คุณชอบหน้าอ่านนิยายแบบใหม่มั้ย
ช่วยบอกเราหน่อย
คัดลอกลิงก์เเล้ว

NCT (OS) The Arts Series / JAETEN : BEHIND THE VIEW FINDER

โดย Katamari

เขาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนจากไทย ที่ผมต้องมารับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้

#JAETEN #NCT


ยอดวิวรวม

561

ยอดวิวเดือนนี้

9

ยอดวิวรวม


561

ความคิดเห็น


9

คนติดตาม


56
จำนวนโหวต : 0

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้




เรื่องราวของเขา เด็กนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวไทยที่มาอยู่โรงเรียนผมระยะสั้นๆ
และเป็นผม ที่ต้องเป้นพี่เลี้ยงดูแลเขา

รู้ตัวอีกทีผมกับเขาก็ตัวติดกันไปเสียแล้ว

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 12 มี.ค. 61 / 15:46

บันทึกเป็น Favorite




[ The Arts Series ]
BEHIND THE VIEW FINDER

NCT (OS) fanfiction ( Jaehyun x
Ten )
by Katamari (@TentasticBoy )

#ARTTEN

“Hi ! My name is Chittaphon Leechaiyapornkul but you can call me Ten. I’m an exchange student from Thailand. Nice to meet you.”

เสียงใสๆ กับสำเนียงภาษาอังกฤษลื่นไหล เรียกให้สายตาทุกคู่จ้องมองไปที่นักเรียนแลกเปลี่ยนชาวต่างชาติหน้าหวาน  ที่ยืนแนะนำตัวอยู่หน้าห้อง
 
และก่อนที่สมองของผมจะได้ประมวลผลอะไรต่อ ก็เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่เรียกให้ผมยืนขึ้น พร้อมมอบหมายหน้าที่พี่เลี้ยงให้ช่วยดูแลนักเรียนแลกเปลี่ยนตรงหน้า  ด้วยเหตุผลที่ว่าผมพูดภาษาอังกฤษได้ดีเพราะเคยอยู่อเมริกามา
สี่ปี 

“เอาล่ะ เท็น  ที่นั่งของเธออยู่ตรงนั้น ข้างๆจองแจฮยอนนะ มีอะไรก็ถามเขาได้เลย”
เด็กใหม่เอ่ยขอบคุณอาจารย์และส่งยิ้มมาให้ผม  เขาค้อมตัวให้เชิงฝากตัว
“ เอ่อ... สวัสดี ฉันชื่อเท็น ยินดีที่ได้รู้จักนะ” 
“สวัสดี ฉันแจฮยอน อยากให้ช่วยอะไรก็บอกได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”


 โรงเรียนของผมถือเป็นโรงเรียนอันดับต้นๆในเกาหลีที่ขึ้นชื่อเรื่องศิลปะและการแสดง นอกจากสาขาวิชาเอกที่แต่ละคนจะมีแตกต่างกันออกไป เช่น  สาขาภาพยนตร์ สาขาดนตรี หรือ ศิลปกรรม  พวกเราก็ยังต้องเรียนวิชาพื้นฐานต่างๆ ด้วยกันอยู่  ด้วยความสูงของผม ผมได้ตำแหน่งที่นั่งหลังห้อง เพื่อที่จะไม่บังคนอื่นๆในคลาส แต่นั่นก็สร้างความลำบากให้เพื่อนใหม่ตัวเล็กข้างๆผมไม่น้อย ท่าทางชะเง้อชะแง้ มองกระดานหน้าห้องนั่นน่าเอ็นดูเหมือนเด็กๆ

            “ถ้านายมองกระดานไม่เห็น ก็จดเอาจากของฉันก็ได้” ผมเสนอ 

เสียงของผมคงจะคล้ายๆเสียงจากสวรรค์  เพราะเจ้าตัวทำหน้าปลื้มอย่างบอกไม่ถูกพร้อมส่งสายตาเป็นประกาย
            “นายใจดีจัง ดีจังที่ได้นายเป็นเพื่อน” เขายิ้มแป้นจนตาหยี

พูดจบก็เบียดตัวล้ำมาฝั่งของผมเพื่อจดงานตามเลคเชอร์ที่กางอยู่  ไหล่ของเขาซ้อนอยู่ข้างหน้าไหล่ของผม  ไหล่บางๆ ตัวเล็กๆ หัวทุยๆนั่นมาจ่อพอดีกับปลายจมูก  ไม่แน่ใจนักว่าทำไมถึงรู้สึกตื่นเต้น  ทั้งๆที่เขาก็ไม่ใช่ผู้หญิง ปกติพวกผู้ชายก็เล่นถึงเนื้อถึงตัวกันอยู่บ่อยๆ ก็ไม่เคยจะทำให้ประหม่าแบบนี้ อาจจะเพราะหน้าหวานๆนั่นละมั้ง ผมค่อยๆเลื่อนเลคเชอร์ไปทางโต๊ะของเขา   กลิ่นหอมของแชมพูลอยมาเจือจางเมื่อครู่มันทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ

            “นาย... เอาไปจดที่โต๊ะนายก็ได้”.. ผมตะกุกตะกัก
            “นายใจดีจริงๆด้วย”  เพื่อนใหม่ยิ้มตาหยีเหมือนเคย

            ตลอดหนึ่งอาทิตย์แรก ผมคอยให้คำปรึกษาแก่เขาในเรื่องต่างๆ ผมไม่อยากจะพูดชมตัวเองเท่าไหร่ แต่ผมว่าผมทำหน้าที่พี่เลี้ยงได้ค่อนข้างดีทีเดียว  ผมพาเขาชมสถานที่ต่างๆในโรงเรียน สอนวัฒนธรรมของเกาหลีให้เขา  พาเขาดูนู่นดูนี่ทั่วไปหมด  เขาเองก็มีทีท่าสนอกสนใจ ถามนี่ถามนั่นไม่หยุด ปากน้อยๆนั่นช่างจ้อกว่าที่คิดมาก

            “เหนื่อยมั้ย”  ผมยื่นโคล่าที่กดมาจากตู้ส่งให้เขา
            “ขอบคุณนะ ไม่เหนื่อยหรอก สนุกดี” พูดพลางยิ้มกว้าง
            “คิดหรือยังว่าจะอยู่แผนกไหน
?

            ถึงจะเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนแค่เทอมเดียว แต่การเลือกแผนกการเรียนก็จำเป็น อย่างน้อยเขาก็จะได้ร่วมกิจกรรมตามความถนัดในแบบที่ตัวเองสนใจจริงๆ

            “ยังไม่รู้เลย... แผนกศิลปะก็ดีนะ ฉันชอบวาดรูป แผนกการเต้นก็น่าสนใจมากเลย ว้า เลือกไม่ถูกเลยอ่ะ”
            “ลองไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาดูก่อนว่างานหนักไหม หรือต้องทำอะไรบ้าง
แล้วค่อยตัดสินใจก็ได้”  ผมเสนอ
            “อ่า...ฉันพูดเกาหลีไม่ค่อยเก่ง นายไปเป็นเพื่อนหน่อยสิ นะๆๆ”
            “ก็ได้ เดี๋ยวฉันจะแปลให้นายมั่วๆเลย”
            “เอ้า ไหงงั้นเล่า” 

             สุดท้ายผมก็ไปช่วยเขาคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา และแผนกศิลปะ ก็ได้เป็นแผนกที่เท็นเลือก  เหตุผลเพราะไม่ต้องใช้ภาษาในการเรียนมากนัก  เน้นส่งงานมากกว่า

            จากเดิมที่คิดไว้ว่าจะเป็นพี่เลี้ยงให้ในช่วงแรกๆ  ไปๆมาๆ กลายเป็นว่าผมกับเขาดันมาสนิทกันซะอย่างนั้น นอกจากเวลาเรียนวิชาประจำแผนกที่ผมและเท็นต้องเรียนแยกกันเพราะอยู่คนละสาขากัน เวลาอื่นๆ เราก็แทบจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา  ไปกินข้าวด้วยกัน  ไปเกมเซนเตอร์ด้วยกัน  ไปซื้อของด้วยกัน  จนใครๆชอบแซวว่ามีกาวติดตัวเราสองคนเอาไว้ 

     
เวลาที่อยู่กับเขา  ผมเหมือนได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆในตัวผมเอง  ได้เห็นแง่มุมที่แม้แต่ตัวผมเองยังแปลกใจ   คุณอาจจะนึกหัวเราะว่าผมหมายถึงอะไร  ความหมายของมันก็คือ ผมได้เป็นตัวของตัวเองเวลาที่ได้อยู่กับเขา  บางครั้งเราก็ได้ทำอะไรบ้าๆตลกๆด้วยกัน  แกล้งคนโน้น แหย่คนนี้ ได้วิ่งหนีอย่างที่ปอดแทบจะหลุดเพราะหายใจไม่ทัน  ผมไม่จำเป็นต้องรักษาภาพเจ้าชายอย่างที่ใครๆคาดหวัง  และผมก็รู้สึกว่าทั้งหมดนั่นเป็นเพราะเขาที่ทำให้ผมรู้สึกรักตัวเองที่เป็นแบบนี้ 
 
            ที่คนกล่าวกันว่าเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็ว ดูท่าจะเป็นความจริง  รู้ตัวอีกที ผมกับเขาก็ตัวติดกันมาได้
3-4เดือนแล้ว... ช่วงเวลาสอบปลายภาคเข้าใกล้มาทุกที   รวมถึงงานสารพันต่างๆที่พร้อมใจกันถึงดิวส่ง

            “เย็นนี้ไปชู้ตบาสที่เกมเซ็นเตอร์กันอีกมั้ย”  ผมถามพลางดูดมิ้ลค์เชคที่เพิ่งไปซื้อกับเขามา
            “อยากไปๆๆ  แต่ทำไงดี พรุ่งนี้มีต้องส่งงานวาดชิ้นนึง ฉันยังเก็บงานไม่เสร็จเลยอ่ะ  นี่ยังไม่รวมปลายภาคที่ต้องส่งงานโปรเจ็คท์อีกชิ้นด้วยนะ แง”  เท็นเริ่มทำหน้าเหยเก ทั้งๆที่ปากก็ยังคาบหลอดดูดโกโก้มิลค์เชคอยู่
            “เฮ่อ  ฉันก็เหมือนกัน บอร์ดแคสท์ เทอมนี้ต้องถ่ายวิดิโอส่งด้วย กลุ้มใจชะมัด”
            “วิดิโออะไรเหรอ”
            “วิดิโออะไรก็ได้ เป็นโฆษณา หนังสั้น หรือวิดิโอแนะนำอะไรสักอย่าง ความยาวไม่เกินสิบนาที  แต่มีข้อแม้ว่าต้องถ่ายคน  อาจารย์คงอยากให้ลองฝึกมุมกล้องเวลาถ่ายคนน่ะ”
            “น่าสนุกจัง”
            “สนุกตรงไหนกันเล่า  ฉันยังหาแบบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ กลุ้มชะมัด”
            “ฉันพอเป็นแบบได้มั้ย
? 
            เจ้าตัวทำหน้าเก็กหล่อ  ผมทั้งตลกระคนแปลกใจที่อยู่ๆเขาก็เสนอตัวเองขึ้นมา
            “หืมมม จะดีเหรอ  เดี๋ยวฉันถ่ายนายไม่ดีขึ้นมา นายต้องมาว่าฉันแน่ๆ”
            “ฮะๆ ไม่หรอกน่า สัญญาเลย ฉันแค่อยากมีวิดิโอบันทึกอะไรสักอย่างเกี่ยวกับตัวเอง ตอนอยู่ที่นี่น่ะ”
            “แน่ใจนะ ฉันยังไม่ได้เลือกหัวข้อวิดิโอเลยด้วยซ้ำ นายอยากเป็นแบบแล้วเหรอ”
            “ถ้าเป็นนาย มันต้องเจ๋งแน่ๆ”
            “โอเค งั้นเอาเป็น... หัวข้อ...ฮอบบิทหลงยุค โผล่ใจกลางโซลดีไหม
?
 
          “ได้ทีเอาใหญ่เลยนะ อย่าทำให้ฉันโกรธล่ะ เดี๋ยวไล่ให้ไปหาแบบเอาเองซะเลยนี่”
            คนตัวเล็กยู่ปากหวังทำหน้าดุ แต่มันยิ่งกลับทำให้ดูน่ารัก
            “โอเค ยอมๆ นายอยากถ่ายแบบไหน”
            “แค่ไม่นู้ดก็โอเค”
            “ฮ่าๆ จะบ้าเหรอ ใครจะไปถ่ายนายนู้ดกันเล่า เอางี้ฉันคิดออกแล้วว่าจะถ่ายที่ไหนดี เดี๋ยวฉันพานายไปเอง นายต้องชอบแน่ๆ  วันอาทิตย์เจอกัน
9 โมงเช้า หน้าสถานีโรงเรียนเรา โอเคมั้ย”
            “ว้าวๆ มีเซอร์ไพรส์สถานที่ด้วยเหรอ ได้เลย”

             แววตาเท็นวิบวับเป็นประกาย  ตื่นเต้นกับวันสุดสัปดาห์ว่าจะได้ไปเที่ยว  แถมยังได้เป็นนายแบบวิดิโอไปอีก เท่ไม่หยอก  คิดแล้วก็หัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว ทำเอาผมที่เป็นว่าที่ตากล้องยิ้มตามเพราะความเอ็นดูคนตรงหน้าไปด้วย เขาช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่สวยงามและบริสุทธิ์ในแบบที่ผมอยากจะถนอมเขาไว้แบบนี้ไปนานๆ  อันที่จริงผมก็ไม่ได้ตื่นเต้นน้อยไปกว่าเขา   โชคดีที่เขาเสนอตัวอยากจะเป็นแบบให้วิดิโองานของผม  เพราะอันที่จริง ต่อให้เขาไม่เสนอตัว ผมก็อาจจะร้องขอให้เขาช่วยมาเป็นแบบอยู่ดี

            เช้าวันอาทิตย์ ผมแต่งตัวออกมาจากบ้านแต่เช้า  เขามาตรงเวลานัด แถมวันนี้ยังใส่เสื้อตัวใหม่ที่เพิ่งซื้อจากห้างที่เราไปช้อปปิ้งด้วยกันอาทิตย์ก่อน  อยากจะแซวแต่ก็กลัวโดนงอนก่อนจะได้ถ่าย  เดี๋ยวนายแบบหน้างอกลับบ้านแล้วผมนี่ล่ะที่จะชวดงานส่ง 
 
     พวกเราขึ้นรถไฟออกมาชานเมืองห่างจากกรุงโซลประมาณ
45 นาที คุยบ้าง หลับบ้างไม่นานก็สุดสายที่สถานีปลายทาง   สถานีนี้เชื่อมกับถนนเส้นเดียวที่จะพาไปสู่ภูเขาลูกโตที่เปลี่ยนสีสันสวยงามในฤดูใบไม้ร่วง  และมีสวนต้นอึนเฮงอยู่ข้างบนนั้น และนั่นก็คือจุดหมายของผม  

      อากาศข้างนอกหนาวกว่าที่คิด  อยู่ๆอุณหภูมิที่อุ่นสบายมาตลอดสัปดาห์กลับลดต่ำลงเอาซะดื้อๆ   ทางเดินไปสวนอึนเฮง ข้างทางก่อกำแพงเป็นหินธรรมชาติสูงราวสามเมตรกั้น เขตแนวป่ากับถนนไว้  ทางเดินผู้คนบางตา อาจเป็นเพราะวันนี้อากาศค่อนข้างหนาว คนเลยไม่ค่อยอยากออกจากบ้านกันมาสักเท่าไหร่ 
 
      พวกเราแวะเดินเที่ยวย่านช้อปปิ้งระหว่างทาง ทานข้าวกลางวันง่ายๆ ผมเช็คแบตเตอรี่กล้องแฮนดี้แคม  ก่อนจะซื้อมิลค์ทีร้อนๆมาหนึ่งกระป๋อง ส่วนเท็นน่ะเหรอ ไอศกรีมชาเขียวอย่างเคย จริงๆมันก็เป็นรสที่ผมชอบ แต่อากาศหนาวๆแบบนี้ผมขอเป็นเครื่องดื่มร้อนๆดีกว่า
            พวกเราเดินคุยกันเงียบๆ วิวทิวทัศน์สองฝั่งเป็นป่าโปร่งสวยงามด้วยใบไม้หลายเฉดสีแต่งแต้มเป็นจุดต่างๆ  เขียว น้ำตาล เหลือง แดง ส้มอ่อน แดงอิฐ กระจัดกระจาย ราวกับภาพวาด  พอเราเข้าเขตป่าที่สูงขึ้น อากาศก็ยิ่งเย็นลง

            “แจฮยอน....  คือ นายมีถุง
ทรายร้อนไหม ฉันลืมเอาถุงมือมาอ่ะ...”
            “ฉันก็ไม่ได้เอามาเหมือนกัน...ชวนกินอะไรร้อนๆก็ไม่เอา ดันกินไอติม เป็นไงล่ะ”
            “ก็มันอยากกินนี่”  เท็นยื่นปากอย่างเอาแต่ใจ
            “อีกไกลด้วยกว่าจะถึงสวนต้นอึนเฮง เอ้า เอาถุงมือฉันไปใช้ก็ได้”
            “อ้าว แล้วนายจะใช้อะไรล่ะ ไม่เอาหรอก”
            “เอาไปใช้เถอะน่า ดูซิ ครีมก็ไม่ชอบทา ผิวลอกหมดแล้ว”
            “เอางี้เอามาข้างเดียวพอ” เท็นให้ผมใส่ถุงมือข้างขวาไว้เหมือนเดิม ส่วนตัวเองก็เอาข้างซ้ายไปใส่
            “มันก็อุ่นข้างเย็นข้างน่ะสิ”
            “ก็ทำอย่างนี้ไง”  เท็นเอามือเปล่าข้างที่เหลือมาจับมือผมเอาไว้  นิ้วเล็กๆนั่นเกาะเกี่ยวกับมือข้างที่ปราศจากถุงมือของผม 
            “หูยยยย มือนายเย็นเจี๊ยบเลย” ผมบ่นโดยไม่ปล่อยมือจากเขา
            “เอาน่า เดี๋ยวก็อุ่นนนนน”  เขายืนยัน

            ผมปล่อยให้เราเดินจับมือกันไปอย่างนั้นตลอดทาง  เท็นคงไม่มีวันรู้ว่าการกระทำเพียงเท่านั้นส่งผลต่อจิตใจผมขนาดไหน ผมพยายามอย่างมากในการจะแสร้งปฏิบัติต่อเรื่องเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาในขณะที่ใจของผมคิดไปอีกอย่าง  อีกอย่างในแบบทีมากเกินไปกว่าเพื่อน  ชั่วโมงนี้ผมเริ่มมั่นใจว่าความรู้สึกที่ผมมีต่อเขามันไม่ใช่แค่ความประทับใจ  แต่มันเป็นอะไรที่มันลึกซึ้งมากกว่านั้น  เพียงปลายนิ้วที่สัมผัสกันทำใจผมเต้นแรงจนแทบคลั่ง  รู้ตัวอีกที มือผมก็สอดประสานเข้ากับมือเล็กๆของเขาอย่างแนบแน่นไปเสียแล้ว  ผมภาวนาอย่าให้เขารับรู้ถึงอาการผิดปกติในตัวผมเลย

            ประมาณสิบห้านาที เราก็มาถึงสวนต้นอึนเฮงที่เงียบสงบและสวยงาม  ต้นอึนเฮงขนาดใหญ่แผ่กิ่งก้านปกคลุมพื้นที่   ทุกช่อกิ่งเต็มไปด้วยใบรูปทรงพัดสีเหลืองทองนวลสว่างไปทั่วบริเวณ  บนพื้นไม่มีที่ว่างตรงไหนจะไม่ปูด้วยพรมใบไม้สีเดียวกัน

            “ว้าวววว สวยมากๆเลยยยย”  เท็นวิ่งไปบนลานพรมใบไม้สีเหลืองสว่าง
            “ฉันบอกแล้วว่านายต้องชอบ”  ผมอมยิ้มภูมิใจ
            “นี่  ฉันเอานี่มาด้วยล่ะ”
            เท็นหยิบอุปกรณ์บางอย่างออกมาจากกระเป๋า  มันคือกล้องโพลารอยด์สีขาวรูปทรงกลมป้อม
            “ไม่ยักรู้ว่านายชอบถ่ายรูป”
            “ชอบสิ ชอบพอๆกับวาดรูปเลยล่ะ  ไหนนายแบบมองกล้องหน่อยซิ”  เท็นยกกล้องขึ้นมาเสมอใบหน้าเล็กๆ  ก่อนจะกดชัตเตอร์โดยที่ผมไม่รู้ตัว  
            “เอ้า  ถ่ายทีเผลอได้ไง  ถ้าฉันออกมาน่าเกลียดนะ นายโดนหักคอแน่”
            “ฮะๆๆ ไม่หรอกน่า  นายหล่อจะตาย”

            ไม่รู้ว่าเขาพูดจริงหรือพูดเล่น แต่ต่อให้เขาพูดเล่น ประโยคแบบนั้นก็ทำให้ผมตัวลอยได้ไม่ยาก
            เท็นสะบัดแผ่นกระดาษใบเล็กที่ไหลออกมาจากกล้องในมือ  ผมวิ่งไล่ตะครุบรูปพัลวันหวังจะหาหลักฐานแกล้งเจ้าคนตัวเล็กคืน
            “ฮ่าๆ ไม่ให้ดูหรอก” เท็นรีบเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อโค้ทด้วยความรวดเร็ว

            เราวิ่งเล่น ไล่จับกัน  เตะกองใบไม้กันอยู่ในสวนต้นอึนเฮงราวกับเด็กๆที่ได้ครอบครองอาณาจักรส่วนตัว  การที่รอยยิ้มของเขา เกิดจากผม และมันถูกส่งมาแค่ที่ผม  มันเป็นความรู้สึกที่ดีเกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูด

             “เอาล่ะ เริ่มถ่ายวิดิโอดีกว่า” ผมยกแฮนดี้แคมขึ้นมาบ้าง 
            “ฉันต้องทำไงบ้าง” เท็นยื่นหน้าเข้ามาดูกล้องใกล้ๆ
            “ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ทำตัวตามธรรมชาติ”
            “งั้น...”   ไม่ทันขาดคำ เขากอบเอาใบไม้บนพื้นขึ้นมากองใหญ่ก่อนจะโปรยบนหัวผมแล้วหัวเราะร่า

            ใบไม้แห้งสีเหลืองทองสว่าง  กลืนกันไปเป็นฉากด้านหลังแสนสวยงาม  เขายิ้มให้กับผมหรือกับกล้องผมก็ไม่แน่ใจนัก  รอยยิ้มเขาสว่างสดใสยิ่งกว่าเช้าไหนๆ  แววตาของเขาสุกใส เปล่งประกายท่ามกลางสีสันแสนอบอุ่น แสงอ่อนๆทอดพาดมาที่ดวงตาเรียวรี นัยน์ตาสีน้ำตาลใสฉายรอยยิ้มอยู่ในนั้น

            มีคนกล่าวว่าฤดูใบไม้ร่วงเหมาะกับการอ่านหนังสือ และชื่นชมศิลปะ  ผมว่าหนังสือคงไม่น่าสนใจถ้าได้ใช้เวลาร่วมกับคนตรงหน้าที่งดงามยิ่งกว่าศิลปะชิ้นไหนๆ

           Photography is an art of observation. It has little to do with the things you see and everything to do with the way you see them”

           "การถ่ายภาพคือศิลปะแห่งการเฝ้าสังเกต คุณแทบไม่ต้องทำอะไรเลยกับสิ่งที่คุณเห็น แต่ทุกอย่างที่คุณต้องทำคือคุณจะมองสิ่งนั้นอย่างไร"

            ผมลดกล้องลงมาไม่รู้ตัว...  ความสวยงามของต้นอึนเฮงเทียบไม่ได้เลยสักนิดกับความสวยงามตรงหน้าของผม
ระยะกล้องที่กางกั้นถูกลดลงอย่างไม่รู้ตัว  และผม...ได้ทำสิ่งที่ แม้แต่ตัวผมเองก็ไม่นึกฝันว่ามันจะเกิดขึ้น

ผมจูบเขา....

            ริมฝีปากที่แย้มยิ้มอยู่เสมอนั้น  ผมรู้แล้วว่าไม่ได้มีเพียงแค่รูปทรงที่น่ามอง แต่มันยังอุ่นและนุ่ม

ผมไม่ได้รุกล้ำอะไรไปมากกว่านั้น แค่เพียงริมฝีปากที่สัมผัสกันอย่างผิวเผิน แค่นั้นมันก็ทำให้ใจเต้นแรงจนอกแทบระเบิด แก้มนิ่มที่จมูกผมเคลียผ่านขึ้นสีแดงจัดแข่งกับใบไม้บนฉากภูเขาด้านหลัง  อันที่จริงผมก็ไม่แน่ใจนักว่าเท็นโกรธหรืออาย 

            ดวงตาของเราประสานกันอยู่พักใหญ่ในแบบที่ผมเองก็ไม่กล้าที่จะเดาความหมายอะไรที่มันอยู่ในนั้น
ไม่มีคำพูดใดๆออกจากปากเราสองคน  เท็นเม้มปากน้อยๆนั่น และผมรู้สึกราวกับเป็นนักโทษที่พร้อมจะรับบทลงโทษจากการมองการกระทำนั้นของเขา

            “เอ่อ นายถ่ายครบทุกช็อตที่นายต้องการหรือยัง...”
เท็นเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน
            “ก็..ได้เยอะพอสมควรแล้วล่ะ”
            “งั้นเรา...กลับกันเลยมั้ย”
            “เอางั้นก็ได้”

            บทสนทนาเก้ๆกังๆถูกยกขึ้นมาเป็นเครื่องมือปิดบังความรู้สึกต่างๆ จากเหตุการณ์ที่เราไม่ทันตั้งตัว  เอาจริงๆผมเองก็ไม่รู้จะไปต่อยังไง ดันเผลอทำเรื่องอย่างนั้นไปซะได้ มันไม่ต่างอะไรจากการก้าวลงไปยืนบนปลายกิ่งไม้ที่ยื่นออกไปกลางหุบเหว รู้ตัวอีกทีผมก็วางเดิมพันความสัมพันธ์ทั้งหมดที่ผมมีกับเขาบนความเสี่ยงที่สูงที่สุด  ความเสี่ยงที่ว่าผมอาจจะเสียเขาไป...ความเครียดของผมคงจะทวีมากขึ้นถ้าไม่มีเสียงประหลาดโผล่ขึ้นมาเสียก่อน

โครกกกกกก

เสียงท้องของผมร้องโอดครวญในเวลาอย่างนี้ซะได้ บ้าชะมัด   แต่...เหตุการณ์น่าอายนี้มันทำให้เท็นหัวเราะออกมาได้
           
            “ฮะๆๆ โอเค  เราแวะทานอะไรกันก่อนกลับไหม  ที่นี่หม้อไฟขึ้นชื่อนะ  อากาศหนาวด้วย เราไปแวะทานกันก่อนกลับเข้าเมืองกันดีกว่า”
            “เอาสิ”  ผมรีบพยักหน้าเห็นด้วย

            เย็นวันนั้น เราแวะทานหม้อไฟกันอย่างเอร็ดอร่อย ไม่แน่ใจนักว่าเป็นเพราะอากาศหนาวข้างนอก หรือ เพราะระยะทางเดินที่ลงมาจากสวนอึนเฮงมันไกลจนทำพวกเราหิวโซกันแน่   เท็นตัวเล็กแต่กินเก่งกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ การแย่งกันคีบนู่นคีบนี่ในหม้อไฟสนุกและทำให้มันอร่อยยิ่งขึ้นไปอีก  พวกเราลืมความสับสนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สวนอึนเฮงไปเสียหมด ผมไม่แน่ใจนักว่าเขาแกล้งทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า แต่อย่างน้อยก็ดีที่เรากลับมาคุยหัวเราะกันได้โดยไม่กระอักกระอ่วนใจ

            คืนนั้นผมแยกกับเขาที่สถานีรถไฟเหมือนทุกที  ส่งข้อความหาเขาเมื่อถึงบ้าน  หลังอาบน้ำ ผมจัดการย้ายข้อมูลจากแฮนดี้แคมลงในคอมพิวเตอร์เพื่อเตรียมตัดต่อวิดิโอส่งงาน

            ผมดูวิดิโอที่มีเขาเป็นตัวแสดงหลัก  และส่วนใหญ่ก็เป็นภาพเคลื่อนไหวของเขาวิ่งไปวิ่งมา เล่นใบไม้ไปทั่ว แต่ทุกครั้งเขาไม่เคยไปไหนไกลเลย  พอเหมือนจะหาย เขาก็จะกลับมาหาผมที่หน้ากล้องทุกครั้ง

           ช่วงนาทีสุดท้ายของการบันทึก  กล้องถูกลดระดับลงและเห็นแต่เท้าของเราทั้งสองคนหันเข้าหากันไม่ไหวติง ยกเว้นก็แต่ใบไม้บนพื้นที่ขยับกรอบแกรบบ้างเท่านั้น 

           
ใจผมกลับมาเต้นแรงอีกครั้งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนกลางวัน  ผมยกมือขึ้นมาไล้นิ้วเกลี่ยสัมผัสริมฝีปากตัวเอง ค้นหาความรู้สึกบางอย่างที่ยังคงหลงเหลืออยู่  ความฝันที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงอย่างนั้นเหรอ ..ความทรงจำทุกอย่างตรงนั้นกลับมาเสมือนจริงในความทรงจำอีกครั้งราวกับกดปุ่ม
Repeat ...  มันเกิดขึ้นรวดเร็ว แต่ในความรู้สึกผม มันยาวนานราวชั่วกัลป์...

            ผมกับเท็นยังเจอกัน นั่งด้วยกัน ใช้ชีวิตเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ไม่มีใครสักคนปริปากพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใต้ต้นอึนเฮงในวันนั้น และจริงๆการลืมมันไป อาจจะดีกว่า...
 
            สุดท้าย  วิดิโอที่ผมส่งในเทอมนั้น กลับเป็นวิดิโอถ่ายชีวิตหลานสาววัย
3 ขวบของผมที่ฝึกขี่จักรยานวันแรก  ใครๆต่างชื่นชมในความเป็นธรรมชาติและน่ารักของเจ้าหญิงตัวน้อย

           ส่วนวิดิโอที่ผมถ่ายเท็นน่ะเหรอ   ถูกเก็บเข้ากรุไปทั้งๆที่มันไม่ได้แย่เลย  ที่จริงมันดีมากๆด้วยซ้ำในความรู้สึกของผม  แต่ผมมีเหตุผลบางอย่างที่อยากจะเก็บมันเอาไว้ให้เป็นเรื่องพิเศษของเราสองคน   ผมเรียกมันว่าสองคน  แม้ว่าเท็นอาจจะไม่ได้มาร่วมรู้สึกอะไรกับผมเลยก็ตาม

            ปลายเทอมเราต่างค่อนข้างยุ่งเพราะต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบปลายภาคก่อนปิดเทอมฤดูหนาว ผมช่วยติวให้เท็นบ้างบางวิชา  แต่เท็
นที่เลือกเรียนสาขาศิลปกรรมหมดเวลาส่วนใหญ่ของเขาไปกับการวาดรูปโปรเจ็คท์ส่งให้ทันกำหนด  และนั่นก็เป็นสิ่งเดียวกับที่ผมใช้เป็นข้ออ้างปลอบใจตัวเองในการที่ไม่ได้เจอเขา ไม่ใช่เพราะเขาต้องการจะหลีกลี้หนีหน้ากันด้วยเหตุผลอื่นอย่างที่ผมคอยกังวลอยู่ตลอดเวลา

            เทศกาลสอบดำเนินไปอย่างเข้มข้น  และจบลงด้วยความโล่งใจของนักเรียนหลายๆคน ไม่ว่าจะทำได้หรือทำไม่ได้ก็ตาม  เรานัดทานข้าวฉลองสอบเสร็จกันในเย็นวันหนึ่ง

            “แจฮยอน...”
            “หืม”  ผมคีบแป้งต็อกใส่ลงบนจานเขา
            “อาทิตย์หน้าฉันต้องกลับไทยแล้ว”
   
       “.....” 
            ผมรู้ว่าวันที่เท็นจะต้องกลับจะมาถึงในสักวัน แต่ผมก็อดใจหายไม่ได้

            “ทำไมเร็วจัง”  
            “นั่นสิ ฉันยังไม่อยากกลับเลย  อยู่ที่นี่ฉันสนุกมากๆ”
            ผมพูดไม่ออก

            “ฉันอยากตื่นมา ไปโรงเรียนแล้วก็เจอนาย  เป็นเพื่อนกับนายไปนานๆ”
            ทั้งๆที่เป็นประโยคที่น่าจะดีใจ แต่ในใจผมกลับเป็นเพื่อนที่คิดไม่ซื่อเลยสักนิด  เพื่อนอย่างนั้นเหรอ เท็น ฉันไม่เคยอยากเป็นเพื่อนกับนายเลยรู้ไหม...

            “นายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันเลยนะ ตั้งแต่ฉันมาที่นี่”
            ฉันไม่เคยคิดแบบนั้นกับนาย...
            ไม่เคยเลย ตั้งแต่วันแรก....

            แต่การจะเผยความรู้สึกตัวเองหรือเอ่ยรั้งเท็นอะไรในตอนนี้ มันคงไม่มีประโยชน์  ถึงแม้ว่าความรู้สึกที่อยู่ลึกๆข้างในใจของผมมันอัดอั้นจวนเจียนจะระเบิด ผมก็ไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้  และนับวันมันรังแต่จะบีบคั้นให้ทรมานจากความจริงที่ว่า   คนตัวเล็กตรงหน้านี้อาจจะไม่ได้คิดอะไรกับผมเกินเลยไปกว่าเพื่อนสนิทคนนึง  


           เท็นเป็นเพียงนักเรียนแลกเปลี่ยนช่วงสั้นๆ   และไม่มีอะไรการันตีว่าเขาจะตอบรับความรู้สึกผม 
ในเมื่ออย่างไรเสียก็ต้องจากกัน  สู้ไม่บอกอะไรเสียยังจะดีกว่า ผมอยากจะกักเก็บภาพความทรงจำดีๆที่อยู่ในกล้องนั้นไว้ ดีกว่าเอาความจริงในใจของผมไปเสี่ยงกับความสัมพันธ์ที่จะไม่มีมีวันเหมือนเดิมตลอดกาล 

            ผมจะยังคงทำหน้าที่เพื่อนที่ดีของเท็นแม้ใจผมไม่เคยต้องการ...

            จากวันที่เราไปฉลองสอบเสร็จกันวันนั้น  ผมใช้ทุกวันไปกับการตัดใจที่ไม่เคยได้ผล...

           เช้าวันสุดท้ายของเขาที่เกาหลี ผมตื่นนอนตอนเช้าด้วยใจวูบโหวงแต่ก็ต้องฝืนตัวเองแต่งตัวไปส่งเขาที่สนามบิน 

           
ต้นไม้ริมข้างทางต่างทิ้งใบร่วงหล่นจนหมดเหลือแต่กิ่งก้านแห้งแล้ง  ลมเย็นๆที่พัดผ่านกรีดใบหน้าให้รู้สึกหนาวเหน็บ  ป่านนี้ใบของต้นอึนเฮงที่สวนนั้นก็คงจะร่วงหล่นและแห้งกรอบไปหมดแล้ว... ไม่ต่างอะไรกับเรื่องราวของผม ที่ภาพสวยงามคงจะเหลือเพียงแค่ในความทรงจำ

            ผมรู้สึกทรมานขึ้นทุกครั้งที่สถานีรถไฟบอกสถานีที่ใกล้หอพักที่เขาอยู่ขึ้นทุกที  ผมพยายามคิดถึงแง่ดีที่จะทำให้ใจไม่ตกต่ำไปมากกว่านี้  อย่างน้อยให้เราแยกจากกันไปแบบนี้ โดยมีความทรงจำอันสวยงามไว้โอบกอดแค่นั้นมันก็ดีแล้วนี่ และนั่นมันก็เพียงแค่คำปลอบใจ

             ผมทำได้แค่พูดทักทายสวัสดีเมื่อไปถึงหอพักของเขาและช่วยแบกกระเป๋าเขาออกมา  บนแท็กซี่  ระหว่างเราไม่มีบทสนทนาเกิดขึ้นเลย  เตนล์ดูซึมๆไป ใจผมอยากจะชวนคุยให้เขารู้สึกร่าเริงขึ้น แต่แค่ทำหน้าให้ดูปกติที่สุดโดยไม่เครียดก็เต็มกลืนสำหรับผมแล้ว 

           ตลอดทางผมเอาแต่คิดถึงความรู้สึกที่เรามีต่อเรื่องราวในวันนั้นใต้ร่มกิ่งก้านใบไม้สีเหลืองทองสุกใส   ผมสงสัยว่าเขาจะว่าอย่างไรหากขอให้พูดความรู้สึกในวันนั้นออกมา  ลึกๆในจิตใจ  ในส่วนพื้นที่ที่เล็กที่สุดในใจของผม ผมคาดหวังให้เขาหยิบยกเรื่องในวันนั้นมาคุยกันสักครั้ง 

            หลังจากอยู่ช่วยจัดการเรื่องเช็คอินเรียบร้อย ที่หน้าเกท  ผมกับเขายืนประจันหน้ากันเหมือนในวันนั้น  แต่ความรู้สึกต่างๆมันต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
 ลึกๆในใจของผมมีหมื่นพันล้านคำที่ผมอยากจะพูดออกไป อยากจะบอกเขาว่าผมรักเขามากแค่ไหน อยากจะทำทุกอย่างเพื่อให้เราได้อยู่ด้วยกันนานขึ้นอีกนิด 

...แต่มันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ
?  
ในเมื่อสุดท้ายเขาก็ต้องกลับไปอยู่ดี  เขาเป็นฤดูใบไม้ร่วงอันสวยงามที่สุดท้ายก็ต้องจากไปเมื่อฤดูหนาวเดินทางมาถึง 

            “แจฮยอน ดูเครียดมากเลย...”
            “ขอโทษนะ  ฉันแค่ไม่อยากให้มันเป็นวันนี้เลย”
            “ฉันก็ไม่อยาก...ไว้จะติดต่อมานะ”
            “อืม... ดูแลตัวเองดีๆล่ะ” 
            ในแบบที่ไม่มีผม....

            “แจฮยอนก็ด้วยนะ” กลายเป็นเท็นที่มีหยดน้ำใสเกิดขึ้นที่ดวงตากลมๆคู่นั้น
            “ไม่ร้องสิ คิดถึงฉันก็ดูนี่แล้วกันนะ”
            ผมยัดแฟลชไดรฟ์อันเล็กใส่ในมือให้เขา  บอกเขาว่า มันคือวิดิโอที่เราได้ไปถ่ายกันที่สวนวันนั้น  ถึงเขาจะไม่หยิบยกมันขึ้นมาพูดอีก แต่ผมก็อยากให้เขาได้เห็นภาพความทรงจำภาพเดียวกับที่ผมมี

            “ฉันก็มีอะไรจะให้นายเหมือนกัน”
            เขาหยิบซองจดหมายเล็กๆส่งให้พร้อมกำชับด้วยหน้าตาขึงขัง
            “ไว้ฉันเข้าเกทไปแล้วนายค่อยเปิดดูนะ”

            ผมรับคำเขา ก่อนสวมกอดเขาไว้  เขากอดตอบผมแนบแน่นไม่ต่างกัน  แต่ผมไม่อยากจะคิดอะไรอีกแล้ว  ผมไม่อยากจะให้ความหวังอะไรตัวเองอีกต่อไป  มันเจ็บปวดเกินกว่าจะรับไหว สุดท้ายผมก็เป็นแค่เด็กมัธยมปลายธรรมดาๆที่ไม่สามารถจัดการอะไรกับชีวิตตัวเองได้อย่างที่ใจต้องการ พระเอกนางเอกที่บินลัดฟ้าเพื่อตามหาความรักอย่างในหนังเป็นเรื่องที่ยากจะเป็นไปได้ในโลกความเป็นจริงของผม 

          “ฉันต้องไปแล้ว”  เท็นปาดน้ำตาลวกๆ
            “หวังว่าจะได้เจอกันอีกนะ”  ผมพูดถึงความหวังอันแสนน้อยนิด
            “อื้อ บ๊ายบาย ดูแลตัวเองนะ”
            “นายก็เหมือนกัน”
           

            เราโบกมือให้กัน ภาพแผ่นหลังเล็กๆของเท็นที่ค่อยๆ หายลับเข้าไปหลังเกทย้ำเตือนความจริงที่ผมต้องรับมันให้ได้  สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่สวนนั้น  มันอาจจะไม่มีความหมายอะไรสำคัญสำหรับเขาเหมือนที่มันมีสำหรับผม....

             ผมก้มมองสิ่งที่เขาให้เอาไว้  ในซองจดหมายบางๆ มีเพียงกระดาษแข็งๆแผ่นเล็ก  เมื่อมันถูกพลิกขึ้นมามันคือโพลารอยด์ใบน้อย 
          
สิ่งที่ปรากฏบนนั้นเป็นภาพหลุดโฟกัส ครึ่งเสี้ยวหน้าด้านล่างของใครสักคนที่ดูจะอยู่ใกล้กับกล้องมากเกินไป  ริมฝีปากที่พ้นขอบรูปมาเพียงบางส่วนมากพอที่จะบอกว่าใครสักคนในรูปกำลังยิ้มอยู่ และเจ้าลักยิ้มเจ้ากรรมนั่น ก็ชี้นิ้วมาที่ผมว่าผมคือใครในรูปนั้น    พื้นที่สีขาวด้านล่างของโพลารอยด์  มีข้อความเขียนด้วยหมึกสีดำเป็นภาษาอังกฤษ

Under the Beautiful Ginkgo Trees, you gave me the best memory
“ใต้ต้นอึนเฮงที่แสนสวยงาม
 นายมอบความทรงจำที่ดีที่สุดให้กับฉัน”  

ความรู้สึกทุกอย่างในวันนั้นมันวกกลับมาชัดเจนในใจอีกครั้ง สีเหลือง สีทอง สีส้มอ่อน 
เส้นผมนุ่มราวเส้นไหมสีดำขลับ  ดวงตาโต สุกใสราวท้องฟ้ายามราตีที่ประดับประดาด้วยดวงดาวระยับพราว   รอยยิ้มสดใสที่สะกดผมไว้ได้ทุกครั้งที่เขาหันหน้ามาหา  และสัมผัสอ่อนหวานบนริมฝีปากนุ่มที่แสนโหยหายังคงตราตรึงและชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด

        หากหน้าที่ของผมคือลืมเขา โพลารอยด์รูปนี้ที่มีเพียงผมในรูป แต่มีเขาเป็นคนถ่าย คือสิ่งของที่ทำให้ผมทำได้ทุกอย่างยกเว้นการลืมเขาไปจากใจ  เราทั้งสองคนเป็นเพียงเด็กน้อยที่แสนโง่เขลา ที่เอาแต่วิ่งหนีสิ่งที่หัวใจต้องการคำตอบมากที่สุด แม้แต่ตอนที่ยินยอมจะให้อิสระแก่ใจดวงน้อยได้ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึก ก็ยังแสดงมันออกมาในตอนที่ไม่มีอีกฝ่ายอยู่ด้วยอีกแล้ว....

            ภาพความทรงจำแสนสวยงามของผม  มีเขาที่คิดเหมือนกันกับผม  และนั่นก็คือเขา...ที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้อีกต่อไปแล้ว
วันทุกวันผ่านไปด้วยความยากลำบาก  เท็นกลับไทยไปนานแล้ว แต่ผมไม่เคยหยุดคิดถึงเขาได้เลยสักวัน...

            ผมเอาแต่เปิดกล้องแฮนดี้แคมตัวเก่า มาดูคลิปนั้นซ้ำๆ  บางทีความทรงจำอันสวยงามมันก็ไม่เป็นมิตรต่อใจสักเท่าไหร่  เมื่อการเรียกดูความทรงจำนั้นครั้งแล้วครั้งเล่ากลับยิ่งทำให้คิดถึงอีกฝ่ายมากขึ้น...

            เวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน...เทอมใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
 ผิดก็แต่ที่นั่งข้างๆผมมันช่างว่างเปล่า และเงียบเหงา ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ ราบเรียบจนน่าใจหาย   อาจารย์ที่ปรึกษาเข้ามากล่าวต้อนรับนักเรียน พร้อมอธิบายคร่าวๆถึงเนื้อหาที่จะต้องเรียนในภาคเรียนต่อจากนี้

          “ยังไงก็ขอให้ทุกคนตั้งใจให้เต็มที่ในเทอมนี้นะครับ  อ่อ  แล้วเทอมนี้ เรามีนักเรียนเข้าใหม่หนึ่งคน ช่วยแนะนำเรื่องต่างๆในโรงเรียนให้เพื่อนด้วยนะครับ”

            อันที่จริง มันค่อนข้างแปลกที่มีเด็กเข้าใหม่ในช่วงเวลาแบบนี้  แต่จะมีใครเข้ามาเรียนใหม่ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผมอยากจะให้ความสนใจมากนัก หากนักเรียนคนใหม่ที่ว่าจะไม่ใช่.... 

           หนุ่มน้อยหน้าหวาน นัยน์ตาเป็นประกาย  เพื่อนร่วมชั้นคนใหม่ปรากฏกายในชุดยูนิฟอร์มสีเหลืองของโรงเรียนผม  เขาแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษปนภาษาเกาหลีแปร่งๆในแบบที่ผมรู้จักดี  ดวงตาคู่สวยแสนคุ้นเคยนั้นกวาดไปทั่วห้องก่อนที่จะมาหยุดลงที่ผม... และ ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายใดๆ  รอยยิ้มของเรา ผุดขึ้นบนใบหน้าพร้อมๆกัน    

            สายลมอุ่นพัดพากลิ่นสดชื่นของต้นไม้ใบหญ้าที่เริ่มผลิยอดกลับมาต้อนรับฤดูใบไม้ผลิอีกครั้ง  ผมรู้ดีว่า ต้นอึนเฮงที่สลัดใบทิ้งทั้งต้นในฤดูใบไม้ร่วงเพื่อให้ต้นมีแรงอดทนเพียงพอเพื่อจะอยู่รอดผ่านพ้นฤดูหนาวอันแสนทารุณ  จะแย้มใบสีเขียวอ่อนผลิบานต้อนรับความอบอุ่นที่จะเริ่มขึ้นในถดูใบไม้ผลิที่จะมาถึงอีกครั้งในไม่ช้า  พร้อมๆกับต้นพ็อคโกตที่พร้อมอวดกิ่งก้านสาขาที่เต็มไปด้วยช่อดอกสีชมพูสะพรั่ง....


อึนเฮง  (
은행) : kr. ต้นแปะก้วย   Maidenhair tree/ Ginkgo Biloba
พ็อคโกต
 (벚꽃) : kr. ซากุระ ( ) Cherry Blossom

 
------------------------------------------
[ The Arts Series ]
BEHIND THE VIEW FINDER

 JAEHYUN  x TEN / END
by KATAMARI  (
@TentasticBoy )

::: TALK :::

      สวัสดีค่า ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะคะ  
รื่องนี้นับเป็นอีกเรื่องนึงของ The Art Series  ที่อยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ความรักคือศิลป์ แต่ละตอนจะถูกนำเสนอโดย กัปตันต่างคนกัน และ อยู่บนคอนเซ็ปต์ศิลปะแขนงใดแขนงหนึ่ง มีโลเคชั่น และฤดูแตกต่างกัน  เพราะฉะนั้นกลิ่นอายทุกเรื่องจะแตกต่างกันทั้งหมดค่ะ ตอนนี้เป็นตอนของกัปตันแจฮยอนค่ะ  ศิลปะในเรื่องนี้เป็นเรื่องของสายภาพถ่าย และโมชั่นพิคเจอร์  ส่วนแจฮยอนเรามองเป็น ฤดูใบไม้ร่วง และเป็นฤดูที่แจฮยอนชอบด้วยค่ะ ( เราก็ชอบเช่นกัน<3 )  เป็นฤดูที่คนเรามักใช้เวลาเพื่อทบทวนสิ่งต่างๆ  สวยแต่ก็เหงาบ้างในบางครั้ง  เรื่องนี้มีความ BitterSweet  ซึ่งเราว่าแต่งยากพอสมควรเลย พยายามแต่งแต่ก็ไม่รู้ว่าดีพอมั้ย หวังว่าจะพัฒนาขึ้นในอนาคตนะคะ T.T สุดท้ายนี้ ชอบไม่ชอบ แนะนำติชมได้นะคะ คอมเม้นท์หรือเดมมาได้ค่ะ  ขอบคุณค่ะ

#ARTTEN


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Katamari จากทั้งหมด 8 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

9 ความคิดเห็น

  1. #9 Ton5Mobile (@Ton5Mobile) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 14:37

    อ้ากกกก
    #9
    0
  2. #8 Gexus The ripper (@puritarn) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 / 13:54
    เขียนดีมากเลยอ่ะ บรรยายดีสุดๆ
    #8
    0
  3. #7 Á Little GiRl (@Icelovetiffany) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 มีนาคม 2561 / 16:36
    เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ เขียนดีมากเลย เราเกือบร้องกลางสยามตอนนั่งอ่านแล้ว555555
    #7
    0
  4. #6 farriest_far (@farriest) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 มีนาคม 2561 / 21:18
    ฮือออ ละมุนน เขินนนน
    #6
    0
  5. วันที่ 9 มีนาคม 2561 / 16:07
    อือหืออ ละมุนมากกกดีต่อใจสุดๆ
    #5
    0
  6. วันที่ 8 มีนาคม 2561 / 15:06
    ฮืออออยากอ่านมากๆเลยค่ะแต่ทำไมเรากดตรงเนื้อหาแล้วไม่มีเลยแงงง
    #4
    1
    • 13 มีนาคม 2561 / 19:49
      เราลองอัพเดทไปอีกครั้ง เปิดอ่านใหม่ได้หรือยังคะ :-0
      #4-1
  7. #3 ffahcram (@ffahcram) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มีนาคม 2561 / 21:02
    ดีมากกก อบอุ่นมากเลย &#12640;&#12640;
    #3
    0
  8. #2 narijitp (@narijitp) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 มีนาคม 2561 / 17:43
    อบอุ่นมากเลย
    #2
    0
  9. วันที่ 3 มีนาคม 2561 / 02:28
    ดีงามอ่ะ ภาษาสวยมากเลยค่ะ แอบอยากให้มีต่อเลย><
    #1
    0