ลดลงเหลือศูนย์ (End.)

ตอนที่ 4 : ลบสี่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18,913
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,096 ครั้ง
    30 พ.ค. 62

แสงแดดจ้าที่ส่องผ่านประตูกระจกบานใหญ่ปลุกให้คนที่ใช้แรงทำสงครามกับเพื่อนเกือบค่อนคืนแถมยังดื่มไปนิดหน่อยตื่นขึ้นมาในที่สุด เนยันตัวขึ้นนั่งและยีหัวจนยุ่งเหยิง หาวออกมาหวอดใหญ่ พยายามจะปรับสายตาอย่างยากลำบากก่อนต้องขมวดคิ้วมุ่น คราวนี้ไม่ใช่เพราะยังง่วงหรือแดดแรงเกินไป แต่เป็นร่างสีผิวน้ำผึ้งที่กำลังยัดเสื้อกล้ามทับในกางเกงขายาวสีเทาตรงหน้ากระจกต่างหาก

 

          “มึงตื่นกี่โมงเนี่ย?” เพื่อนสนิทเหลือบมองเขาเล็กน้อยระหว่างที่เดินไปหยิบเชิ้ตสีชมพูซีดมาสะบัดๆ หน้าตามันก็ไม่ได้สดใสเหมือนคนนอนเต็มอิ่มนี่หว่า แล้วจะลุกขึ้นมาแต่เช้าเพื่อ?

         

          ที่จริงตอนนี้ก็เก้าโมงนิดๆแล้ว ไม่รู้มันตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ เอาเป็นว่าก่อนเขาถือว่าเช้าแล้วกัน

 

          “เจ็ด”

          “ตื่นมาบิณฑบาตเหรอครับเพื่อน ไหนได้ไรมากินมั่ง?” เขารับกระปุกเจลเซ็ตผมที่ปามาอย่างแม่นยำได้ก่อนมันจะกระแทกดั้งไปเสี้ยววินาที โห กับเพื่อนกับฝูงทำไมเล่นแรงจังวะ

          “มึงเอา—” เจอร์พูดขึ้นแค่นั้นก็หยุดลงดื้อๆ มองตามถึงเห็นว่ามันเดินไปหยิบขวดน้ำหอมที่เคยให้เขายืมขึ้นมาพรมตรงจุดสำคัญๆของร่างกายอย่างคอบ้าง หลังกกหูบ้าง สงสัยตอนแรกจะถามมั้งว่าเขาวางเอาไว้ตรงไหน

          “หอมดีว่ะ รอบหน้าบอกไอ้เมษซื้อฝากบ้างดิ” เนเลิกคิ้วเมื่อเห็นว่าเพื่อนหันมาสบตาด้วยสีหน้าแปลกๆ จะว่ายังไงดี...มันดูหงุดหงิดชอบกล

         

          เขาก็ไม่ได้ด่ามันไม่ใช่เหรอ เมื่อกี้คือเหมือนชมด้วยป้ะ?, คนเพิ่งตื่นชักงง เมื่อคืนมันกินอะไรผิดสำแดงรึเปล่าเนี่ย

 

          เนตัดสินใจไม่ต่อปากต่อคำและเปลี่ยนมาสังเกตอาการที่แปลกไปของเจอร์ แน่นอนว่ามันก็จะยากหน่อยเพราะเพื่อนเขาเก็บความรู้สึกเก่งยิ่งกว่าอะไร อย่างหน้านิ่งดูหยิ่งชวนให้มีเรื่องมันควรต้องแปลความหมายแบบไหน แล้วการติดกระดุมแค่สามเม็ดล่างทั้งที่บนปกยังเหลืออีกตั้งเยอะแยะมันมีนัยยะรึเปล่า

 

          โอ๊ย! ยากจังโว้ย! คนยิ่งง่วงๆอยู่ -*-

 

          “มึงเป็นไรเปล่า?” เออ ถามแม่งนี่แหละน่าจะได้คำตอบไวสุด

          “...ไอ้นันท์” ชื่อที่ได้ยินเล่นเอามือที่ขยี้ตาให้ตัวเองตื่นหมดประโยชน์ สมองกลับมาฟังก์ชันปกติทันทีตอนที่ไอ้เจอร์ยกยิ้มมุมปาก

 

          เป็นยิ้มที่เนโคตรเกลียดเลย เพราะมันดูเยาะเย้ยตัวเจ้าของเองยังไงไม่รู้

 

          “มึงทะเลาะกันเหรอวะ? เรื่องที่...” เขาเว้นช่องว่าง สื่อว่าเป็นอะไรที่ส่วนตัวจนไม่ควรพูดออกมาเสียงดัง

          “ทะเลาะ? คงงั้นมั้ง แต่ไม่ใช่เรื่องที่มึงคิด” คลุมเครือกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว เนพยายามเอาประสบการณ์เกินสิบปีที่รู้จักกันมาช่วยประมวลผล สรุปว่ามันสองคนมีปัญหากันจริง แต่ไม่ใช่เพราะเหตุการณ์เมื่อคืนก่อน

          “แล้วมันเรื่องไหน? ทำไมมึงหาเรื่องตีกับมันเก่งจังวะ”

 

          เขาชะงักปากตัวเองเมื่อเห็นคนฟังตวัดสายตามามองอย่างขุ่นเคือง พลาดแล้วไง...ลืมว่ามันอารมณ์ไม่ค่อยดีอยู่

 

          “มันต่างหากที่หาเรื่องกู!” พูดจบก็คว้าเป้ตัวเองเดินปึงปังจากห้องนอนไปเลย เนถอนหายใจยาวเหยียดอย่างจนปัญญา นึกถึงสภาพตอนเดินทางกลับละปวดหัวจี๊ด

 

          รู้งี้เหน็บไอ้เมษมาเป็นแอร์แบ็กกันกระแทกซะหน่อยก็ดี

          .

          .

          .

 

          ทำบุญ ความตั้งใจแรกของเนตอนถึงกรุงเทพคือเขาจะทำบุญ

 

          “โอเคตามนี้ ป่ะไอ้เนขึ้นรถ” หลังชายฉกรรจ์ทั้งเจ็ดกระจายตัวแบ่งไปตามรถสองคันตามสถานที่ตั้งของบ้านตัวเอง ตังก็คว้าไหล่เขาโดยไม่สนใจหน้าตากระอักกระอ่วนที่มีเลยแม้แต่น้อย ขืนตัวก็แล้ว มองหน้าไอ้เจอร์เพื่อขอความช่วยเหลือก็แล้วยังไม่มีใครสงสาร หรือว่าควรทิ้งตัวลงตรงนี้ละกรี๊ดออกมาดังๆดีวะ

 

          แม่งโว้ยยย!

 

          “กะ กูขอนั่งหลังได้มั้ยวะ คือมันง่วงๆ” ความหวังสุดท้ายคือเอามือยันกรอบประตูรถไว้ไม่ให้ไอ้ตังดันเขาเข้ามา การที่เขาอยู่เบาะหน้าหมายความว่าไอ้เจอร์และไอ้นันท์จะต้องนั่งคู่กันด้านหลัง แล้วบรรยากาศอึมครึมของพวกมันดูไม่ค่อยปลอดภัยเลย

 

          นั่งๆไปจะหันมากัดหูกันมั้ยก็ไม่รู้

 

          “ไม่ต้องมาเนียน มึงต้องช่วยกูดูทางครับ”

          “ไอ้เจอร์ไอ้นันท์ก็ดูได้”

          “อยากเข้าป่าแทนที่จะได้กลับบ้านช้ะ?” เขาถอนหายใจก่อนดึงประตูปิดใส่หน้าไอ้คนขับปากดี เป็นเรื่องจริงที่ความรู้หมวดทิศทางและการดูแผนที่ของสองคนนั้นนับถ้วนๆได้เป็นศูนย์ ขนาดเขาออกแบบแอปมาให้ดูได้ง่ายแสนง่ายพวกมันยังบอกไม่ถูกว่าเลี้ยวต่อไปคือเลี้ยวตรงไหน

 

          บ้าบอ -_-

 

          “...” เนเหลือบมองไอ้สองคนหลังที่พอขึ้นมานั่งเสร็จสรรพก็หันมองนอกหน้าต่างกันไปคนละทาง เว้นที่ตรงกลางไว้มากพอจะยัดครามประมาณสองคนได้พอดี เขาส่ายหัวให้ความเด็กของพวกมันและก้มดูจุดหมายแรกในโทรศัพท์ ส่วนไอ้คนขับก็เอาแต่เลือกเพลงไม่สนใจสถานการณ์บ้านเมืองเลยให้ตาย

          “ประมาณสี่สิบนาทีแวะกินข้าวนะมึง” ตังบอกเจอร์ที่ทำท่าจะหลับผ่านกระจกหลัง อีกฝ่ายตอบรับสั้นๆในลำคอซึ่งเนรู้ดีว่าหมายถึงเจ้าตัวไม่สนใจ และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงเพราะเพื่อนเขากอดอกพิงหัวลงกับเบาะ หลับตาเพื่อตัดบทสนทนาทั้งหมดทันที

          “เครียดอะไรเปล่าวะไอ้นันท์? เห็นดูเงียบๆตั้งแต่เมื่อวาน”

 

          เนภาวนาในใจให้ตังขับรถแบบสงบปากสงบคำกว่านี้ นี่ไม่ใช่เวลาใส่ใจความเป็นอยู่ของชาวบ้านเลยโดยเฉพาะชาวบ้านด้านหลังพวกเขา

 

          “มึงซื้อใบขับขี่มาป่ะเนี่ย ขับคร่อมเลนเหมือนพ่อเป็นเจ้าของอ่ะ” ตังหันขวับมาหาเขาชนิดที่ว่าไม่กลัวจะชนท้ายใครเข้าให้ เพราะรู้ไงว่ามันรักตำแหน่งนักขับรถมือฉมัง (ที่มันตั้งด้วยตัวเอง) มากแค่ไหน ถึงได้เลือกมาดึงความสนใจแบบที่ทำอยู่

          “มึงตาเหล่เหอะไอ้เน กูขับอย่างดีขนานเส้นเป๊ะๆ”

“ชัวร์เลย โดนไปกี่หมื่นเล่ามาดิ้” เขาลอบยิ้มเมื่อมันเถียงหน้ายับอย่างไม่ยอมแพ้

          “โอ้โหขึ้นเลยครับขึ้นเลย! เดี๋ยวมึงเจอกู ไอ้เจอร์หลับยาวถึงกรุงเทพฯแน่”

 

          และตังก็โฟกัสกับการขับรถจนลืมทุกประเด็นก่อนหน้า เขาพรูลมหายใจอย่างโล่งอก แต่ก็รู้ว่าคงช่วยอะไรไม่ได้มากขืนมันยังทะเลาะกันนานกว่านี้ พวกเพื่อนๆต้องดูออกอยู่แล้วว่าบรรยากาศที่มีผิดปกติ

 

          รีบๆเคลียร์ซะนะไอ้เจอร์ จะเอายังไงว่ากันไปให้จบ

เพราะทุกวันนี้มันก็ยากสำหรับมึงมากพอแล้ว

 

 

_____________

 

 

“เป็นงะ? ธรรมดาที่ไหนล่ะฝีมือกู”

“จ้ะ มึงเก่งมากเลยจ้ะ”

“รถอย่างนิ่มเลยใช่มั้ยไอ้เจอร์? มึงบอกเนมันไปดิว่าหลับสบายเหมือนตายขนาดไหน”

“อือ มึงแม่งสุดยอด”

 

คนโดนกอดคอบังคับให้ฟังคำคุยโม้ทำแค่พยักหน้าตามน้ำอย่างสะลึมสะลือ ไม่เกินจริงเลยที่ตังบอกว่าเขาหลับเป็นตายตั้งแต่ออกจากหัวหิน ข้าวปลาก็ไม่ยอมลงไปกินเพราะตื่นไม่ไหว

 

ให้เครดิตคนขับมันไปทั้งที่รู้ว่าอาการเพลียๆมึนๆที่เป็นอยู่เกิดจากเมื่อคืนนอนไม่หลับเลยยันเช้า

 

พอข่มตาจะนอนทีไรสีหน้าจริงจังและคำพูดมั่นใจของใครบางคนก็เอาแต่ฉายชัดในความมืด ประโยคเสียดแทงนั่นดังก้องไม่รู้กี่ครั้งจนน่าหงุดหงิด

 

เขาตวัดเป้ขึ้นหลังพลางก้มมองนาฬิกา ถ้ากลับไปเก็บของและเอารถที่บ้านตอนนี้จะทันไหมเนี่ย...

 

“เอาของลงให้ครบนะพวกมึง ขี้เกียจวนไปให้อีก” เขาเงยหน้ามองเจ้าของรถอย่างตังที่ทำท่าจะปิดกระโปรงหลัง ตอนนี้เขาสี่คนอยู่ที่หน้าคอนโดของนันท์เนื่องจากมันเป็นตรงกลางสำหรับการกลับบ้านของแต่ละคน แถมยังหาแท็กซี่ได้ง่ายด้วยเพราะมีจุดเรียกใหญ่ๆอยู่ด้านหน้า

“ไปกับกูดิ มึงก็ลงก่อน” เนเสนอขึ้นมาเมื่อสำรวจดูแล้วว่าสัมภาระตัวเองเรียบร้อยดี ส่วนเขาที่ยังมึนหัวหน่อยๆไม่อยากจะก้มหน้าหรือขยับตัวทั้งนั้น

“ไม่ได้ว่ะ ต้องเขาที่ทำงาน” เขาส่ายหัวบอกเพื่อนหลังคำนวณเวลาและดูการจราจรในช่วงเย็นวันอาทิตย์ แบบนี้คงต้องแบกของไปบริษัทด้วย ถ้าแวะที่ไหนคงสายแน่

          “ขยันไปอีกครับเพื่อนกู เจ้านายรักเจ้านายหลงเลยนังคนนี้” คนฟังกลอกตาให้ไอ้คนช่างแซ็วที่อุตส่าห์เปิดกระจกเพื่อโผล่หน้ามาโบกมือบ๊ายบาย เจอร์กระชับสายสะพายกระเป๋าและพยักหน้ากับเนเป็นเชิงว่าไปกันได้แล้ว

 

          เหลือบมองคนที่ไม่ต้องเดินทางไปไหนต่อได้แวบเดียวก็หันหลังเดินออกมา

 

          คนต่อแถวรอเรียกแท็กซี่มีมากกว่าที่คิดไว้นิดหน่อย ไม่แน่ใจว่าเพราะรถมันน้อยหรือต้องโบกหลายคันถึงจะรับ เจอร์มองผู้ชายคนหน้าเขาที่กำลังก้มลงคุยกับคนขับผ่านกระจกรถอย่างลุ้นๆ ถ้าคนนี้ผ่านไปจะได้ถึงคิวเขาสักที

 

          “กูไปนะ” ยิ้มออกมาได้เจือจางตอนหันบอกเน เหมือนว่าโชคจะเข้าข้างเพราะพอคันนั้นผ่านไปรถใหม่ก็เข้ามาจอดเทียบพอดี

 

Rrrrr~

หรือว่าไม่..?

 

ชื่อคนโทรเข้าทำให้เขาทำอะไรไม่ถูกอยู่พักหนึ่งก่อนจะตั้งสติได้และเรียกให้เพื่อนมาขึ้นรถไปก่อน

 

“ใครวะ? มึงรีบไม่ใช่เหรอ?” เนชะโงกเข้ามาดูหน้าจอในมือเขาและนิ่งไปเหมือนกัน จนคนขับเปิดกระจกมาตะโกนถามนั่นแหละเขาถึงโบกมือไล่อีกฝ่าย พยักหน้าเล็กน้อยบอกว่ายังโอเคดีอยู่

“ฮัลโหล” เขาถอยหลังมากดรับ ดูเหมือนว่าควรจะถอยออกจากแถวเลยด้วยซ้ำเพื่อไม่ให้เสียมารยาทเกินไป ก็ตอนนี้รถว่างดันพร้อมใจมาจอดเทียบติดกันตั้งห้าหกคันเนี่ยดิ!

“ฮัลโหล? นันท์? ได้ยินมั้ย?” เรียกซ้ำอีกสักรอบพลางยกมือถือขึ้นมาดูว่าสายยังอยู่รึเปล่า ตั้งแต่กดรับยังไม่ได้ยินเสียงพูดเลยสักแอะ

|อะแดปเตอร์กูอยู่กับมึง| ใช้เวลาเกือบนาทีกว่าจุดประสงค์ของอีกคนจะถูกบอกให้ได้ยิน เจอร์ขมวดคิ้ว นึกตามว่ายืมของที่ว่านั่นมาตอนไหน

“รีบใช้รึเปล่า คือกู—” กำลังจะบอกว่ารีบแต่อีกคนพูดแทรกขึ้นมาก่อน

|ต้องใช้ตอนนี้ จะตรวจงานนักศึกษา หาตัวอื่นไม่เจอ| ประโยคบอกเล่าแกมคำสั่งในแบบสั้นห้วนเข้าใจง่ายทำให้ไม่รู้จะเถียงตรงไหน ก้มมองตัวเองแล้วสภาพนี้ให้เปิดเป้ค้นแล้วฝากใครไปก็คงไม่ได้

|เอาขึ้นมาให้ที่ห้องด้วย|

 

และสายก็ตัดไปแค่นั้นอย่างไม่เหลือทางเลือกอื่นให้กับเขา เจอร์ถอนหายใจยาว เลิกคิดจะมองนาฬิกาเพื่อเช็กเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ขายาวก้าวกลับทางเดิม นึกถึงอารมณ์ขุ่นมัวระหว่างเขากับอีกคนบนห้องก็ถอนหายใจออกมาอีกรอบ

 

ไม่อยากจะเจอหน้าอีกฝ่ายในตอนนี้เลยสักนิด

 

เขาเพิ่งรู้ว่าตัวเองจำเลขห้องของนันท์ได้ก็ตอนที่ต้องแจ้งกับพนักงานต้อนรับด้านล่าง เดาว่าอีกฝ่ายคงโทรมาบอกแล้วเพราะเธอแนะนำทางไปลิฟต์ทันทีที่เขาพูดจบ เริ่มจะเมื่อยไหล่อยู่พอควรตอนพาตัวเองเข้ามาในตู้สี่เหลี่ยมและกดเลขชั้น ชั่งใจว่าโทรหาคนที่ตอนนี้น่าจะกำลังขับรถเข้าบริษัทดีไหม แต่ยังไม่ทันได้คำตอบสัญญาณเตือนก็ดังขึ้น ประตูเหล็กเงาวับเลื่อนเปิดเผยให้เห็นทางเดินกระเบื้องลายไม้อย่างดี กวาดมองการตกแต่งภายในนิดหน่อยตามสัญชาตญาณ รู้ดีว่าสมองคงไม่มีประสิทธิภาพพอจะวิเคราะห์อะไร ที่ทำไปเพราะฆ่าเวลาระหว่างเดินไปห้องของคนที่เพิ่งจะมีประเด็นกันไปเมื่อคืนมากกว่า

 

เจอร์ชะงักมือที่กำลังจะกดรหัสเพื่อปลดล็อกบานประตูไม้บานใหญ่ตรงหน้า ชักจะกลัวตัวเองขึ้นมาหน่อยๆที่จำดีเทลเกี่ยวกับอีกคนได้ไปหมดซะทุกเรื่อง

 

มือบางเลยเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ออดใกล้ๆกันแทน

 

จากที่ยังงัวเงียอยู่เล็กน้อยกลายเป็นตืนเต็มตา ก็อีกฝ่ายเปิดออกทั้งที่เสียงกริ่งมันยังไม่หายดังเลยน่ะสิ เขาเงยหน้ามองนันท์ที่มีสีหน้าไม่สบอารมณ์ชัดเจน เหนื่อยจะเดาว่าเป็นเพราะเขาหรืออย่างอื่นกันแน่

 

“...” เจ้าของห้องเปิดประตูข้างไว้และเดินนำเป็นการอนุญาตให้เข้ามาด้านใน ไม่คิดจะใช้คำพูดอะไรเพื่อสื่อสารกับเขาแม้มันง่ายกว่า

 

ผู้บุกรุกเอาแต่ก้มมองพื้นลายหินสีเบจสลับกับชั้นวางรองเท้าบ้าง ผนังบ้างเพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอไปสบตากับเจ้าของห้อง ทว่าเมื่อสิ้นสุดโถงทางเดินแคบๆจนมองเห็นพื้นที่นั่งเล่นนันท์ก็ทำบางอย่างที่ทำให้เขาหลบสายตาไปไหนอีกไม่ได้

 

ปึง!

 

มือหนากระชากคอเสื้อและกระแทกแผ่นหลังของเขากับกำแพงอย่างรุนแรงอย่างชนิดที่ว่าถ้าไม่มีเป้สะพายด้านหลัง หัวเขาอาจจะแตกได้

 

“มึงเป็นเหี้ยไรเนี่ย?!” แม้จะไม่ได้เจ็บมากขนาดนั้น แต่การกระทำไร้เหตุผลย่อมจุดอารมณ์โมโห เจอร์ตวาดลั่นขณะจ้องตาคมเฉี่ยวกลับด้วยความไม่เข้าใจ

“มึงใช่มั้ย?” คำถามคาดคั้นที่ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่รู้ความหมายทำให้ใครบางคนชะงักนิ่ง

“พูดเรื่องอะไร?”

 

ปึง!

 

จินเจอร์หลับตาแน่นเมื่อร่างกายถูกผลักให้กระแทกลงบนจุดเดิมอีกครั้ง ไหล่ที่เมื่อยตั้งแต่ตอนแรกเริ่มปวดมากกว่าเก่า

“กูถามว่าคืนนั้น...คนที่ทำกับกู มึงใช่มั้ยเจอร์?” น้ำเสียงต่ำเย็นเยียบขัดกับบางอย่างที่พลุ่งพล่านในแววตาของนันท์ทำให้เขาเริ่มสั่น แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายใจร้อนขนาดไหนก็ไม่เคยเป็นคนที่ต้องรองรับอารมณ์ตรงๆแบบนี้

“ถ้าหมายถึงไปส่งมึงที่ห้องก็ใช่ ตอนนั้นก็ถามไปแล้วนี่”

 

แต่ถึงกลัวมากมายก็ไม่มีวันแสดงให้เห็นหรอก...

 

เขาเลิกคิ้วตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ตกใจนิดหน่อยที่คราวนี้นันท์ไม่ได้อัดเขากับผนังตามคาด แต่เป็นกระชากเป้ให้หลุดออกจากแผ่นหลังและผลักเขาไปอีกทางเหมือนไม่อยากจะเห็นหน้าแทน

 

“กูไม่รู้หรอกนะว่ามึงเป็นบ้าอะไร แต่ถ้ายังสงบสติอารมณ์ไม่ได้ก็อย่ามาลงที่กู” เจอร์จ้องหน้าอีกฝ่ายกลับหลังจากเป็นอิสระจากแรงดึงที่ปกเสื้อ หางตาเห็นกระเป๋าที่ตกอยู่บนพื้นถึงเริ่มได้สติว่าเขาควรออกไปจากที่นี่

 

แต่คงจะเข้าข้างตัวเองมากไปที่คิดว่าทุกอย่างมันจะง่าย

 

นันท์ขยับเข้ามาขวางเมื่อเดาได้ว่าเขากำลังจะทำอะไร สุดท้ายเลยกลายเป็นการแข่งจ้องตาที่ต่างฝ่ายไม่มีใครคิดหลบ

 

“หยุดโกหกสักที”

 

และก็เป็นจินเจอร์ที่แพ้

 

คิดว่าเขาเข้มแข็งมาจากไหนถึงจะทนฟังคำพูดทำร้ายจิตใจได้บ่อยๆ โดยเฉพาะจากคนตรงหน้า

 

“เสียงของมึง น้ำหอมที่ใช้ คิดว่ากูโง่จนไม่รู้เลยหรือไง?”

 

กว่าจะรู้ตัวว่าดูแย่แค่ไหนในสายตาของอีกคนก็คงแก้อะไรไม่ทันแล้ว

 

“เออ! กูเอง! พอใจรึยัง!” เขาตะโกนบอกด้วยระดับเสียงที่ไม่กลัวว่าจะแสบคอ แค่นยิ้มเยาะออกมาเมื่อคนที่อยากรู้คำตอบนักหนานิ่งอึ้งไปทั้งที่ดูเหมือนน่าจะเดาได้ตั้งแต่ต้น

“เราก็แค่เมา! มึงจะมาเค้นกูเพื่ออะไร?!” เจอร์ถามกลับพร้อมมองใบหน้าอีกฝ่ายอย่างค้นคว้า ถึงแม้รู้ว่าคนอย่างนันท์ก็แค่ข้องใจ และทุกครั้งเวลาที่มีเรื่องสงสัยคนคนนี้ก็มักจะไล่ต้อนจนได้ในสิ่งที่ต้องการ

 

ไม่ได้มีความหมายเกี่ยวกับตัวเขาหรือสิ่งที่ลึกซึ้งไปมากกว่านั้น

 

“เพราะอยากรู้ว่ามึงยอมทำไม”

“..!” คนฟังตกใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเหยียดยิ้มหลังได้ฟังประโยคข้ออ้างที่ต้องใช้เวลาคิดอยู่เกือบนาที นันท์เองไม่ได้มีจุดประสงค์ในใจด้วยซ้ำว่าจะรู้ไปให้มันได้อะไรขึ้นมา

 

ก็แค่อยากหาให้ได้ว่าเป็นใคร

 

 “ในเมื่อฝ่ายที่เมา...มันมีแค่กู

 

เขาตีสีหน้าเรียบนิ่งแม้จะแปลกใจที่อีกคนรับรู้ว่าเขามีสติครบถ้วน เจอร์ดุนดันกระพุ้งแก้มอย่างยียวนระหว่างไล่หาประโยคที่เหมาะสม ทำไมถึงยอมอย่างนั้นเหรอ...

 

ริมฝีปากสีน้ำตาลอมชมพูจางกระตุกยิ้มที่ต่างออกไป เจอร์ไหวไหลอย่างสบายๆราวกับสิ่งที่กำลังจะพูดไม่ได้มีความหมายสลักสำคัญ

 

“มึงก็น่าจะรู้นี่...

 

ว่าคนเราพอถึงเวลาอยาก มันไม่มีใครคิดอะไรมากทั้งนั้นแหละ”

 

โกหกคำโต แต่ไม่ได้ตั้งใจประชดหรือทำให้สมกับที่อีกฝ่ายต่อว่าเอาไว้

 

ก็แค่ขี้คลาดเกินไปที่จะบอกว่าความรู้สึกข้างในมันกำลังล้นจนคืนนั้นเขาต้องฉวยโอกาสแสดงออก

 

คนอย่างเขาน่ะ...ทนแววตาสมเพชจากผู้ชายตรงหน้าไม่ไหวหรอก

 

“แต่เราเป็นเพื่—”

“มึงไม่ได้รู้จักกูดีขนาดนั้น” เจอร์รีบแทรกไม่ให้ประโยคนั้นจบอย่างร้อนรน ถึงจะพร่ำบอกกับตัวเองว่าที่ทำอยู่เพราะไม่อยากเสียสถานะ เพื่อนที่นันท์ให้ แต่มันไม่ได้แปลว่าเขาอยากได้ยินอีกฝ่ายตอกย้ำกันด้วยคำนั้นซ้ำๆ

 

ทุกวันนี้ก็รู้ดีอยู่แล้ว...ไม่ต้องให้ใครมาบอก

 

ทว่าสิ่งที่พูดไปกลับทำร้ายคนฟังได้อย่างดี ความผิดหวังถาโถมเมื่อมองย้อนไปที่ผ่านมาแล้วพบว่าเจอร์ไม่ได้มองว่าเขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งเหมือนอย่างที่เขาทำ ไม่ได้รู้สึกว่าเขาเป็นหนึ่งในคนที่สามารถไว้วางใจได้อย่างที่เขาคิด

 

“ก็จริง” นันท์ก้าวรุกเข้าหาอีกฝ่ายอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาคมเฉี่ยวฉายบางอย่างที่ทำให้คนมองหวาดหวั่น

“เราคงรู้จักกันน้อยไปหน่อย”

 

จบคำพูดมือหนาก็กระชากคอเสื้อของเจอร์จนร่างเพรียวเสียหลักล้มลงบนโซฟา ความรู้สึกแสบร้อนตรงท้ายทอยและกระดุมที่ขาดออกยืนยันความรุนแรงที่เขาได้รับเป็นอย่างดี

 

“ในเมื่อคำว่าเพื่อนของมึงมีค่าน้อยกว่า ความอยาก ชั่วคราว...” เขาสะดุ้งเฮือกก่อนจะรีบเม้มปากแน่นเพื่อกักกั้นความรู้สึกทั้งหมดเมื่อนันท์ฉีกเชิ้ตของเขาจนขาดวิ่น

“และกูก็มีค่ากับมึงแค่นี้...” คนตัวเล็กกว่าพยายามรวบรวมสติหลังเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะทำอะไร นันท์ถอดท่อนบนของตัวเองทั้งที่ยังจับจ้องมาอย่างประชดประชัน ก้าวตามมาคร่อมบนร่างของเขาและกดไหล่จนแทบจมหายไปกับเบาะนิ่ม

“งั้นต่อไปกูจะทำอะไร มันก็คงไม่มีความหมายสำหรับมึงใช่มั้ยเจอร์?”

 

คำถามที่ได้ยินบังคับให้คนที่กำลังแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกรู้สาต้องหยักยิ้ม

 

“ลองดูสิ ลองทำให้กูอยากดู...เผื่อกูจะทำเป็นลืมๆไปได้บ้างว่าเราเป็นอะไรกัน

 

นันท์ฉกจูบลงมาอย่างแรงจนเจ็บแสบไปทั้งริมฝีปาก คนท้าทายตกใจแต่ทุกอย่างไม่ได้เกินความคาดหมาย เจอร์นอนนิ่งปล่อยให้ความรวดร้าวในอกค่อยๆยืนยันกับเขาว่าทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว

 

สัมผัสที่เกิดจากความโกรธไม่เคยทำให้ใครรู้สึกดี คนใต้ร่างถึงได้ยอมเปิดปาก พยายามใช้ชั้นเชิงของตัวเองลดทอนความแข็งกร้าวจากอีกฝ่าย หลอกล่อเนิ่นนานกว่าใครบางคนจะยอมเบาแรงและเริ่มบดเคล้าริมฝีปากด้วยวิธีที่ต่างออกไป แต่ไม่มีสิ่งไหนยืนยันว่าความเจ็บทางร่างกายแปรผันตรงกับความรู้สึกภายใน บางอย่างที่บีบรัดหัวใจของเขาถึงได้ยังส่งผลชัดเจนอยู่แบบนี้

 

นันท์ผละออกเพื่อสบตากับจินเจอร์เป็นครั้งสุดท้าย มองผ่านสายตาอย่างข้อร้องให้อีกฝ่ายผลักไสและบอกให้เขาหยุด จะยกเหตุผลใหม่ขึ้นมาอ้างก็ได้ว่าคืนนั้นเป็นเพียงอุบัติเหตุ นันท์พร้อมเชื่อในทุกคำพูดโดยไม่สนว่าจริงหรือไม่ ขอแค่นั้น...แล้วเขาจะยอมลืมทุกอย่าง จะทำเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

 

จะเป็น เพื่อน เหมือนที่ผ่านมา

 

ทว่าแขนของคนใต้ร่างกลับยกขึ้นมาเกี่ยวรอบคอ สายตาที่มองกลับมาสั่นไหวแต่ยังคงความท้าทายเต็มเปี่ยม เจอร์กระตุกยิ้มมุมปากที่คนมองเกลียดแสนเกลียดก่อนจะพูดเย้ยเสียงพร่า

 

“กล้าหน่อยสิครับอาจารย์”

 

เจอร์รู้สึกชาไปทั้งหน้าเมื่อนันท์ลุกจากร่างกายของเขาอย่างรวดเร็วทันทีที่จบประโยค สมองที่ยังพอจะทำงานไหวสั่งให้ลุกขึ้นและหยิบกระเป๋าของตัวเองเพื่อกลับบ้านพร้อมความเป็นจริงว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาได้จบลงในทุกรูปแบบ แต่คงเพราะความคิดหลายอย่างกระจัดกระจายเกินไป ร่างกายถึงได้นอนนิ่งไม่สนเหตุผลใดใดทั้งนั้น

 

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ก่อนคนตัวสูงเกินมาตรฐานไปมากมายจะกลับมายืนตรงปลายเท้าเขาอีกครั้ง

 

เสียงฉีกขาดของอะไรสักอย่างเรียกให้เจอร์มองอีกคนอย่างตั้งใจกว่านี้ นัยน์ตาคู่สวยฉายแววตื่นตระหนกเมื่อเห็นซองสี่เหลี่ยมขนาดเล็กในมือของนันท์

 

“มะ มึงใส่เข้าไปเลยไม่ได้” เขายกมือขึ้นดันไหล่กว้างที่เจ้าของกำลังตรงเข้ามาดึงทึ้งกางเกงขายาวของเขา

“กูรู้” คนตอบตวัดตามอง สั่งให้เขาหยุดต่อต้านเสียที เจอร์เม้มปากแน่นก่อนจะเบือนหน้าหนีเมื่อปราการด่านสุดท้ายถูกถอดออกจนท่อนล่างเปลือยเปล่า แต่นันท์กลับนิ่งไปพักใหญ่จนความสงสัยผลักให้เขาหันกลับมามองอีกครั้ง

“อื้อ!” นิ้วยาวที่ชำแรกเข้ามาในร่างกายอย่างกระทันหันทำให้เจอร์แทบจะกรีดร้อง ทว่าเสียงทั้งหมดถูกกลืนหายด้วยริมฝีปากของอีกฝ่าย มันไม่ได้นุ่มนวลเพื่อปลอบประโลมและไม่ได้รุนแรงด้วยความโกรธอย่างทีแรก

 

จูบนั้นมันไร้นัยยะสำคัญ เป็นเพียงการกระทำตามธรรมชาติของร่างกาย

 

นันท์เลื่อนริมฝีปากลงมาที่ต้นคอ กัดลงเขี้ยวจนคนโดนกระทำสะดุ้งเฮือกแผ่นหลังไม่ติดกับเบาะ มือข้างที่ยังว่างดันหน้าท้องของเขาให้นอนลงตามเดิมก่อนเปลี่ยนจุดที่จะสร้างร่องรอยใหม่ ทำอย่างนั้นซ้ำๆจนรู้สึกปวดแสบไปทั่วลำคอ

 

“อย่าเกร็ง” เจอร์เบิกตากว้างเมือคำสั่งนั้นตามมาด้วยนิ้วที่สอง ตะปบนิ้วจิกหัวไหล่อีกคนพร้อมหยดน้ำใสคลอหน่วย นันท์วกกลับมาวุ่นวายเขาด้วยจูบอีกครั้ง คราวนี้รุกล้ำอย่างเร่าร้อน เกี่ยวกระหวัดและไล่ต้อนเหมือนอยากดึงความสนใจให้ออกจากความเจ็บด้านล่าง

“แฮ่ก... พะ พอ...” เสียงทุ้มร้องห้ามความใจดีที่เขาไม่อยากได้รับ จับแขนอีกคนให้หยุดเคลื่อนไหว ผลักดันมันออกด้วยเรี่ยวแรงที่ลดจากปกติไปหลายเท่า

“ใส่เข้ามา...สักที”

 

นันท์มองคนตรงหน้าอย่างผิดหวังตามด้วยห้วงอารมณ์โมโห นึกโกรธที่มันง่ายเหลือเกินสำหรับเจอร์ในการล้ำเส้นกันอย่างนี้

 

มือหนารูดเครื่องป้องกันเปียกชุ่มออกจากปลายนิ้ว ปลดกระดุมกางเกงที่ใส่และลดมันลงแค่เพียงพอจะทำสิ่งต่อไปได้ ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างกายของตัวเองเริ่มมีปฏิกิริยาขึ้นมาเหมือนกัน นันท์ขบกรามแน่นเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของอีกฝ่าย

 

เจอร์มองอีกคนที่สวมถุงยางชิ้นใหม่ลงบนตัวตนและขยับเข้าจ่อกับช่องทางของเขา ดวงตาคู่คมยังไม่วายตวัดมาจ้องกันอีกครั้งราวกับจะถามว่าแน่ใจหรือไม่ เขาจึงยกสะโพกจนบางส่วนสัมผัสกันอย่างหยาบโลน ยกยิ้มยั่วคนที่ช่างลังเลแตกต่างจากครั้งแรกสิ้นดี

 

“เฮือก!


-----------XOXO-----------


เจอร์ผลักคนที่ยังอ้อยอิ่งอยู่ในตัวเขาจนอีกฝ่ายล้มลงกับโซฟา สะดุ้งนิดหน่อยตอนความอุ่นร้อนหายไปแต่ก็คงสีหน้าปกติได้ดี นึกขอบคุณที่นันท์ไม่ทำให้เขาเหนอะหนะจนขยับตัวลำบากไปมากกว่านี้ ยันตัวเองให้ลุกขึ้นและกวาดสายตาหาเสื้อผ้าของตัวเอง ใส่ท่อนล่างเรียบร้อยและก้มมองเสื้อที่ขาดลุ่ยด้วยสายตาอ่านไม่ออก มองข้ามสายตางุนงงของนันท์ที่จ้องมาก่อนจะถอดเศษผ้าบนตัวออกและสวมเสื้อยืดของอีกคน

 

“ยืมนะ” เขาพูดพลางก้มหยิบกระเป๋าเป้ ไหล่ข้างที่ปวดมันเจ็บจนร่างกายสั่งให้ชาไปแล้ว

 

“เดี๋ยวรอบหน้าเอามาคืน :)


_________________________________________________________________

ทุกอย่างกำลังเริ่มต้นแล้วววว

คือใครที่สะดวกใจอ่านคัทเราแนะนำจริงๆค่ะ

เพราะมันจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในแต่ละซีน

มาดูกันว่าจะลดลงจน  #เหลือศูนย์ กัันเมื่อไหร่

ติดแท็กไปคุยกันในทวิตได้เน้อ






T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.096K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

781 ความคิดเห็น

  1. #771 MeNe (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 06:19
    คสพ.อะไรกันนี่
    #771
    0
  2. #763 Heroiiiiin. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2563 / 12:07
    ฟินแบบเจ็บปวด
    #763
    0
  3. #750 softless (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 23:56
    ไปให้สุดเลยรู้ก!!!
    #750
    0
  4. #712 ENJOY_EVERYDAY (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 เมษายน 2563 / 17:30
    ทำแบบนี้เจ็บไม่ต่างกันเลย
    #712
    0
  5. #686 canookss (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 เมษายน 2563 / 13:53
    เป็นปวดหัวเลยค่ะะะ ฮือออออ
    #686
    0
  6. #675 Brownsugar1980 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 18:55
    เหมือนต่างคนต่างทำร้ายกัน แต่ฉากคัทคือแซ่บมากกกกกกกกกก😆
    #675
    0
  7. #645 CallistoJpt (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 19:09
    ยิ่งทำแบบนี้ดูแล้วแต่ละคนก็ยิ่งเจ็บ
    #645
    0
  8. #556 llllovellll (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 00:31
    แซ่บจนแบบฮื่อ พี่ขิงของน้องง กอดนะคะ
    #556
    0
  9. #542 airssara (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 06:39
    แซ่บมาก
    #542
    0
  10. #439 tang_thai°°° (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 มีนาคม 2563 / 13:06
    เป็นอะไรที่รุนแรงมากเลยยยย
    #439
    0
  11. #389 Ayyyye (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 มีนาคม 2563 / 00:46

    ทีแรกว่าจะข้ามๆซีน แต่แนะนำให้เราไปแ่านคัท เราก็หาลิ้งค์ แต่หาไม่เจอ

    #389
    0
  12. #376 Bammiiee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 มีนาคม 2563 / 15:29
    แงงงงงงงง
    #376
    0
  13. #312 `peach (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 23:18
    คสพมันพังไปแล้ว
    #312
    0
  14. #300 beme. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 21:43
    แง อินมาก เข้าใจทั้งคู่เลย ทั้งเจอร์ที่ไม่กล้าบอก ทั้งนันท์ที่ผิดหวังว่าเจอร์เห็นความเป็นเพื่อนไม่สำคัญ แง
    #300
    0
  15. #292 Shipnielong (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 20:54
    โอ้ยแม่ ครั้งนี้มันเป็นเซ็กส์ที่บั่บ แง ไม่กล้าอ่านอ่ะ
    #292
    0
  16. #249 m6463 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 16:28
    เจ็บปวดดด
    #249
    0
  17. #239 เลดี้วาย (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 มีนาคม 2563 / 12:41
    อุแง้ เห็นใจใครดี
    #239
    0
  18. #230 Bayyokk (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 23:34
    อ่ายคัทได้​ที่ไหน​ค่ะ
    #230
    0
  19. #216 xqaantqx (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 21:22
    อะไรของคนสองคนนิ อึดอัดแทน
    #216
    0
  20. #187 PuiPui--r (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 มีนาคม 2563 / 17:19
    ร้องไห้~ นันท์ไม่ชอบใจความสัมพันธ์นี้แล้วทำทำไม เจ็บแทนเจอร์
    #187
    0
  21. #159 Yckrise (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 มีนาคม 2563 / 15:00
    อึดอัดมากเลยยย
    #159
    0
  22. #113 summerbb (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 10:34
    ประชดกันไปมาแล้วก็เจ็บเอง เข้าใจเจอร์ที่ไม่พูดออกไปนะ ก็อีกคนคิดกับเราแค่เพื่อนอะ เจ็บจะตายย
    #113
    0
  23. #27 MMAAYY (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 17:13
    เป็นควาทสัมพันธ์ที่เจ็บทั้งคู่เลย
    #27
    0
  24. #8 sehunluhan_selu (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 00:35
    แงงง อึดอัดมาก
    #8
    0
  25. #6 คนหน้ากลม (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 22:13
    งุ้ยยยยยย สู้ๆนะไรท์ชอบเรื่องนี้อีกแล้ววว
    #6
    0