Justice League : GRAVITA

ตอนที่ 5 : EPISODE 1 : CHAPTER 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 237
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    16 ต.ค. 63

CHAPTER 4

 

“เอ่อ...มีใครรู้สึกแย่บ้างไหมที่ต้องมาขุดหลุมศพของซุปเปอร์แมนน่ะ”

บิลลี่ในร่างเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดเอ่ยช้าๆ ท่ามกลางความความมืดมิดยามรัตติกาล

 

ตอนนี้พวกเขาทั้งสี่คนอยู่ในสุสานเมืองสมอลวิลล์ในยามเที่ยงคืน ถือพลั่วคนละอัน คอยตักดินจากหลุมศพขึ้นมาเรื่อยๆอย่างไม่มีหยุด

 

“อย่างน้อยนายก็ไม่ใช่คนที่ต้องมาขุดหลุมศพของพ่อตัวเองสักหน่อย”

จอนเอ่ยโดยไม่สบตาคนที่โตกว่า บิลลีี่่ผู้ซึ่งรู้สึกแย่จึงได้แต่หลบตามองต่ำ

 

“โทษที ไม่ได้ตั้งใจที่จะ-”

“ไม่เป็นไร”

และความเงียบก็กลืนกินบรรยากาศไปทั่ว

 

เจดรู้สึกอึดอัดพอสมควรที่ต้องทำแบบนี้ เธอได้แต่ภาวนาขอให้คลาร์กไม่โกรธอะไรพวกเขามากมายนัก

 

“อีกครึ่งเมตรเราจะเจอโลงของเขาแล้ว” เดเมี่ยนที่กำลังเปิดดูข้อมูลของหลุมฝังศพพูดขึ้น

พวกเธอจึงเร่งขุดให้เร็วขึ้น

 

ไม่นานนักพลั่วของจอนก็กระทบเข้ากับโลงไม้ภายใต้พื้นดิน

 

“บิลลี่ จอน เราต้องเอาเขาขึ้นมาที่เครื่อง” เดเมี่ยนบอกทั้งคู่ ทั้งสองพยักหน้า

 

“ยื่นมือมาสิ” เดเมี่ยนที่กระโดดขึ้นไปอยู่บนปากหลุมแล้วยื่นมือมาให้เธอ

“เธอคงไม่อยากโดนสายฟ้าของบิลลี่ผ่าตายก่อนสินะ”

 

เจดเอื้อมมือไปจับแขนของเขา ก่อนอีกฝ่ายจะดึงเธอขึ้นไปยังปากหลุม

 

“ขอบใจ” เธอยิ้มให้เขา เดเมี่ยนเพียงแค่พยักหน้า

 

“ชาแซม!!” บิลลี่เอ่ยคำวิเศษของเขาออกมา ก่อนสายฟ้าจะเปลี่ยนร่างของเขาให้กลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

 

“ขอโทษนะครับพ่อ” จอนเอ่ยเบาๆอย่างรู้สึกผิด

 

แล้วทั้งคู่ก็ใช้พลังวิเศษของตัวเองดึงโลงของคลาร์ก เค้นท์ขึ้นมาจากใต้ดิน พาเขาไปยังเครื่องบินเจ็ทที่พวกเขาโดยสารมา

เจดกับเดเมี่ยนตามขึ้นไปทีหลัง เมื่อทุกคนพร้อม เขาก็ตั้งค่าให้เครื่องบินขับพาพวกเขาไปยังป้อมปราการของซุปเปอร์แมน

 

 

 

หลังจากที่ขึ้นเครื่องมาก็ไม่มีใครพูดอะไรเท่าไหร่นัก

 

เดเมี่ยนนั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับ เขาแค่นั่งเฉยๆและดูเส้นทางการบินไปเรื่อยๆ บิลลี่นั่งข้างคนขับ เขาทอดมองท้องฟ้ายามราตรี

จอนคือคนที่ดูทรมาณที่สุด เขานั่งพิงโลงของพ่อ สายตาเหม่อลอย มือข้างนึงของเขาลูบไปตามเศษดินที่เปรอะตามข้างโลง

เจดนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามจอน บนที่นั่งและคาดเข็มขัด เธอรู้สึกอึดอัดและเจ็บปวดเหลือเกิน

 

ไม่นานนักเด็กสาวก็ตัดสินใจปลดเข็มขัดและเดินไปยังโลงศพของซุปเปอร์แมน เธอยกมือขึ้นสัมผัสโลงไว้นั้น มันสากเล็กน้องและเปื้อนไปด้วยคินโคลน

 

ตอนนั้นเป็นตอนที่ขอบตาของเธอร้อนผ่าว

 

ทันใดนั้นเธอก็เห็นภาพชุดหนึ่งปรากฏขึ้นในหัว เป็นมุมมองของบุคคลที่สามที่กำลังยืนดูซุเปอร์แมนกำลังสู้กับดูมส์เดย์ ปีศาจร้ายน่าเกลียด เธอเห็นคนในลีกล้มกองกับพื้น เธอเห็นโลอิส เลน ยืนอยู่ข้างหน้าเจ้าอาวุธเดินได้ เธอเห็นซุปเปอร์แมนใช้แรงเฮือกสุดท้ายของตัวเองพุ่งเข้าไปต่อยดูมส์เดย์ด้วยหมัดที่แรงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ก่อนถูกแขนอันแหลมคมของเจ้าปีศาลแทงเข้าไปที่กลางลำตัว ส่งผลให้เขาเสียชีวิตทันที

 

และเธอได้ยินเสียงหัวเราะอย่าสะใจ

 

…ของเธอเอง

 

ภาพนี้เป็นความทรงจำของกราวิต้า

 

แม่มด! เธอเป็นแม่มดที่ชั่วร้ายที่สุด!!!

 

เจดทรุดลงกับพื้นเมื่ออาการปวดหัวเข้าเล่นงาน น้ำตาของเธอไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย เธอทั้งเสียใจ และโกรธ....โกรธที่ตัวเองต้องมาอยู่ในร่างที่น่าขยะแขยงนี้

 

เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างหนัก จนทำให้บิลลี่ที่อยู่ไม่ไกลต้องลุกมาดูอาการ

ถึงเขาจะไม่ได้ชอบร่างที่เธออาศัยอยู่เท่าไหร่นัก แต่ทั้งภายนอกและภายในร่างของเจดก็คือเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่คงจะรู้สึกเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากๆ...

 

…เหมือนกับที่พวกเขาเป็น ไม่มีใครไม่เสียใจที่ซุปเปอร์แมนจากพวกเขาไป

 

“ขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ”

เด็กสาวได้แต่พึมพำประโยคเดิมซ้ำไปมา เธอร้องไห้สะอึกสะอื้น ร่างของเด็กสาววัยสิบสี่ที่อยู่ในอ้อมกอดบิลลี่สั่นระริก

 

จอนลุกขึ้นมาดูเธอแล้ว เขากัดริมฝีปากอย่างปวดใจ

 

เดเมี่ยนไม่ได้คาดคิดว่าเรื่องนี้เกิดขึ้น เขาเองก็ค่อนข้างตกใจ แต่ในฐานะหัวหน้าทีม เขาต้องเข้าคุมสถานะการก่อน

 

“เลิกขอโทษได้แล้ว” เขาจับไหล่เธอแล้วพูด “ถ้าอยากจะแก้ไขให้มันดีขึ้น เธอต้องช่วยพวกเราทำให้ซุปเปอร์แมนฟื้นขึ้นมา เข้าใจไหม”

 

เด็กสาวมองตาเขา พยักหน้าทั้งน้ำตา

 

“ขอโทษนะจอน” เธอพยายามกลั้นเสียงสะอื้น

 

“อย่าขอโทษฉัน เธอบอกเองไม่ใช่เหรอว่าเธอไม่ได้ทำ” จอนปาดน้ำตาข้างแก้มออกไป “เธอไม่ใช่กราวิต้า ไม่มีเหตุผลให้เธอรู้สึกผิด แค่เธอบอกฉันว่าเรามีวิธีที่จะพาพ่อฉันกลับมา ฉันก็ดีใจแล้ว”

 

เด็กสาวโผเข้ากอดซุปเปอร์บอยแบบที่เด็กหนุ่มไม่ทันตั้งตัว

 

ยังไงซะเธอก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่ช็อกจากการสูญเสียซุปเปอร์แมนและกับเหตุการณ์รอบตัวเท่านั้น

 

“ขอบคุณนะ” เด็กสาวฝังจมูกลงบนไหล่เขาพร้อมเปล่งคำขอบคุณเสียงอู้อี้

 

“เช่นกัน” จอนตอบกลับเบาๆ

 

“ไม่ร้องนะ” บิลลี่ลูบหัวเธอเบาๆ

 

เขาเคยได้ยินและได้เห็นมาว่ากราวิต้าตัวจริงนั้น ‘ไร้หัวใจและความรู้สึก’ เป็นลูกสมุนปีสาจร้ายของดาร์กไซด์​ ผิดกับเด็กสาวคนนี้ เธอมี ‘ความรู้สึก’ ที่ถ่ายทอดสู่พวกเขาได้ สร้างผลกระทบให้พวกเขาได้เช่นกัน

จุดๆ นี้เป็นจุดที่ทั้งสามหนุ่มเริ่มรู้สึกเปิดใจให้เด็กผู้หญิงคนนี้ ถ้าทั้งหมดที่เธอพูดเป็นเรื่องจริง ก็คงไม่เสียหายที่จะพยายามลองดูสักตั้ง

 

และถ้าเธอพยายามฆ่าพวกเขาจริง พวกเขาคงจะตายไปนานแล้ว...ไม่ว่าด้วยวิธีไหนก็ตาม

 

 

 

ณ ป้อมปราการของซุปเปอร์แมน ขั้วโลกเหนือ

ทั้งสี่เดินเข้าไปด้านในปราการขนาดยักษ์ คริสตัลที่สร้างมาจากน้ำแข็งปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป ทั้งสวยงามและแลดูโดดเดี่ยว

ต้องขอบคุณโรบินที่อุตส่าห์หยิบเสื้อกันความเย็นมาเผื่อเจดอีกตัว ไม่เช่นนั้นเธอคงได้หนาวตายที่นี่เป็นแน่

พวกเขาเดินเข้ามาถึงด้านในสุดอันเป็นห้องโถงใหญ่ ในนั้นมีหุ่นยนต์หน้าตาประหลาดสองตัวกับยานของ ‘คาล-เอล’ ที่พาเขามายังโลกมนุษย์

 

“สวัสดี” จอนทักออกไป

แล้วจู่ๆสิ่งรอบตัวพวกเขาก็ส่งเสียงร้อง หุ่นยนต์สองตัวกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

 

“สวัสดี ผู้มาเยือน” หนึ่งในนั้นพูด “สายเลือดครึ่งคริปตันอย่างคุณมาทำอะไรที่นี่กัน”

 

“ผมพาพ่อมาให้พวกคุณรักษา” จอนตอบออกไป “พวกคุณทำให้เขาฟื้นได้ไหม”

 

“อ่า...คาล-เอลสินะ” อีกตัวพูดตอบ

 

ยังไม่ทันทำอะไรต่อ ร่างของคลาร์กในโลงก็พุ่งออกมา เขาพุ่งเข้าไปยังยานลำที่อยู่กลางห้อง

 

“พ่อครับ!!” จอนตะโกนเรียกก่อนทำท่าจะกระโดดตามขึ้นไป แต่กลับถูกบิลลี่ดึงแขนไว้

 

“กรุณาอย่าเพิ่งรบกวนกระบวนการดูดซับไอออนของนายท่าน” หุ่นยนต์ตัวแรกที่เอ่ยหันหน้าเข้าแท่งน้ำแข็งแท่งหนึ่ง แตะสองสามทีก็มีข้อมูลต่างๆปรากฏขึ้นมาเป็นภาพโฮโลแกรม

 

“หมายความว่าเขาจะฟื้นขึ้นมาใช่ไหม” บิลลี่ถามด้วยความหวัง

 

ความเงียบเข้าเกาะกุมบรรยากาศอย่าพักหนึ่ง สร้างความรู้สึกใจหายให้กับทั้งสี่เป็นอย่างมาก

 

“แน่นอน” หนึ่งในหุ่นตอบ “เขาจะต้องฟื้นขึ้นมาได้แน่ๆ”

 

นั่นสร้างความโล่งใจให้ทั้งสี่ เจดปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมา ส่วนจอนยกมือทาบอกด้วยความใจชื้นอย่างบอกไม่ถูก

บิลลี่ยิ้มร่าพลางกอดคอจอน ส่วนเดเมี่ยนทำเพียงถอนหายใจด้วยความโล่งอก

 

“เขาจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้เมื่อไหร่คะ” เป็นเจดที่ถามออกไปเมื่อปาดน้ำตาออกหมดแล้ว

 

“ร่างกายของนายท่านเสียหายอย่างหนัก อาจจะต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ๆ อาจเป็นเดือน...หรือปี”

 

“เราไม่มีเวลาขนาดนั้น” เดเมี่ยนตอบด้วยน้ำเสียงร้อนรนเล็กน้อย “โลกอาจถูกคุกคามเมื่อไหร่ก็ได้ และเมื่อนั้น เราต้องการเขา”

 

หุ่นยนต์ทั้งสองเงียบไปราวใช้ความคิด ก่อนหันมาตอบ

 

“อาจจะมีความเป็นไปได้ในสามสิบหกชั่วโมง” หุ่นตัวหนึ่งตอบ “แต่พวกคุณจะต้องออกจากที่นี่ และให้โอกาสในการทำให้ร่างกายของนายท่านได้ซึมซับไอออนทั้งหมดจากทั้งปราการนี้

 

ทั้งสี่มองหน้ากันเล็กน้อย

 

“งั้นตามนี้” เดเมี่ยนตอบออกไป เขาพยักหน้าขอบคุณให้กับหุ่นทั้งสองก่อนตกลงกับลูกทีมเขาอย่างเงียบๆให้รีบออกไปจากที่นี่

 

จอนหันไปมองยานที่อยู่เหนือหัวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตามเพื่อนของเขาออกไป

 

 

 

“มันเป็นไปได้จริงๆด้วย”

 

บิลลี่ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เขาแล้วบนเครื่องบินเผยอยิ้มออกมา เขาหันไปหาเจดด้วยใบหน้าดีใจ

 

“เธอนี่มันสุดยอด” นิ้วโป้งจากบิลลี่ถูกยกให้เจด เธอยิ้มรับด้วยความเขิน

 

“ขอบใจนะ” จอนหันไปยิ้มให้เธอ อีกสามสิบกว่าชั่วโมงเขาก็จะได้เจอพ่อเขาแล้วงั้นสินะ

 

“ดีใจที่ได้ช่วย” เจดยิ้มออกมาอย่างโล่งอก เธอดีใจที่แผนของเธอช่วยพวกเขาได้ ต้องขอบคุณความติ่งของตัวเองจริงๆ 

 

“เธอพิสูจน์แล้วว่าเธอไม่ใช่กราวิต้าจริงๆ” เดเมี่ยนบอกเธอพร้อมทั้งบอกลีกผ่านเครื่องมือสื่อสารบนเครื่องบิน

 

‘ดีใจที่ได้ยินแบบนั้น’ เสียงแบทแมนดังออกมาจากลำโพงในห้องเครื่อง เจดรับรู้ได้ถึงความโล่งใจของเขาผ่านน้ำเสียง

‘ระหว่างนี้ไปพักที่สถานวิจัยที่แถวหมู่เกาะสฟาลบาร์ (Svaldbard) ไปก่อน ที่นั่นเป็นสถานีวิจัยสาขาย่อยของสตาร์แลป’ บรูซพูดต่อ ‘แบร์รี่ติดต่อที่นั่นไปแล้วว่าพวกเธอจะเข้าไป’


 

“รับทราบ ขอบคุณ” เดเมี่ยนตอบพ่อเขาก่อนจะปิดสัญญาณการสื่อสาร

 

“ไปสฟาลบาร์” กัปตันทีมออกคำสั่งเสียง ก่อนแบทวิงของพวกเขาจะเคลื่อนตัวออกมาจากปราการน้ำแข็ง

 

“อีกสามสิบหกชั่วโมงเจอกันนะครับพ่อ” จอนพูดพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง

 

“นี่มันยอดไปเลย” บิลลี่เอนตัวพิงเบาะก่อยเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “ฉันอยากเที่ยวขั้วโลกเหนือมานานแล้ว!!”

 

 

 

ณ หมู่เกาะสฟาลบาร์

สฟาลบาร์เป็นเกาะที่น่าทึ่ง มีคนมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่จำนวนไม่มากนัก ซึ่งน้อยกว่าจำนวนหมีขาวที่อาศัยอยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ สีขาวของหิมะขาวโพลนไปทั่วบริเวณ ผืนทะเลก็ทอดไกลออกไปจนสุดลูกหูลูกตา

 

พวกเธอจอดแบทวิงไว้ที่สนามบินสฟาลบาร์โดยที่สายของบรูซจะเป็นคนดูแลและปิดเรื่องนี้ไว้ให้ ไม่นานนักก็มีรถจากสตาร์แลปมารับพวกเขาที่สนามบิน

 

ทั้งสี่มาถึงยังฐานวิจัยของสตาร์แลปแล้ว มันตั้งอยู่ที่จุดเหนือสุดของเกาะ ที่เมือง ‘นีโอ-ไลซุน’ (Ny-Ålesund) พวกเขาให้การต้อนรับพวกเธออย่างดีในฐานะ ‘เด็กที่ได้รับทุนการวิจัยโครงงานจากบริษัทเวย์น’

 

“พวกเขาบอกว่าจะพาเราเข้าไปชมเมืองด้านล่างวันพรุ่งนี้น่ะ พวกนายโอเครึเปล่า”

บิลลี่ที่กลับมาจากการพูดคุยกับหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานที่นี่พูดกับคนที่เหลือ ตอนนี่เด็กหนุ่มสวมเพียงเสื้อสเว็ตเตอร์สีแดงตัดครีมกับกางเกงสีดำที่ดูจะกันหนาวได้ดีทีเดียว

 

“โอ้ พวกเขาฝากขอโทษเธอด้วยน่ะที่ให้เธอพักกับพวกเรา ตอนแรกพวกเขาไม่ได้รับแจ้งว่ามีเด็กผู้หญิงมาด้วยน่ะ”

บิลลี่หันมาทางเจดที่กำลังดื่มโกโก้ร้อนอยู่ เธอทำเพียงแค่ยกยิ้ม

 

เที่ยวและพักกับสามหนุ่มแห่งดีซี ไม่มีอะไรที่เธอจะปฏิเสธเด็ดขาด!!

 

“พวกนายโอเคเรื่องเที่ยวนะ” บิลลี่วนกลับมาถามซ้ำ

 

“โอเคสิ พักหน่อยหลังจากเรื่องแย่ๆจะเป็นอะไรไป” จอนตอบกลับ สีหน้าของเขาดูสดใสกว่าเดิมหลายเท่าตัว นั่นเข้ากับสเว็ตเตอร์สีน้ำเงิน-แดง อันเป็นสีประจำตัวของเขาเป็นอย่างดี

 

เจดพยักหน้าสนับสนุน

 

เดเมี่ยนไม่ตอบอะไร เด็กหนุ่มอยู่ในเสื้อคอเต่าสีดำทับด้วยแจ๊กเก็ตสีเสียวเข้มลายพราง เขาทำเพียงซดโกโก้ร้อนเข้าไป สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเท่านั้น

 

“งั้นตามนี้” บิลลี่ฉีกยิ้มกว้างก่อนหายกลับไปหลังประตูเพื่อกลับไปคุยกับนักวิทยาศาสตร์คนนั้น

 

“เธอโอเคกับเสื้อผ้ารึเปล่า” จอนหันมาถามเจด

 

ว่ากันตามตรงก็คือพวกเขาไม่รู้จริงๆ เรื่องที่มีเด็กผู้หญิงมาด้วย ทำให้เสื้อผ้าที่เตรียมไว้มีแต่ของเด็กผู้ชาย ทำให้เธอต้องสวมเสื้อคอเต่าสีดำตัวที่เล็กที่สุดเห็นจะได้ ทั้งต้องสวมแจ๊กเก็ตหลวมโพรกสีเทาเข้มทับอย่างห้ามไม่ได้ ที่หมวกของแจ๊กเก็ตมีขนฟูๆ ชวนให้คันอยู่ด้วย และที่สำคัญ กางเกงของเธอก็เป็นยีนส์กันลมกันหนาวแบบพับขากางเกงขึ้นมาสามทบด้วย

 

เท่ห์ซะไม่มี

 

“โอเคสิ” เด็กสาวตอบกลับ

 

โอเคกับผีน่ะสิ...แต่ก็ว่าไม่ได้แหละนะ

 

“แล้ว...ที่คอ”

 

จอนทำมือวนเวียนแถวๆรอบคอตัวเอง เป็นสัญลักษณ์แสดงเกี่ยวกับสิ่งที่เธอสวมอยู่ที่คอ

 

ใช่...เจดยังยืนยันจะสวมเครื่องระงับพลังอยู่ทั้งๆ ที่สามหนุ่มตรงนี้ก็ล้วนรู้สึกไว้ใจเธออยู่แล้ว จริงๆ เธอไม่ต้องสวมไว้ก็ได้

 

แต่เจดไม่ได้สวมไว้เพราะกลัวพวกเขาไม่เชื่อใจ...เธอไม่ไว้ใจตัวเองมากกว่า เธอยังใช้พลังไม่เป็น ถึงจะได้เห็นในความทรงจำของกราวิตี้มาบ้างแล้วก็เถอะ...

 

ถ้าเกิดในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เธอเกิดสติหลุดเผลอทำร้ายใครขึ้นมาคงแย่น่าดู

 

…กันไว้ดีกว่าแก้แหละเนอะ

 

เสื้อผ้าใหญ่ๆ พวกนี้ก็ดีเหมือนกัน มันช่วยปกปิดตัวตนของพวกเขาได้ดีด้วย

 

จอนได้แต่ทำสีหน้าเป็นห่วงแต่ก็ไม่ได้เถียงอะไร

 

ไม่นานนักบิลลี่ก็กลับมาพร้อมกับอาหารเย็นฉบับนอร์เวย์ พวกเธอรับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย (จริงๆก็มีแค่บิลลี่กับจอนแหละที่ทานเยอะ เดเมี่ยนดูไม่ค่อยสนใจอาหารเท่าไหร่)

 

เมื่อถึงเวลา พวกเขาก็ปิดไฟนอน

 

 

 

เจดลืมไปว่ากลางดึกเป็นเวลาที่ค้างคาวออกล่า

 

แต่ประเด็นคือพวกเธอไม่มีค้างคาวมาด้วย จะมีก็แต่นกน้อยโรบินน่ะสิ...

 

เจดไม่ได้ยินเสียงเขาออกไปหรอก แต่เธอเห็นเงาพาดผ่านเตียงเธอไป พอลุกขึ้นมาดู เดเมี่ยนก็หายไปซะแล้ว

ตอนแรกเจดกะว่าจะปล่อยเรื่องนี้ไป แต่ต่อมอยากรู้อยากเห็นของเธอดันไม่ยอมให้เธอนอนต่อ เด็กสาวจึงลงจากเตียงอย่างเงียบเชียบ และเดินออกไปทางประตูด้วยความเบาระดับตีนแมว

 

เมื่ออออกมาเห็นด้านนอก เจดก็รู้สึกว่าตัวเองคิดผิด จริงๆแล้วเธอควรนอนในห้องต่อ เพราะออกมาเธอก็หาเดเมี่ยนไม่เจอเสียแล้ว

แต่โชคก็เข้าข้างเธอ เมื่อมีนักวิทยาศาสตร์สองคนเดินผ่านระเบียงทางเดินไป และพูดอะไรที่เกี่ยวกับคำว่า ‘คริปโตไนท์’ สักอย่าง

 

ที่แน่ๆ คือน้ำเสียงของพวกเขาฟังดูไม่ใช่คนดีเลยด้วยซ้ำ

 

เจดเดินตามนักวิทยาศาสตร์ทั้งสองไปเงียบๆ พยายามซ่อนตัวในที่มืดเหมือนที่แบทแมนทำ และพยายามฟังสิ่งที่ทั้งสองพูด

 

“...รอบนี้คริปโตไนท์สังเคราะห์จะล้มซุปเปอร์แมนได้ไหมนะ”

“บ้าเหรอ ซุปเปอร์แมนตายไปแล้วนะ”

“จริงด้วย แต่พวกเขาก็มีตัวทดลองแทนนี่”

“ซุปเปอร์บอยน่ะนะ?”

“ไม่ใช่ พูดให้ถูกคือซุปเปอร์ร่างโคลนของเล็กซ์ต่างหาก!”

“ใครวะ”

“เด็กนั่นไง ที่เป็นโคลนของซุปเปอร์แมน จากโปรเจ็กแคดมัสไง”

“อ๋อ แทนกันได้ด้วยเหรอนั่น”

“ได้สิ”

“ที่เห็นว่าจะทดลองกันที่พิรามิเดน (Pyramiden) วันพรุ่งนี้น่ะนะ”

“ใช่เลยพวก”

“ถ้าทำสำเร็จ เจ้าพวกลูกเสือนั่นก็คงโดนจนน่วมแน่ ฮ่าๆ”

“เยี่ยมไปเลยใช่ไหมล่ะ”

 

เจดฟังทั้งคู่พูดถึงตรงนี้ เธอก็รู้สึกเดือดปุดๆ แล้วสิ

พวกคนนิสัยไม่ดี รู้ไหมว่ากว่าซุปเปอร์แมนจะฟื้นจากพิษคริปโตไนท์มันนานนะ! เดี๋ยวแม่จับคริปโตไนท์ยัดปากเลยนี่!

 

“คนพวกนี้มันอะไรกัน”

 

เจดสะดุ้งโหยง เธอหันไปเจออีกร่างหนึ่งด้านหลัง ร่างนั้นยกมือขึ้นปิดปากเธอไม่ให้ส่งเสียงและยกอีกข้างแตะปากแสดงสัญลักษณ์ให้เธอเงียบ

 

“จอน!” เธอกระซิบชื่อเขาเมื่อเขาปล่อยริมฝีปากเธอให้เป็นอิสระ

 

“ใช่ ฉันเอง” เขายิ้ม “เธอรู้ไหมว่าเธอเสียงดังนะตอนออกมา”

 

“ก็นายมีซุปเปอร์เฮียริ่งนี่นา” เธอตอบกลับ

 

“และพวกนายสองคนก็เสียงดังมากเช่นกัน”

จอนและเจดสะดุ้งเมื่ออีกเสียงปรากฏด้านหลัง

 

“เดเมี่ยน!” จอนหันไปค้อนเพื่อนเสียงเบา

 

เดเมี่ยนดูไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นักที่เห็นทั้งคู่ออกมา เขาพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

 

“กลับห้องเถอะ วันนี้ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว” เขาเอ่ย

 

“แล้วสองคนนั้นล่ะ?” จอนชี้นิ้วไปยังจุดที่เคยมีนักวิทยาศาสตร์สองคนยืนอยู่

 

“วันนี้ไม่มีเรื่องแล้วเคนธ์” เดเมี่ยนกลับไปเรียกจอนด้วยนามสกุลของเขา ทำให้จอนดูหัวเสียนิดหน่อย

 

“เรื่องการทดลองคริปโตไนท์สังเคราะห์ล่ะ” เจดหันไปถามเดเมี่ยน “นายจะไม่กังวลเรื่องนี้หน่อยเหรอ”

 

ดวงตาสีเขียวของเดเมี่ยนหันมามองเธอ มันส่องประกายในความมืดมิด

 

“วันนี้ไม่มีการทดลองอะไรทั้งนั้น พวกเขาแค่พูดกันเฉยๆ” เดเมี่ยนอธิบายสั้นๆ “แต่พรุ่งนี้ก็...ไม่แน่”

 

“หมายความว่า....” จอนเอ่ยช้าๆ

 

“พรุ่งนี้เราคงต้องไปสำรวจที่นี่กันหน่อยซะแล้วล่ะ”

 

รอยยิ้มเย็นของโรบินหนุ่มเฉิดฉายอยู่ภายในความมืดมิดพร้อมกับดวงตาสีฟ้าที่วาวโรจน์ไปด้วยความตื่นเต้นของซุปเปอร์บอยกลายเป็นภาพที่สมบูรณ์แบบสำหรับเจดไปเลยในค่ำคืนนี้

 

งานนี้บิลลี่คงต้องบอกลาการเที่ยวแบบชิวๆ ของเขาแล้วล่ะ...

 

 

 

✢ ✢ ✢

 

 ช่วงต้นของตอนนี้ค่อนข้างสะเทือนอารมณ์นิดนึงนะฮะ ไรท์อยากให้ทุกคนลองมองในมุมเจด น้องเหมือนคนช็อกอ่ะคับ เหมือนเวลาเราได้ข่าวว่าเราเสียสิ่งที่เรารัก เราจะช็อกก่อน แบบว่าทำอะไรได้ปกติ แต่แอบล่กนิดนึง หลังจากนั้นก็บู้ม! ระเบิดอารมณ์ออกมาเลย //อันนี้เขียนจากประสบการณ์ส่วนตัวนะคับ5555

 

แต่หลังจากนั้นก็ชิวๆ ละฮะ รอพี่ซุปฟื้น(เหรอออ)

 

ขอแอบคุยเกี่ยวกับคาแรคเตอร์น้องๆ นิดนึง

 

-จอนเนี่ย ตอนนี้เขาเป็นหนุ่มสิบหกที่เพิ่งเสียพ่อของเขาไป ไรท์มองว่าแต่ก่อนจอนเป็นเด็กที่สดใสและร่าเริงทีเดียว แต่พอเสียพ่อไป เขาก็จะซึมๆ เศร้าๆ ถึงจะพยายามให้ตัวเองดูไม่เสียใจ แต่ลึกๆ เขาเสียใจมากๆ พอพบทางที่จะช่วยพ่อ จอนเลยมีหวังขึ้นมา

 

-เดเมี่ยน เป็นหนุ่มวัยสิบเจ็ดที่ผ่านโลกมานิดหน่อย เขาผ่านสงครามและเห็นเพื่อนรักเสียพ่อไป เขาเลยรู้สึกว่าตัวเองต้องขึ้นมานำ ต้องพยายามทำให้ทุกอย่างเป็นไปในทางที่ดี เขาเลยพยายามเป็นเหมือนพ่อตัวเอง ทำให้เขามีวุฒิภาวะกว่าเด็กวัยเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความหัวรั้นอยู่บ้าง

 

-บิลลี่ หนุ่มใสวัยสิบแปด ด้วยความที่บิลลี่ในร่างชาแซมอยู่กับจัสติสลีกมาตลอด หรืออยู่กับผู้ใหญ่มาตลอด ไรท์มองว่าเขาต้องทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่อยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะทำตัวเป็นที่พึ่งของคนอื่นให้ได้ ทำให้เวลาเขาได้อยู่กับเพื่อนวัยเดียวกัน บิลลี่เลยอยากทำตัวเป็นเด็กบ้าง อยากงอแง อยากโวยวายบ้าง เพราะเขาไม่มีโอกาสได้ทำแบบนั้นคับ

 

คิดเห็นยังไงคอมเม้นต์คุยกันได้นะคับ!

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

65 ความคิดเห็น

  1. #64 NOIR FOX (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 มีนาคม 2564 / 15:46
    เเอบขนลุกฉากจับโลงศพ ไม่รู้สิ บอกความรู้สึกไม่ได้
    #64
    0