ลดลงเหลือศูนย์ (End.)

ตอนที่ 8 : ลบแปด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,038
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,012 ครั้ง
    11 มิ.ย. 62

          “เน กูอยากกลับบ้านจริงๆนะ”

          “ถึงได้มารับนี่ไง” เจอร์ทำหน้าเซ็งใส่เพื่อนที่เปิดประตูฝั่งข้างคนขับให้อย่างกวนประสาท คิดถึงคุณหนูที่ตอนนี้คงรอเขาอยู่ในโรงจอดจับใจ

 

          วันนี้เดอะแก๊งนัดรวมพลกินข้าวตามประสาคนที่มีเรื่องให้บ่นมากมายในช่วงชีวิตการเริ่มต้นเป็นผู้ใหญ่ ที่ปฏิเสธลำบากกว่าทุกทีก็เพราะคราวนี้ไม่ได้มีแค่ชายฉกรรจ์ทั้งเจ็ด สาวๆที่ไม่ได้ไปทะเลด้วยกันก็มาจอยด้วยจนครบทีม แน่นอนว่าองครักษ์พิทักษ์เจอร์อย่างเนก็ต้องลงทุนไปส่งคุณเขาทำงานตั้งแต่เช้าพร้อมมารับไปกินข้าวตอนเย็น

 

          ไม่งั้นก็จะมีคนหาเรื่องชิ่งได้แม้จะไม่มีข้ออ้างไม้ตายอย่าง น้องสาว ให้ใช้แล้วก็ตาม

 

          พอน้องกลับอังกฤษที สายตาอ่อนโยนกับรอยยิ้มจางๆก็ไม่ค่อยมีให้เห็นหรอก

 

          “สรุปพิ้งบอกยังว่าจะมาอีกเมื่อไหร่?” เนถามขึ้นหลังจากเข้าเกียร์เดินหน้าเรียบร้อย หางตาก็เห็นไอ้พี่ชายเอนหัวพิงเบาะพร้อมคิ้วยุ่งเหยิง อ่า...ดูท่าคงยังไม่ลงตัว

          “อย่าพูด”

 

ท่าทางงอนที่โคตรไม่เข้ากับอายุบอกเนว่ายังไม่ลงตัวจริงนั่นแหละ

 

          “พิ้งมันโตแล้วน่า ไม่ใช่เด็กอนุบาลที่หิวก็ร้องหามึง จะง่วงจะเล่นก็ตามแต่พี่เจอร์~” เสียงคนพูดที่ถูกดัดให้เล็กจนน่าตลกวาดรอยยิ้มบนมุมปากของเจ้าของชื่อ ภาพอบอุ่นหัวใจในอดีตคลายความล้าของร่างกายไปได้ส่วนหนึ่ง

          “ก็มีกันอยู่แค่นี้”

 

          เนเลือกที่จะปล่อยให้อีกฝ่ายจมลงในเหตุการณ์เก่า วลีนั้นเขาได้ยินมาเป็นสิบปีแล้ว ไม่ว่าจะตอนวิ่งหน้าตั้งไปรับเด็กแสบหลังเลิกเรียน วันหยุดส่วนใหญ่ก็อยู่บ้านเพราะตัวเล็กตามแจ พอเพื่อนชวนหรือตื๊ออะไรมากๆที่ต้องทำให้พี่ชายแห่งปีละเลยจากการดูแลน้อง ทุกคนก็จะโดนแปะยันต์ ก็มีกันอยู่แค่นี้ จนเงียบไปเป็นแถบ

 

          “คงเป็นตอนครบรอบพ่อกับแม่มั้งถึงจะได้เจออีก”

 

          และมันเป็นหนึ่งในไม่กี่คำที่หมายความตามที่พูดอย่างซื่อสัตย์ เพราะคุณน้าทั้งสองเสียไปตั้งแต่เจอร์ยังไม่ได้ใช้คำว่านายนำหน้าชื่อเลยด้วยซ้ำ พิ้งเลยเป็นตัวเลือกแรกในทุกๆอย่างของเพื่อนเขาโดยไม่มีเงื่อนไข

 

          “ถ้าว่างเดี๋ยวไปขับรถให้ อยากเต๊าะเด็ก”

          “ไม่ขำไอ้สัส”

          “หวงเก่งงงง กับพวกกูหยอกๆเนี่ยหวงเก่ง”

          “คนชั่ว”

          “เอ้ออ ขอให้น้องมันหิ้วหนุ่มอังกฤษมาไหว้มึง” เนรีบพนมมือเพราะไอ้พี่เตรียมพร้อมจะเข้ามาบีบคอโดยไม่สนว่าเขากำลังหอบหิ้วชีวิตของตัวเองและมันอยู่ โชคดีที่รถติดและได้จังหวะเหยียบเบรกพอดี ไม่งั้นได้แวะกินข้าวต้มในโรงบาลแทนแน่

          “แล้วไอ้เมษอ่ะ?”

          “มากับหยี”

          “จะกลับกันยังไงวะนั่น” คนขับรถหลุดขำเพราะชื่อเสียงเลื่องลือด้านคู่หูภาพตัดเป็นของเมษาและลูกหยีมาแต่ไหนแต่ไร ถึงที่นัดกันคราวนี้จะเป็นแนวร้านอาหารดนตรีสดแต่อะไรก็เกิดขึ้นได้

          “ดูแลเมียมึงด้วย”

          “มึงอ่ะเหรอ?”

          “เจอร์อย่ากูหวั่นไหว” จินเจอร์หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีเพราะเพื่อนยกมือห้ามพร้อมปั้นหน้าเครียด แอร์เย็นๆที่กระทบผิวกับท้องฟ้าสีหม่นหลังตึกสูงพวกนั้นทำให้ผ่อนคลายลงทีละนิด

 

          เนมองหลังมือที่มีรอยเส้นเลือดจางกำลังกดหาคลื่นวิทยุตรงคอนโซลหน้ารถ กะเวลาจากเลขวินาทีก่อนไฟเขียวจะมาถึงสักพักและตัดสินใจถามออกไป

 

          “เมษบอกกู”

 

สามคำสั้นๆที่ทั้งคนฟังและคนพูดเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างทะลุปรุโปร่ง

         

“...” นิ้วยาวชะงักลงนิดหน่อยก่อนจะหยุดลงที่ตัวเลขเลยหนึ่งร้อยมาไม่เท่าไหร่ เจอร์พิงตัวลงกับเบาะหนังอีกครั้ง รอฟังว่าเพื่อนต้องการอะไรจากบทสนทนาที่เริ่มขึ้น

          “ทำไมถึงเป็นตอนนี้วะ?” น่าแปลกที่เนไม่ต้องอธิบายว่ากำลังหมายถึงเนื้อหาส่วนไหนคนฟังก็นิ่งไปเหมือนเริ่มหาคำตอบ

 

          ว่าทำไมเพิ่งมาคิดตัดใจเอาป่านนี้..?

 

          เกือบจะบอกอยู่แล้วว่าถ้าไม่อยากพูดก็จะไม่เค้นต่อ ความสงสัยของเขาไม่ได้สำคัญมากกว่าความรู้สึกคนซับซ้อนอย่างมันขนาดนั้น

 

          “กูเป็นเพื่อนมันไม่ได้แล้ว”

 

        แต่ก็ได้ยินคำตอบในที่สุด

 

          บรรยากาศรอบตัวช้าลงอย่างทุกครั้งที่พูดคุยเรื่องละเอียดอ่อน สรรพนามไม่ระบุชื่อเป็นของคนเดียวตลอดมาจนเนรู้ว่ากำลังสื่อถึงใคร เขาเดาว่าเจอร์คงไม่ต้องการคำปลอบใจหรือวิธีการแก้ปัญหา แค่คำถามที่เป็นจุดเริ่มบอกว่าพร้อมรับฟังก็เพียงพอแล้ว

 

          “มันไม่ได้บังคับมึงใช่มั้ย?”

          “อย่าตัดสินเรื่องที่มึงไม่รู้, เน” สวนกลับอย่างเร็วบอกว่าเจ้าตัวเกลียดการกระทำแบบนั้นมากแค่ไหน แต่ก็ไม่มีใครนึกโกรธจริงจังทั้งสองฝ่าย เพราะต่างรู้ดีว่าคนหนึ่งถามด้วยเป็นห่วง ส่วนอีกคนเตือนนิสัยไม่โอเคที่ไม่ควรทำซ้ำอีก

 

          ข้อดีของการที่รู้จักกันมานานมากพอ

 

          เนเหยียบคันเร่งอีกครั้ง มองไฟท้ายสีแดงที่แตกพร่าจนเบลอไปนิดหน่อย แล้วคำถามนึงที่คนไม่เคยมีประสบการณ์อย่างเขานึกสงสัยก็เด้งขึ้นมาในหัว

 

          “ยากป่ะ?”

 

ถ้าเทียบออกมาอย่างจับต้องได้มันจะเป็นแบบไหนกันนะ เหมือนคนที่พยายามเลิกบุหรี่ เลิกเหล้ารึเปล่า

 

          หรือมันเป็นความรู้สึกที่ลึกลงมากกว่าทางกาย?

 

          “อือ” เสียงตอบรับในลำคอทำให้เขาหันไปมองคนข้างตัวที่มองกลับมาอย่างค้นคว้า แววตาไม่มั่นใจทำให้เนนึกอยากให้รถติดน้อยลงหน่อยเพื่อเพื่อนจะได้เจอกับเมษาเร็วๆ

         

เพราะเมษาชอบกอด และนั่นเป็นสิ่งที่มันน่าจะต้องการในตอนนี้

 

          “ไม่รู้จะทำได้มั้ย” เจอร์เหนื่อยกับการต้องอดทนโดยที่ไม่รู้ว่าจุดสิ้นสุดอยู่อีกไกลเท่าไหร่ และที่ยากเย็นที่สุดก็เพราะความรู้สึกทุกอย่างยังคงชัดเจน

 

          อยากจะมูฟออนเพราะรู้ว่าไม่มีหวังก็ส่วนหนึ่ง กลัวว่าภาพดีๆของอีกฝ่ายจะหายไปก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง

 

          ยอมรับเลยว่าอย่างหลังทำให้ไม่เปลี่ยนใจจากสิ่งที่เลือก ช่วงหลังเขาทะเลาะกับนันท์บ่อย บรรยากาศระหว่างกันมีแต่ความกดดัน ยิ่งได้เห็นมุมที่ไม่เคยคิดว่านันท์มีมาก่อนแล้วก็รู้สึกกลัว

 

ไม่อยากให้มุมที่เขาตกหลุมรักถูกลดทอนจนหายไป

 

“แค่อยากเริ่มก็ดีมากแล้ว...” เนไม่คิดปลอบใจโดยการโกหกว่าเพื่อนจะทำได้ เขาพอเข้าใจว่ากาลเวลาทำให้เกิดความผูกพัน และมันไม่ใช่อะไรที่สามารถทิ้งกันได้ง่ายๆ

 

          “เพราะที่ผ่านมา มึงไม่เคยคิดจะเลิกรักมันเลย”

        .

          .

          .

 

        พอมาถึงก็พบว่าพวกเขาทั้งคู่คือสองคนสุดท้ายที่สายกว่าเวลานัดมาเกือบยี่สิบนาที

 

          เจอร์ทักทายเพื่อนๆที่ส่งเสียงโห่คนเลตด้วยสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เดินนำเนไปตรงที่ว่างข้างเมษาที่ถูกเว้นไว้ ความจริงถึงจะสนิทแต่ก็ไม่จำเป็นต้องตัวติดกันตลอดเวลาก็ได้ จินเจอร์ไม่ได้ซีเรียสอะไรขนาดนั้น

 

          เขานั่งตรงไหนก็ได้ ขอแค่ห่างจากใครบางคนมาหน่อยก็พอ

 

          “คุณเจอร์คือมึงหล่อ” สรรพนามสับสนจากลูกหยีทำให้เขายักคิ้วโปรยสเน่ห์เพิ่มไปหนึ่งที ได้ยินคนอื่นที่กำลังสั่งอาหารแหวะใส่ตามเรื่องราวก็หัวเราะพอใจ

          “ของเพื่อนไงหยี” เกดพยักเพยิดมาทางเมษาที่คั่นระหว่างเขากับเจ้าของชื่ออย่างล้อเลียน แน่นอนว่าฝ่ายหญิงยังสั่งไส้ตันทอดอย่างไม่ใส่ใจ ผิดกับเขาที่ยิ้มขำกับประเด็นเดิมๆที่โดนเอามาแซ็วอีกแล้ว

“ก็เหมือนของเรา”

 

พนักงานเสิร์ฟเริ่มทำหน้ารำคาญเพราะไอ้พวกผู้ชายที่เลือกเครื่องดื่มอยู่ดันเล่นตามเขาไปด้วย

 

“แทงข้างหลังทะลุถึงหัวใจเลยป้ะหยี?”

“ไม่ต้องแทง เมษมันแบ่งได้” ทุกคนหัวเราะครืนจนเมษาหันมาสบตาเขาด้วยอารมณ์แบบ กูตกเป็นเมียอีกละ ก่อนเจ้าตัวจะเคลียร์รายการอาหารทั้งหมดและสั่งเครื่องดื่มตามสภาพนิสัยของเพื่อนๆไปด้วย

 

แน่นอนว่าไม่ใช่น้ำเปล่า คนพรรค์นี้

 

“คนนี้ไม่แบ่ง” เขาหันมองคนตัวเล็กที่จู่ๆก็พูดขึ้นมาด้วยสีหน้าราบเรียบ

“มันทำไมเมษา คนนี้มันทำไม?” เนกลอกตาให้ไอ้คู่หูครามไมโลที่ทำเลดีเหลือเกินเพราะอยู่ตรงข้ามผัวเมียลวงโลกพอดี เขาที่โดนตัดมานั่งฝั่งเดียวกันเลยปวดหูไปด้วย

“หวง”

 

เสียงเฮลั่นทำเอาคนที่รู้ความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่ไม่ใช่โคนันแต่เป็นโคเนกุมขมับ รู้สึกได้ว่าขนสันหลังลุกพรึ่บตอนเห็นรอยยิ้มมุมปากของไอ้คนขี้อำทั้งคู่

 

แช่งให้ไม่มีตัวจริงเลยซะดีมั้ย

 

เนกวาดสายตาไปรอบโต๊ะเผื่อว่าจะมีใครมาสายกว่า แต่ก็ต้องสะดุดเมื่อไล่มองไปจนถึงใครบางคนตรงอีกฟากของโต๊ะยาวที่หน้านิ่งจนผิดปกติ

 

ตังที่อยู่ใกล้กว่าก็ดูเหมือนจะจับสังเกตได้ ทว่ายังไม่ทันได้ถามนันท์ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเล่นก่อน

 

อาจจะไม่เกี่ยวหรอก...มั้ง?

 

          “ทำอะไรเกรงใจคุณเนกูบ้าง นั่งซึมแล้วเนี่ยพวกมึงดู” คนที่กำลังใช้ความคิดทำหน้าเอ๋อเมื่อทุกสายตาจับจ้องมาที่เขาเป็นจุดเดียว เห็นว่าเชฟวาที่นั่งคุยงุ้งงิ้งอยู่กับเกดก็เงยหน้ามาสนใจด้วย

 

          อ่ะ ลำบากกูอีก

 

          “ชงได้สิ้นเปลืองมากไอ้เหี้ย”

          “อกหักแล้วเก้วกาด~

          “ครามโอ๋หน่อยเร็ว” เขาดันหน้าไอ้คนบ้าจี้ที่ทำตามอย่างติ๊งต๊อง แอบมองคนที่ลอยตัวหันไปคุยกับเมษาโดยทิ้งภาระบ้าบอมาให้อย่างแค้นเคือง

 

          ถ้าไม่ติดว่าชีวิตรักมึงรันทดกูจะเม้าเผาให้เกรียมเลยจินเจอร์ คอยดู

 

          เมษารอจังหวะให้ลูกหยีหันไปร่วมวงกับเพื่อนเชฟและเพื่อนเกดก็หันมาหาคนข้างตัว สายตาจินเจอร์ดูสบายๆเอื่อยๆแต่อ่านยากเหมือนทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าคนเยอะ มือที่ใหญ่กว่าของตัวเองพอสมควรรับแก้วน้ำมาวางพร้อมฉีกกระดาษปลายหลอดให้อยู่ตรงหน้า เรื่องเทคแคร์ต้องยกให้จริงๆ

 

          “นอนตกหมอน?” หญิงสาวยกแก้วแรกที่เริ่มต้นด้วยน้ำเปล่าขึ้นมาดื่มพลางถามสิ่งที่ทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน

          “เปล่า ทำไมวะ?”

          “เห็นไม่มองซ้าย” เธอยกยิ้มมุมปากเพราะได้ยินแบบนั้นใครก็ต้องหันตามทิศที่บอกตามสัญชาตญาณ เจอร์นิ่งเหมือนโดนไฟช็อตพอหันไปสบกับสายตาที่ฉุนเฉียวจนไม่เข้าใจที่มองมาพอดี

          “แจ็กพอต~” เขาหันกลับมามองเพื่อนสาวที่ยกยิ้มยียวนอย่างเร็วจนคอแทบเคล็ด เมษเลิกคิ้วถามหาสาเหตุหน้าหาเรื่องของเขาจนนึกอยากดึงหูบ้างสักที

          “กูเป็นทุกข์คือสนุกมาก?”

          “ก็พอตัวนะเอาจริง”

 

          เธอหลุดหัวเราะเมื่อท่ากลอกตาฉบับคุณขิงถูกเอามาใช้อีกแล้ว

 

          “คิดว่ามันจะหึงมึงกับกูมั้ย?” บทสนทนาที่ระดับความดังเท่าเสียงกระซิบถูกขัดด้วยอาหารทานเล่นที่ถูกยกมาเสิร์ฟ และของกินก็มีค่ากับกระเพาะมากกว่าผู้ชายที่กินไม่ได้ เมษาเลยเลิกสนใจเขาไปชั่วคราว

          “ถามเอาตลกเหรอ”

          “ฮึ ถามจริง” เจอร์มองคนที่ตักสลัดกุ้งทอดเข้าปากด้วยความหิวแล้วส่ายหน้าเอือมๆ เดือดร้อนเขาต้องหยิบทิชชู่เช็ดมายองเนสที่เลอะข้างแก้มให้อีก

          “กินดีๆ”

          “ว่าไง? มันหน้านิ่งมากเลยตอนหยีแซ็ว กูเห็น” เมษาถามย้ำ เคยชินกับการกระทำเหมือนกับเธอเป็นน้องสาวอีกคนไปแล้ว

          “ไม่ใช่หรอก”

          “ถ้าใช่ไง”

          “อย่าทำให้กูมีความหวังน่าเมษ” ถึงจะทำเหมือนบอกปัดอย่างทุกทีแต่แววตาหม่นๆนั่นก็ทำให้เมษาไม่ชงมั่วซั่วต่อ

 

          เพราะความจริงก็ไม่รู้คืออะไร สถานะสองคนนี้มันซับซ้อนจนหาชื่อเรียกไม่เจอแล้วมั้ง

 

          “เปลี่ยนน้ำหอมเหรอ?” จมูกโด่งๆนั่นวนเวียนอยู่แถวหัวไหล่ เธอเห็นเพื่อนไม่ตักอะไรสักทีเลยหยิบทอดมันมายัดปาก

          “เบามึงเบา เบาหวานจะขึ้น”

          “คือมีโลกหลายใบ แยกกับพวกเราไปเรยจ้าาา”

          “กลับบ้านมั้ยอ่ะ เริ่มรำคาญแล้ว”

          “หยีกินต้มยำเห็ดมั้ย เค้าป้อน” ประโยคสุดท้ายมาจากวาที่เดี๋ยวนี้หัดพูดจากวนตีนกับเขาด้วย เมษาหันไปทำหน้าเหนือใส่กลุ่มที่เอ่ยปากแซ็วจนโดนปาสายตาเขม่นใส่รัวๆ

 

          หัวข้อที่คุยกับเพื่อนสาวเมื่อครู่ทำให้เจอร์ลองหันไปมองทางซ้ายมืออีกครั้ง แม้พยายามบอกตัวเองว่าอย่าคิดอะไรเลอะเทอะแต่ก็อดไม่ได้ที่จะทำ

 

          ภาพนันท์ที่กำลังคุยกับตังโดยไม่ได้สนใจเสียงดังๆของคนอื่นจากกลางโต๊ะเลยด้วยซ้ำทำให้เขาอยากจะหัวเราะเยาะตัวเอง         

         

นั่นดิ เขาจะมาใส่ใจทำไม?

 

ทาวเวอร์เบียร์ถูกยกมาพอดีกับอาหารจานหลักอีกชุด เจอร์ส่งสายตาบอกเนว่าเขากำลังต้องการอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่น้ำเปล่า ไอ้คนผมดำแต่ผิวขาวจั๊วะเลยได้แต่ถอนหายใจ ยื่นมือรับแก้วเปล่าของเพื่อนและดึงหลอดทิ้งให้เสร็จสรรพ

 

คนที่ไม่ต้องขับรถกลับเองเริ่มดื่มเรื่อยๆเหมือนกับทุกอย่างปกติดี แต่ถ้าสังเกตสักหน่อยก็จะเห็นว่าเจ้าตัวเลิกแตะของกินประเภทที่ต้องเคี้ยวไปแล้ว ทำแค่จิบน้ำสีอำพันด้วยความเร็วที่ต้องเติมเกือบทุกสิบนาทีอย่างเดียวเท่านั้น

 

“แก้วที่เท่าไหร่แล้ว?” เมษาที่คุยกับเพื่อนเฮฮาหันมาเช็กอาการเขาเป็นระยะ เห็นเขาไม่ยอมตอบก็หันไปหาเนที่เป็นฝ่ายเติมเอาๆแทน

“เกินสี่”

“ขิงมึง—” ยังไม่ทันเตือนอะไร จินเจอร์ที่เริ่มจะมีเลือดฝาดตรงข้างแก้มก็เบือนหน้าหนี

 

มาแล้ว...ร่างดื้อ

 

“ช้าหน่อยไอ้เน”

“ปล่อยมันเหอะมึง” หญิงสาวสบตากับเพื่อนที่ทำได้แค่มองมาเป็นนัยว่า มึงก็รู้ แล้วก็ถอนหายใจหนักๆ

 

ไม่ห่วงเรื่องโวยวายหรอกเพราะเวลาเจอร์เมาน่ะ

 

“ขอโทษนะคะ”

 

เอาแต่เงียบแล้วก็รั้นสุดๆไปเลย

 

          เพราะว่าอยู่เกือบริมสุดของโต๊ะยาว หญิงสาวแปลกหน้าที่เดินเข้ามาทักทายเลยยังไม่ได้ดึงดูดความสนใจของพวกเพื่อนที่กำลังพูดคุยอย่างเมามันไปเท่าไหร่

 

          “...” นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มลากขึ้นมองเจ้าของเสียงที่น่าจะส่งมาถึงตัวเองนิ่งๆ เห็นรอยยิ้มปกติธรรมดาแบบที่ไม่มีนัยยะแอบแฝงก็รอฟังว่าต้องการอะไร

          “คือเพื่อนเรา— คนนั้น อยากรู้จักค่ะ” นิ้วชี้กับปลายเล็บที่เห็นสีไม่ชัดเท่าไหร่ระบุว่า เพื่อนที่อยากรู้จัก คือผู้ชายหน้าตาน่ารักจนทำให้นึกถึงเจ้ามินเพื่อนพิ้ง แต่คนนี้หน้าเรียวกว่า ตามีสเน่ห์ แถมมองผ่านๆยังรู้เลยว่าหุ่นลีนแบบคนที่ต้องออกกำลังกายแน่ๆ

 

          จินเจอร์ไม่ตอบ มือหนาทำแค่ยกแก้วเบียร์ที่พร่องไปเกือบครึ่งเป็นเชิงว่าชวนดื่มด้วยกัน

 

          “ไอ้ขิง” เมษามองเพื่อนที่กำลังจะหาเรื่องปวดหัวใส่ตัวอีกแล้ว เด็กคนนั้นดูแล้วก็เป็นงานพอสมควร วาดยิ้มดึงดูดกลับมาแล้วก็จิบเครื่องดื่มในมือตาม ฝ่ายออกหน้าเห็นว่าทุกอย่างไปได้สวยก็เดินกลับไปแท็กมือกับคนในโต๊ะตัวเอง

          “ไปห้องน้ำนะ” คนที่ยังดูเหมือนสติอยู่ครบทุกประการแต่หน้าและคอเริ่มขึ้นสีชมพูนิดๆหันบอกเพื่อน เมษาทำท่าจะคว้าแขนห้ามเอาไว้ ทว่าก็ต้องชะงักไปเพราะเนพูดขึ้นก่อน

          “มันโตแล้ว”

          “แต่มันเมาค่ะอีเน!

          “ยัง กูนับอยู่” จะเถียงต่ออีกคำให้ได้ข้อสรุปที่โอเคกว่านี้ก็ไม่ทันไอ้คนหน้าหล่อออร่าพุ่งไปไกลเกือบห้าเมตร อีกคนพอเห็นว่าเจอร์ลุกพร้อมกับส่งสายตาให้ก็เดินตามหลังต้อยๆ เพื่อนหญิงที่พลังหญิงเริ่มลงเลยชักจะทนไม่ไหว

          “มึงรู้ใช่มั้ยว่ามันคงไม่ได้ไปเป่ากบกันหลังร้านอ่ะ” แหวใครไม่ได้ขอแหวฝ่ายค้านก่อน เนทำหน้าเอือมตอบกลับพร้อมกับรินเบียร์ของตัวเองใหม่

          “เออ เป่าอย่างอื่นดิ จะเป่ากบทำไม” เมษาทำหน้าเหมือนมีคำด่าเต็มหัวแล้วเลือกใช้ไม่ถูก

          “เปิดไลน์” คิ้วที่ถูกปัดเจลมาอย่างดีขมวดเพราะความขัดใจผสมงงหน่อยๆ พอลองหันมองรอบตัวถึงรู้ได้ว่ายังมีเพื่อนคนอื่นอีกนับสิบ ที่สำคัญเริ่มมีบางคนถามหาไอ้ขิงมันแล้ว

 

          NN.     มันกำลังตัดใจ

          mapril. รู้มาชาติเศษ

 

          เนเงยหน้ามาก็เห็นสายตาหงุดหงิดเร่งให้เข้าเรื่องสักที

 

          NN.     ตอนขับรถมา มันพูดว่าอยากลองมองคนอื่นบ้าง

          mapril. มองหรือฟันเอาดีๆ มึงว่ามันจะจริงจังกับเด็กคนเมื่อกี้?

          NN.     ถ้าฟันแล้วยังไง?

          NN.    จะได้เข้าใจซะทีว่าเรื่องแบบนี้ไม่รักก็ทำได้

 

          เมษาถอนหายใจยาว ล็อกหน้าจอโทรศัพท์และขอให้เนรินเบียร์ให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอมีคนถามหาฝ่ายที่หายไปก็ตอบว่าห้องน้ำแล้วเปลี่ยนเรื่องชวนคุยใหม่แบบเนียนๆ

 

          ไม่ได้สังเกตเลยว่ามีใครอีกหนึ่งคนหายไปจากโต๊ะเหมือนกัน

 

 

_____________

 

 

          ก็แค่อยากล้างมือ

 

          นันท์บอกตัวเองแบบนั้นตอนบอกตังว่าจะไปห้องน้ำ

 

          ไม่เกี่ยวกับคนผิวสีน้ำผึ้งที่อยู่ดีๆก็เดินออกมาพร้อมกับเด็กผู้ชายโต๊ะข้างๆ ไม่เกี่ยวกับที่เบียร์ทาวเวอร์ที่สองมันใกล้หมดเต็มทีทั้งที่มีคนดื่มอยู่ไม่กี่คน

 

          ไม่เกี่ยวเลย

 

          เพราะว่าเป็นร้านอาหารบรรยากาศชิวๆธรรมดา ไม่ใช่สถานเริงรมย์ที่ต้องเปิดไฟสลัวจนน่ารำคาญ นันท์เลยมองเห็นทุกส่วนเพียงแค่ก้าวเข้าไปในห้องน้ำที่มีแสงโทนส้มเหลืองอุ่นสายตา

 

          ไม่มี

 

          ไม่มีใครในห้องน้ำเลยสักคน พอมีความคิดนี้เด้งขึ้นมาเลยต้องยอมรับกับตัวเองว่าเขาตามจินเจอร์มาจริงๆ

 

เหมือนแรงบีบรัดในอกจะคลายลงอย่างเชื่องช้า อาจจะแค่แยกกันมา แยกกันเข้าแล้วเดินสวนกับเขาที่ไม่ทันมองก็ได้

 

ดีเหมือนกัน เพราะถ้าเจอก็คงไม่รู้ต้องทำยัง—

 

          “พี่ขิง~” เสียงเรียกชื่อกลั้วหัวเราะดังมาจากโซนสูบบุหรี่ด้านหลังลึกเข้าไปอีกหน่อย คนที่กำลังจะหมุนตัวกลับชะงักนิ่งอยู่แบบนั้น

          “ซนจังครับ”

          “ก็เรานุ่มไปหมดเลย” โทนเดิมที่คุ้นเคย สรรพนามที่เคยได้ยินอีกฝ่ายใช้ ทุกอย่างทำให้นันท์ตัดสินใจเดินไปอีกทาง แต่ละก้าวมันหนักเหมือนไม่อยากให้ไปถึงจุดสิ้นสุด นึกเกลียดกลิ่นควันจางๆที่ลอยในอากาศยามค่ำคืนอย่างไร้เหตุผล

 

          รองเท้าหนังที่ผูกเชือกเอาไว้หละหลวมหยุดลงเมื่อถึงก้าวสุดท้าย ภาพใครสองคนแนบชิดกันในความมืดทว่าชัดเจนพอจะมองออกทำให้กำหมัดแน่น

 

          “ตรงนี้...” นันท์มองปลายจมูกโด่งที่กำลังเฉียดผ่านแก้มของคนบนตัก

        “แล้วก็ตรงนี้” ลากไล้ลงมาถึงต้นคอ กดลงย้ำๆเรียกเสียงหัวเราะพร้อมถ้อยคำบอกว่าจั๊กจี้แค่ไหนแต่ก็ไม่วายเชิดหน้าเปิดทางให้ถนัดขึ้น

          “นี่ด้วย”

          “พะ พี่ขิง อื้อ” เสียงน่ารำคาญนั่นขาดห้วงในจังหวะที่เจอร์กัดแผ่นอกอีกฝ่ายผ่านเนื้อผ้าอย่างหยอกล้อ

          “ตรงไหนอีกน้า~

          “อย่าแกล้ง ไม่เอา— อ๊ะ!

          “บอกพี่ขิงเร็วครับ”

 

          แต่ที่ทำให้โกรธจนแทบคลั่งคงเป็นชื่อเรียกที่เขาไม่เคยได้ยินอีกฝ่ายยอมใช้มาก่อน

 

          “จินเจอร์” เพียงแค่กดเสียงต่ำบ่งบอกว่าไม่พอใจแค่ไหนคนเด็กกว่าก็สะดุ้งเฮือกทำท่าจะปีนลงจากตักของคนที่เขาเรียก ทว่าแขนแข็งแรงนั่นกลับตวัดรอบเอวให้แนบแน่นกว่าเก่า มากไปกว่านั้นคือเงยหน้ากระซิบด้วยความดังที่มั่นใจว่านันท์ต้องได้ยินแน่นอน

          “ชู่ว...เพื่อนพี่เองครับ เราไม่ต้องกลัว”

          “แต่—”

          “เมษาถามหามึง” เขาไม่รอให้บทสนทนาของสองคนนั้นสมบูรณ์ก็แทรกเข้าไปทันที นัยน์ตาคมเฉี่ยววาววาบด้วยแรงอารมณ์ แต่สาเหตุของทุกอย่างกลับยังนั่งเฉย

 

          มีเหตุผลอะไรถึงมาโกรธกัน?

 

          “กูบอกเมษแล้วว่าจะออกมา”

          “เจอร์”

          “กูจะคุยกับน้อง มึงกลับไปซะที” พูดจบก็ทำท่าจะวุ่นวายกับร่างกายคนอื่นอีกครั้งจนเขาต้องเดินเข้าไปใกล้และสั่งด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าเดิม

          “หลีก!” คนตัวเล็กทำท่าจะหันไปขอความช่วยเหลือจากเจอร์ ทว่าถูกใครบางคนกระชากออกจากโอกาสนั้นเสียก่อน

         

          ฝ่ายนั้นเงยหน้าเหมือนอยากเถียงเขาเต็มแก่ แต่พอเห็นสายตาและรูปร่างที่ต่างขนาดที่ไม่ควรเอามาเทียบกันก็ทำได้แค่เดินย่ำเท้าออกไปอย่างเสียอารมณ์

         

          จินเจอร์ถอนหายใจพลางเสยผมอย่างหงุดหงิด ทิ้งหัวที่เริ่มมึนนิดหน่อยลงกับพนักเหล็กแข็งๆ มีแต่เรื่องยุ่งยากที่ไม่เข้าใจเลยสักอย่าง

 

          “ทำไม...” เขาถามผะแผ่วแม้จะไม่อยากรู้คำตอบ ก็แค่เสียงในหัวมันดังเกินไปจนเขาต้องทำอะไรสักอย่างให้มันเงียบลง

          “มันขาดไม่ได้เลยใช่มั้ย?” เจอร์ปรับโฟกัสสายตา ไม่ยากเท่าไหร่เพราะแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดไม่ได้มากมายขนาดนั้น

          “เออ”

 

          เถียงจนเหนื่อยแล้ว เลยลองทางอื่นที่น่าจะผ่อนแรงกว่านี้บ้าง

 

          “พอใจ?” เขาพยุงตัวลุกขึ้น เบี่ยงตัวหลบคนที่ขวางทางเพื่อจะกลับโต๊ะ แต่กลับถูกอีกฝ่ายกระชากแขนอย่างแรงจนเกือบทรงตัวไม่อยู่

        “มึงโกรธเหี้ยอะไรกูนักหนา!พอโดนกระทำมากเข้ามันก็ชักจะโมโห จินเจอร์เป็นคนเหมือนกัน ร่างกายมันก็รับรู้ความเจ็บได้ไม่ต่างกัน

 

          แล้วทำไมถึงคาดหวังว่าจะอดทนได้มากกว่า?

 

          “กูจะไปกับใครแล้วมันเดือดร้อนอะไรมึง? เลิกเสือกสักที!

          “จินเจอร์!

          “ทำไม?!” คนที่หน้าซับสีเลือดจางๆผลักอกคนตรงหน้าอย่างแรง มันอึดอัดไปหมดที่มาทำเหมือนให้ความหวังกันแบบนี้

 

          ทำเหมือนมาตามหวงอยู่ได้ ก็รู้อยู่แก่ใจว่าไม่คิดเกินเลยจะมายุ่งทำไม

 

“มึงเป็นอะไรกับกูเหรอวะ? ถามหน่อยเหอะ” เจอร์จ้องตาคาดคั้น นึกเกลียดส่วนลึกของความรู้สึกรอฟังคำพูดที่อยากได้ยินมาหลายปีอย่างโง่เง่า

          “เป็นเซ็กส์เฟรนด์พอใจรึยัง?”

 

          โง่...โคตรของโคตรโง่

 

          “ถ้าอยากนักก็มาเอากับกูนี่” คนฟังกำมือแน่นจนเจ็บ ไม่รู้ว่ามีวิทยาศาสตร์ที่ไหนอธิบายได้รึเปล่าว่าฝ่ามือกับหัวใจเชื่อมต่อกันทางความรู้สึกไหม ทำไมมันทรมานมั่วซั่วไปหมดแบบนี้

          “จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนคนอื่นเขา ยังไงเราก็ผ่านจุดนั้นกันมาแล้ว”  นันท์มองคนตรงหน้าที่แค่นยิ้มเยาะ ไม่ได้รู้เลยว่าที่นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มมันฉ่ำน้ำไม่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ แต่เป็นเพราะคำพูดดูถูกที่ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่านันท์ไม่รู้จักกันเลยสักนิดเดียว

         

          หรือว่ายังข้องใจ?

 

          จินเจอร์นิ่งงันเมื่อความคิดในฝั่งที่ไม่เคยนึกถึงแล่นเข้ามา

 

          แล้วถ้าเขายอมรับสถานะนั้นล่ะ? ถ้าปล่อยให้นันท์ค้นหาจนหายสงสัย จนวันนึงนึกเบื่อกันไปเอง...

 

          แบบนั้นก็จะไม่ต้องวิ่งหนีความรู้สึกตัวเองอย่างที่ทำอยู่ใช่รึเปล่า?

 

          เซ็กส์เฟรนด์มันก็เกี่ยวพันแค่ทางร่างกายเฉยๆนี่นะ

 

          “มึงพูดเอง”

 

          เผื่อการตอกย้ำกับตัวเองว่าไม่ต้องรู้สึกอะไรก็ได้ซ้ำไปมามันจะช่วยให้จำ

 

          “อย่ากลับคำทีหลังแล้วกัน”

 

          จำสักทีว่ามันไม่เคยมีความหมายอะไรเลย


_________________________________________________________________

ไปให้สุดแล้วหยุดที่ศูนย์

#เหลือศูนย์

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.012K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

781 ความคิดเห็น

  1. #774 MeNe (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2563 / 04:31
    ใครก็ได้เอาพระเอกไปเก็บที
    #774
    0
  2. #751 softless (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2563 / 01:22
    //เหม่อ
    #751
    0
  3. #743 thepankk_ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 16:25
    โคตรอึดอัดแทนขิงเลย
    #743
    0
  4. #734 PraeChayanin (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 18:36
    ถ้าไม่พูดคนเราจะดูออกจริงๆหรอ นี่เป็นคนนึงที่โง่มากกับเรื่องแบบนี้ หงุดหงิดขิง
    #734
    0
  5. #714 ENJOY_EVERYDAY (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 19:25
    มูฟออนเป็นวงกลมจริง ๆ
    #714
    0
  6. #688 canookss (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 15:10
    อ่านคืออึดอัดดด ขอพาราสักเม็ดดด ฮือออออ อินมากแม่
    #688
    0
  7. #614 Kibibiza (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มีนาคม 2563 / 11:14
    สงสารขิงอะ
    วนลูบอยู่แบบนั้นไปไหนไม่ได้สักที
    #614
    0
  8. #561 llllovellll (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 01:24
    อ่านตอนนี้จบแล้วเหม่อมองมาม่าในหม้อที่เริ่มเดือด...
    #561
    0
  9. #551 minyoongi090393 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 23:06
    ในขณะที่ดราม่าเราก็อยากเปงเมียพี่ขิงไปด้วย....
    #551
    0
  10. #535 tarun_ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 23:08
    พอเป็นซฟ.แล้วเตรียมเจ็บกันระนาวเลยค่ะ
    #535
    0
  11. #513 MickeyHC (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 23:10
    ฮือ เจบผวด
    #513
    0
  12. #501 pick-17 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 18:35
    คนสองคนที่เอาฐิถิชนกะนเรื่องมันก็จะวุ่นวายชวนปวดตับแบบนี้แหละ หักดิบบอกไปก็จบแล้ว!! เจ็บปานตายแล้วลืมได้อ่ะรู้จักป่าว
    #501
    0
  13. #475 ブーム (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 มีนาคม 2563 / 21:44
    เจ็บตับค่ะ
    #475
    0
  14. #446 tang_thai°°° (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 มีนาคม 2563 / 16:11
    เป็นคสพ.ที่โคตรอึดอัดเลยอะ
    #446
    0
  15. #396 Ayyye (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 มีนาคม 2563 / 02:35

    อยากจะตบกบาลคน แต่ตอนนี้คือไม่รู้จะตบใครก่อนดี ขอเบิ้ลทั้งคู่เลยได้ไม๊ โง้ยยยยย โว้ยยยย

    #396
    0
  16. #363 ladolceblue (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 มีนาคม 2563 / 00:40
    รำคานคสพแบบนี้มาก
    #363
    0
  17. #313 beme. (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 23:31
    TT แง ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ อึดอัดแทนเจอร์มากกกก
    #313
    0
  18. #283 Okoy up (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 17:02
    ปวดดดดดใจ
    #283
    0
  19. #274 Beom_0601 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 15:43
    พอกันแหละ ทั้งปากทั้งใจ
    #274
    0
  20. #242 เลดี้วาย (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 13:08
    นันท์ปากหนักอีกแล้วววววว
    #242
    0
  21. #222 xqaantqx (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 21:50
    พังๆ พังกันทั้งคู่เลย
    #222
    0
  22. #190 PuiPui--r (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 มีนาคม 2563 / 20:07
    เจอร์อย่าทำร้ายตัวเองลู้กกกกก ฮือออ..ไม่ไหวแล้วใจพัง
    #190
    0
  23. #163 kikrattiyaporn (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 มีนาคม 2563 / 16:04
    แม่ขา อย่าพังใจกันไปมากกว่านี้เลย ปวดใจตะแย่แล้วแม่
    #163
    0
  24. #49 Optimuspatcha (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2562 / 12:39
    t-t โอยย น้ำตามา อ่านไปก็อึดอัดไปกับความสัมพันธ์แบบนี้ แต่งดีมากเลย เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #49
    0
  25. #42 คนหน้ากลม (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 21:26
    ใจเราพังไปแล้วอ่าไรท์ เ
    รักกกก สู้ๆนะคะ
    #42
    0