ลดลงเหลือศูนย์ (End.)

ตอนที่ 7 : ลบเจ็ด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,030
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 901 ครั้ง
    9 มิ.ย. 62

            ประเด็นไม่ได้อยู่ที่กูจะคบกี่คน มันอยู่ที่มึงต่างหาก...มายุ่งอะไรด้วย

          มึงไม่มีสิทธิ์ดูถูกกูขนาดนี้

เราไม่ได้รู้จักกันดีมากมาย...เพราะงั้นกูควรเลิกแคร์ได้แล้วว่ามึงจะมองกูยังไง

 

มือหนาเช็ดเส้นผมเปียกหมาดมาเกือบสิบนาทีโดยมีประโยคเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัว

 

หนึ่งอย่างที่เป็นข้อเท็จจริงและรบกวนจิตใจของนันท์มากที่สุดคือการที่เจอร์บอกว่าเขาไม่มีสิทธิ์อะไรในตัวอีกฝ่ายสักนิดเดียว ย้ำว่าสิ่งที่ทำคือการล้ำเส้นความสัมพันธ์ที่ตอนนี้ไม่เหลือชื่อเรียกสถานะไหนบนโลกให้เลือกใช้อีกแล้ว

 

เสื้อตัวแรกที่คว้าได้กลายเป็นเครื่องแต่งกายของวันนี้ ตาคมเฉี่ยวไล่มองหากางเกงที่ถ้าใส่คู่กันแล้วจะไม่น่าเกลียดเกินไปสักพัก ก่อนขายาวที่เต่อนิดหน่อยจะถูกหยิบขึ้นมาสวม

 

นั่นสินะ...เขาเป็นใครกันถึงได้กล้าว่าจินเจอร์รุนแรงแบบนั้น

 

ความคิดมักง่ายเด้งขึ้นมาว่าเขาก็แค่เป็นห่วงเพื่อนอย่างที่ปากพูด เท่าที่รู้มาเมษาก็เป็นคนสำคัญมากๆในชีวิตของเจอร์ เขาไม่อยากจะให้อารมณ์ชั่ววูบทำให้ใครต้องเสียสิ่งสำคัญ

 

ภาพสะท้อนในกระจกบอกว่าเขากำลังขมวดคิ้ว

 

ถ้าให้พูดตามความจริงที่ไม่อยากจะยอมรับเท่าไหร่ นันท์คงต้องยอมรับว่าเรื่องการทำร้ายความรู้สึกของคนที่เป็นฝ่ายรักอย่างทุ่มเทและซื่อสัตย์มาเสมอคือปมเงื่อนตายในใจของเขา

 

นันท์เกลียดคนที่เมินเฉยต่อความเจ็บปวดของคนอื่นด้วยการทำเรื่องผิดซ้ำซาก

 

จินเจอร์ไม่ใช่คนเจ้าชู้ นั่นคือสิ่งที่นันท์รู้สึกมาตลอดจนกระทั่งเหตุการณ์ทั้งหมดมันเกิดขึ้นต่อเนื่องจนสั่นคลอนความเชื่อที่มี และเรื่องเมื่อไม่กี่วันที่แล้วก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

เขายืนเลือกหนังสืออยู่ตั้งแต่แรก ได้ยินบทสนทนาทั้งหมดต้นจนจบ

 

ทั้งที่ควรจะปฏิเสธให้เด็ดขาดเหมือนคนที่กำลังอยู่ในความสัมพันธ์ เจอร์กลับทำตัวคลุมเครือ ถึงไม่ตกลงแต่การกระทำและคำพูดก็เหมือนให้ความหวังอยู่ดี

 

คนตัวสูงเปิดประตูห้องก่อนจะเดินเอื่อยๆลงบันไดไปยังชั้นล่างสุดของบ้าน เวลาแบบนี้ทั้งพ่อแม่และพี่ชายคงจะออกไปทำงานกันหมดแล้ว เหลือแค่เขาที่ได้หยุดวันอาทิตย์เหมือนคนส่วนใหญ่แค่คนเดียว

 

“ถ้าพี่เจอร์เป็นโรคกระเพาะฉันจะมาเก็บค่ารักษากับ—”

 

รึเปล่า..?

 

ผู้หญิงตัวเล็กหน้าตาหวานจ๋อยขัดกับท่าทางเด็กแสบยังไม่ทำให้แปลกใจได้เท่าชื่อของใครบางคนที่ได้ยิน ถ้าไม่ได้คิดถึงจนหลอน เมื่อกี้เธอกำลังพูดถึง พี่เจอร์ ใช่ไหมนะ?

 

นัยน์ตากลมโตสีคุ้นกระพริบปริบๆมองเขาอยู่ครึ่งนาที ก่อนสมองของเจ้าตัวจะเชื่อมโยงความทรงจำในอดีตจนเธอร้องเฮ้ยและยกมือไหว้แม้ยังมีท่าทีงุนงง

 

“สะ สวัสดีค่ะอาจารย์” นันท์เลิกคิ้ว พยายามคิดตามว่าในห้องบรรยายเคยเห็นนักศึกษาคนนี้บ้างหรือไม่ แต่แล้วการแข่งขันของมหาวิทยาลัยในอังกฤษเมื่อหลายเดือนก่อนก็ไขข้อข้องใจหลายๆอย่างให้กับเขา

“พิชญา?”

 

คนที่พรีเซนต์โปรเจคที่เป็นจุดเริ่มต้นวุ่นวายของชีวิตเขาและอีกหลายคน

 

“อ้าว วันนี้ไม่มีสอนเหรอ?” ดูเหมือนความคิดว่ามีแค่เขาเหลืออยู่คนเดียวในบ้านจะผิดจากความจริงไปเยอะพอควร นันท์เหลือบมองผู้ชายตัวขาวหน้าตานุ่มนิ่มที่กำลังเดินลงมาจากบันไดและมาหยุดลงตรงหน้าเขาข้างกับคู่สนทนาคนก่อน

 

อีกหนึ่งรายที่เคยตกอยู่ในความวุ่นวายเหมือนกัน

 

“ก็เห็นอยู่” อดจะกวนประสาทให้ปากแดงๆนั่นเบ้ด้วยความรำคาญไม่ได้ ข้อได้เปรียบของเขาคือการคงสีหน้าราบเรียบได้ดี เวลาโดนยียวนกลับเลยดูเหมือนไม่สะทกสะท้านเท่าไหร่

“มันน่านัก” คนตัวเล็กกว่าเหน็บซองสีน้ำตาลด้วยแขนข้างนึงก่อนจะทำเหมือนจะเข้ามาหยิกเขาด้วยความหงุดหงิด นันท์ทำแค่เบี่ยงตัวหลบและถอนหายใจใส่ เล่นอะไรเป็นเด็ก

 

เขาพยักเพยิดไปยังสิ่งมีชีวิตอีกหน่อที่ยืนงงมานานเกินไปแล้ว เดาได้ไม่ยากว่าสองคนนี้คงเป็นเพื่อนกันหลังจากกะอายุคร่าวๆในหัว

 

“เอ้อแกนี่นันท์ น้องชายพี่แทน นี่พิ้ง เพื่อน—”

“รู้แล้ว” เขาเลือกจะตัดบทสิ่งที่ชัดเจนอยู่แล้วอย่างไร้เยื่อใย ไหวไหล่ให้ท่าทางเหม็นเบื่อที่คนพูดมอบให้กัน

มิน นี่ไงอาจารย์คนไทยที่โหวตให้โปรเจคเรารอบตัดสินอ่ะ” เขาเกือบหลุดขำตอนเธอดึงแขนขาวๆนั่นมาเพื่อกระซิบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นหลังแนะนำตัวแบบง่ายเสร็จสรรพ

 

เรื่องที่เธอพูดน่ะ มินรู้ซึ้งดียิ่งกว่าใครอยู่แล้ว

 

อีกฝ่ายยืนยันสิ่งที่เขาคิดด้วยการหัวเราะขึ้นจมูกและปรายตามามองเหมือนอยากจะตอกย้ำสิ่งที่เขาเคยทำ มินเลิกให้ความสนใจกับเขาหลังค้อนกันจนพอใจ หันหน้าเตือนเพื่อนด้วยประโยคที่ทำให้คนฟังทั้งคู่มีปฏิกิริยาตอบรับแทบจะพร้อมกัน

 

“พี่เจอร์เป็นลมแล้วมั้ง” นอกจากหน้าตาตื่นๆกับการบอกลาอย่างรีบร้อนของหญิงสาว คำพูดนั้นยังทำให้ใครบางคนเผลอขมวดคิ้วตามไปด้วย

 

คนชื่อ ‘เจอร์’ ที่อายุเป็นพี่เด็กสองคนตรงหน้าคงไม่ได้มีเยอะแยะรึเปล่า?

 

“ไม่ไปกับเพื่อน?” นันท์ถามด้วยน้ำเสียงติดลนเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัวตอนที่เห็นแฟนพี่ชายยังยืนนิ่งทั้งที่เพื่อนกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปจนเกือบลับสายตาแล้ว และพอมินส่ายหน้า บอกว่าเพิ่งจะกินข้าวเช้ากับพี่ชายเขาไปตอนเจ็ดโมงกว่าคนถามก็เริ่มอยู่ไม่สุข

“มิน” คนเริ่มเสียอาการรั้งฝ่ายที่ทำท่าจะขึ้นข้างบนอีกครั้ง เรียกเสียงถอนหายใจหนักๆบอกว่ารำคาญได้ดี

“อะไรอีก? วันนี้วุ่นวายนะเราน่ะ”

 

คนตาดุสบสายตาสงสัยที่มองมา เมินคำพูดลามปามเพราะมัวแต่อ้ำอึ้งไปพักใหญ่ก่อนจะตัดสินใจพูดต่อเร็วๆ

 

“พิชญา...มากับแฟนเหรอ?คราวนี้ทำหน้าไม่ถูกยิ่งกว่าเดิมเพราะมินหันมาหรี่ตาจับผิด นันท์ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่อยากทราบมันทำให้คนช่างเชื่อมโยงตีความว่าเขากำลังสนใจเพื่อนสาวตัวแสบของตัวเอง และถ้านันท์สนใจอะไร

 

มินก็อยากแกล้ง

 

“ไม่บอก :p” ริมฝีปากแดงจางคลี่ยิ้มยียวน ได้ผลเป็นสีหน้าเบื่อโลกแบบโคตรหงุดหงิดจากคนที่พยายามหาคำตอบ

“เดี๋ยว” แต่วันนี้เขาความอดทนสูงกว่าปกติ ไม่รู้ว่าเพราะได้บทเรียนมาเมื่อไม่กี่วันก่อนหรือว่าความสงสัยมันรุนแรง มินที่จะแกล้งเดินหนีอีกรอบหันมาเลิกคิ้วถามตาใส รอให้นันท์พูดตรงกว่านี้อีกนิด

“ไปด้วย”

“ฮะ?”

“เขาจะไปกินข้าวกันใช่ป่ะ? หิว”

“แต่ผมไม่ได้จะไปนี่” มินกลั้นหัวเราะ มองคนทำหน้านิ่งแต่แววตาติดรั้นแล้วเหมือนเห็นตัวเองสะท้อนในกระจก

“โทรบอกเพื่อนเลยว่าเจอกันที่นู่น”

 

คนตัวเล็กกว่ามองตามอีกฝ่ายที่สั่งเอาๆตามนิสัยของเจ้าตัวแล้วได้แต่ส่ายหน้า ชีวิตนี้จะทำอะไรไม่อ้อมค้อมได้รึเปล่าก็ไม่รู้ นี่โชคดีที่ประเด็นของเขากับพี่แทนผ่านมาสักพักแล้ว ไม่งั้นคงไม่ยอมตามน้ำพาไปเจอยัยแม่อย่างนี้หรอก

 

ว่าแต่...นันท์เปลี่ยนสเปคมาชอบเด็กตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

 

 

_____________

 

 

นันท์จับได้ว่าปลายนิ้วของตัวเองเย็นจนชานิดๆตอนกำมันเข้าหากัน

 

          อีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงร้านอาหารที่มินโทรบอกเพื่อนว่าจะตามมาทานด้วย เป็นสาขาชื่อดังจากเชียงใหม่ เน้นพวกผักออร์แกนิกและอาหารสุขภาพ นันท์เคยได้ยินพวกนักศึกษาคุยกันกับเดาเอาจากบรรยากาศเขียวๆในร้านว่าคงจะประมาณนั้น

 

“ตื่นเต้น?” มินหันมาถามเขาด้วยสายตาวิบวับแปลกๆ แต่คนตาดุไม่ใส่ใจ ในหัวกำลังคิดถึงคำพูดแรกที่จะใช้ตอนได้เจอคนที่ลงทุนตามมาถึงที่นี่

“เปล่า ไหนพิชญา?”

“เรียกพิ้งเหอะคุณ ได้ยินแบบนี้รู้สึกเหมือนอยู่ในห้องเรียน” เขาเลือกจะไม่ออกความเห็นอะไรกับคำขอนั่น ได้แต่กระชับมือตัวเองกับชายเสื้อ เป็นครั้งแรกที่ตกประหม่าจนไม่มั่นใจไปหมดทุกอย่าง

 

เขาพูดจาแย่มาก แววตาของเจอร์ในวันนั้นเป็นตัวยืนยันชัดเจน

 

คนตัวสูงกว่าเดินตามทางมาเรื่อยๆ บทสนทนาที่มินชวนคุยไม่ได้เข้าหูเลย การตกแต่งร้านที่ดูอบอุ่นแบบธรรมชาติก็ไม่อยู่ในสายตา เขาปล่อยให้เสียงในหัวดังกว่าเสียงรอบข้างจนเดินมาถึงเกือบกลางร้าน พลันสายตาก็เจอกับคนที่ทำให้ความคิดกลับมาอยู่กับปัจจุบันอีกครั้ง

 

“นันท์?” เพราะว่าอยากจะยิ้มทักทายเหมือนเวลาที่เจอกันแต่ติดตรงความรู้สึกมันไม่ได้ เลยกลายเป็นเขายิ้มแบบประหลาดๆให้คนที่เงยหน้ามองมาอย่างไม่เข้าใจ

“พี่เจอร์รู้จักนันท์ด้วยเหรอครับ?” เห็นหางตาว่ามินทำท่าจะแนะนำอยู่แล้วถ้าเจ้าของชื่อไม่ทักเขาขึ้นมาก่อน นันท์สบสายตากับจินเจอร์ที่ไม่ได้คิดจะหลบไปไหน ริมฝีปากสีชมพูซีดนั่นขยับพูดประโยคถัดไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“รู้จัก” ตอบมาแค่นั้น ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องด้วยการชวนให้มินนั่งลงและสั่งอาหาร

 

ไม่มีคำอธิบายต่อ ไม่มีสถานะ นันท์ได้คำตอบแล้วว่าตัวเองลดลงและได้ชื่อเป็นคนรู้จักสำหรับคนตรงหน้า

 

เขามอง คนรู้จัก ที่เทคแคร์หญิงสาวคนเดียวในโต๊ะอย่างดี ท่าทาง สรรพนาม และโทนเสียงที่ใช้บอกว่าเธอคงจะเป็นคนเดียวกับที่เจอร์คุยโทรศัพท์ด้วยตอนนั้น ความทรงจำตอนอยู่ทะเลทำให้คนที่เริ่มเรียนรู้จะใจเย็นชักไม่สบอารมณ์ขึ้นมา

 

          “พี่เจอร์รู้จักอาจารย์ได้ไง?” คนที่กำลังเทน้ำเปล่าให้ทุกคนในโต๊ะชะงัก นันท์เห็นรอยยิ้มบางเบาและได้ยินเสียงนุ่มทุ้มที่ใช้ในประโยคถัดไปอย่างชัดเจน

          “เพื่อนของเพื่อนครับ”

 

          เขากัดฟันแน่น เบือนหน้าไปทางอื่นด้วยอารมณ์คุกรุ่นนิดๆ

 

          “บังเอิญสุด อาจารย์พัทธนันท์ได้เป็นกรรมการตัดสินงานกลุ่มพิ้งด้วยพี่เจอร์” นันท์ได้ยินเสียงตอบรับสั้นๆว่า เหรอครับ ตามหลังมาอย่างไม่มีนัยยะสำคัญและช่องว่างสำหรับรับฟังหญิงสาวพูดต่อ

          “เอ้อ รอบนี้ห้าวันนะคะ ได้บอกยัง?”

          “ทำไมมาแป๊ปเดียว?” พนักงานเสิร์ฟเดินมาวางเมนูแรกบนโต๊ะพอดี เขาเลยได้ทันเห็นคิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยและสายตา ...อ้อน?

          “ก็ตารางงานมันแน่น”

          “จริงครับ พิ้งต้องดูหลายอย่างเลยวุ่นมาก” เด็กที่นั่งข้างเขารีบเสริมทัพพอเห็นว่าเจอร์เลิกคิ้วถาม

 

เหมือนจะมีปัญการกับการอยู่ไทยได้ไม่นานของหญิงสาวจริงๆเลยนะ

 

          ไม่กลัวรถไฟชนกันหรือไง?

 

          “นอนพอรึเปล่า?” ถึงจะถามเสียงนิ่งแต่มือกลับเอื้อมตักอาหารให้พิ้งเป็นคนแรก และถ้าฟังเนื้อหาให้ดีก็จะรู้ว่าคนพูดไม่พอใจเพราะเป็นห่วง

 

          นันท์กำลังหงุดหงิด เดาว่าคงเพราะผักสลัดในจานเยอะเกินไป

 

          “ก็...ได้อยู่นะ”

          “พิ้ง พี่บอกเรากี่ครั้งแล้วว่าให้ดูแลตัวเองหน่อย”

          “เค้าขอโทษค้าบบบ กลับไปจะพยายามจัดเวลาให้นอนได้เยอะๆเลยโอเค้?” เจอร์ถอนหายใจใส่คนที่ทำมือโอเคยื่นมาตรงหน้า หยิบมีดหั่นแซลมอนเป็นชิ้นพอดีคำและลอกหนังออกให้เจ้าเด็กแสบเสร็จสรรพ

 

          มินเหลือบมองคนข้างตัวที่ยังไม่แตะอาหารอะไรและหยักยิ้มมุมปาก

 

          “พี่เจอร์น่ารักกับพิ้งตลอดเลยนะครับ” คนแก่กว่าทั้งสองคนมองหน้าคนพูดแทบจะพร้อมกัน ฝ่ายนึงเลิกคิ้วพร้อมกับรอยยิ้มบาง ส่วนอีกคนหน้านิ่งจนเดาอารมณ์ไม่ถูก

 

          บอกได้แค่ว่าน่าจะเป็นขั้วลบ

 

          “ก็มีอยู่คนเดียว” พูดพร้อมกับเหล่มองคนที่จิ้มแซลมอนเข้าปากพร้อมรอยยิ้มทะเล้นเหมือนเด็กๆ นันท์แค่นยิ้ม ลากสายตาไปสบกับคนพูดที่ยังมองแต่มิน

          “งี้ก็เหงาแย่เลยเวลาพิ้งไม่อยู่”

          “อืม โตแล้วนี่ เก่งจนไม่ต้องมีพี่คอยตามใจแล้ว” ประโยคนั้นทำให้คนที่ฟังอยู่ตลอดชะงักนิดหน่อย มันดูไม่ค่อยเข้ากับคนที่เรียกกันว่าแฟนรึเปล่า?

          “โห่ มินแกอย่าชงเยอะดิ เดี๋ยวฉันลาทั้งเดือนเลยนะเว้ย”

          “นั่นสิ อยู่ไกลกันแบบนี้คงเหงามาก” เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าร่วมบทสนทนา มองหน้าเจอร์ตอนเน้นเสียงท้ายประโยคด้วยสายตาเรียบเฉย

          “ก็บอกอยู่ว่าให้มีแฟนพี่เจอร์ก็ไม่หา”

 

          มินยกมือกุมขมับเมื่อแผนปั่นประสาทคนขี้โมโหพังครืนไม่เป็นท่า ส่วนจินเจอร์ก็ยิ้มมุมปากนิดๆตอนเห็นสายตาตกใจปนสงสัยของนันท์

         

          บางคนก็ไม่เคยเรียนรู้อะไรเลย ทั้งที่พูดไปตั้งขนาดนั้นแท้ๆ...

 

          “ถ้าแม่ไม่สั่งไว้ว่าให้พี่แต่งก่อนนะ พิ้งได้ลูกสองไปแล้ว” คนเป็นพี่เขกหัวน้องสาวด้วยความมันเขี้ยวที่พูดจาก๋ากั่นเหลือเกิน เพิ่งเรียนจบได้ไม่กี่ปีก็รีบใส่ใจเรื่องนี้จนน่าบ่น

          “ถ้ามีสาวๆมาจีบพี่พิ้งรบกวนอาจารย์ช่วยสแกนด้วยนะคะ แต่ไม่ต้องละเอียดมากเพราะหนูอยากได้พี่สะใภ้” นันท์ประสานสายตากับคนที่เผลอหันมาพอดี สมองเริ่มประมวลผลหาคำพูดเพื่อตะล่อมถามในสิ่งที่ยังคาใจอย่างรวดเร็ว

          “เมษาไง เจอร์เคยเล่าให้ฟังรึเปล่า?” สีหน้าสบายๆพร้อมรอยยิ้มกระชากใจทำให้พิ้งตาพร่าไปครู่หนึ่งก่อนจะได้สติและทำสีหน้าชอบกล

          “หืม? พี่เมษกับพี่เจอร์เนี่ยนะคะ?”

          “พูดมาก ไหนบอกหิว?” นันท์เผลอขมวดคิ้วเมื่อคนเป็นพี่ขัดจังหวะด้วยการจรดมะเขือเทศสีสดที่ริมฝีปากของพิ้ง และมินดันรีบเปลี่ยนหัวข้อบทสนทนาไปเรื่องอื่นจนสุดท้ายก็ยังไม่ได้คำตอบ

 

          มื้ออาหารผ่านไปโดยเสียงที่ได้ยินส่วนใหญ่เป็นของสองคนที่เด็กกว่า นันท์มองคนที่น่าจะกลับไทยได้ไม่ถึงวันดี๊ด๊ากับเพื่อนตัวเองตอนเจอชานมไข่มุกเจ้าดัง วิ่งมาแบมือขอตังค์พี่ชายเพื่อไปต่อแถวรอเครื่องดื่มอ้วนๆที่ใครก็บอกว่าอร่อยนักหนา

 

          เจอร์ย้ายตำแหน่งไปพิงกับผนังในมุมที่ไม่เกะกะเพื่อยืนรอ นันท์เลยตัดสินใจเดินตามไปด้วย

 

          “...น้องมึงน่ารักดี” เป็นการเริ่มต้นชวนคุยแบบตัวต่อตัวที่โคตรจะงี่เง่าในความคิดของคนพูด นัยน์ตาที่เขาอ่านไม่เคยออกสักครั้งลากกลับมามอง ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอนิดหน่อยก่อนจะตอบกลับมา

          “ชอบเหรอ?”

          “บอกว่าน่ารัก ไม่ได้บอกว่าชอบ” ไม่รู้ว่าทำไมต้องพยายามแก้ความเข้าใจผิดให้เป็นถูกขนาดนั้น เจอร์ยกมือกอดอก โคลงหัวรับรู้ครั้งนึงและปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ต่อเหมือนเก่า

 

          เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าการต่อบทสนทนาเป็นเรื่องยากขนาดนี้

 

          “เจอร์”

“จะพูดอะไรก็พูด อีกสองคิวจะถึงพิ้งแล้ว” น้ำเสียงราบเรียบและสายตาที่ไม่ได้มองกันแม้แต่น้อยทำให้เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ เพราะเรื่องที่อยากจะคุยจริงๆสำคัญสำหรับเขา การที่อีกฝ่ายทำเหมือนแค่มันคือประเด็นดินฟ้าอากาศนันท์ก็ยิ่งเกร็ง

“กู...” เขาลากเสียงไม่มั่นใจ อยากให้เจอร์หันมามองหน้ากันหน่อยแต่ก็ไม่รู้ต้องพูดยังไง

“หนึ่งคิว” คนที่มองแถวยาวเหยียดเอ่ยเร่งอีกครั้ง

“ขอโทษ”

 

แขนที่กอดไว้ที่อกคลายลงเล็กน้อยจนคนที่มัวแต่ว้าวุ่นใจไม่ทันสังเกต

 

เจอร์หันกลับมาหาเขาในที่สุด สีหน้านิ่งเรียบสร้างความกลัวจนหัวใจสูบฉีดไม่ปกติอยู่เกือบนาที นันท์รีบคิดคำตอบถ้าหากคนตรงหน้าถามว่าเขากำลังขอโทษเรื่องอะไร เขาอยากให้บรรยากาศหม่นๆเพราะความปากเสียของตัวเองจบลงแค่นี้

 

“ช่างเถอะ” ทว่าการตอบรับที่เหมือนไม่ใส่ใจเท่าไหร่ทำให้เขานิ่งงัน

 

เจอร์คิดว่าอีกคนคงไม่รู้หรอกว่าเวลาที่มีใครสักคนมาพูดคำนั้นกับเขา การบอกว่า ไม่เป็นไร และ ยกโทษให้ ไม่เคยถูกใช้ออกไปสักครั้งเดียว

 

เขาเคยได้ยินมาว่าการ รับคำขอโทษเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะความจริงแล้วคนถูกกระทำนั้น เป็นอะไรแน่นอน และการยกความผิดให้ราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอย่างง่ายดายก็เหมือนจะบอกเจ้าของความผิดว่ามันโอเคที่จะทำร้ายกัน

 

แค่อยากทำให้รู้...ว่าหลังจากแต่ละแผลที่ได้รับ มันไม่มีอะไรเหมือนเดิม

 

“เจอร์คือ—”

“กูไม่โกรธแล้ว ขอโทษเหมือนกันที่ต่อยมึง” สายตาว่างเปล่าเบือนหนีไปทางอื่นหลังจากพูดประโยคนั้นรวดเดียวเหมือนกลัวว่าหากช้าลงสักนิด คนฟังจะได้ยินความผิดปกติในน้ำเสียง

 

จินเจอร์ไม่ได้โกหก สำหรับเขา ความโกรธก็เหมือนไฟที่ถูกจุดขึ้นมาในชั่วพริบตา พอถึงเวลาหนึ่งมันก็จะมอดและดับลง

 

ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเปลวไฟนั้นมันเป็นอีกเรื่องที่แยกกัน

 

เขาไม่ได้ผูกใจเจ็บและนำคำพูดของอีกคนมาตอกย้ำตัวเองอย่างไร้สาระ เจอร์แค่เรียนรู้ว่าควรระวังตัว ควรปรับอารมณ์ให้ชินชาเวลาต้องเผชิญหน้ากับคนคนนี้

 

“มึง— กูอยากเคลียร์กับมึงให้รู้เรื่อง ถ้ายังไม่โอเคก็บอกกันตรงๆนะจินเจอร์” ประโยคนั้นของนันท์บอกความจริงข้อหนึ่งที่ทำให้คนฟังระบายยิ้มบางเบาบนริมฝีปาก

“อือ...”

 

          บางทีที่คนเราขอโทษ ไม่ใช่เพราะห่วงใยความรู้สึกของฝ่ายที่เราทำผิดกับเขาเอาไว้

 

          “กูโอเค”

 

          ที่ขอโทษ ...เพราะอยากลบความรู้สึกผิดในใจตัวเองออกไปมากกว่า


_________________________________________________________________

งบเราน้อยค่ะ นักแสดงเลยจะคุ้นหน้าคุ้นตากันหน่อย5555

หลังจากถามไถ่ทุกคนว่าเรียกนายขิงว่าอะไรกัน

ผลตอบรับดูจะเป็น 'เจ้อ'

เอาจริงคือเราก็เรียกแบบนั้นแหละค่ะ อยู่ๆมันสงสัยเลยหยักรู้วว

ปล. สำหรับใครที่ไม่เคยอ่าน #แทนไม่ได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่รู้เรื่องน้า

เราค่อยๆเล่าเรื่องอีกแบบ 

คิดว่าคงได้อารมณ์ต่างจากคนที่พอจะรู้แบคกราวด์นันท์จากเรื่องที่แล้วค่ะ

เยิฟๆพวกคุณนะ~ #เหลือศูนย์

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 901 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

781 ความคิดเห็น

  1. #687 canookss (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 14:56
    น้องมินมองพี่นันท์ออกซะด้วยยย 555
    #687
    0
  2. #648 CallistoJpt (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 20:00
    ขำน้องมินจะปั่นสักหน่อยอดเลย 555555555
    #648
    0
  3. #619 Sawitree-kik (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 มีนาคม 2563 / 22:48
    ตัวละครแบบวุ่นวายมากงงๆๆ
    #619
    0
  4. #559 llllovellll (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 01:09
    ทีมพี่เจอร์ตลอดเลยนี่ แง้ คนดีของน้องงง
    #559
    0
  5. #521 your peaches (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 03:31
    อ่านบทนี่งงไปเลยงงตัวละครมากค่ะไม่เคยอ่านเรื่องมินมาก่อนอ่านซ้ำพารากราฟมินอยู่สามรอบ
    #521
    0
  6. #442 tang_thai°°° (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 มีนาคม 2563 / 13:58
    ฮือ อึดอัดแทนเลยอะ
    #442
    0
  7. #394 Ayyye (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 มีนาคม 2563 / 02:12

    แอบขออนุญาตแนะนำค่ะ เราที่ไม่ได้อ่านเรื่องอื่นมาก่อนถึงกับมึนตึ้บไปหมดเลยค่ะ ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร อย่างน้อยคุณผู้เขียนน่าจะเกริ่นนำสักนิดว่าตัวละครที่โผล่มานั้นมีีที่มายังไง นิดหน่อย พอให้คนอ่านที่ไม่รู้เรื่องมาก่อน อ่านเข้าใจได้แม้ไม่ได้อ่านภาคอื่นๆที่ใช้ตัวละครเดียวกัน

    //แอบรำไยนันค่ะ รู้สึกเจอร์ตัดใจได้ก็ตัดเถอะ เข้าใจเลยที่เจอร์คิด นี่กุทนมาได้ยังไงตั้งนาน 55555

    #394
    1
    • #394-1 Phattharawarin(จากตอนที่ 7)
      17 มีนาคม 2563 / 13:47
      เราไม่ได้อ่านเเทนไม่ได้มา ก็มีครส งง นิดๆ ตอนเเรกอะดูคนเยอะๆ จำใครไม่ค่อยได้ พออ่านมา-นิดค่อยดีขึ้น ตอนนี้ติด55
      #394-1
  8. #393 YYEE (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 มีนาคม 2563 / 01:47
    อาจารย์ต้องเกิดการเรียนรู้นะคะ ขอร้องเลย
    #393
    0
  9. #307 beme. (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 22:49
    แลงมาก เอาดีๆเจอร์ดูเป็นคนเข้าใจโลกมาก ดูเป็นคนไม่ได้มองโลกในแง่ดี ดูเป็นคนแบบ ชีวิตแม่งแบบนี้แหละอะไรแบบนี้ 5555555
    #307
    0
  10. #296 Shipnielong (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 21:16
    ไอ่บ้าเอ้ยยยย
    #296
    0
  11. #269 ychibi (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 11:01
    คลายไปหนึ่งง เอาไงต่ออะจารย์
    #269
    0
  12. #231 SUGA19 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 มีนาคม 2563 / 04:38

    มันจุกอะ...
    #231
    0
  13. #220 xqaantqx (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 21:40
    จุกอกกก
    #220
    0
  14. #189 PuiPui--r (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 มีนาคม 2563 / 19:18
    นันท์ขอโทษเพื่อตัวเอง หึ~
    #189
    0
  15. #162 kikrattiyaporn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 มีนาคม 2563 / 15:51
    ปวดใจอีกแล้วพี่
    #162
    0
  16. #148 Nobodylover (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 / 07:33
    หายใจไม่ออกแล้วเด้อออ
    #148
    0
  17. #30 MMAAYY (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 18:09
    อึดอัดมากกก

    อกหนูจะแตกฮือออออ
    #30
    0
  18. #20 Am_BigBear (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 09:03
    เราอ่านเจอแหะ รอบนี้
    #20
    0
  19. #19 คนหน้ากลม (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 22:09
    สู้ๆนะคะ
    #19
    0