คัดลอกลิงก์เเล้ว

Serentear's Tragic Story

โดย KSummer

เซเรนเทียร์เป็นแค่เด็กสาวที่แสนธรรมดาคนนึงเท่านั้น เด็กสาวที่พบเจอความผิดหวังมานับไม่ถ้วน และเธอคอยเฝ้าบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร เธอไม่เป็นไรจริงๆ...

ยอดวิวรวม

3

ยอดวิวเดือนนี้

3

ยอดวิวรวม


3

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  16 ม.ค. 63 / 22:28 น.
นิยาย Serentear's Tragic Story Serentear's Tragic Story | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


สวัสดีค่ะ หวังว่าพล็อตเรื่องสั้นเรื่องนี้จะทำให้ทุกคนสนุกสนานนะคะ
เรื่องนี้อิงเค้าโครงมาจากเรื่องจริงค่ะ แต่แค่บางส่วนนะคะ
ถ้าเราบรรยายได้ไม่ดีเท่าไรต้องขออภัยด้วยจริงๆค่ะ
ผิดพลาดตรงไหนบอกเราได้เลยนะคะ
- LOVE >< -




Code THEME & MOUSE


b
e
r
l
i
n
?
cute spinning flower blue

เนื้อเรื่อง อัปเดต 16 ม.ค. 63 / 22:28


 

ตึก ตึก ตึก

เสียงเคาะโต๊ะดังก้องไปทั่วห้องที่คล้ายจะไร้ผู้คนหากไม่นับบุคคลลึกลับที่ซ่อนใบหน้าไว้ใต้ผ้าคลุม

เหมือนคนๆนั้นเขาจะรู้สึกตัว ริมฝีปากที่แดงสดที่โผล่พ้นผ้าคลุมแสยะยิ้มขึ้น เขายืดตัวขึ้นนั่งหลังตรง มือสานกันไว้หลวมๆที่โต๊ะตรงหน้า แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริงนุ้มทุ้มที่คล้ายจะเป็นหญิงก็ไม่ใช่ ชายก็ไม่เชิง

" พวกเธออยากจะฟังนิทานกันหน่อยไหม? "

คนคนนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วยิ้มกว้างกว่าเดิม เขาเอียงคอคล้ายกำลังคิดแล้วเอ่ยขึ้นต่อ

" ฉันหวังว่าพวกเธอคงไม่ได้อคติกับการฆ่าตัวตายมากหรอกนะ... "

" กาลครั้งหนึ่ง...... "

 

 

 

 

 

เซเรนเทียร์ก็เป็นแค่เด็กสาวธรรมดาคนนึงในครอบครัวฐานะปานกลาง

เธอเกิดจากแม่ที่เป็นคนต่างชาติเชื้อสายฝรั่งเศสและพ่อที่มีเชื้อสายไทยเสี้ยวจีนที่อาศัยในประเทศไทย

เธอไม่มีแม่......พวกเขาหย่าร้างกันตั้งแต่ก่อนเธอจะ 1 ขวบและเธอมีหน้าตาคล้ายแม่ นั่นทำให้พ่อฝากเธอไว้กับน้องสาวของปู่ที่เธอเรียกว่าย่าและยาย

ตั้งแต่เธอโตขึ้น เธอไม่เคยสนใจจะได้รับความรักของบุพการีทั้งสอง เพราะยังไงมันก็จะไม่เป็นไร ตราบใดที่เธอมีย่าและยาย

ย่าของเธอเป็นคนแก่หัวโบราณ เขารักและเป็นห่วงเธอเสมอ ถึงแม้จะขี้บ่นนิดหน่อยก็ตาม

และยายของเธอเคยเป็นครู เขาสอนเธอเกี่ยวกับเรื่องต่างๆเสมอ

พวกเขารักเธอมาก และเธอรักพวกเขามาก ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปอนาคตมันคงจะไม่เป็นไร

มันจะไม่เป็นไร....เธอเฝ้าบอกตัวเองมาทั้งชีวิต

 

เซเรนเทียร์ไม่เหมือนเด็กผู้หญิงคนอื่น เธอรู้ นั่นทำให้เธอโดนเด็กผู้หญิงคนอื่นแกล้งและกีดกัน ทำให้เธอสนิทกับเด็กผู้ชายมากกว่าตั้งแต่สมัยอนุบาล เธอไม่ค่อยเอาแต่ใจและเล่นเหมือนเด็กทั่วๆไป เธอเริ่มอ่านหนังสือตั้งแต่เด็กๆแม้จะอ่านไม่ออกแต่เธอก็สนใจที่จะฝึกฝนและถามครูเสมอๆ

เธออยากจะทำให้ย่ากับยายภูมิใจ...

เธอรักพวกเขามาก

 

เมื่อเธอเข้าสู่ช่วงประถม เธอไม่มีเพื่อนสักคน ไม่มีกลุ่มไปทานข้าวเที่ยง เซเรเทียร์ไม่สนใจ

ก็มันไม่ได้ทำให้เธอและครอบครัวเดือดร้อนนี่? ไม่เป็นไรหรอก

แล้วเธอก็หันไปเล่นกับเด็กผู้ชายอีกครั้ง...

 

 

เซเรนเทียร์โดนแกล้งหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่เธอไม่ได้บอกให้ใครรู้ เธอจะไม่ทำให้คนที่เธอรักและหวังดีกับเธอเดือดร้อน...

เธอค่อยๆเงียบขรึมขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนที่สนิทเมื่อก่อนก็ตีตัวห่างจากเธอ

เดี๋ยวพอขึ้นป.4เธอจะเข้าห้องวิทย์-คณิตให้ได้ ให้ทุกคนภูมิใจ แล้วเธอจะค่อยหาเพื่อนใหม่ๆได้

มันจะไม่เป็นไร

เธอบอกตัวเองอีกครั้ง

 

 

เมื่อเข้าสู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เซเรนเทียร์เริ่มฉีกยิ้มอีกครั้ง เธอมีกลุ่มเพื่อนและเพื่อนที่สนิทมากๆ พวกเขามีฐานะ นั่นทำให้เธอรู้สึกด้อยกว่าเล็กน้อย แต่มันไม่เป็นไร พวกเขาก็นิสัยดีกับเธอนี่

 

เซเรนเทียร์ได้เรียนรู้อะไรหลากหลายอย่างจากสังคมในห้องนี้

เธอเรียนรู้การใส่หน้ากากเข้าหาคนอื่นๆ เธอรู้สึกว่ามันไม่ค่อยจริงใจ แต่ไม่เป็นไรหรอก ย่ากับยายเธอบอกว่านี่เป็นเรื่องที่ดีนี่? มันทำให้เธออยู่รอดในสังคมได้...

มันจะไม่เป็นไร...

เธอบอกตัวเองอีกครั้ง

 

มันเริ่มมีข่าวลือแปลกๆเกี่ยวกับตัวเธอ

บางคนก็บอกว่าเธอขายตัว? เธอแย่งแฟนเพื่อน? เธอเป็นคนสำส่อน?

เธอสงสัยว่าใครเป็นคนทำ

และเพื่อนสนิทเธอเป็นคนทำ เพราะเธออิจฉาที่ผู้ชายที่หล่อนชอบมาชอบเธอ

แต่ไม่เป็นไร คนเราต้องรู้จักการให้อภัยนี่นา?

เดี๋ยวเรื่องมันก็หายไปเอง

อนาคตเธอก็จะเข้าโรงเรียนมัธยม เดี๋ยวคนอื่นก็จะลืม

มันจะไม่เป็นไร

เซเรนเทียร์บอกตัวเองแบบนั้นอีกครั้ง

 

 

 

การสอบเข้ามัธยมศึกษาปีที่ 1 ผ่านพ้นไป ช่วงประกาศการสอบก็มาถึง ทุกคนในครอบครัวต่างคาดหวังจนทำให้เธอรู้สึกกดดัน แต่พวกเขาหวังดีกับเธอนี่? ฉะนั้นมันไม่เป็นไรหรอก

เซเรนเทีย์สอบติดหลากโครงการ หลายโรงเรียน นั่นทำให้เธอมีชื่อเสียง เพียงแต่เธอจะเข้าห้องธรรมดาเท่านั้นเพราะเธอรู้สึกเหนื่อยกับห้องโครงการในสมัยประถมเหลือเกิน

เธอรู้สึกดีที่สอบเข้าห้องธรรมดาของโรงเรียนประจำจังหวัดได้ลำดับที่ 1 เธอไม่ค่อยภูมิใจเท่าไร ออกจะลำบากใจด้วยซ้ำเวลามีคนทักเธอ แต่ไม่เป็นไร มันทำให้ย่ากับยายของเธอภูมิใจ พวกญาติๆก็เริ่มสนิทสนมกับเธอด้วย เธอดีใจที่ญาติคนอื่นๆพาน้องๆมาเล่นกับเธอด้วย เพราะเธอรักพวกน้องๆมาก เซเรนเทียร์ภูมิใจมากที่น้องๆอยากจะให้เธอเป็นแรงบันดาลใจตั้งแต่ประถม น้องของเธอน่ารักมากๆ เธออยากหยุดเวลาไว้ที่พวกเรามีความสุขตลอดไปเลยจริงๆ

แต่มันไม่มีทางเป็นไปไม่ได้

สวรรค์เกลียดเธอขนาดนี้นี่น่า...

 

 

เมื่อเข้าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เซเรนเทียร์ได้เข้าห้องKingของโรงเรียน เธอใส่หน้ากากยิ้มแย้มเข้าหาคนอื่น เธอเป็นคนที่โด่งดังในระดับชั้น มีคนหมั่นไส้เธอ เธอรู้แต่ไม่ใคร่สนใจมากนัก

เพื่อนสนิทของเธอต่างแยกย้ายไปเรียนคนละที่ และตอนนี้เธอมีเพื่อนสนิทคนใหม่แล้ว และมีกลุ่มเพื่อนอีกด้วย

 

เซเรนเทียร์มีผู้ชายเข้ามาจีบมากมาย แต่เธอไม่เคยสนใจใคร เพราะเธอมักถูกสอนว่าความรักในวัยเรียนเป็นเรื่องไร้สาระ และเธอก็เชื่ออย่างนั้น...

 

น้องๆของเธอเติบโตมากขึ้น พวกเขาเข้าชั้นประถมแล้วได้เกรดที่ดี เธออิจฉาเล็กน้อยที่พวกญาติๆเอาแต่ดูแลพวกเขา แต่นั่นเป็นเรื่องไม่สมควรเลย

พวกเขาเป็นน้องของเธอนะ? เธอต้องดูแลพวกเขาสิ

แต่เมื่อเธอมองเห็นสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของญาติๆเธอก็รู้สึกสงสารน้องตัวน้อยๆของเธอ

ไม่เป็นไร เธอจะดูแลพวกเขาเอง...

และเธอก็ไม่เคยคิดว่าวันนั้นเธอคงไม่อยู่อีกแล้ว

 

อีกแล้ว...

ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เธอโดนข่าวลืออีกแล้ว...

มีคนเริ่มกุเรื่องข่าวลือเก่าๆ และสร้างข่าวเทียมใหม่ๆ แต่ครั้งนี้หนักกว่าเดิมคือมีการตัดต่อรูปอนาจาร

เธอรู้สึกเหนื่อยหน่ายและท้อแท้ ไม่เป็นไร เธอต้องยิ้มปฏิเสธข่าวลือนั่น หากเธอไม่ผิดมันจะค่อยๆหายไปเองเมื่อไม่เป็นความจริง

เซเรนเทียร์เชื่ออย่างนั้น...

โชคดีที่ข่าวลือไม่แพร่ไปห้องอื่น ไว้ปีหน้าเธอค่อยย้ายห้องเอาก็ได้

 

 

ภาคเรียนที่ 2 ก้าวเข้าหาเธออย่างรวดเร็ว เซเรนเทียร์เครียดอย่างหนัก

เธอไม่สามารถประคองตำแหน่ง Top10 ได้ เธอถูกหาว่าทำตัวเหลวไหลและขี้เกียจ ย่ากับยายคอยปลอบประโลมเธอเช่นเคยแต่ก็มักพูดไม่ดีลับหลังเธอเสมอเหมือนตลอดหลายปีที่ผ่านมาทั้งในบ้านและกับเพื่อนบ้าน พวกเขามักคิดว่าเธอไม่รู้เสมอ แต่เธอก็แอบได้ยินตลอด

ไม่เป็นไรหรอก พวกเขาคงกังวลเรื่องของเธอมาก..

เธอเชื่ออย่างนั้น

 

เซเรนเทียร์เริ่มอ้วก ปวดหัว และร่างกายอ่อนแอลง และมันทำให้เธอเกิดข่าวลือว่าเธอตั้งท้อง

เธอเครียดหนักจนไม่ไปโรงเรียนนาน 1 เดือนและไปช่วงสอบปลายภาคแทน

ในระหว่าง 1 เดือน บ้านเหมือนนรก เธอเล่นโซเซียล เกม และติดต่อเพื่อนในออนไลน์ที่ไม่รู้จักตัวจริงคลายเครียด พวกญาติๆต่อว่าเธออย่างหนัก เธอเกลียดการอยู่บ้าน แต่เธอก็ไม่อยากเผชิญหน้ากับปัญหาที่คาราคาซังที่โรงเรียน เธอตัดสินใจไม่ปริปากเล่าให้ที่บ้านฟัง เธอไม่อยากเห็นสีหน้าผิดหวังของพวกเขา

เพื่อนในออนไลน์บอกเธอว่าให้เล่าให้พวกเขาฟัง แต่เธอรู้จักครอบครัวเธอดี พวกเขาต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่แน่ๆและมันจะแย่ยิ่งกว่าเดิม

และนั่นทำให้เธอได้พบหน้าพ่อของเธอหลังจากไม่ได้พบกัน 8 ปี

มันช่างไม่น่าประทับใจเลย วันนั้นเธอร้องไห้รวด 7 ชั่วโมงตั้งแต่ 10 โมงครึ่ง จนเกือบเวลา 6 โมงเย็น

พวกเราพ่อลูกทะเลาะกันอย่างหนักจนเขาอารมณ์เสีย ทำร้ายร่างกายเธอสารพัด เขาทั้งผลักทั้งตีทั้งตบและด่าทอ เขาใช้สิทธิ์ความเป็นพ่อให้เธอเลือกว่าเธอจะออกจากบ้านหรือกินยาล้างห้องน้ำฆ่าตัวตาย

นั่นทำให้เธอช็อคมาก.....

 

ยายเธอมองเหตุกาณ์ด้วยสายตาเรียบเฉยและไม่ใครจะสนใจ เหมือนพวกเราไม่ใช่ครอบครัวเดียวกัน เหมือนเขาไม่รู้จักฉัน ส่วนย่าเอาแต่พร่ำขอร้องให้พ่อใจเย็นและปล่อยฉันไป

 

เธอฝากความเชื่อใจไว้ที่ย่าของเธออีกครั้ง

เธอหวังว่าอนาคตมันจะดีขึ้น

มันจะไม่เป็นไร

 

หลังเหตุการณ์นั้นเธอทำตัวดีขึ้นกับย่าและยาย พ่อของเธอบินกลับกรุงเทพไปและบอกให้เธอตั้งใจเรียนทำให้ครอบครัวภูมิใจ ไม่ใช่เป็นความด่างพร้อยของวงศ์ตระกูลเหมือนเลือดอีกครึ่งนึงของแม่

ไม่เป็นไรหรอก เขาคงเป็นห่วงเธอเหมือนที่ย่ากับยายบอก

มันจะไม่เป็นไร

 

 

 

แต่หลังจากนั้นสภาพจิตใจเธอก็ไม่ปกติ เธอเริ่มทำร้ายตัวเองและหาวิธีฆ่าตัวตายที่จะไม่ต้องเจ็บปวดมากนัก

เธอรู้ว่าเธอไม่ปกติ แต่เธอก็ไม่คิดจะรักษามัน

มันไม่เป็นไร

 

 

 

 

 

เมื่อเข้าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เซเรนเทียร์ก็ฉีกหน้ากากทิ้งและเข้าหาทุกคนด้วยความจริงใจ

เธอย้ายมาอยู่ห้องQueen พวกเขาช่างเป็นมิตรและเฮฮา

เธอได้กลุ่มเพื่อนใหม่ แม้จะเข้ากันไม่ค่อยได้แต่มันก็ทำให้เธอสบายใจ

ในกลุ่มมีผู้ชายคนหนึ่งที่เริ่มตามจีบเธอ ช่วงที่จิตใจเธออ่อนแอเธอหวั่นไหวง่ายมากและเริ่มที่จะชอบเขา เราจึงเริ่มคบหาดูใจกัน

เรื่องของพวกเราเป็นความลับ เราตกลงจะบอกเรื่องนี้กับคนอื่นเมื่อพวกเราเป็นแฟนกัน

แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายนักเมื่อมีผู้หญิงที่เซเรนเทียร์สนิทที่สุดชอบเขาเหมือนกัน

 

เราทั้งคู่ทะเลาะกันแต่ไม่ถึงขั้นทำร้ายร่างกาย และสุดท้ายเซเรนเทียร์ก็เคลียร์กับเพื่อนสนิทและเลือกที่จะเลิกกับผู้ชายคนนั้นแทน สถานการณ์มันดีขึ้นแต่ก็แย่ลงอีกครั้ง...

 

เพราะหลังจากนั้นไม่นาน

เพื่อนสนิทของเธอก็คบกับผู้ชายคนนั้น

 

 

เซเรนเทียร์รู้สึกเหมือนโดนหักหลังแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาเหมือนยังชอบเธอแต่เธอก็มีศีลธรรมพอที่จะไม่แย่งแฟนเพื่อน เธอปลอบประโลมตัวเองแล้วตั้งใจเรียนอีกครั้ง

ไม่เป็นไรหรอก

เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องไร้สาระ

 

 

เมื่อย่างเข้าเทอม 2 เซเรนเทียร์ก็เริ่มกดดันอีกครั้ง

เธอมีปัญหากับกลุ่มเพื่อนเพราะมีเด็กคนนึงในกลุ่มมักหาเรื่องทำร้ายร่างกายเธอเสมอ แต่นั่นกลายเป็นเรื่องปกติ ถึงเธอเคยบอกไม่ชอบและทะเลาะกัน สุดท้ายเธอก็มักจะโดนบีบคอกลับมาเสมอ ถึงคนอื่นจะห้าม แต่ก็ห้ามให้หยุดได้เท่านั้น และหลังจากนั้นปัญหาของเธอกับเพื่อนคนนั้นก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ

เธออยากต่อเข้าสายศิลป์-คำนวณ และแน่นอนว่าครอบครัวไม่คิดจะสนับสนุนเธอสักนิด พวกเขาตั้งความหวังกับเธอไว้สูงลิบ และเริ่มกดดันโดยไม่ใช้คำพูดตรงๆ และยังไกด์แนวทางในการเป็นหมอไว้ให้แล้วเรียบร้อย

อนาคตเธออยากเป็นนักเขียน และแน่นอนว่าไม่เข้ากับพรสวรรค์ในการเรียนคณิตและวิทยาศาสตร์เลยสักนิด แถมอาชีพนี้มันก็ไม่มั่นคงและรายได้ยังน้อย เซเรนเทียร์จึงถูกบังคับอย่างหนักและเธอก็เริ่มแสดงบุคลิกที่ไม่ดีออกมา

เธอเริ่มโมโหร้ายและทำร้ายข้าวของ เธอเลิกที่จะไปโรงเรียนอีกครั้ง เธอติดโทรศัพท์และเลิกอ่านหนังสือ และเธอตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะเข้าเรียนกศน.

 

และเหตุกาณ์นั้นทำให้ครอบครัวสั่นสะเทือน ทุกคนแทบจะคิดว่าเธอเป็นบ้า ย่ากับยายช่วยปิดเรื่องไม่ให้พ่อรู้ พวกเขาตัดสินใจทำความเข้าใจเรื่องที่เรียนกับเธอและทำเหมือนว่าเข้าใจและสนับสนุน

ความเชื่อใจของเธอมันกลับมาอีกครั้ง และเธอได้แต่คาดหวังว่ามันจะไม่หายไป

 

 

หลังจากนั้นเซเรนเทียร์จึงยิ้มแย้มและไปโรงเรียนอีกครั้งเพื่อเรียนให้จบ เธอตั้งใจแล้วว่าจะเข้าเรียนการศึกษาทางไกล เธอไม่อยากมีสังคมเพื่อนให้มีปัญหาและจะเข้าสังคมอีกครั้งเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย เธอหวังไว้ว่าเมื่อทุกคนโตแล้วจะมีนิสัยที่ดีขึ้นและไม่กลั่นแกล้งเธออีก

 

 

แต่เมื่อเธอกลับบ้านไป เธอก็ได้ยินประโยคที่ทำให้เธอยิ้มอย่างบิดเบี้ยวที่สุดในชีวิต

 

" มันจะไม่เป็นไรหรอถ้าให้เซเรียนแบบนั้น? " นั่นคือเสียงย่าของเธอ

" ถ้าเธอเรียนแบบปกติแล้วเรียนไม่รอดมีหวังเราก็โดนด่าสิพี่ ถ้าเรียนทางไกลแล้วเธอไปไม่รอดมันก็ไม่ใช่ความผิดของเรา เซเลือกที่จะเรียนมันเอง " และนั่นคือเสียงของยายเธอ

 

 

 

เซเรนเทียร์ตัวแข็งค้าง ร่างกายเธอสั่นไปหมด เธอกล้ำกลืนเสียงสะอื้นแล้วเดินเข้าไปภายในบ้านหลังนั้นแล้วฉีกยิ้มยกมือไหว้คนทั้งคู่แล้วลาขึ้นไปทำการบ้านข้างบน

เธอกระโจนขึ้นบนเตียง ร้องไห้แบบไม่มีเสียง เธอกอดตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ที่เป็นของขวัญชิ้นแรกและชิ้นเดียวที่พ่อส่งมาให้หลังจากที่ยืมเงินในบัญชีของเธอไปหมื่นบาทเพื่อใช้หนี้

พวกเขามักพร่ำบอกให้เธอนึกถึงจิตใจของคนอื่น ทำไมเขาไม่คิดถึงเธอบ้าง? เขาพร่ำสอนไม่ให้นินทาคนอื่นแล้วเขาทำบ้างไหม? เขาสอนไม่ให้เอาเรื่องในบ้านไปพูดแล้วทำไมเขาพูดเอง?..อ๋อ คงเพราะเขาเป็นผู้ใหญ่สินะ มือเล็กขยุ้มตัวตุ๊กตาอย่างแรง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนวาวโรจน์อย่างน่ากลัวแต่ก็สงบลงไป

ไม่เป็นไร..อีกไม่นานเธอจะเป็นอิสระแล้ว.....

เธอจะไม่ต้องเจ็บปวดอีกแล้ว

 

เวลาค่ำของวันนี้เธอตัดสินใจไม่ลงไปทานอาหารเย็น ยังไงบ้านเธอก็ไม่เหมือนบ้านอื่น บ้านของเธอใครจะกินอาหารตอนไหนก็ไปหยิบที่ครัวเอาเอง เซเรนเทียร์ดึงลิ้นชักออกแล้วหยิบจดหมายที่ติดเทปไว้ใต้ลิ้นชักออกมา

เธอเคยฆ่าตัวตายมาแล้ว 7 ครั้ง และเธอเคยตัดสินใจเขียนไดอารี่แต่มันไม่เคยเป็นส่วนตัวเพราะย่ากับยายมักมาแอบอ่านเสมอ ถึงเขียนในโทรศัพท์เธอก็โดนแฮคตลอด เธอจึงใช้วิธีเขียนระบายแล้วเอาไปเผาทิ้งเพื่อเก็บความรู้สึกเอาไว้เป็นความลับ แต่สำหรับจดหมายลาตาย เธอไม่เคยเผามันทิ้งสักฉบับแต่เลือกเก็บมันไว้และเอาไปซ่อน

แต่หลังจากนี้เธอคงไม่ต้องซ่อนอีกต่อไป

แล้วเซเรนเทียร์ก็เริ่มเขียนมันใหม่อีกหนึ่งฉบับ...

 

 

หลังจากนั้น 2 สัปดาห์เซเรนเทียร์ก็ตื่นตั้งแต่ตี 4 ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องปกติ

เซเรนเทียร์ตัดสินใจออกมาตั้งแต่ 6 โมงเช้าโดยบอกย่ากับยายว่าเธอมีส่งงาน เธอถึงโรงเรียนตอน 6 โมงครึ่งซึ่งไม่ค่อยมีคนเท่าไรนักเพราะรั้วโรงเรียนพึ่งเปิดได้ไม่นาน

 

เธอเดินเข้าไปทางตึกวิทยาศาสตร์ที่เป็นอาคารมี 6 ชั้นซึ่งสูงที่สุดในโรงเรียน เธอเป็นนักเรียนที่มีครูหลายคนชื่นชอบเธอจึงสามารถขอกุญแจเพื่อไปเปิดตึกจากยามได้และเดินขึ้นมาบนชั้นบนสุด

เซเรนเทียร์รู้สึกว่าอากาศบนนี้ช่างปลอดโปล่ง ลมยามเช้าแสนเย็นสบายลูบใบหน้าเธอไปทั่ว เธอปีนออกมาจากที่กั้นและไปยืนบนส่วนที่ยื่นออกมา เดินไปถึงบริเวณริมสุดแล้วมองลงไป

มันเป็นสนามหญ้าที่แสนนุ่ม เธอชอบที่จะเดินบนนั้นแล้วถอดรองเท้าไปด้วย เธอเคยเดินกับกลุ่มเพื่อนและผ่านไปมา และมันจะเป็นที่สุดท้ายที่เธอคงจะได้มอง

 

เซเรนเทียร์ยิ้มด้วยรอยยิ้มแสนสดใส เธอยิ้มออกจากใจจริงๆ มันคงนานหลายปีแล้วที่ไม่ได้รู้สึกมีอิสระแบบนี้

 

เซเรนเทียร์เริ่มทำตัวเหมือนเป็นเด็กอีกครั้ง เธอนั่งลงถอดรองเท้า หยิบกระดาษจากกระเป๋ากระโปรงแล้วเอารองเท้าทับ เธอฉีกยิ้มและฮัมเพลง นั่งห้อยเท้าลงมาแบบที่ย่ากับยายไม่ชอบแล้วกลอกยาเข้าปากตัวเอง

เธอรอสักพัก สติเธอเริ่มมึนเบลอเป็นสัญญาณที่เธอรอ เธอลุกขึ้นยืนกระโดดโลดเต้นแบบไม่มีมารยาทเหมือนที่เคยถูกสอนแล้วกระโดดลงมา เธอเอาหัวลงแล้วมองปลายเท้า ท้องเธอรู้สึกหวิวๆ เงยมองบนฟ้าแล้วยิ้มกว้าง

 

 

วันนี้เป็นวันที่ท้องฟ้าสดใสที่สุดตั้งแต่ที่เธอจำความได้

 

 

 

 

 

 

 

" คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ล่ะ? "

บุคคลในชุดคลุมเอียงคอ เขาประสานมือเท้าคางแล้วมองอย่างใจจดใจจ่อ

 

" ช่างเถอะ..นี่คือนิทานนี่เนอะ "

เขาโคลงหัวอย่างไม่ใส่ใจ

 

" อย่างน้อย...เราหวังว่าคุณจะไม่ว่าคนที่ฆ่าตัวตายหรอกนะ เพราะปัญหาที่เล็กๆสำหรับคุณ อาจเป็นเรื่องที่ใหญ่สำหรับเขาก็ได้ แถม..คนเราไม่ได้เหมือนกัน แล้วจะให้เขาคิดเหมือนคุณทั้งหมดก็ไม่ได้ ฉะนั้นใจเขาใจเรานะ..ลาก่อน "

คนในชุดคลุมลุกขึ้น เขาฉีกยิ้มข่มขืนให้เล็กน้อย เมื่อสายลมที่แสนหนาวเย็นไม่ทราบที่มาพัดผ่านเขาก็หายไป

อีกครั้ง

 

 

 

- END -

 

 

Talk :

ฟู้ว...เรื่องสั้นและนิยายเรื่องแรกในเด็กดีเลยนะคะเนี่ย 555

มันเป็นความบังเอิญอย่างนึงที่คิดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วแวบชื่อเซเรนเทียร์ขึ้นมาทันที ซึ่งชื่อก็เข้ากับเรื่องนี้มากๆ

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าอิงมาจากเรื่องจริง แต่ว่าเซเรนเทียร์ตัวจริงยังไม่ตายนะ ยังอยู่ๆ เพียงแค่ว่าช่วงเวลาชีวิตของเธอส่วนใหญ่อิงจากตัวจริงมาแทบทั้งหมดเลย

 

สามารถสนับสนุนเราได้ที่โดเนท : True Money Wallet 0902254075

ไม่ได้บังคับนะคะ เอาตามสมัครใจ 55555

ถ้าโทรมา ขอบอกก่อนคนรับจะเป็นน้องสาวเรา ไม่ใช่เรานะ 555

ขอบคุณที่อ่านนะคะ สามารถแนะนำและติชมได้เลยค่ะ ^^

ผลงานทั้งหมด ของ KSummer

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น