ลดลงเหลือศูนย์ (End.)

ตอนที่ 31 : That was how I fell for him - Part II

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,693
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 200 ครั้ง
    21 มี.ค. 63

“มึงไปสนิทกันตอนไหนวะ?”

 

ประโยคนั้นดึงใครบางคนจากการเลือกระหว่างสมุดวาดภาพแบรนด์ใหม่กับที่ใช้อยู่ประจำ จินเจอร์ละสายตาจากเชลฟ์วางของ หันมองตังที่ยืนกอดอกอยู่ด้านข้าง ทันเห็นอีกฝ่ายหรี่เหมือนข้องใจนักหนา

 

ความสัมพันธ์ของเขากับเพื่อนสนิทตัวเองนั่นน่ะ

 

“สนิทเหรอ?” มันเป็นนิสัยไม่ค่อยดีหรอก พิ้งเคยบอกว่าเขาชอบตีมึนเวลาไม่อยากตอบคำถาม แต่จำเป็นแค่ไหนกัน ในเมื่อตอนนี้ก็ไม่ได้มีอะไรสักหน่อย

“อ้าว กวนตีนแล้วเพื่อนผม”

“ก็ได้คุยกันเวลามันมานั่งเฝ้ามึง แค่นั้น”

“มันชอบสูบบุหรี่กับมึง”

“แล้ว?”

“ปกตินันท์สูบบุหรี่กับใครที่ไหน”

 

นัยน์ตาคู่สวยสบกับตัง พยายามวิเคราะห์สาเหตุที่บางอย่างในอกทำงานผิดปกติไปวูบนึงตอนที่ได้ยินคำบอกเล่านั้น

 

“มึงพูดซะเหมือนเป็นเรื่องใหญ่โต”

“ก็เพราะตอนนั้นมันคือเวลาส่วนตัวไง”

“...”

“ใช้คิดเรื่องที่ไม่ค่อยเล่าให้คนอื่นฟัง” จินเจอร์ตัดสินใจหยิบสมุดเล่มเก่าหน้าตาคุ้นเคยมาถือ ปากกาในอีกมือถูกกำจนชื้นเหงื่อ เขามองตามหลังตังที่เดินแยกไปดูของต่อ พอรวบรวมสติได้เลยระบายรอยยิ้มบนริมฝีปาก ก้าวเท้าไปหยุดอยู่ข้างๆ มองคนที่เลือกวาชิเทปสำหรับโปรเจคล่าสุด

“มึงจะบอกว่ามันไว้ใจกูว่างั้น?”

“อืม”

“หึงเพื่อนป่ะเนี่ยไอ้ตังเม?”

 

เจ้าของชื่อตังเมชะงักไปเสี้ยววินาที มีไม่กี่คนที่เรียกเจ้าตัวแบบนั้นแม้จะรู้กันว่าเป็นชื่อเต็มที่คุณแม่อุตส่าห์ตั้งให้ ครามเคยให้เหตุผลว่ามันฟังดูน่ารักเกินไป และไมโลก็ทำใจไม่ได้ที่แฟนเก่าดันมาชื่อซ้ำกันพอดี

 

แต่ในเวลาที่อยากง้อคนใจน้อยแบบนี้

 

“ว่าไงครับคุณตังเม?”

 

มันก็น่าเอามาใช้กวนประสาทอีกฝ่ายไม่ใช่หรือไง

 

“ไอ้สัส” คนด่าประเภทไหนที่ขมวดคิ้วเหมือนไม่พอใจแต่ปากกลับกลั้นยิ้มไม่อยู่ จินเจอร์หัวเราะเสียงแผ่ว เก็บความรู้สึกผิดที่คิดถึงเพื่อนน้อยไปหน่อยก่อนจะเอื้อมมือไปตบไหล่กว้าง ให้สัญญาบางอย่างกับตัวเองมาตั้งแต่นั้น

“คิดมาก จังหวะบังเอิญทั้งนั้นแหละที่มึงเห็นน่ะ”

“ช่างน่า กูไม่ได้คิดมากอะไรหรอก”

“สังเกตดิ ก็มีแต่ช่วงที่มึงทำงานที่มันมากับกู”

“เลิกสปอยล์กูเหมือนเด็กนะจินเจอร์”

 

ว่าเขาจะไม่ทำให้เพื่อนเสียใจ

 

“โอ๋ๆ น้องตังเม” เขายิ้มขำเพื่อนที่ทำหน้าเหมือนจะอ้วก แต่ก่อนจะหาเรื่องแกล้งตังได้มากไปกว่านั้นเสียงเรียกของเมษาก็ดังขึ้น ได้ใจความประมาณว่าหิวข้าวแล้วหรืออะไรเทือกนั้น พนันได้เลยว่าเนจะต้องหัวเสียมากที่กลายเป็นจุดสนใจ ก็มันเบาๆ ซะที่ไหนเล่า กุลสตรีของกลุ่มเราเนี่ย

 

สุดท้ายทุกคนก็มากองรวมกันตรงหน้าร้าน ขาดแค่คู่หูโลกแตกอย่างครามกับไมโลเพราะสองคนซื้อของไปเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่เขา เน เมษา และตัง กลายเป็นคนน้อยแบบแปลกๆ ไปซะอย่างนั้น

 

“เสร็จแล้วเหรอ?”

 

อ่า...ไม่น่าทักว่าคนน้อยเลยให้ตายสิ

 

เขาสบตากับคนมาใหม่ได้แวบเดียวก็เบือนหน้าไปอีกฝั่ง พอดีที่ตรงนั้นเป็นตัง จินเจอร์เลยยักคิ้วทำเป็นขำไปสองสามที

 

“ช่วงนี้กูเจอมึงบ่อยกว่าแม่อีกมั้งนันท์” เนพูดขึ้นตอนที่เขาก้มหน้าไปแย่งของเมษามาถือพอดี ได้ยินเสียงหัวเราะของทุกคนดังขึ้นเลยหลุดยิ้มตามไปด้วย ทว่าเขายังคงหลบสายตาที่รู้สึกได้ว่ามองมาทางนี้ ยกมือขึ้นยีหัวหญิงสาวข้างตัวแล้วก็จัดให้ใหม่เหมือนทุกครั้งที่แกล้ง

“หัวกูยุ่งค่าาา”

“เปลี่ยนแชมพูเหรอ?”

“ไม่ใช่ผัวไม่ต้องรู้ค่าาา” แล้วเขาก็โดนตีมือแรงๆ หนึ่งทีเป็นการแก้แค้น จินเจอร์ส่ายหน้า พยายามเต็มที่กับการโฟกัสความสนใจของตัวเองไว้แค่ตรงนี้

“คบกันสักทีมั้ยพวกมึง?”

“ยังไม่เลิกชงอีกเหรอนันท์ ฟ้าจะผ่านะเว้ย” ทว่าไอ้ตัวดีกลับหันไปคุยกับนันท์เสียอย่างนั้น เขาที่ไม่อยากให้ทุกอย่างประหลาดเกินไปเลยต้องเงยหน้าไปยิ้มจางๆ ให้อีกฝ่าย ไม่คิดจะพูดอะไรโต้ตอบเพราะเลือกไปแล้ว

 

เลือกไปแล้วว่าคงต้องห่างออกมาสักหน่อย

 

เฟรนไชส์อาหารญี่ปุ่นชื่อดังเป็นเจ้าประจำของพวกเขาเวลามาซื้อของที่นี่ เมษาชอบคาราเมนของร้านนี้มาก แต่พอหิวจัดก็มักจะลืมรัดผม ลงท้ายก็คือเลอะเทอะแล้วก็บ่นว่าต้องสระใหม่อีกแล้ว จินเจอร์เลยเลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยการรัดยางผ้าไว้กับข้อมือตลอดเวลา เผื่อได้ใช้แบบตอนนี้ก็จัดผมยาวประบ่าให้เป็นทรงแล้วรวบให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนกินไปเลย

 

“มึงเหมือนเด็กอ่ะเมษ”

“ก็เพื่อนมันอยากทำ ขอบคุณค่ะเพื่อนรัก” เขาผลักหัวคนที่หันมาทำตาวิ้งๆ ใส่ด้วยความหมั่นไส้ ยังไงมันก็เป็นความสบายใจของเขาไปแล้วที่จะทำ ติดดูแลพิ้งจนลามมาเป็นนิสัยที่คงแก้ไม่หายแล้วมั้ง

“ขี้สปอยล์” แต่เหมือนเนจะเอือมให้วิธีการของเขาเพราะอีกฝ่ายชอบติงอยู่บ่อยว่าจะทำให้เมษาไม่ดูแลตัวเองสักที ซึ่งเอาจริงก็ไม่ได้ขนาดนั้นหรอก เมษาทำเป็นแค่เจ้าตัวไม่จำเป็นต้องทำเวลาอยู่กับเขาต่างหาก

“เออ สปอยล์เก่ง” กลายเป็นตังผสมโรงเข้าไปด้วยแถมยังมองมาเหมือนรู้ทันอีกว่าเขาจะทำอะไร จินเจอร์ตอบกลับด้วยการยักไหล่

 

เขาเองก็เข้าใจว่าอาการหวงเพื่อนสนิทหลายคนต่างเป็นกันทั้งนั้น รู้แหละว่าเพื่อนไม่ได้งี่เง่าแล้ว แต่เพื่อความสบายใจเขาถอยได้ ให้พูดตามตรงคือกับนันท์มันก็สบายใจดี ส่วนถามว่าสนิทไหมคงต้องใช้คำว่าไม่เคยเจอใครแบบนี้เหมาะกว่า

 

ออกแนวเป็นความน่าสนใจเวลาได้คุยอย่างนั้นล่ะมั้ง

 

ความสัมพันธ์ทุกแบบมีระยะห่างที่พอดี เขากับนันท์ในตอนนี้คือกำลังเข้าใกล้กันเรื่อยๆ เพราะยังไม่เจอจุดที่บอกว่าควรหยุด ถ้าพูดให้สั้นก็คือเข้ากันได้ดี

 

“ขิงกินเกี๊ยวซ่ากัน”

“เอาดิ”

 

แต่ถ้าไม่ได้ใกล้กว่านั้นก็ไม่เป็นไร

 

“กูอยากกินชาชู”

“เลวว่ะนันท์ ใครเขาขอของแบบนี้กันวะ”

“เจอร์”

 

เขาเงยหน้า ทำเหมือนไม่รู้เรื่องว่านันท์เรียกทำไมแม้จะได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่ชัดเจน ตังเองก็เหมือนจะจับความผิดปกติในน้ำเสียงของคู่สนทนาได้เลยมองตาม ยิ่งเห็นสายตาราบเรียบกึ่งไม่พอใจก็รู้ว่านันท์น่าจะจับได้แล้ว

 

เรื่องที่เจอร์ไม่ยอมคุยเล่นด้วยเหมือนเกือบเดือนที่ผ่านมา

 

“เอาไปดิ”

“ใจดีจังนะ” คนที่กำลังคีบเนื้อแผ่นบางชะงักไป ก่อนจะระบายยิ้มเหมือนไม่คิดอะไรทั้งที่คำชมนั้นไม่ต่างจากการประชดประชันเลยสักนิดเดียว

 

นันท์กำลังไม่เข้าใจว่าเจอร์เป็นอะไร

 

อยู่ๆ ก็ทำเหมือนไม่สนใจ แต่พอขออะไรก็ให้ ชวนคุยเรื่องไหนก็คุย

 

มื้ออาหารดำเนินต่อไปอย่างเรียบเรื่อย ไม่ได้ตลกโปกฮาเท่าเวลามีครามกับไมโลแต่ก็ไม่ได้อึดอัด คงมีแต่จินเจอร์ที่พยายามทำตัวเองให้ยุ่งด้วยการเทคแคร์เมษา เขาเป็นพวกเครียดน้อยลงเวลาได้ดูแลคนอื่น บนโต๊ะมีบทสนทนาทั่วไปเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แล้วมันก็ช่วยไม่ได้เลยที่เขาดันสังเกตเห็นว่าใครบางคนเงียบลง ถึงไม่ใช่คนคุยเก่งแต่ก็ไม่ใช่คนคุยไม่เป็นสักหน่อย

 

เด็กบริหารคนนั้นน่ะ

 

“แล้วนี่ไปไหนกันต่อวะ?” ตังถามขึ้นมาหลังจากนั่งรวมเงินกันว่าใครกินอะไรไปเท่าไหร่ เป็นปกติที่จินเจอร์ เน เมษาจะหอบหิ้วกันไปมาทั้งสามคน ทว่าวันนี้ไม่ปกตินิดหน่อย

“เมษจะพากูไปตัดผม”

“หา?”

“ทรงนั้น ที่มึงบอก”

“ถามจริง?!” เขาหันมองหญิงสาวคนเดียวทำตาโต ท่าทางดีใจจนปิดไม่มิดกับเพื่อนผมดำที่ทำหน้าเบื่อโลกที่สุด แปลกใจนิดหน่อยที่ไม่มีใครบอกแพลนนี้กับเขามาก่อน แต่พอเห็นสายตาเนที่จ้องกลับมาก็รู้ว่าที่เป็นแบบนี้เพราะจงใจ

 

วันนี้จินเจอร์โดนจับได้ไปกี่ครั้งแล้วนะ

 

“ขิงไปกับกูมั้ยๆ มึงต้องได้เห็น—”

“ไม่ต้องเอามันไปเลย”

“อ้าวคุณเน?”

“กลับบ้านไปนอน เมื่อคืนมึงอยู่ดึก”

“หืม? อยู่ดึกทำไมวะเจอร์ งานมึงเสร็จตั้งนานแล้วนี่” พอตังทักขึ้นมาแบบนั้นคนที่ทำหน้าที่นับเงินเพราะเพื่อนบอกว่าเรียนบริหารเลยขมวดคิ้วนิดหน่อยโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

“กูวาดรูปเพลิน”

“จ้า พ่ออาร์ติส พ่อลอเรนโซ”

“เอาไอ้เนไปตัดผมไป” เขาโบกมือไล่พร้อมกับลุกขึ้น ไม่อย่างนั้นเราก็คงนั่งอยู่ตรงนั้นไม่ได้ไปไหนสักที นันท์ใช้เวลากับการจ่ายเงินหน้าเคาน์เตอร์สักพัก หลังจากนั้นทุกคนก็ออกมายืนมองหน้ากันก่อนเนจะลากเมษาออกไป

“อย่าให้ค้างคา”

 

เป็นคำกระซิบบอกสุดท้ายที่เพื่อนผมดำบอกกับเขา

 

“งั้นแยกย้ายนะมึงวันนี้”

 

พอตังพูดแบบนั้นเขาสองคนก็มองหน้ากัน มันเป็นครั้งแรกที่จินเจอร์รู้สึกไม่ค่อยชอบความพิเศษของการสื่่อสารผ่านสายตาของเรา

 

เพราะมันทำให้เขาเลือกที่จะเดินตามนันท์ ขึ้นลิฟต์ไปตรงชั้นดาดฟ้า ไม่ต้องถามด้วยซ้ำว่าบทสนทนาที่อาจเกิดขึ้นจะเกี่ยวกับอะไร

 

จินเจอร์ไม่อยากรู้ใจนันท์ขนาดนั้นเลยจริงๆ

 

 

__________

 

 

ไอร้อนยังคงหลงเหลือแม้อาทิตย์จะจมหายใต้ขอบฟ้า ลมเอื่อยหอบเอาควันฉุนจางหายจากพวกเขา จินเจอร์เคยถามนันท์ว่ามันช่วยสักแค่ไหน กระดาษไหม้ๆ ที่มีแต่คนบอกว่าเต็มไปด้วยสารก่อมะเร็งนั่นนะ

 

“มีอะไรเปล่ามึง?”

 

ก็เหมือนจะไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่ล่ะมั้ง

 

เขาเริ่มต้นด้วยการทิ้งคำถาม รอฟังคำตอบย่างใจเย็นเพราะรู้ว่าคงอีกพักใหญ่ กว่าอีกคนจะละเลียดรสชาติจนพอใจแล้วคุยกลับมาตรงๆ

 

เวลาของเราเดินช้าลงเสมอเมื่อมีบุหรี่อยู่บนปลายนิ้วของอีกฝ่าย

 

“มึงต่างหาก...” เสียงทุ้มต่ำดังชัด มันก้องในความรับรู้ ดังซ้ำในความรู้สึกของเขา

“กูมันทำไมครับ?”

“วันนี้มึงเป็นอะไร, จินเจอร์?”

 

และเขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น

 

“กูก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่ สบายดีทุกอย่าง”

“จินเจอร์”

“...”

“อย่าทำเป็นไม่รู้ได้มั้ย?” คนถูกขอร้องก้มหน้านิ่ง นันท์กำลังพูดเรื่องนึงแต่มันดันไปตรงกับอีกเรื่องที่อยู่ในใจ สิ่งที่ทำให้เขาสับสนจนอาจจะใช้เรื่องตังเป็นข้ออ้างในการถอยห่างออกมา

“แล้วจะให้กูรู้เรื่องไหน? บอกมาดิ” จินเจอร์ยังคงผสมเสียงหัวเราะต่อท้ายทั้งที่รู้สึกหดหู่ขึ้นมาอย่างประหลาด เขาสับสนจนแทบบ้า ไม่รู้จะต้องทำยังไง คำถามที่มีตอนนี้น่ากลัวเกินไปสำหรับเขา น่ากลัวเพราะถ้ามองเป็นเกมกระดานสักตา การก้าวผิดเพียงนิดเดียวแล้วเพลี่ยงพล้ำคือการเสียความสัมพันธ์และคนข้างตัวไป

 

ที่ผ่านมาเขาอาจจะสนุกเกินไปแล้ว

 

“มีเรื่องเครียดเหรอวะช่วงนี้? เรียนหนักอ่ะดิ”

 

ตอนนี้เลยได้แต่รับบทคนที่แกล้งไม่รู้ หลับหูหลับตากับความจริงที่ว่าตัวเองกำลังจะเปลี่ยนไป

 

“เจอร์”

“เล่าได้นะ ถ้ามีเรื่องอยากพูด” เขาทำเป็นคนใจกว้าง เป็นคนรับฟังที่ดีทั้งที่ตอนนี้นันท์กำลังต้องการให้เขาพูด แต่จินเจอร์พูดไม่ได้และเขาจะไม่มีทางหลุดปาก

“จินเจอร์”

 

ว่ากับนันท์...มันอาจจะเกินเพื่อนไปแล้วสำหรับเขา

 

“สอบเป็นไง? เห็นอ่านไปเยอะอยู่นี่”

“...ก็ดี” เขาเบือนหน้าหนีไปอีกฝั่ง ได้ยินเพียงเสียงถอนหายใจหนักๆ กับประโยคที่ตอบกลับมา ถึงยืนอยู่ข้างกันแต่ก็รับรู้ว่ากำแพงหนาที่ตัวเองเพียรสร้างได้ผลขนาดไหน

 

นันท์ไม่ตื๊อ ไม่ถาม

 

“เพลงนั้นที่มึงบอกอ่ะ เพราะดีนะ”

“อืม กูว่าแล้วว่ามึงต้องชอบ”

 

แปลว่าก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่เหมือนกัน

 

ระยะห่างที่จะไม่ใกล้ไปกว่านั้นของเราสองคน

 

“แล้วไหนที่บอกจะมาแลก?” นันท์เคาะแท่งกระดาษจนเห็นเศษขี้เถ้าร่วงหล่น และมันคงเบามากจนปลิวหายไปไหนสักแห่ง

“อ่า...กูลืมว่ะ” จินเจอร์คิดว่าตัวเองอาจจะเริ่มโกหกได้เก่งมาตั้งแต่ตอนนั้น เก่งขึ้นเรื่อยๆ ตามวันเวลาที่หมุนผ่าน

 

เราเคยคุยกันหลายเรื่อง หนังสือ ภาพยนตร์ เพลง และเรื่องสุดท้ายก็คล้ายจะเป็นเพียงเรื่องเดียวที่แตกต่างแต่กลับสร้างความสนใจในรสนิยมอีกคนจนไม่รู้สึกเบื่อ นันท์แลกเพลงกับเขา เรามีเพลย์ลิสต์ในแอปฯสตรีมเพลงด้วยกัน ตกลงแบบง่ายๆ ว่าถ้ามีแทร็กไหนตรงใจให้เพิ่มลงไปในนั้น

 

และเขาก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับมัน ทั้งที่ไม่จริงเลย

 

“เหรอ? เสียดาย” เสียงเรียบเรื่อยไม่แสดงความรู้สึกว่าดีใจหรือเสียใจทำให้จินเจอร์กำปลายนิ้วที่เริ่มเย็นชืดเข้าหากัน

“...”

“แล้วมึงล่ะ?” นันท์ถาม เหลือบมองเขาครู่หนึ่งก่อนจะมองตรงไป พระอาทิตย์ตกดินแล้ว ปลายฟ้าอีกฝั่งเริ่มมืดลงทุกที

“หมายถึง?”

“มีเรื่องเครียดอะไรรึเปล่า?”

 

เขากำลังจะปฏิเสธ แต่ก็ต้องเปลี่ยนเป็นเม้มริมฝีปากเข้าหากัน

 

“นิดหน่อย”

“หืม?” อีกฝ่ายดูประหลาดใจ แน่สิ...จินเจอร์เป็นคนหมดแรงกับอะไรง่ายๆ ที่ไหนกัน ยิ่งเป็นเรื่องเรียนยิ่งเป็นไปไม่ได้ เจ้าตัวเคยพูดกับนันท์เองว่านอกจากน้องก็มีเรื่องนี้แหละที่รัก

“มัน...เหนื่อยๆ”

“ฟังอยู่” นันท์ตอบกลับสั้นๆ ระหว่างที่เขากำลังเรียบเรียงทุกอย่างในหัว บอกกันว่าไม่ได้รีบแล้วก็ไม่ได้คิดว่าที่ยืนอยู่ตรงนี้เป็นเรื่องที่เสียเวลา

“กูสับสน”

“ระหว่างอะไรกับอะไร?”

 

คำถามนั้นหยุดความคิดวุ่นวายที่ไม่ว่าทำยังไงก็จัดการไม่ได้สักที

 

“...”

“ก็สับสนแปลว่ามีหลายอย่างให้เลือกแล้วตัดสินใจไม่ได้ ไม่ใช่เหรอ?”

 

หยุดทุกอย่างนิ่งแม้กระทั่งอัตราการเต้นของหัวใจที่เงียบลงไปพักหนึ่ง

 

“ก็ใช่”

“บอกได้มั้ย? หรือถ้าไม่ก็ข้ามไป เล่าแต่ความรู้สึกมึง”

 

จินเจอร์ซบหน้าลงกับฝ่ามือ อย่างจะหัวเราะออกมาดังๆ ที่ทำอย่างที่นันท์บอกไม่ได้เลยสักอย่างเดียว

 

ก็เรื่องที่สับสนกับสิ่งที่รู้สึกมันเป็นเรื่องเดียวกัน

 

เรื่องที่เขาชอบนันท์หรือแค่เราเข้ากันได้ดีเกินไป

 

“อึดอัด”

“อืม”

“เวลานึกถึง เหมือนหายใจไม่ออก”

“...”

“จริงๆ แล้วมันดี กูแน่ใจว่ามันจะดีถ้าได้รู้จักให้มากกว่านี้”

 

จังหวะนั้นจินเจอร์เองก็สงสัย นันท์จะเข้าใจไหมว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไรในเมื่อมันไม่ปะติดปะต่อกันเลยด้วยซ้ำ

 

“แต่ไม่อยากให้หายไป ถ้าได้อยู่ใกล้แค่สั้นๆ แล้วจะไม่มีอีกกับต้องยืนอยู่ที่เดิม”

“...”

“แค่นี้ก็ได้...แค่นี้ก็ยังดี”

 

ประโยคนั้นดึงให้เราหันกลับมาสบตากัน นันท์ไล่มองเขาราวกับสำรวจว่ายังโอเคอยู่หรือเปล่า แล้วพอเห็นร่องรอยความอ่อนล้าในแววตา ก็เป็นนันท์อีกนั่นแหละที่วางมือลงมาบนไหล่ บีบกระชับเพื่อบอกว่าให้กำลังใจ

 

“งั้นก็ดีแล้ว”

“...”

“ไม่ต้องสับสนแล้วจินเจอร์” คนตรงหน้าปล่อยให้ควันกลุ่มสุดท้ายลอยจากไปเชื่องช้า ก่อนจะขยี้ปลายกระดาษแท่งนั้นจนยับยู่ พอแน่ใจว่าดับสนิทก็ทิ้งลงในถังขยะที่อยู่ไม่ไกล

“...”

“ในเมื่อมึงบอกเองว่ารับไม่ได้ถ้าต้องเสียไป”

“...”

“เป็นแบบนั้นก็อย่าเสี่ยงเลย”

 

จินเจอร์หลุดยิ้มออกมาและมันทำให้ใครบางคนใจกระตุก ภาพที่เห็นสำหรับนันท์มันเศร้าเกินไป แต่เขาจะทำอะไรได้นอกจากพูดความจริง ในเมื่อเจ้าตัวพูดเองว่าไม่พร้อมและรับความสูญเสียไม่ได้ จะมีเหตุผลไหนอีกที่เขาจะเชียร์ให้เพื่อนไปลุ้นกับความเจ็บช้ำ

 

ความรักก็เป็นซะแบบนั้น ฟังแค่นี้ก็รู้แล้ว

 

“นั่นดิ” ใครบางคนเห็นด้วยกับเขากับน้ำเสียงแหบแห้ง นันท์ที่ชั่งใจอยู่นานเพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองจะตลกได้ผลไหมเลยต้องลองพูดดู

“การลงทุนมีความเสี่ยงไง เข้าใจมั้ยไอ้นักลงทุนอ่อนหัด”

“เออ เข้าใจแล้ว”

“ฉลาดสมเป็นเพื่อนกู”

 

จินเจอร์หลุดหัวเราะ แต่น่าเสียดายที่ความมืดของพลบค่ำบดบังสายตาคู่นั้นที่ไม่ต่างจากคนกำลังร้องไห้

 

แล้วใครบางคนก็เรียนรู้ว่าคนเราไม่จำเป็นต้องมีน้ำตาเพื่อบอกว่ากำลังเสียใจ

 

...ไม่จำเป็นเลย

 

 

__________

เธอค้าบบบTT

คือเหมือนว่าตังเองก็เป็นข้ออ้างที่ดีอีกข้อที่เจอร์จะห่างออกมา

แล้วอีกข้อใหญ่ๆ คือเราดันไปชอบเขาไงลูกเอ๊ย

เพื่อนเป็นแบบนี้กันมั้ย

คือเราอ่ะ เวลารู้จักใครแล้วรู้สึกว่า เอ้ย คนนี้ดีจัง

ก็จะคุยนู่นนี่ ทำความรู้จัก

เหมือนเขยิบเข้าใกล้กันเรื่อยๆ

ละพอถึงจุดนึงที่มีบางอย่างไม่โอเคเราก็จะหยุดอยู่ตรงนั้น

ไม่ขยับเข้าไปแล้ว บางทีอาจจะถอยออกมาเพื่อหาระยะห่างที่พอดี

แต่อันเนี้ยะ มันเจ็บตรงที่เจอร์เขาเลือกหยุดแค่นั้น

หยุดทั้งที่รู้ว่าคงดีถ้าได้ใกล้กันแต่มันต้องหยุดอ่ะ

แงงงง

#เหลือศูนย์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 200 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

781 ความคิดเห็น

  1. #590 PuiPui--r (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 21:28
    นันท์ก็แลดูแคร์เจอร์จับสังเกตจับอารมณ์เจอร์ได้ไวเวอร์ แบบนี้แหละเจอร์ถึงตัดใจไม่ได้สักทีมันมีความหวังทั้งๆที่ไม่ควรหวัง
    #590
    0
  2. #546 pick-17 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 23 มีนาคม 2563 / 10:12
    เพื่อนกันไม่เท่าไหร่ เพื่อนสนิทนี่ยิ่งกว่า
    #546
    0
  3. #528 เดี้ยนเองค้าาาาาาา (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 19:21
    แง้เจ็บแทนนน
    #528
    0
  4. #527 Piinklao (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 19:16
    กำแพงเฟรนโซนยากเสมอ เบสเฟรนโซนยิ่งแล้วใหญ่ เลือนลางระหว่างใช่ไม่ใช่ เสี่ยงมากมาย หยุดไว้ก็คงโอเคกว่าล่ะมั้ง
    #527
    0
  5. #525 Tnchrx000 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 16:18
    เห็นเหตุผลที่ไม่เริ่มแล้วใจเจ็บมากเลย เราว่าเราเข้าใจTT
    #525
    0
  6. #524 สตรีรัตติกาล (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 13:35
    พอได้อ่านแบบนี้แล้วก็สงสารเจอร์นะ เป็นเราก็สงสัยว่าชอบหรือเข้ากันได้ดี สำหรับเจอร์น่าจะชอบแต่นันท์น่าจะเป็นเข้ากันได้ดีมากกว่า ยิ่งะอโตขึ้นไม่ค่อยได้เจอกันมันยิ่งดูห่างๆกันไป คนที่คงความรู้สึกได้คือเจอร์ อ่านตอนนี้แล้วคือรู้สึกว่านันท์ทรีทเจอร์เป็นเพื่อนสนิทอีกคนที่ดูจะพิเศษขึ้นมากกว่าตังนิดหน่อยเท่านั้นเอง

    ไม่ใช่ชอบอ่ะ
    #524
    0
  7. #523 kkkkrm (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 13:32
    อยากอ่านตอนที่2คนนี้เขาเป็นแฟนกันแล้วไปอยู่กับแก๊งค์กรุบค่าาาา อ่านตอนนี้แล้วใจมันหนึบๆ
    #523
    0
  8. #520 APUP2U (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 02:31
    นันท์ก็นะ รีบแตะเบรคทำไม เพิ่งสตาทรถเอง
    #520
    0
  9. #519 Felinonajang (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 01:19
    บางทีถ้าเจอร์ทำอะไรสักอย่างที่สะกิดนันท์ไม่แน่อาจลงเอยกันนานแล้วก็ได้ เพราะอ่านตอนที่ย้อนความมหาลัย นันท์ยังดูมีใจให้เจอร์มากกว่าตอนนั้นซะอีก
    #519
    0
  10. #517 miiiina (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 23:41
    เหลือศูนย์ ที่แท้ทรู
    #517
    0
  11. #515 MMAAYY (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 23:25
    มันบับหน่วงตรงนี้ที่จัย ขิงก็คือพร้อมทุ่มทั้งใจแล้วอ่ะ มันเลยคำว่าชอบไปแล้วอ่าาแบบนี้คือโคตรจะชอบ ชอบมากๆ เหมือนขิงเห็นความเป็นไปได้ในตัวนันท์อ่ะ แต่ถ้าใกล้กว่านี้แล้วตังไม่โอเคขิงก็คงแย่เพราะขิงแคร์เพื่อนมาก เป็นความรู้สึกแอแง สู้ๆค่ะไรท์ภาษาเขียนของไรท์ดีขึ่นมากๆเลยหรือว่าเรารู้สึกไปเองก็ไม่รู้ แต่รู้สึกว่าดีขึ้นเรื่อยๆจริงๆนะคะ เลิ้ปยูวนะคะ ติดตามเสมอ
    #515
    0
  12. #514 Pople (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 23:24
    เข้าใจเลยกับความรู้สึกแบบนี้ เป็นความรู้สึกที้แอบแย่นิดๆ จะเดินต่อก็ไม่ได้ จะถอยหลังก็ไม่โอเคToT
    #514
    0
  13. #512 ningpornprapa (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 23:07
    อยากอ่านต่อเรื่อยๆๆๆไม่จบได้ไหม
    #512
    0
  14. #507 mbye614 (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 21:11
    แงงงงสไปสุดค้าบบบ
    เข้าใจมากๆ มากๆ มากถึงมากที่สุด อยากคราย55555 อ่านแล้วเจ่บแทน
    #507
    0
  15. #506 kikrattiyaporn (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 21 มีนาคม 2563 / 20:40
    โอ๊ยยยใจพี่ น้องขิงงงงงง ความรักไม่มีสัญญาณเตือนเวลาตกหลุมรัก
    #506
    0