังที่หมุนเวียนและมีอยู่ในร่างกาย

หรือเป็นเพราะคำสาปที่ทำให้เราใช้มนตราไม่ได้

ไม่ใช่เลยเพคะนางข้าหลวงรีบพูดตอบ นางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้น เอื้อมจับพระหัตถ์เล็กของเชื้อพระวงศ์องค์น้อยมาไว้ในอุ้งมือ บีบกระชับเป็นการปลุกปลอบพระทัย

เรื่องเล่าก็เป็นเพียงเรื่องเล่า มิอาจถือสามาใส่พระทัย ไม่เช่นนั้นเกล้ากระหม่อมที่เป็นคนต่างถิ่นคงไม่อาจใช้มนตราได้เช่นกัน

แต่พระบิดาของเราเป็นถึงองค์ราชา พระมารดาที่เป็นองค์ราชินีก็เป็นนักเวทระดับสูง แม้แต่น้องชายของเรายังสามารถใช้มนตราได้ทรงโต้กลับด้วยความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่ซึ่งหน้า

องค์ราชาทรงอธิบายว่าพลังเวทนั้นล้วนแตกต่างกันไปแต่ละบุคคลไม่ใช่หรือเพคะ ไม่มีทางที่เจ้าชายพระองค์น้อยของเกล้ากระหม่อมจะใช้พลังเวทไม่ได้อยู่แล้ว ฝ่าพระบาทสืบเชื้อสายผู้มีพลังเวทสูงสุดในอารุดีเวีย อนาคตภายหน้าต้องขึ้นครองนครต่อจากพระบรมราชบิดา ย่อมไม่มีทางที่ฝ่าพระบาทจะใช้มนตราไม่ได้อย่างแน่นอน ขอให้ทรงสงบพระทัยเข้าไว้

ท่านนมคาเมเรีย การจะขึ้นครองบัลลังก์ได้ เราต้องเป็นผู้มีชัยในประเพณีนวรัตนะ ผู้ไร้สามารถในการใช้มนตราเช่นเราจะชิงชัยได้หรือ

ผิดแล้วเพคะหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของนามคาเมเรียเอ่ยตอบ ผู้ที่จะมีชัยเหนือผู้อื่นได้ใช่เพียงต้องใช้มนตราได้เท่านั้น แต่ชัยชนะจะอยู่ในมือของผู้ที่ต้องการมันจนสุดก้นบึ้งของหัวใจต่างหาก ถ้าทรงยอมแพ้เสียตอนนี้ ไม่ว่าในอนาคตภายภาคหน้าจะทรงมีพลังเวทแข็งแกร่งมากขึ้นเพียงใด ย่อมไม่มีทางที่ฝ่าพระบาทจะกุมชัยชนะได้

ท่านพูดราวกับเราจะสามารถใช้มนตราได้อย่างแน่นอน

หญิงสาวชันตัวยืนด้วยเข่าพลางช่วยประคองพระวรกายของเจ้าชายพระองค์น้อยให้เอนลงบนพระแท่น เมื่อเห็นว่าการสนทนายืดยาวจนกินเวลาบรรทม

พระอาจารย์ไม่ได้กล่าวสอนหรือเพคะนางถามกลับ ก่อนจะอธิบายย้ำให้ฟังต่อไปว่า มนุษย์และสรรพสิ่งทุกชนิดบนโลกล้วนกำเนิดจากธาตุทั้งห้า ล่องลอยอยู่ในกระแสแห่งอากาศธาตุ ขับเคลื่อนด้วยพลังชีวิต วนเวียนอยู่ในวัฏธาตุพลางกล่อมเจ้าชายอัสศาด้วยเสียงอบอุ่นนุ่มนวล

มนุษย์ทุกผู้ต่างเรียกใช้มนตราได้ เพียงแต่คนเราล้วนเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน บางผู้คนถึงเกิดมาพร้อมพลังเพื่อเรียกใช้มนตรา

นั่นเป็นเพียงข้ออ้างเพราะเหล่าผู้ศึกษาเวทต่างไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงได้เจ้าชายยังทรงเอ่ยโต้แย้งทั้งที่เริ่มง่วงงุนหนังพระเนตรหรี่ปรือ

เพคะ แต่วันนี้ขอให้ทรงพักผ่อนเสียก่อนเถอะ ไว้วันพรุ่งเราค่อยมาถกเถียงกันใหม่

หญิงผู้นั้นรอจนกระทั่งร่างบนเตียงหลับสนิทจึงลุกขึ้นยืน จากนั้นดับคบตะเกียงซึ่งมีเปลวไฟลุกไหม้เชื้อเพลิงจากหินติดไฟชนิดหนึ่งด้วยคำมนตรา ก่อนสาวเท้าแผ่วเบาออกไปด้านนอก หลังปิดบานประตูก็กล่าวกำชับฝากทหารยามหน้าห้องให้คอยดูแลราชนิกุลผู้บรรทมอยู่ด้านใน

นางกลับเข้าห้องส่วนตัวของตน ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นสีเข้มก่อนลอบเร้นออกจากวังด้วยเส้นทางลับ ตรงไปยังหอคอยกลางเมืองอันเป็นที่ประดิษฐานของศิลาศักดิ์สิทธิ์

ที่นั่นมีทหารยามยืนเฝ้าบันไดทางขึ้นเฉกเช่นปกติ

หญิงข้าหลวงผู้นั้นจึงหยิบแหวนซึ่งประดับอัญมณีสีขาวหมอกมัวขึ้นมาสวมพร้อมกลั้นหายใจ ฉับพลันนั้นเอง ร่างของนางได้จางหายไร้ตัวตนไปอย่างรวดเร็ว ทว่าที่จริงแล้ว แหวนวงนั้นแค่อำพรางนางจากสายตาของผู้คนทั้งยังลบล้างสกัดกั้นพลังเวทตรวจสอบไม่ให้ทราบถึงตัวตนของนางได้

นางรีบก้าวเท้า เมื่อพ้นระยะเวทตรวจสอบของทหารแล้วจึงปล่อยลมหายใจออก ก้าวเท้าขึ้นบันไดร่วมห้าสิบขั้นไปอย่างรีบร้อน ที่สุดปลายบันไดเป็นพื้นลานโล่งล้อมราวระเบียงรอบด้าน ขยับจากพื้นที่ชานรอบนอกเป็นเสาหินประดับลวดลายพันเถาไม้เลื้อยรองรับค้ำยันหลังคาโดมทรงโค้งปลายยอดแหลม ที่กลางศาลานั้นเป็นรูปปั้นหญิงสาวประคองลูกแก้วศิลาไว้ด้วยสองมือ

ท่านจอมเวทนางข้าหลวงคาเมเรียส่งเสียงเรียก ด้วยไม่กล้าส่งเสียงดังเสียงเรียกนั้นจึงคล้ายเสียงกระซิบและขานเรียกซ้ำเมื่อยังไม่ปรากฏร่างบุคคลที่ตนมุ่งหวังมาหา

ท่านจอมเวท

มีเรื่องกระไรอีก

คาเมเรียหันหลังกลับไปเมื่อรู้สึกว่าเสียงตอบรับดังมาจากด้านหลัง นั่นทำให้นางได้เห็นชายคนหนึ่งในชุดผ้าไหมสีขาวล้วนกำลังเดินขึ้นบันไดมา เสื้อคลุมสีขาวของเขาปักดิ้นทองเดินลายเถาไม้เลื้อยอย่างประณีตสวยงาม แม้จะเป็นค่ำคืนที่ดวงศศิธรเหลือเพียงครึ่งเสี้ยว แสงนวลลออที่สาดกระทบกลับยิ่งทำให้ร่างของเขามองดูสว่างเรืองรอง

เมื่อไหร่ท่านจะทำให้เจ้าชายอัสศาใช้มนตราได้

เจ้ามาเพราะร้อนใจเรื่องนี้เองหรือ

ท่านควรกำหนดเวลาที่แน่ชัดได้แล้วนางทวงถามหลังจากเขาเอาแต่บ่ายเบี่ยงคำถามของนางมาตลอดเวลาหลายปี ชายคนนั้นหมุนตัวทำท่าตรึกตรอง

สักตอนที่พระองค์มีพระชันษาครบสิบปี... เป็นเช่นไรเขาถามเหมือนขอความเห็น

นานไป

เจ้ามุ่งหวังอยากให้เจ้าชายทรงได้ขึ้นครองราชย์ไม่ใช่หรือชายหนุ่มย้อนถาม แม้การฝึกฝนเพื่อใช้มนตราควรเริ่มแต่วัยเยาว์เพื่อสั่งสมเพิ่มพูนพลังชีวิตและอำนาจพลังธาตุ กระนั้นใช่ว่าทุกคนจะมีพลังเวทที่เทียมเท่ากันแม้ในตอนเริ่มต้นจะมีพลังเวทใกล้เคียงกัน เจ้าว่าเป็นเพราะเหตุใด

เพราะความมุ่งมั่นและขยันหมั่นเพียร

เจ้าก็รู้คำพูดของเขาฟังคล้ายประโยคธรรมดา แต่ก็คล้ายว่าเขากำลังหมิ่นแคลนความรู้ของนางด้วยเช่นกัน ข้ายังไม่เห็นถึงความหมั่นเพียรใด ๆ ของเจ้าชายพระองค์นั้น เอาแต่แบมือร้องขอ ผู้ใดหรือจะช่วยเจ้า

นางได้แต่ข่มอาการฉุนโกรธไว้ในใจ ผู้ใช้เวทขั้นต้นอย่างนางหรือจะสูงส่งเทียมเท่าจอมเวทเช่นเขาได้ ทั้งนางยังต้องพึ่งพิงเขา

คาเมเรียกุมประสานมือ ก้มศีรษะและกล่าวขอโทษ ข้าต้องขออภัย แต่เพราะเจ้าชายทรงรู้สึกท้อพระทัยในความด้อยวาสนาของตน ข้าจึงร้อนรน

ชายหนุ่มถอนหายใจ เขาเงยหน้ามองดวงแขซึ่งลอยสูงอยู่บนฟากฟ้า หมุนตัวหันหลังสาวเท้าเดินคล้ายนึกเค้นหาคำพูด ก่อนจะหยุดนิ่งและเงยหน้าทอดสายตามองพระจันทร์อีกรอบ

พลังเวทในกายสำคัญต่อการใช้มนตราก็จริง แต่การสร้างมนตราใช่เพียงต้องดึงพลังเวทในกายออกมาใช้ อาจจะเป็นวิธีการที่เหล่าเชื้อพระวงศ์ไม่นิยมแต่การใช้วงเวทหรือศิลาย่อมทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของมนตราได้เช่นเดียวกัน

เขาหันกลับไปหานาง อย่างแหวนจันทรกานต์ของเจ้า แค่ผู้ใช้ทำตามเงื่อนไข มนตราก็สัมฤทธิผล

นางยกแหวนที่สวมอยู่ขึ้นดูเมื่อเขากล่าวถึงมัน จากนั้นจึงเงยหน้าพูดถามย้ำความเข้าใจของตน ท่านหมายความว่า อยากจะให้เจ้าชายทรงศึกษาการใช้มนตราด้วยวงเวทและศิลา

ชายคนนั้นพยักหน้ารับ

ในหอตำรามีเอกสารมากมาย ถ้าความมุ่งมั่นของพระองค์เป็นที่ประจักษ์เมื่อนั้นข้าจะทำให้เจ้าชายน้อยของเจ้าสามารถใช้มนตราด้วยพลังเวทในกาย ทั้งพลังเวทที่ทรงได้ครอบครองจะไม่ด้อยกว่าผู้ใดคำกล่าวย้ำยืนยันนั้นจุดประกายความหวังของนางให้โชติช่วง นางยิ้มรับพร้อมเอื้อนเอ่ยสัญญา

ท่านจะได้ประจักษ์ความมุมานะมุ่งมั่นของพระองค์ในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน

 

##### - ขอขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม - #####


*หมายเหตุ คำราชาศัพท์ที่มีใช้ในเรื่องถูกปรับเปลี่ยนเพื่ออรรถรสในการอ่าน ไม่สามารถอ้างอิงเปรียบเทียบกับแบบแผนการใช้คำราชาศัพท์ของไทยได้

 

ความหมายคำราชาศัพท์

พระบิตุราช = พ่อ                   พระบาท = เท้า

ตรัส = พูด                              พระดำริ = คิด

ชันษา = อายุ                          เข้าพระทัย = เข้าใจ

พระอนุชา = น้องชาย              พระแสงดาบ = ดาบ

พระวรกาย = ร่างกาย              พระหัตถ์ = มือ

พระทัย = ใจ                           บรรทม = นอน

พระเนตร = ตา

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 91 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #70 jamcom546 (@jamcom546) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 มกราคม 2562 / 13:08
    ไม่ค่อยได้อ่านเเนวราชาศัพท์เท่าไรเลยไม่ค่อยชิน เเต่เรื่องนี้อ่านมาไม่เจอคำผิดเลย
    #70
    1
    • #70-1 กริน วียาบูท์ (@KrinStoryteller) (จากตอนที่ 1)
      24 มกราคม 2562 / 05:44
      ผู้เขียนเชื่อว่าถ้าท่านอ่านไปเรื่อย ๆ จะชินกับคำราชาศัพท์ เพราะผู้เขียนก็เริ่มชินแล้วเหมือนกัน
      #70-1
  2. #47 pimuoo (@pimuoo) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 / 05:54

    อ่านเรื่องนี้ เรียนคำราชาศัพท์ไปด้วย

    #47
    1
  3. #29 ืnichchii69 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2561 / 14:28

    เนื้อเรื่องน่าติดตาม ชอบแนวนี้ครับ

    #29
    1